ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่329 ปราการธรรมชาติ

   เมืองท่าแห่งนี้ ถึงจะดูไม่ใหญ่มาก แต่ก็ถือเป็นท่าเรือหลักที่จะเข้าไปภายใน นครกลางน้ำ เหล่าผู้คนจึงมา รวมตัวกันอยู่ บริเวณแห่งนี้ ตั้งแต่รุ่งสาง พวกเขาส่วนใหญ่ที่มารวมตัวกัน เป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน ล้วนเป็นเหล่าจอมยุทธ์แทบทั้งสิ้น


 

อี้เฉินที่สัมผัสถึงขั้นพลังพวกเขา อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความแข็งแกร่งของผู้คน ภายในดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็เต็มไปด้วยผู้เยี่ยมยุทธ์


 

ทว่า อี้เฉิน กลับรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก กับเมืองท่าแห่งนี้ ทั้งๆ ที่เห็น นครกลางน้ำอยู่ตรงหน้า แล้วแท้ๆ กลับไม่มีใครบินทะยานเข้าไปภายในนครกลางน้ำสักคน มันจึงทำให้อี้เฉินรู้สึก งงงวย อยู่ไม่น้อย


 

   ครั้นอี้เฉิน คิดจะเดินเข้าไปไต่ถามกลุ่มคน อื่นๆ เมื่อเขาก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ เหล่าผู้คน กลับไม่เป็นที่ต้อนรับของผู้คนสักเท่าไหร่นัก สายตาดูถูกดูแคลน ผู้คนในกลุ่มจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว ปลายหางตา มองมาด้วยความ สะอิดสะเอียน ในตัวเขาอย่างไม่ปิดบัง

 


อี้เฉินถึงกับถอนหายใจออกมายาว แต่ก็ช่วยไม่ได้ในยามนี้ ตัวเขาราวกับเป็นมัมมี่ ไม่มีความน่ามองอีกต่อไป ใครต่อใครเอง ก็คงไม่อยากเห็น สิ่งที่ไม่น่าภิรมย์ตา เช่นกัน


 

ครั้นเมื่ออี้เฉินเดินฝ่าฝูงชน บริเวณจุดเทียบเรือเข้า นครกลางน้ำได้ อี้เฉินไม่รอช้า บินทะยานขึ้นกลางอากาศในทันที ไม่คิดรออยู่ยังสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป เป้าหมายของเขาคือ นครกลางน้ำไม่ใช่สถานที่แห่งนี้


 

เหล่าผู้คนที่เห็น ชายหนุ่มอัปลักษณ์บินทะยานขึ้นสู่ท้องนภา หมายมั่นเข้าไปภายใน นครกลางน้ำ พวกเขาต่างยกยิ้ม มองชมเรื่องสนุกในทันที แต่หญิงสาวหลายๆ คนอดที่จะส่ายหัวไม่ได้ ครั้นเห็นความดื้อรั้นของชายหนุ่มบ้านนอก



อี้เฉินที่เห็น นครกลางน้ำอยู่ห่างจากเขาไม่ถึง ลี้  อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม น้อยๆ ขึ้นมา อีกเพียงไม่กี่อึดใจตัวเขาก็จะไปถึง นครกลางน้ำ ไม่นึกเอะใจ สิ่งใดแม้แต่น้อย



ครั้นเมื่อ อี้เฉินบินทะยาน โดนม่านน้ำบางอย่างเข้า เขาก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในทันที
จู่ๆ กฎเกณฑ์ห้ามบิน ก็ตีตรา ประทับลงที่ร่างของเขาอย่างรุนแรง กายาของเขาก็ราวกับมีน้ำหนักหลายแสนชั่ง ตกลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างในทันที


"ตู้ม!!!!"


   อี้เฉินที่ลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำได้ ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย มันคืออะไรกันแน่สถานที่แห่งนี้ ราวกับมีปราการ บางอย่างที่ขวางกั้นไว้ อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกำหมัดตนเองไว้จนแน่น ด้วยความเสียดายสุดแสน 'อีกนิดเดียวเขาก็จะเข้าไปได้อยู่แล้วเชียว ไม่คิด กฎเกณฑ์โลกใบนี้ จะน่าพรั่นพรึง ถึงเพียงนี้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าโลกเบื้องล่าง มากมายหลาย10เท่า แม้แต่เขาที่ศึกษากฎเกณฑ์ ยังไม่อาจฝ่าเข้าไปได้'



