อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 หยาดน้ำตาของจัสมิน

            หลังจากที่หยุนเช่อหมดสติไปร่างกายของจัสมินกลับมามีตัวตนอีกครั้ง เด็กสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมทั้งจ้องมองไปยังรอยคราบเลือดที่มุมปากของชายหนุ่มรวมถึงรอยกรีดเป็นเส้นสายพาดผ่านเต็มแขนซ้ายของหยุนเช่อ ประกายความเฉยเมยเย็นชาภายในดวงตาของเด็กสาวค่อยๆ มลายหายไปประดุจดังหิมะน้ำแข็งหลอมละลายพร้อมทั้งถูกทดแทนด้วยแววตาซับซ้อนยุ่งเหยิงอันลึกซึ้ง

            หยุนเช่อไม่อาจทราบได้ว่าตนเองหมดสติไปนานเท่าใดหลังจากชายหนุ่มได้สติกลับคืนมาและลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่มองเห็นคือดวงตากลมโตของจัสมิน

            “จัสมิน!ท่านได้สติแล้วเหรอ?!” หยุนเช่อโพล่งออกมาในทันทีด้วยความตระหนกยินดี ทว่าสุ้มเสียงของชายหนุ่มยังคงแหบพร่าอยู่บ้างและเมื่อชายหนุ่มพยายามหยัดกายลุกขึ้นยืนกลับพบว่าร่างกายของตนเองคล้ายหนักอึ้งนับพันชั่งทั่วทั้งร่างกลับกลายเป็นอ่อนแรงถึงขีดสุด ชายหนุ่มพยายามอย่างติดขัดหลายครั้งคราทว่ายังไม่อาจลุกยืนขึ้นได้

            “เหตุใดเจ้าจึงช่วยข้าไว้?”สุ้มเสียงของจัสมินยังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนแรงเด็กสาวเหลือบสายตามองไปยังรอยแผลบนแขนของหยุนเช่อคราหนึ่งพร้อมทั้งเบือนสายตาหนีในทันที“หากข้าตายไป มิใช่ดียิ่งหรอกหรือ? อย่างน้อยเจ้าไม่จำเป็นต้องทำตามความต้องการที่ข้าให้เจ้ารับปากไปเมื่อก่อนหน้านี้ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าหลังจากได้ร่างเนื้อคืนมาแล้วในภายหลังอีกด้วย!”

            “เพราะว่า…จัสมินใช้ชีวิตของนางเพื่อช่วยชีวิตข้า…”

            “ข้าช่วยชีวิตตัวเองต่างหากเล่า!!” จัสมินขึ้นเสียงสูง

            หยุนเช่อตกตะลึงครู่หนึ่งชายหนุ่มรู้สึกสับสนอยู่บ้างว่าเหตุใดประโยคคำพูดเมื่อครู่ของตนเองกลับกระตุ้นปฏิกิริยาของนางถึงเพียงนี้ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อด้วยความรู้สึกอับจนปัญญาอยู่บ้างว่า“เช่นนั้น…เนื่องเพราะท่านคืออาจารย์ของข้า ในฐานะศิษย์ ข้าจะยืนดูเฉยๆ ให้อาจารย์ของข้าตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร?”

            “อาจารย์?”จัสมินเผยรอยยิ้มแฝงแววเศร้าเสียใจ “ในการบังเกิดใหม่ของข้าข้าจำเป็นต้องช่วยให้เจ้าพัฒนาพลังฝีมือให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้นเท่าที่จะเป็นไปได้การให้เจ้ากราบอาจารย์ ล้วนเพียงเพราะข้าไม่ต้องการช่วยเจ้าโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ…ท้ายที่สุดทุกอย่างล้วนเพราะเพื่อตัวข้าเอง เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าข้าทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้า?”

