การปรากฏตัวของสวี่ฉางเซิงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ทว่าโจวลั่วยังคงให้การต้อนรับเขาภายในห้องโถงหลัก
"พี่โจว ยามนี้ท่านนับว่ารุ่งเรืองขึ้นมากแล้วนะขอรับ" สวี่ฉางเซิงนั่งลงบนเก้าอี้พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"เป็เพียงของนอกกายเท่านั้น ข้ากลับนึกอิจฉาตบะระดับฝึกปราณชั้นสองของพี่สวี่เสียมากกว่า" โจวลั่วโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
"ท่านอย่าได้ยกยอข้าเกินไปเลยขอรับ" สวี่ฉางเซิงกล่าวพลางเปลี่ยนสีหน้าเป็เศร้าสร้อย "หากต้องจากกันในวันนี้เกรงว่าภายหน้าเราคงหาโอกาสพบกันได้ยากแล้ว"
"พี่สวี่หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?" โจวลั่วอดสงสัยไม่ได้
"พี่โจวไม่ได้ยินข่าวเื่ที่ตระกูลกำลังเกณฑ์คนไปแนวหน้าหรือ?" สวี่ฉางเซิงถามด้วยความประหลาดใจ
โจวลั่วส่ายหน้า ่ที่ผ่านมาเขามัวแต่ยุ่งกับการปรุงโอสถ จึงไม่มีเวลาสนใจเื่ภายนอกเลย
สวี่ฉางเซิงทอดถอนใจ "ก็จริง ยามนี้ฐานะของพี่โจวแตกต่างไปแล้ว แต่น่าเวทนาพวกเราที่เป็เขยแต่งเข้าตระกูลยิ่งนัก ที่ต้องถูกตระกูลหลินส่งไปตายเปล่าที่แนวหน้า" ท้ายประโยคแฝงไปด้วยความไม่ยินยอมอย่างชัดเจน
สวี่ฉางเซิงนั้นแตกต่างจากเขยแต่งเข้าตระกูลส่วนใหญ่ เขารู้ตัวดีว่าตนเองอยู่ในสถานะใด
หลังพลาดหวังจากสำนักชิงหยวน เขาเลือกเข้าร่วมกับตระกูลหลินโดยไม่ลังเล แม้ภายหลังจะรู้ว่าต้องเป็เขยแต่งเข้าตระกูลเขาก็ไม่นึกเสียใจ เพราะเขารู้ดีว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้บำเพ็ญเพียรต่อ หากเพื่อหนทางสู่ความเป็ะเขาก็เห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะแลก ดังนั้นเมื่อมาอยู่ตระกูลเขาจึงขยันหมั่นเพียรและคบหาสมาคมไปทั่วเพื่อสร้างรากฐานและเพิ่มพูนตบะ ทว่าในสายตาตระกูลหลิน เขาก็เป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลคนหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่ตระกูล้า พวกเขาก็ย่อมสลัดทิ้งโดยไม่ลังเล แม้ว่าเขาจะมีทายาทที่มีรากปราณให้ตระกูลแล้วก็ตาม
"พี่สวี่เพิ่งจะอยู่ระดับฝึกปราณชั้นสองไม่ใช่หรือขอรับ?" โจวลั่วถามด้วยความใ
โดยปกติแล้วนักพรตต้องบรรลุถึงระดับฝึกปราณชั้นห้า จึงจะเริ่มมีพลังต่อสู้ นักพรตระดับฝึกปราณชั้นสองอย่างสวี่ฉางเซิงนั้น พลังปราณที่มีนับว่าน้อยนิดจนแทบไม่มีค่า การให้เขาไปร่วมรบย่อมไม่ต่างจากการส่งไปตาย
"เฮ้อ! แม้จะต่อสู้ไม่ได้ แต่ก็ย่อมมีงานอื่นให้ทำ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ตระกูลยังเพิ่งรับเขยแต่งเข้าตระกูลชุดใหม่เข้ามาอีก..." สวี่ฉางเซิงกล่าวด้วยสายตาหม่นหมอง
โจวลั่วขมวดคิ้ว สถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้อันตรายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ในขณะที่โจวลั่วกำลังครุ่นคิด สวี่ฉางเซิงก็พลันลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาเสียงดังปึก!
"ขอพี่โจวโปรดช่วยชีวิตข้าด้วยเถิด!"