ระหว่างที่อี้เฉินลอยคออยู่ ท่ามกลางแม่น้ำด้วยความเสียดาย ทว่า จู่ๆ ก็มีคลื่นลูกยักษ์ โหมซัดเข้าหาอี้เฉินอย่างฉับพลัน ดวงตาอี้เฉินแดงก่ำในทันที ปากอดไม่ได้ที่จะ สบถด่า ออกมา "บัดซบเอ๊ย เห็นข้าบินไม่ได้เข้าหน่อย ก็คิดจะผลักไสไล่ส่งข้าออกไปเลยนะ"

แม้ว่าอี้เฉินพยายาม จะโต้คลื่นที่บ้าคลั่งมากเท่าใด ตัวเขาก็ถูกผลักกลับมา เมืองท่าอยู่ดี


 

   เหล่าผู้คนที่เห็นความดื้อรั้นของชายหนุ่มอัปลักษณ์ ยกริมฝีปาก อมยิ้ม น้อยๆ ในทันที "ฮ่าๆ!!! เช้านี้ช่างเป็นวันที่เบิกบานเสียจริง" ชายหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มใหญ่ ใกล้กับจุดเทียบเรือกล่าวออกมาด้วยความเบิกบานใจ ประหนึ่งมีคน มาแสดงละครลิงให้ดู

 


ชายหนุ่มอีกกลุ่มหนึ่งก็กล่าวออกมาเช่นกัน ครั้นเห็นสีหน้าอี้เฉินไม่มีท่าทีว่า จะจำยอม อดไม่ได้ที่จะปรบมือออกมา แป๊ะๆ!!!! "ข้ายอมรับในความดื้อรั้นของเขาจริงๆ" คนในกลุ่มได้ยิน ขำออกมา น้อยๆ พยักหน้ารับชายหนุ่ม ที่เอ่ยพูดขึ้นมา จนบรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

 


อี้เฉินได้ยินทุกสิ่ง ที่เหล่าผู้คนพูดคุยแต่เขา ก็เหมือนจะได้เรียนรู้อะไรจาก กฎเกณฑ์เหล่านั้นอยู่ไม่น้อย ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความดึงดัน



   แต่จู่ๆ อี้เฉินก็ต้องหันกลับมามองที่เมืองท่าด้านหลังเขาใหม่อีกครั้ง  เมื่อเห็นหญิงสาว โน้มตัวลงต่ำอยู่ริมท่าเรือ เอื้อมฝ่ามือมาให้อี้เฉินจับ ก่อนนางจะกล่าวคำพูดออกมา ด้วยความสุภาพ "เจ้าขึ้นมาได้แล้ว อีกสักประเดี๋ยว เรือที่จะนำพาพวกเรา เข้าไปภายใน นครกลางน้ำ ก็จะมาแล้ว"

 


ครั้น อี้เฉินที่ได้ยิน ถอนหายใจออกมาน้อยๆ ก่อนจะยกฝ่ามือจับ นิ้วมือเนียนละเอียดของนางไว้แน่น ก่อนจะถูกนางดึงขึ้นมาลอยเหนือน้ำ มาอยู่บนเมืองท่าดั้งเดิม


ทันที ที่ขึ้นมาด้านบนท่าเรือได้ อี้เฉิน โน้มตัวลงต่ำเล็กน้อย กล่าวขอบคุณไปที่ตัวนางในทันใด "ขอบคุณแม่นางที่บอกกล่าว ไม่เช่นนั้นข้าคงได้เสียเวลาไปมาก เป็นแน่"


 

  ยี่ผิง ครั้นที่จับฝ่ามืออี้เฉิน ในยามที่ดึงเขาขึ้นมา ตัวนางกลับสัมผัสได้ว่า ชายหนุ่ม ที่กายาท่อนบนเต็มไปด้วยผ้าพันแผล มีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่นๆอยู่  ทั้งเส้นลมปราณที่แตกซ่าน ไม่มีชิ้นดี แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนปราณพลังได้ นางจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย จ้องมองร่างกายอี้เฉินอย่างไม่วางตา


ก่อนนาง จะกล่าวคำพูดออกมาบอกกล่าวอี้เฉิน "ข้าก็แค่ไม่อยากเห็นเจ้าเป็นตัวตลกก็เท่านั้น เหมือนว่าเจ้ายังไม่เคยออกมาผจญโลกกว้างสินะ"

 


    อี้เฉินเพียงพยักหน้า รับคำของนาง ...ไม่กี่ชั่วอึดใจ กลุ่มคนของนางก็เข้ามาขัดจังหวะ การพูดคุยของนาง กับ เขา "คุณหนู ยี่ผิง ท่านอย่าได้ใส่ใจคนผู้นี้นัก มันก็แค่อยากจะเรียกร้องความสนใจ หาใครสักคนมาคุ้มกะลาหัวของมันเท่านั้น" ชายหนุ่มร่างกำยำกล่าวออกมาในทันที แววตาเดือดดาล พร้อมจะหาเรื่องอี้เฉิน