            “เรื่องนั้นข้ารู้ดีอยู่แล้ว”หลังจากกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมาจัสมินไม่สามารถสังเกตพบวี่แววแห่งความผิดหวังบนใบหน้าของหยุนเช่อเลยแม้แต่น้อยทว่า เด็กสาวกลับพบกับรอยแย้มยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าของชายหนุ่มหยุนเช่อขยับร่างของตนเข้าใกล้จัสมินพร้อมทั้งจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางและกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า“ทว่าทุกสิ่งล้วนไม่สลักสำคัญอันใดสาเหตุที่ข้าทุ่มเทช่วยชีวิตของจัสมินโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้นเนื่องเพราะจัสมินคือเด็กสาว…ที่แสนน่ารักอย่างที่สุดเด็กสาวที่น่ารักดุจดังนางฟ้าตัวน้อยๆ”

            จัสมินกลับกลายเป็นนิ่งอึ้งตะลึงงัน

            “แม้ว่าจัสมินจะพยายามอย่างหนักในการทำให้ตนเองดูกระด้างเย็นชากระทั่งดูคล้ายน่าหวาดหวั่นในบางครั้ง ทว่านี่ล้วนเป็นความจริงซึ่งไม่สามารถซ่อนเร้นได้แม้ว่านางจะต้องการซุกซ่อนมันไว้สักเพียงใดหากมีเด็กสาวที่แสนน่ารักเช่นนั้นอยู่ข้างกายข้า หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะต้องการให้นางต้องจากไปตลอดกาลข้าเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน…นี่สมควรเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นอย่างยิ่งกระมังท่านว่าใช่หรือไม่? ”

            “นี่มันคือ…เหตุผลเยี่ยงไรกัน… ”ริมฝีปากที่เริ่มมีสีเลือดของจัสมินพลันสั่นสะท้าน “ข้าเคย…ฆ่าคนมากมาย…ปีก่อน…ณวันครบรอบอายุสิบสองปีของข้าภายในวันเดียว…เพียงวันเดียวเท่านั้น…ข้าฆ่าคนไปมากกว่าหนึ่งล้านสามแสนคน…ทั้งร่างกายของข้าล้วนถูกอาบชโลมไปด้วยโลหิต…แม้แต่ชื่อของข้า“จัสมินอาบโลหิต”นี้ ล้วนถูกขนานนามโดยพวกมัน…”

            “!!!”

            หัวใจของหยุนเช่อเต้นโลดขึ้นคราหนึ่งอย่างรุนแรง…ภายในเวลาเพียงหนึ่งวันกลับสามารถเข่นฆ่าผู้คนได้กว่าหนึ่งล้านสามแสนคน?

            เมื่อเด็กสาวจับความรู้สึกพาดผ่านใบหน้าของชายหนุ่มได้จัสมินปิดเปลือกตาของนางลงพร้อมทั้งกล่าวอย่างตัดพ้อว่า “บุคคลเช่นข้าจะเรียกว่าเด็กสาวน่ารักได้อย่างไร…ข้าคือจัสมิน…จัสมินอาบโลหิต…ข้าคือมารร้าย…ซึ่งเข่นฆ่าผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน…”

            หยุนเช่อจดจ้องสายตาของตนเองบนใบหน้าของจัสมินเป็นเวลายาวนาน…หากทว่าความรู้สึกในแววตาของชายหนุ่มมิใช่ความรู้สึกตกตะลึงหรือหวาดผวาดวงตาของหยุนเช่อเต็มไปด้วยความรู้สึกอันสลับซับซ้อนจนกระทั่งผู้คนไม่อาจทำความเข้าใจได้ผ่านไปยาวนาน ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาของเด็กสาวพร้อมสั่นศีรษะเบาๆ “จัสมินแม้ว่าข้าไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของการฆ่าคนจำนวนมหาศาลขนาดนั้นด้วยอายุเพียงสิบสองปีเช่นท่านได้แต่ข้ารู้ว่านั่นย่อมเป็นความรู้สึกอันเจ็บปวดรวดร้าวถึงเพียงไหน..ความเจ็บปวดที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายซึ่งไม่มีผู้ใดต้องการรำลึกนึกถึงมันสมควรนำมาซึ่งฝันร้ายอันไม่มีที่สิ้นสุดและความรู้สึกผิดที่จะยิ่งสาปแช่งให้ท่านยิ่งเกลียดชังและขยะแขยงในตนเองทั้งยังผูกมัดจิตวิญญาณของท่านโดยประทับตราคำว่ามารร้าย ไร้หัวใจ ไร้ปรานีลงบนตัวของท่านเองอีกด้วย…”