"นี่มันอะไรกัน?" โจวลั่วใรีบเข้าไปพยุง แต่สวี่ฉางเซิงยังคงดื้อแพ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น
"ยามนี้พี่โจวเป็เขยของตระกูลหลินแล้ว ฐานะแตกต่างจากเขยแต่งเข้าอย่างพวกเราราวฟ้ากับดิน ได้โปรดช่วยพูดขอความเมตตาให้ข้ากับทางตระกูลด้วยเถิด สวี่ผู้นี้จะไม่มีวันลืมพระคุณเลยขอรับ" เขากล่าวพลางทำท่าจะโขกศีรษะ
โจวลั่วรีบห้ามปรามทันที "พี่สวี่ ท่านพูดอะไรเช่นนั้น"
เมื่อสวี่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้น โจวลั่วก็กล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น "ความจริงแล้วข้ากับท่านก็ไม่ต่างกันนัก ล้วนเป็เพียงคนตัวเล็ก ๆ ที่คำพูดไม่มีความหมาย จะมีกำลังไปขอความเมตตาได้อย่างไรกัน"
"พี่โจว..." สวี่ฉางเซิงมีดวงตาแดงก่ำ ราวกับเห็นอีกฝ่ายเป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตได้
ทว่าโจวลั่วรู้ดีว่า เื่นี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะตัดสินใจได้ เื่ใหญ่ระดับตระกูลเช่นนี้ อย่าว่าแต่เขยแต่งเข้าตระกูลตัวเล็ก ๆ เลย แม้แต่บุตรหลานในตระกูลเองก็ยังถูกส่งไปแนวหน้า หากไม่ใช่เพราะเขาแสดงพร์ด้านการปรุงโอสถจนได้รับความเมตตาจากตระกูล เกรงว่าเขาก็คงถูกส่งไปตายที่แนวหน้าเช่นกัน ใน่วิกฤตเช่นนี้ การรักษาตัวเองให้รอดก็นับว่าเป็โชคดีมหาศาลแล้ว ดังนั้นไม่ว่าสวี่ฉางเซิงจะพูดอย่างไร โจวลั่วก็ได้แต่บอกว่าตนเองจนปัญญา สุดท้ายสวี่ฉางเซิงจึงจากไปด้วยท่าทางเหม่อลอยเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง
เมื่อมองดูเขยแต่งเข้าตระกูลเพียงคนเดียวที่มีความสัมพันธ์ด้วย โจวลั่วก็ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปปิดด่านฝึกตนที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากา
ทว่าเขายังไม่ทันได้ออกเดินทาง หลินฝูผู้เป็พ่อบ้านก็มาหาถึงที่ เมื่อพบกันอีกครั้ง พ่อบ้านผู้นี้ไม่มีท่าทีเ็าเหมือนเก่า ทว่าในแววตากลับแฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน
การปรากฏตัวของหลินฝูทำให้ใจของโจวลั่วกระตุกวูบ โชคยังดีที่ตระกูลไม่ได้จัดให้เขาไปแนวหน้า แต่ให้เขาไปช่วยตระกูลปรุงโอสถแทน เมื่อได้ยินเช่นนั้นโจวลั่วจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูเหมือนการแสดงคุณค่าของตนเองออกมาบ้างจะเป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว
เขาตามหลินฝูไปยังคฤหาสน์โซ่วชุน และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าที่นั่นมีผู้คุ้มกันเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดสังเกต เมื่อมาถึงห้องปรุงโอสถ เขาก็พบกับใบหน้าแปลกหน้าหลายคน จากการแนะนำของหลินฝูจึงได้รู้ว่าคนเหล่านี้คือกลุ่มนักปรุงโอสถที่ตระกูลบ่มเพาะขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มต้น และมีบางส่วนที่เป็ระดับหนึ่งขั้นกลาง โจวลั่วกวาดสายตาดูคร่าว ๆ คาดว่ามีประมาณแปดถึงเก้าคน ดูท่ารากฐานของตระกูลหลินก็นับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เนื่องจากหลินจือโซ่วกำลังปิดด่านกักตน โจวลั่วจึงถูกจัดให้ไปอยู่ในบริเวณเดียวกับหลินเหนียน ศิษย์พี่ในนามผู้นี้ยังคงมีท่าทีเ็าต่อโจวลั่ว แม้เขาจะเอ่ยทักทายก็ยังไม่ยอมใส่ใจ โจวลั่วเองก็ไม่ได้ถือสา เพราะการปรุงโอสถอยู่ที่นี่ย่อมดีกว่าการไปส่งชีวิตทิ้งที่แนวหน้าเป็ไหน ๆ
...