 

ยี่ผิง ครั้นเห็นคนในเผ่าของนาง กำลังจะหาเรื่องคนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะกล่าวตักเตือน "พวกเจ้าอย่าลืม จุดประสงค์ที่เรา เข้ามายังนครแห่งนี้ เรามาที่นี่เพื่อมาฝึกฝน ไม่ใช่มาหาเรื่องผู้คน เรือเข้าเมืองเองก็ใกล้มาแล้วเช่นกัน หรือพวกเจ้าอยากเสียเวลาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้"

 


    ครั้นเมื่อพวกเขาได้ยิน ต่างก็สงบปากสงบคำในทันที ไม่คิดก่อเรื่องให้ยุ่งยากอีกต่อไป แม้แต่อี้เฉินที่เห็น ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชม หญิงสาวนางนั้น นางทั้งดูเป็นผู้ใหญ่ และผู้นำที่ดี ใบหน้ารูปไข่ ขาวเนียนละเอียด งดงามไม่น้อย คิ้วโค้งเป็นคันศร จมูกโด่งเป็นสัน ปากอวบอิ่มได้รูป แม้แต่ชุดสีดำสลับขาวถักทอจาก แพรไหมอย่างดี มาพร้อมกับกางเกงรัดรูป ยิ่งขับให้นางดูเด่นสะดุดตาไม่น้อย เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งทั่วกายา ชายหนุ่มเห็นแล้วยังต้องหลงใหล มันทำให้อี้เฉินอดที่จะนับถือตัวนางไม่ได้


 

ครั้นเมื่อมองนาง ดี ดี กลับรู้สึกถึงอันตรายจากนางไม่น้อย แววตาเองก็เจือไปด้วยความดุดัน แข็งกร้าว ครั้นเมื่อสบตากับดวงตาคู่นั้นของนาง อี้เฉินจึงพอจะคาดเดาได้ นางต้องเคยผ่านการต่อสู้ เป็นตาย มาหลายคราเป็นแน่


 

    ชายหนุ่ม กลุ่มหนึ่ง ครั้นเห็นใบหน้าของนางชัดๆ จดจำนางได้ในทันที เอ่ยอุทานออกมาด้วยความ ตกใจอยู่ไม่น้อย "นั้นมัน ยี่ผิง คนของเผ่าสงครามไม่ใช่หรือ เหตุใดพวกเขามายัง นครแห่งนี้ มันไกลมากเลยนะ จากเผ่าสงครามกับที่นี่ ว่ากันว่า เผ่าสงคราม เองก็กำลังต่อสู้อยู่ในศึกสงครามไม่ใช่หรือ เหตุใดคนพวกนั้นมายังสถานที่แห่งนี้กันเล่า"


 

ครั้นเมื่อชายผู้นั้นเอ่ยพูดออกมาเสร็จสิ้น ผู้คนก็ต่างซุบซิบพูดคุยกันในทันที แม้แต่คุณชายบางคน ยังเข้าไปพูดคุยทักทายตัวนาง ด้วยความสุภาพ

 


อี้เฉินเขาแทบไม่ต้องเอี้ยวหูฟัง ผู้คนพูดคุยกันแม้แต่น้อย ไม่นานข่าวสารต่างๆ มากมาย ก็ลอยเข้ามาภายในหูอี้เฉินไม่ขาดสาย อี้เฉินจึงพอจะคาดเดาได้ ว่ากลุ่มของ แม่นางยี่ผิง มาทำอะไรยังสถานที่แห่งนี้ 'พวกเขาเองก็คงคิด อยากหาที่สงบๆ เสริมแกร่งตนเองซินะ'



..ช่วงเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ เรือขนส่งผู้คนเข้าไป ภายในนครกลางน้ำ ก็ค่อยๆ แล่นเข้ามาเทียบท่า เหมือนว่าเมืองท่าแห่งนี้จะมีเวลาเข้าเมืองอยู่ อี้เฉิน จึงอดอุทานออกมาไม่ได้ "เหตุใดองค์ชาย5ไม่บอกกล่าวข้าเล่า ปล่อยให้ข้าต้องอับอายเฉกเช่นนี้" ก่อนเขาจะถอนหายใจออกมายาว ปล่อยให้ผู้คนกลุ่มต่างๆ ขึ้นไปด้านบนลำเรือ

 