            ดวงตาของจัสมินพลันเบิกกว้างพร้อมทั้งจ้องมองมายังชายหนุ่มด้วยความงงงัน

            “แต่ข้าเชื่อว่าจัสมินเป็นเด็กสาวที่มีจิตใจงดงามมาตลอดสาเหตุที่ท่านต้องเปลี่ยนให้ตนเองกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่าเกลียดชังล้วนสืบเนื่องมาจากผู้คนสำคัญภายในใจของท่าน อาจบางทีคือเพื่อนสนิทที่สุดของท่านหรืออาจเป็นครอบครัวของท่าน…สำหรับบุคคลเช่นนี้ แม้ว่าจะเข่นฆ่าสังหารผู้คนมากเกินกว่านี้ล้วนไม่นับเป็นอย่างไรได้ แม้จะถูกอาบย้อมด้วยโลหิตมากกว่านี้ยังเป็นไปไม่ได้ที่นางจะกลับกลายเป็นปีศาจร้าย”

            “นอกจากนี้สำหรับกับเด็กสาวน่ารักงดงามเช่นนี้ ไม่ว่าความผิดใหญ่หลวงปานใดล้วนสามารถอภัยได้ทั้งสิ้น หากท่านเชื่อว่าบาปกรรมมหาศาลล้วนทับถมลงบนตัวท่านเช่นนั้น ขอให้ข้าได้ช่วยจัสมินแบกรับผลกรรมเหล่านั้นร่วมกัน อย่างไรเสียท่านก็คืออาจารย์ของข้า และในฐานะของศิษย์ ความรับผิดชอบนี้ แน่นอนว่าพวกเราย่อมสมควรแบกรับร่วมกัน”

            จัสมินกลับกลายเป็นตกตะลึงจังงังเด็กสาวจ้องมองไปยังหยุนเช่อด้วยสายตางงงวย ประดุจนางได้สูญเสียจิตวิญญาณของตนไปสายตาของนางยิ่งมายิ่งพร่าพราย…เด็กสาวไม่อาจเข้าใจว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่นางได้บอกเล่าบาปกรรมร้ายแรงที่นางได้กระทำอย่างชัดเจนหยุนเช่อมิเพียงไม่มีอาการหวาดกลัวหรือปฏิเสธในตัวนาง…ทว่ากลับกัน ชายหนุ่มกลับมองมาด้วยสายตาอันนุ่มนวลพร้อมทั้งกล่าวคำพูดแสนอ่อนโยนเหล่านั้นออกมา…

            ….นี่ไม่สมควรเป็นเช่นนี้…ข้าสังหารผู้คนไปมากมายข้าคือมารร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว ทุกผู้คนล้วนหวาดกลัวในตัวข้าไม่มีผู้ใดเลยที่อยากเข้าใกล้ตัวข้า…เหตุใดเขาจึงพยายามช่วยข้าอย่างไม่คิดชีวิตเหตุใดเขาจึงมองข้าด้วยสายตาอันนุ่มนวลอ่อนโยนเช่นนั้น…หลังจากที่พระมารดาและท่านพี่จากไปล้วนไม่มีผู้ใดปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้มาก่อน…

            ดวงตาของจัสมินยิ่งมายิ่งพร่ามัวเมื่อมองผ่านสายตาอันพร่าเลือนของนางใบหน้าของหยุนเช่อพลันกลับกลายเป็นใบหน้าของท่านพี่ที่ส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยน…พริบตานั้นเองหยาดน้ำตากลมเกลี้ยงหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงจากหางตาของนาง เวลานี้ จัสมินผู้ซึ่งเคยสัตย์สาบานว่าจะไม่มีทางหลั่งน้ำตาอีกต่อไป กลับปรากฏหยาดน้ำตาร่วงพรั่งพรูประดุจสายน้ำอย่างไม่อาจควบคุมช่องโหว่เล็กๆ ที่ถูกผนึกไว้ด้วยความเคียดแค้นและตราบาปในจิตใจของนางล้วนถูกเปิดออกอย่างเงียบงัน

            “…จัสมิน ท่านเองก็สามารถร่ำไห้เช่นกัน? อืมนี่จึงจะสมเป็นเด็กสาวธรรมดา ถูกต้องหรือไม่?”หยุนเช่อเปิดเผยรอยยิ้ม ชายหนุ่มยื่นนิ้วมือของตนออกไปเพื่อเช็ดใบหน้าของเด็กสาวและซับคราบน้ำตาให้แก่นางอย่างเบามือ

            ทว่าจัสมินมิได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านอันใดต่อชายหนุ่ม กลับกันเด็กสาวกลับส่งเสียงร่ำไห้หนักหน่วงยิ่งขึ้นพร้อมกล่าวคำพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้นเป็นพักๆ ว่า “ข้า…ข้าคืออาจารย์ของเจ้า…เมื่อ…เมื่อเจ้าพยายามช่วยข้าก่อนหน้านี้เจ้าแอบจุมพิตข้าหลายต่อหลายครั้ง…ตอนนี้…เจ้ายังทำให้ข้าต้องร้องไห้ต่อหน้าเจ้าอีก…เจ้าไม่อาจ…รังแกอาจารย์เช่นนี้ได้…ฮึก…ฮือออออ…”

            “อืมท่านอาจารย์ด่าได้ถูกต้อง” หยุนเช่อกล่าวคำพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้น หลังจากท่านอาจารย์น้อยจัสมินฟื้นฟูร่างกายขอท่านลงโทษข้าให้สาแก่ใจ หากท่านต้องการจุมพิตกลับคืน ศิษย์ล้วนไม่ประท้วงใดๆ อย่างแน่นอน”

            สิ่งที่ชายหนุ่มคาดการณ์ล้วนถูกต้องเป็นจริงทุกอย่างธรรมชาตินิสัยของจัสมิน ล้วนมิใช่อย่างที่นางได้พยายามแสดงออกมาให้เห็นขณะที่ชายหนุ่มเองเคยผ่านประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกับนางทั้งยังเคยเต็มเปี่ยมด้วยคลื่นพลังและแววตาเช่นนั้นมาก่อนหยุนเช่อทราบว่าเด็กสาวมีความรู้สึกเยี่ยงไรยิ่งตระหนักเป็นอย่างดีว่าความรู้สึกอ่อนไหวที่สุดของนางอยู่ที่ใด

            เมื่อสิ้นสุดการร่ำไห้อารมณ์ความรู้สึกของเด็กสาวค่อยๆ สงบลง แม้ว่าทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของนางจะยังคงอ่อนแรงทว่าล้วนไม่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตเด็กสาวยกฝ่ามือเล็กจ้อยบอบบางของนางขึ้นและเช็ดถูลงบนใบหน้าเพื่อลบคราบน้ำตาจากนั้นจึงพยายามอย่างยิ่งยวดในการสวมหน้ากากเย็นชากระด้างอันแสนคุ้นเคยลงบนใบหน้าอย่างไรก็ตาม ดวงตาทั้งคู่ของนางเบนเบือนไปด้านข้างตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสบสายตากับชายหนุ่มเด็กสาวกล่าวคำพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจังว่า“แม้ว่าตอนนี้จะปราศจากอันตรายใดๆ แล้ว แต่ในสามเดือนนับจากนี้ข้าล้วนไม่สามารถใช้พลังลมปราณได้แม้เพียงนิด ไม่เช่นนั้นต่อให้ใช้เลือดของเจ้าทั้งตัว ยังคงไม่อาจช่วยชีวิตของข้าได้”

            “เข้าใจแล้ว จากนี้ไปข้าจะพยายามอย่างที่สุดในการรักษาตัวและจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก” หยุนเช่อกล่าวด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม

            “เม็ดกลมสีแดงที่เจ้าได้มาจงกลืนมันลงไปซะ…สิ่งนั้น สมควรเป็นสิ่งที่ข้าเคยบอกกล่าวแก่เจ้าไว้…มันคือเมล็ดวิญญาณเทพอสูร!”

            “หาา?” ด้วยความตื่นตระหนกหยุนเช่อหยิบเม็ดกลมแปลกประหลาด ที่ตนเองเกือบต้องแลกด้วยชีวิตของจัสมินขึ้นมา“ท่านบอกว่า นี่…นี่คือ…”

            “ข้าเพียงคาดเดาเอาเท่านั้น…นี่สมควรเป็นสาเหตุที่มังกรเพลิงอาศัยอยู่ที่นี่มายาวนานเมื่อเจ้าจับมันขึ้นมาก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสได้ถึงพลังธาตุอัคคีอันเข้มข้นรุนแรงซ่อนเร้นอยู่ภายในและข้าไม่เคยพบเจอธาตุอัคคีอันให้ความรู้สึกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเจ้าเองบ่งบอกว่าเจ้ารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาทั้งเจ้ายังไม่ถูกเผาไหม้เมื่อจับต้องวัตถุนี้อีกด้วย ดังนั้นมันอาจเป็นหนึ่งในเมล็ดวิญญาณทั้งห้าที่เทพอสูรกล่าวไว้ในความทรงจำตกทอด!”จัสมินกล่าวด้วยสำเนียงอันไม่มั่นใจเท่าใด

            “ยังมี…”จัสมินเม้มปากเล็กน้อยในมุมที่หยุนเช่อไม่ทันสังเกตเห็น “จากนี้ไปเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้สัมผัสใบหน้าของข้าตามอำเภอใจอย่างเด็ดขาด”

            หลังจบคำพูดจัสมินกลับกลายเป็นประกายแสงสีแดงพุ่งเข้าไปในไข่มุกพิษสวรรค์อย่างรวดเร็วทิ้งหยุนเช่อให้นิ่งอึ้งตะลึงงันอยู่ชั่วครู่ใหญ่

            เริ่มต้นด้วยสีหน้าท่าทีอันเย็นชาดุจน้ำแข็งจากนั้นเปลี่ยนเป็นสะอึกสะอื้นไห้อย่างรุนแรงคล้ายพายุฝน และขณะนี้ใบหน้าเคร่งขรึมพร้อมด้วยคำพูดที่เปี่ยมด้วยรังสีฆ่าฟันอันเข้มข้น…ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์สู่ความไม่เป็นมิตรของเด็กสาวช่างหาใดเปรียบอย่างแท้จริง

            ร่างกายของหยุนเช่อในขณะนี้ยังคงอ่อนแรงอยู่มากการสูญเสียโลหิตจำนวนมหาศาลลดทอนพลังชีวิตของชายหนุ่มอย่างมากแม้แต่การก้าวเท้าเดินยังนับว่าเป็นความท้าทายอันยากลำบากชนิดหนึ่งไม่ต้องพูดถึงมังกรเพลิง แม้แต่สัตว์อสูรลมปราณธรรมดาๆ ผ่านทางมาทั้งหยุนเช่อและจัสมินล้วนต้องจบสิ้นอย่างแน่นอน

            “หากการที่ท่านสังหารผู้คนนับล้านในหนึ่งวันนับเป็นความผิดอันไม่อาจให้อภัยถูกเรียกเป็นปีศาจร้าย ทั้งยังถูกขนานนามเป็นจัสมินอาบโลหิต…เช่นนั้น ตัวข้าเล่าข้าที่ในหนึ่งวัน..กลับแพร่พิษสังหารผู้คนกว่าเจ็ดล้านเจ็ดแสนคนตัวข้า…ที่เปลี่ยนนครทั้งนครให้กลายเป็นนรกที่เต็มไปด้วยพิษร้ายผู้นี้?”หยุนเช่อพึมพำแผ่วเบาในจิตใจของตนเอง “หากเรียกว่าปีศาจ…ข้านี่แหละปีศาจที่แท้จริง…นี่คือสาเหตุที่ข้ามิกล้าอาจเอื้อมฉุดดึงนางฟ้าที่ข้างกายให้ต้องแปดเปื้อน…ตลอดเวลา..กระทั่งวันที่ข้าต้องเสียนางไปตลอดกาล…”

            หยุนเช่อปิดเปลือกตาลงพร้อมทั้งเงียบงันไปชั่วครู่จากนั้น ชายหนุ่มเปิดเปลือกตาและคลายฝ่ามือของตนออกเมื่อชายหนุ่มจับจ้องมองไปยังเม็ดลูกปัดที่เปล่งประกายสะท้อนสีแดงเข้มบนฝ่ามือหยุนเช่อหวนคำนึงถึงสิ่งที่จัสมินกล่าว หลังจากลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งหยุนเช่อรวบรวมจิตใจพร้อมโยนเมล็ดวิญญาณเข้าไปภายในปาก

            ขณะที่ถือไว้ในอุ้งมือมิได้สร้างความรู้สึกไม่สบายอันใด กลับกัน มันให้ความรู้สึกเคยคุ้นชิดใกล้ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเรื่องพิษร้าย…ไม่ว่าอย่างไรการกลืนมันลงท้องไปไม่สมควรบังเกิดผลร้ายอันใดได้กระมัง?

            เม็ดลูกปัดกลมเกลี้ยงแดงฉานถูกกล้ำกลืนลงคอไปสู่กระเพาะของชายหนุ่ม

            ชั่ววินาทีนั้นเองชายหนุ่มจับสัมผัสความป่วนปั่นภายในเส้นชีพจรลมปราณของตนเองได้อย่างฉับพลันหยุนเช่อมิทันมีจังหวะสำรวจความเคลื่อนไหวผิดปกติอันใดในเส้นชีพจร เนื่องจากผิวหนังภายนอกของชายหนุ่มพลันปลดปล่อยบอลแสงเรืองรองทอประกายแดงก่ำทันใดนั้น ประกายสีแดงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงโชติช่วงพร้อมทั้งลามเลียเผาผลาญผิวหนังภายนอกของร่างกายอาบชโลมทั่วร่างของหยุนเช่อให้ตกอยู่ท่ามกลางเปลวอเวจีอันคลุ้มคลั่ง

            “นี่…นี่มัน…?”

            เปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างฉับพลันนี้สร้างความแตกตื่นแก่หยุนเช่ออย่างมหาศาลที่ยิ่งสร้างความตระหนกแก่ชายหนุ่มคือร่างกายของตนที่กลับไม่สามารถสัมผัสถึงเปลวความร้อนแรงได้แม้แต่น้อย ทว่าอย่างไม่น่าเชื่อหยุนเช่อกลับรู้สึกเพียงความอบอุ่นผาสุกอันไม่อาจบ่งบอกบรรยายแทนที่ กระทั่งเสื้อผ้าของชายหนุ่มยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมภายใต้เปลวไฟแผดเผาดุจดังเพลิงร้อนแรงอันน่ากลัวนี้เป็นเพียงแสงไฟโชติช่วงในจินตนาการเพียงเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องอสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods ) ที่คุณอ่าน