ต่อจากนั้น โจวลั่วก็ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ที่คฤหาสน์โซ่วชุนเป็หลัก เขาคลุกตัวอยู่ในห้องปรุงโอสถตลอดทั้งวันจนไม่รู้ว่าสถานการณ์การรบภายนอกเป็เช่นไร แต่เมื่อเห็นจำนวนการเบิกโอสถที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เขาก็พอจะเดาได้ว่าสถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก
ตามปกติแล้วหากไม่มีตัวแปรอื่น การต่อสู้ครั้งนี้คงกินเวลานานนับเดือน ่เวลานี้นับว่าผ่อนคลายสำหรับโจวลั่ว เพราะเขาได้รับมอบหมายให้ปรุงเพียงโอสถระดับเริ่มต้นเท่านั้น อีกทั้งทุกคนต่างวุ่นวายจนไม่มีเวลามาสนใจเขา เขาจึงไม่ต้องระแวดระวังตัวเหมือนแต่ก่อน
ครึ่งเดือนต่อมา สถานการณ์การรบก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อหลินจือโซ่วทะลวงระดับสำเร็จ เดิมทีเขาติดอยู่ในระดับหนึ่งขั้นสูงมานานหลายปี ครั้งนี้ด้วยแรงกดดันจากตระกูลทำให้เขาสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหนึ่งขั้นสูงสุดได้ในที่สุด ถึงยามนี้ตระกูลหลินจึงมีนักปรุงโอสถระดับหนึ่งยอดเยี่ยมเป็คนแรก
ในบรรดาวิชาแขนงต่าง ๆ ของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร สี่ศาสตร์หลักมักเป็ที่นิยมที่สุด เพราะพวกมันมีพลังในการเปลี่ยนสถานการณ์การรบ หรือแม้กระทั่งพลิกแพลงผลแพ้ชนะได้ด้วยตัวคนเดียว แม้หลินจือโซ่วที่กลายเป็นักปรุงโอสถระดับหนึ่งยอดเยี่ยมจะไม่ได้น่าเกรงขามถึงเพียงนั้น แต่การเข้าร่วมของเขาก็ทำให้พลังรบของตระกูลหลินเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่เห็นชัดที่สุดคือจำนวนโอสถรักษาที่โจวลั่วต้องปรุงในแต่ละวันลดน้อยลงไปมาก นั่นหมายความว่าความสูญเสียของคนในตระกูลหลินที่แนวหน้าลดลงแล้ว
ในวันที่ยี่สิบแปดของการทำศึก ทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะสงบศึกกัน โจวลั่วและคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกโล่งอกราวกับยกูเาออกจากอก และพากันแยกย้ายออกจากคฤหาสน์โซ่วชุน เมื่อกลับถึงบ้าน โจวลั่วก็โถมตัวลงบนเตียงของหลินชิงหานและหลับสนิททันที การปรุงโอสถอย่างหนักติดต่อกันเกือบเดือนทำให้เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ในที่สุดเขาก็ได้พักผ่อนเสียที
กว่าโจวลั่วจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็่สายของวันรุ่งขึ้นแล้ว หลินชิงหานนั่งอยู่ที่หัวเตียงพลางอุ้มเ้าตัวน้อยฉางอันที่กำลังหลับปุ๋ย นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยน
"ตื่นแล้วหรือเ้าคะ?"
โจวลั่วคลึงขมับพลางลุกขึ้นนั่ง "ข้าหลับไปนานเท่าใด?"
"หนึ่งวันหนึ่งคืนเ้าค่ะ" หลินชิงหานตอบ
โจวลั่วพยักหน้าพลางลูบท้อง "ข้าหิวแล้ว"
หลินชิงหานยิ้มน้อย ๆ "หลินเฟยอิ่งเตรียมสำรับไว้เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็รีบะโลงจากเตียงและมุ่งหน้าไปยังห้องอาหารทันที
...
ที่โต๊ะอาหาร โจวลั่วกินอาหารปราณที่หลินเฟยอิ่งเตรียมไว้ พลางฟังหลินอีอีเล่าเื่ราวที่แนวหน้า การต่อสู้กับตระกูลลู่ในครั้งนี้ ตระกูลหลินนับว่าสูญเสียอย่างหนัก เฉพาะบุตรหลานในตระกูลก็เสียชีวิตไปกว่าห้าสิบคน ส่วนเขยแต่งเข้าตระกูลที่ถูกส่งไปแนวหน้าตายไปถึงสองในสาม อย่างหลังนั้นไม่มีผลกระทบต่อตระกูลนัก แต่อย่างแรกนับเป็การสูญเสียที่ใหญ่หลวง คาดว่าตระกูลหลินคงต้องเริ่มแผนการหลอกล่อให้เขยแต่งเข้าตระกูลชุดใหม่เข้าร่วมตระกูลอีกครั้งเป็แน่
ทว่ายังโชคดีที่สวี่ฉางเซิงรอดชีวิตกลับมาได้ แม้จะเสียแขนไปข้างหนึ่งก็ตาม แต่เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อการให้กำเนิดทายาท ตระกูลจึงยังคงเก็บเขาไว้ โจวลั่วตั้งใจว่าหลังจากกินข้าวเสร็จจะไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่าย แต่เขากลับถูกหลินจือโซ่วเรียกตัวไปยังคฤหาสน์โซ่วชุนเสียก่อน