เมื่อตัวเขาที่เป็นคนสุดท้ายขึ้นไปด้านบนลำเรือได้ เขาก็ถึงกับเบิกตาออกกว้าง ด้วยความตกใจ เนื่องด้วยเขาไม่รู้ ว่ามันต้องใช้หินเซียนในการเข้า นครกลางน้ำ หากไม่มีป้ายยืนยันตัวตน "เจ้ามีหินเซียนหรือไม่ หากไม่มีลงไปเสีย"

 


คำพูดนั้น ทำให้อี้เฉินหน้ามืดทะมึนอยู่ไม่น้อย เขาอุตส่าห์ ถ่อมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ได้แล้วแท้ๆ แต่ต้อง ให้เขารออีกงั้นหรือ มือทั้งสองข้างอดไม่ได้ที่จะกำหมัดไว้จนแน่น

 


ทันใดที่ ผู้คุ้มกันเรือเห็นอี้เฉินไม่มีท่าทีจำยอมที่จะลงไป มือ อดไม่ได้ที่จะชักดาบที่สะพายไว้ ออกมา "เจ้าจะลงไป หรือให้พวกเราส่งเจ้าไปยมโลก เลือกเอา"

 


   ผู้คนที่เห็น ต่างพากันขำขันไม่คิดชายหนุ่มบ้านนอกผู้นี้ จะไม่มีแม้กระทั่งป้ายยืนยันตน แม้แต่หินเซียนก็ยังไม่มี "มันอยู่มาได้อย่างไรจนถึงป่านนี้ แม้แต่หินเซียนยังไม่มีติดตัว" ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาในทันที


 

"ใช่ๆ หากเจ้าไม่มีก็ลงไปเสีย อย่าทำให้พวกเรา ต้องเสียเวลา"


 

อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะกำหมัดไว้จนแน่น แต่เมื่อเห็นผู้คุม หลายๆ คนบนลำเรือ จึงเก็บโทสะกลับไป เตรียมจะก้าวถอยหลังลงจากเรือ แต่แววตา เจือไปด้วยความไม่ยอมแพ้ ทว่าเสียงหญิงสาวนางหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมา "ข้าจ่ายให้เขาเอง" ก่อนที่นางจะโยนหินเซียนภายในถุงออกไป ร่วมๆ 2000ก้อน
 


    ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็น ยี่ผิง จ่ายค่าเดินทางให้เขา ตัวเขาเดินตรงไปที่นาง แต่ก็ถูกคนอื่นๆ ขัดขวางไว้ไม่ให้เข้าใกล้ตัวนาง อี้เฉินถอนหายใจออกมาเล็กน้อย น้อมคำนับไปที่นางด้วยความจริงใจ อยู่ห่างๆ เช่นนั้น


แต่จู่ๆ อี้เฉินกลับได้ยินเสียง ที่นางส่งเข้ามาภายในปราณจิตของเขา "ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าฟรีๆ หรอกนะ เจ้าบอกเคล็ดลับที่เจ้า เก็บปราณพลังภายนอกมาใช้ ให้ข้าได้หรือไม่"


 

อี้เฉินที่ได้ยินเขาถึงกับหน้ามืดทะมึน ในทันที ก่อนจะส่งคำพูดออกไปหานาง "เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้าใช้ปราณพลังภายนอก"


 

   จู่ๆ เมื่อเหล่าผู้คนเห็น ยี่ผิง ยกยิ้มขึ้นมา ก็นำพาให้เหล่าชายหนุ่มเคลิบเคลิ้ม มีเพียงอี้เฉินที่หน้าเขียวคล้ำ ก่อนอี้เฉินจะส่งคำพูด ออกไปบอกกล่าว ตัวนาง ตรงๆ อย่างไม่ปิดบัง "ข้าสามารถบอกวิธีให้เจ้าได้ แต่เกรงว่ามันไม่คุ้มค่า สำหรับเวลาที่เสียไปของเจ้าอย่างแน่นอน อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเวลา1ปีขั้นต่ำ"


 

ยี่ผิง ที่ได้รับรู้ จู่ๆ นางก็มีสีหน้าบึ้งตึง แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก ถึงอย่างไรมันก็เป็นปราณพลังภายนอก หากเสียเวลาไปนับปี ก็คงจะไม่คุ้มค่า ก่อนนางจะโบกมือน้อยๆ ให้อี้เฉิน ประหนึ่งเป็นการบอกกลายๆ ถือว่าข้ายกให้เจ้าก็แล้วกัน ไอ้หินเซียนพวกนั้น


อี้เฉินที่เห็น ว่ายี่ผิง ไม่มีท่าทีสนใจเขาอีกต่อไป เขาจึงปลีกตัวออกไปในทันที

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน