Age of war

    ตอนที่ 48 นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    “ยามราตรีใกล้เริ่มแล้วหรือ…”

    ผมพูดพึมพำกับตัวเอง

    “ (รายงานถึงราชินีทั้งห้า ที่ทิศใต้ พวกปีศาจปีกได้กลับมาบุกอีกรอบแล้ว แต่ขุนพลสกัดยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์ได้ กองทัพตั้งรับเหลือเพียงประมาณหนึ่งหมื่น ขอคำสั่งด้วย) ”

    “ (รายงานจากทิศตะวันออก ขุนพลอลูฟถูกศัตรูจับตัวไปแล้ว ย้ำ ขุนพลอลูฟถูกพวกปีศาจแสงจับตัวไปแล้ว) ”

    “ (รายงานจากทิศเหนือ ปีศาจยักษ์บุกข้ามมาฝั่งนี้แล้ว ขุนพลฮอร์เนสกำลังตั้งรับสุดความสามารถ แต่คงหยุดได้ไม่นาน ขอคำสั่งด้วย) ”

    “ (ฉัน… แฟต… ขอ… อึ๊ก… สั่ง) ”

    เสียงรายงานผ่านคลื่นสมองนั้น ได้ยินเข้ามาจากทุกทิศทาง

    องค์ราชินีแฟตที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ยังคงบาดเจ็บหนักจนไม่มีแรงแม้แต่จะตอบกลับไปได้

    แต่กระนั้นเธอก็ยังพยายามฝืนทนเพื่อให้คำสั่งพวกเรา

    ฝืนทนเจ็บปวดเพื่อที่จะหาทางออกให้พวกเรา

    “ (ขุนพลคอมมิวพูด จะให้พวกเราเริ่มลอบโจมตีเลยหรือไม่?) ”

    หน่วยรบพิเศษของคอมมิวพูดแทรกเสียงของราชินีแฟตที่เงียบหายไป

    แบบนี้ไม่ดีแล้ว

    หากไม่รีบหาผู้นำขึ้นมาแทนสักคน มีหวังได้ต่างคนต่างทำตามใจตัวเองแน่นอน

    *บรึ้ม! *

    “อืม…”

    ทัพของจอมมารทางฝั่งตะวันตกยังคงใช้วิธียิงปืนใหญ่ปูพรมมาตั้งแต่ช่วงเริ่มสงคราม

    โชคดีที่พวกมันไม่ได้ใช้อาวุธที่ผมไปเห็นมาจากเมืองหลวง เลยทำให้กำแพงยังไม่ถูกตีแตก

    แต่คงขึ้นอยู่กับเวลา

    “ท่านสเลบขอคำสั่งโจมตีด้วย! ”

    “ท่านสเลบครับ หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ กำแพงเนินดินคงไม่มีเหลือแน่เลยครับ ขอคำสั่งตอบโต้ด้วย! ”

    “ไม่ เป้าหมายคือถ่วงเวลา ไม่จำเป็นต้องเสียอาวุธและกำลังพลตามเกมส์ศัตรูหรอก…”

    ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นไปทั่วกำแพงเนินดินตรงหน้า ทำให้กองทัพสีดำของผมเริ่มเป็นกังวล

    ผมให้พวกเขาหลบเข้าหลังเนินกำบัง แล้วปล่อยให้ศัตรูยิงตามใจชอบ เลยทำให้ยังไม่เกิดความสูญเสียใด ๆ ขึ้นกับกองทัพของพวกเรา

    แต่แผนนี้คงใกล้จะถึงขีดกำจัดแล้ว

    เนินดินที่ราบเรียบกลายสภาพเป็นหลุมเว้าแหว่ง

    เนินที่สูงสี่สิบเมตรราวภูเขา กลับมีสภาพใกล้จะเป็นที่ราบอันว่างเปล่า

    ขนาดไม่ใช่อาวุธที่เห็นจากเมืองจอมมารของพวกมัน ยังมีพลังทำลายถึงเพียงนี้ อาวุธของพวกจอมมารช่างน่ากลัวยิ่งนัก

    “ (รายงาน! พวกศัตรูบุกมาถึงยอดเนินกำแพงทิศเหนือแล้วครับ!) ”

    “ (ทิศตะวันออกถูกตีแตกแล้ว ย้ำ ทิศตะวันออกถูกตีแตกแล้ว!) ”

    “ (ทิศใต้ไม่สามารถต้านไหวแล้ว ศัตรูมีมากเหลือเกิน!) ”

    ทุกคนต่างกรีดร้องโหยหวน

    ผมมองไปที่กองทัพของพวกจอมมารตรงหน้า

    พวกมันยังคงกระหน่ำปืนใหญ่ออกมาอยู่

    แต่หากสังเกตุให้ดี จะมีกองทัพส่วนหนึ่งที่ปีกขวาวิ่งไปทางทิศเหนือ

    พวกมันคงจะข้ามมาฝั่งนี้ด้วยสะพานของพวกปีศาจยักษ์สินะ

    ที่ยอดกำแพงทางเหนือนั้นกำลังลุกเป็นไฟ

    หญ้าเมาจำนวนมากได้ถูกศัตรูโยนทิ้งลงมาจากยอดเนิน

    ที่บนฟ้าเริ่มเห็นสัตว์ยักษ์บินได้บุกเข้ามา

    ส่วนทิศใต้มีเสียงสงครามดังดุดัน

    เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของฝ่ายเราได้ดังขึ้นไปทั่วสนามรบ

    แต่ช่างน่าประหลาดที่ต่อหน้าความสิ้นหวัง ผมกลับยังรู้สึกเยือกเย็นอยู่ได้

    ราวกับรู้อยู่แล้ว ว่าทุกอย่างจะจบลงเช่นนี้

    “ (ทุกคน.. คำสั่ง… อั๊ก…) ”

    เสียงขาดห้วงของราชินีแฟตดังขึ้นอีกครั้ง

    ผมคงจะทำตัวลังเลอีกต่อไปไม่ได้ ผมต้อง… ลงมือทำมัน

    “ (ถึงราชินีแฟต อาจเป็นการถือตัวอวดดี แต่รบกวรขออำนาจสั่งการชั่วคราวทั้งหมดมาให้กระผมจะได้หรือเปล่าครับ) ”

    ลงมือเสนอตัวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการรบสูงสุดแทนท่านราชินีทั้งห้า...

    ข้อเสนอของผมทำให้บรรดาลูกน้องต่างหันมามองผมเป็นจุดเดียว

    “ (สเลบ… ได้… ฝาก… ด้วย) ”

    “ (ขอบพระคุณครับ) ”

    ราชินีแฟต…กระผมขุนพลสเลบจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ

    “เอาละ…”

    ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นภาพบางอย่าง

    ภาพของเมืองตัวเองที่ล่มสลายไปพร้อมกับกองทัพอันเกรียงไกรของศัตรู

    และบนซากศพนับล้าน มีเพียงแค่เผ่าจอมมารยืนรอดอยู่เพียงเผ่าเดียว

    “...”

    ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าในสงครามครั้งนี้ พวกจอมมารจะจะไม่ใช้อาวุธที่น่ากลัวเหล่านั้น

    ผู้ชนะสุดท้ายของสงคราม อาจจะเป็นจอมมารอย่างที่ผมเห็นภาพที่จินตนาการเอาไว้

    แต่ก่อนจะพ่ายแพ้ ผมขอต่อสู้ดิ้นรนสุดชีวิตก่อนแล้วกัน

    ท้องฟ้าเริ่มถูกย้อมให้เป็นสีแดง ยามราตรีเริ่มคืบคลานเข้ามาสู่ผืนแผ่นดินจากเส้นขอบฟ้า

    “ (ถึงทุกหน่วย จงรีบถอนทัพ ทิ้งแนวรบ และไปรวมตัวกันที่ปราสาทเดียวนี้) ”

    “ (...ทางใต้จะเริ่มถอนตัวทันทีตามคำสั่ง) ”

    “ (...ทางตะวันออกรับทราบ) ”

    “ (...ทางเหนือรับทราบ) ”

    ทุกคนยอมทำตามคำสั่งของผมอย่างราบรื่น

    ถึงจะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ปนมาในคลื่นสมอง แต่ด้วยคำสั่งยืนยันจากราชินีแฟตที่เป็นผู้บัญชาการรบสูงสุด เลยทำให้ทุกคนยอมเชื่อฟังคำสั่งของผม

    “ (คอมมิว เจ้าพาหน่วยพิเศษจำนวนหนึ่งแสนไปทางตะวันตก เห็นรางเหล็กยาวตรงนั้นมั้ย? ผมมั่นใจว่าต้องเป็นเส้นทางขนส่งเหมือนรางในเส้นทางสายมรณะของพวกเราแน่นอน) ”

    “ (จะให้ทำลายหรือ?) ”

    “ (เปล่า แต่จะให้ดักขโมยอาวุธมาใช้ต่างหาก) ”

    “ (ทำไมถึงมั่นใจเช่นนั้นว่าพวกมันจะส่งอาวุธมาด้วยเส้นทางนี้?) ”

    “ (... ผมเคยเห็นมาแล้วนะ) ”

    “ (ฮะ?) ”

    ผมคงบอกไม่ได้ว่าเป็นลางสังหรณ์ของผมเอง

    กองทัพจำนวนมากเริ่มถอนทัพลงมาจากยอดกำแพงเนินดิน

    ปีนลงมาตามกำแพงที่เป็นหน้าผาทิ้งดิ่งทางฝั่งด้านใน เพื่อเข้าไปพิทักษ์เส้นทางภายในปราสาทซึ่งเป็นปราการสุดท้าย

    “สเต็ก สเต็ป พวกเจ้าไม่ต้องประจำการที่เส้นทางวงกต แต่จงพากำลังหนึ่งหมื่นไปขนน้ำมันทั้งหมดเอาไว้ที่ยอดปราสาทแทนซะ”

    “เออ ครับ? ”

    “ส่วนสเล็ต เจ้าช่วยไปหยิบขลุ่ยในห้องของผมที่ปราสาทมาให้ที”

    “ขลุย? ”

    “ใช่ ขลุย”

    เอาละ หวังว่าแผนการรบของผมจะใช้ได้ผลนะ



    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “เบื่อง่า~”

    “เอาน่า อีกเดียวคงมีคำสั่งเคลื่อนทัพเองนั่นละ”

    แอร์บาส์รพยายามพูดปลอบโยนฉัน

    แต่เบื่อก็คือเบื่อ

    พวกเราไม่ทำอะไรนอกจากยิงปืนใหญ่ถล่มเพียงอย่างเดียว

    กำแพงเนินตรงหน้าเริ่มเว้าแหว่งอย่างน่ากลัว อีกไม่นานคงได้ถล่มพังลงมาแน่นนอน

    “ป่านนี้พวกกองทัพปีกซ้ายคงเคลื่อนพลเข้าไปข้างในแล้วมั้ง? ”

    คุณทอมไม่ยอมสั่งให้สร้างสะพาน แต่กลับใช้เส้นทางที่เผ่ายักษ์สร้างแทน

    กินแรงชาวบ้านได้อย่างหน้าด้านหน้าทนดีแท้

    ส่วนทัพหลักยังคงตั้งมั่นยิงถล่มต่อไป ในขณะที่ทัพปีกซ้ายเคลื่อนตัวไปยังอีกฟากของคูน้ำแล้ว

    ในตอนนั้นเอง---

    “กองทัพศัตรูหายไปแล้ว? ”

    กองทัพสีดำที่ส่องประกายอยู่บนยอดเนินก็หายไปจนหมด

    ถอยทัพ? หรือว่าเตรียมการเพื่อลงมาบุกพวกเราจากเส้นทางใต้ดิน?

    ฉันหันไปมองดูสุนัขสงครามที่กระจายตัวไปทั่วสนามรบ

    พวกมันยังคงดูปกติอยู่ แสดงว่ายังไม่มีศัตรูใต้เท้าของพวกเราในตอนนี้

    “ทุกหน่วยหยุดยิง! เคลื่อนทัพ เตรียมสร้างสะพาน! ”

    ในที่สุดคุณทอมก็ยอมสั่งเคลื่อนกำลังพลออกไป

    เอาละ ได้เวลาลุยแล้ว!



    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “บุก! ไม่ต้องสนแม่ทัพศัตรู วิ่งผ่านแม่งไป บุกเข้าไปเลย! ”

    “#&$”

    “ส่วนแกต้องอยู่กับข้า! ”

    ข้ากำลังปะทะกับแม่ทัพของศัตรูผู้เก่งกาจด้วยกันกับแครอท

    ตรีศูลได้ปะทะกับง้าวของศัตรูอย่างรุนแรง

    ประกายแสงได้แฉลบขึ้นอย่างต่อเนื่องปานสายฟ้าที่ร้องคำราม

    มันร้ายกาจมาก ข้ามั่นใจว่าไม่มีทางเอาชนะได้

    แต่อย่างน้อยพอจะสามารถสู้ถ่วงเวลาได้

    “โจมตี! ช่วยบานาซะ! ”

    *โกร๊วววว! *

    แครอทสั่งการอสูรวัวสองตัวให้พ่นบอลพระอาทิตย์โจมตีเข้ามาจากมุมอับ

    แม่ทัพศัตรูกระโดดหลบไปข้างหลัง แล้วปามีดสวนกลับไป

    แครอทกระโดดขึ้นสูงพร้อมกับใช้ดาบยาวในมือปัดการโจมตีนั้นทิ้ง

    ศัตรูกางปีกออก แล้วบินถลาถอยออกไปเพื่อสร้างระยะห่าง

    เกิดความสงบขึ้นมาชั่วครู่ ทั้งข้าและศัตรูต่างไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าหากัน

    “... & $##”

    มันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับบ่นอะไรสักอย่าง

    มันชี้ง้าวตรงมาทางข้าซึ่งห่างอยู่ราวสิบเมตร ก่อนจะเอยคำหนึ่งออกมาว่า

    “ฮอร์เนส”

    คงตั้งใจจะแลกชื่อกับข้าสินะ…

    “บานา”

    มันจ้องตาข้าสักครู่ ก่อนที่จะเก็บอาวุธแล้ววิ่งหนีไป

    ไม่สิ ถอยทัพกลับไปมากกว่า

    กองทัพศัตรูได้ล่าถอยหายลับตาไปแล้ว

    “... ยึดกำแพงได้แล้วสินะ? ”

    ข้ามองไปที่ยอดเนินกำแพงในทิศอื่น

    ท้องฟ้ายามราตรีเริ่มมาเยือน แต่กระนั้นข้ายังมาสมารถมองเห็นรอบทิศอย่างได้ชัดเจน ด้วยแสงคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นมา

    บนกำแพงทุกทิศรอบเมืองศัตรู ได้เหลือเพียงแค่กองทัพพันธมิตรของพวกเราแล้ว

    “คิดถึงจริง”

    เมื่อก่อนข้าเคยบุกเข้ามาถึงข้างในได้ทีหนึ่ง

    ตอนนั้นศัตรูได้ซุ่มโจมตีจากใต้ดินจนพ่ายแพ้กลับไป แต่คราวนี้นั้นไม่ใช่

    ครั้งนี้ข้ามาพร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่ที่พร้อมจะเอาชนะพวกมันได้

    ทิศใต้เต็มไปด้วยฝูงบินของชาวมีปีก

    ทิศตะวันออกมีประกายแสงจากปีกของพวกตัวจิ๋วจนเจิดจ้า

    และผู้ที่มาถึงที่หลังสุด พวกยักษาน้อยที่กำลังปีนขึ้นมาพร้อมชุดเกราะและโล่ทรงสี่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

    “ทิศนั้นมัน...”

    พวกมันใช้สะพานของพวกเราข้ามฟากมากันอย่างงั้นหรือ? ช่างกล้าจริงนะพวกนี้

    “ลุยพรุ่งนี้ หรือลุยต่อดี? ”

    ข้าหันไปถามแครอท

    “ถามฉันเรอะ? บานาว่าไง ฉันว่าตามนั่นละ”

    แครอทตอบเช่นนั้นพร้อมกับส่งยิ้มให้ข้า

    เป็นรอยยิ้มที่งดงามไม่เข้ากับสนามรบแห่งนี้เลยสักนิด

    ยัยนี่ยิ้มแบบนี้เป็นด้วยเรอะ ไปกินอะไรผิดสำแดงมาอีกหรือเปล่าฟะ?

    “จะรออะไรเล่าบานา ไม่บุก งั้นข้าบุกก่อนละนะ”

    “เดียวสิแคนตาลูป! ”

    ขุนนางร่างยักษ์สูงสี่เมตร ชายผู้ใช้ง้าวขนาดใหญ่ยาวห้าเมตรได้คำรามอย่างคึกคะนองออกมา

    เขานำกองทัพมหาไททันทั้งหมดบุกลงไปที่เมืองอย่างไม่มีลังเล

    พื้นที่ฝั่งข้างในนั้นผิดกับข้างนอกที่เป็นเนินลาดชันขึ้นมา

    มันถูกสร้างเป็นหน้าผาสูงห้าสิบเมตรเหนือพื้น อีกทั้งยังมีรูเชื่อมต่อปรากฏให้เห็นมากมายตามกำแผงและพื้นดิน

    ข้ายังจำได้ถึงรูปแบบการลอบโจมตีจากข้างในกำแพงดินเหล่านั้น

    กองทัพมหาไททันได้โยนบันไดลิงลงไป แล้วปีนป่ายอย่างกล้าหาญ

    ร่างกายที่ใหญ่โต อีกทั้งอาวุธขนาดยักษ์ ทำให้หน่วยของเขาเหมาะกับการเข้าบุกข่มขวัญศัตรูเป็นหน่วยแรก

    แต่ข้าว่าเจ้าแคนตาลูปแค่บุกแบบไม่คิดมากกว่า

    “หน่วยยักษาปฐพี เตรียมธนู! ”

    ข้าตัดสินใจเป็นแนวหลังเตรียมยิงป้องกันจากยอดเนินแห่งนี้

    ถ้าหากศัตรูดักโจมตี หน่วยของข้าก็จะเข้าสนับสนุนได้ในทันที

    “ฉันจะส่งหน่วยอสูรลงไปด้วย”

    “ระวังตัวด้วยละแครอท”

    แครอทเอยเช่นนั้นแล้วปีนตามลงไปพร้อมกับกองทัพอสูรของเธอ

    อสูรขนทอง อสูรวัว อสูรบอม อสูรหางยาว และอสูรปีกที่บินบนฟ้า

    ทุกตัวต่างบุกลงไปพร้อมกับเจ้านายของมันที่ปีนบันไดลงไปข้างล่าง

    ลานกว้างของเมืองเริ่มถูกถมเต็มไปด้วยกองทัพของชาวยักษา

    ที่ทิศอื่นก็เริ่มบุกลงมาแล้วเช่นกัน

    ไม่ว่าจะกองทัพของขุนพลจำนวนหนึ่งที่มาจากทิศตะวันตกและออกเฉียงใต้

    ทัพพันธมิตรที่บินวนจนเต็มท้องฟ้ายามราตรี

    และกองทัพยักษาน้อยที่กำลังปีนตามลงมาจากทิศตะวันออก

    ส่วนกองทัพของศัตรูส่วนใหญ่นั้น มันไปกระจุกอยู่ที่แถวปราสาทกัน

    ไม่มีวี่แววว่าจะมีการลอบโจมตีเลยแม้แต่น้อย

    “หรือว่าควรส่งคนบุกตามลง---”

    ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นภาพบางอย่าง

    มันเป็นภาพที่น่ากลัว

    ภาพของกองทัพอันเกรียงไกรที่นอนจมอยู่ใต้บาดาล

    และภาพของยัยแครอทที่ถูกกระแสน้ำพัดปลิวไปเสียบเข้ากับท่อนไม้จนตายคาที่

    “เฮ้ย!? ”

    ข้ารีบหันกลับไปมองดูคูน้ำด้านหลัง

    ระดับพื้นที่ข้างในกำแพงนั้น ดูแล้วน่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับของคูน้ำข้างนอก

    ศัตรูที่ถอยร่นโดยไม่ดักซุ่มโจมตี และระดับน้ำที่ข้างนอกสูงกว่าด้านใน

    หรือว่า---

    “แย่แล้ว! แครอท เจ้ารีบถอยทัพกลับมาเร็ว! ”

    แต่นางไม่ได้ยินเสียงของข้า

    นางลงไปถึงช่วงกลางของเส้นทางบุกโจมตีปราสาทแล้ว

    ข้าจะต้องรีบไปตามนางกลับมาเดียวนี้!



    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    “สเลบ… จะได้ผลใช่มั้ย…”

    “สเลบ ข้าหวังว่าคำสั่งถอนทัพจะสร้างความสนุกให้ข้าได้นะ”

    สองขุนพล [สกัด] กับ [ฮอร์เนส] ได้เข้ามาถามผมด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก

    ร่างของสกัดชุ่มโชกไปด้วยเลือดและบาดแผล ส่วนฮอร์เนสนั้น ท่วมไปด้วยสีม่วงที่แปลกตา

    “ (ถึงขุนพลสเลบ กองทัพศัตรูจำนวนมาใกล้บุกมาถึงแล้วครับ) ”

    เสียงเตือนภัยได้ดังขึ้นจากหน่วยสอดแนม

    “เจ้า… มั่นใจนะ… สเลบ…”

    “ท่านราชินีแฟต ไม่ต้องห่วงครับ แผนที่ท่านวางเอาไว้ ผมสเลบ ในนามขุนศึกของท่าน จะสานต่อให้สำเร็จเองครับ”

    “... ดี… มาก”

    สถานที่พวกเรารวมตัวในเวลานี้คือห้องคริสตัลแห่งชีวิต

    ร่างของราชินีทั้งห้าได้ถูกพามารักษาตัวข้างในนี้กัน

    หากเป็นข้างในปราสาทที่เส้นทางคดเคี้ยวราวเขาวงกต ไม่ว่ายังไง พวกศัตรูก็ต้องจำยอมลงมาบุกภายในเส้นทางคับแคบแห่งนี้เพื่อให้มาถึงห้องคริสตัลของพวกเรา

    หรือต่อให้พวกมันใช้แผนยิงถล่มปราสาทข้างบนจนราบ พวกมันก็จะพบเพียงแต่ความว่างเปล่า

    เพราะห้องนี้มันตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน ตั้งอยู่ข้างใต้ปราสาทลึกลงมาอีกหลายชั้นยังไงละ

    และช่องทางที่เชื่อมต่อมายังห้องแห่งนี้ ก็มีเพียงแค่เส้นทางเดียวที่ตั้งอยู่ภายในปราสาทที่สูงกว่าระดับคูน้ำข้างนอก

    ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องห่วงว่าแผนการหลังจากนี้ จะเป็นการทำลายพวกเดียวกันเอง

    “ผมคงต้องขอตัวไปบัญชาการแนวหน้าก่อนครับ”

    “...ฝาก...ด้วย”

    ได้เวลาทำลายล้างศัตรูแล้ว



    ลานกว้างทรงวงรีขนาดใหญ่ที่มีปราสาทชาวอาร์โธร์โพดาเป็นศูนย์กลางนั้น กำลังจะกลายเป็นลานประหารขนาดใหญ่

    กองทัพพันธมิตรที่เยื้องกรายลงไป ไม่มีใครทันรู้ตัวเลยว่ากำลังมีเคียวยมทูตจอค่อรอเอาไว้อยู่

    “อย่าส่งไปทีเดียวทั้งหมดนะดอง~”

    เอสเทอกลัวว่าศัตรูจะมีวางกับดักเอาไว้ เธอเลยสั่งให้พวกระดับหัวหน้าหน่วยภูติยังคงบินวนเวียนอยู่บนฟ้า แล้วส่งลูกน้องจำนวนห้าหมื่นนาย กับโกเลมอีกแปดหมื่นในการบุกแทน

    “ทุกหน่วย บินรักษาระยะ รอดูท่าทีศัตรูก่อน”

    ส่วนโซเดียมที่เหลือกำลังพลเพียงหนึ่งแสนนายนั้น กำลังบินรอดูท่าทีจากบนท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว

    “หน่วยอินเดียแดงตามข้ามา! ”

    “หน่วยทัพโรมันตามข้ามา! ”

    ทางด้านกองทัพของมนุษย์นั้น ต่างกำลังเคลื่อนพลอย่างไม่มีความลังเลปรากฏให้เห็น

    มันเป็นกองทัพผสมระหว่างชาวอินเดียแดงที่สีสันบาดตา กับกองทัพนักรบชาวโรมันที่ถือดาบและโล่ในมือจำนวนหนึ่งแสนนาย

    ส่วนกองกำลังมนุษย์ที่เหลืออีกสามแสนนาย พวกเขากำลังสร้างสะพานของตัวเองอยู่ทางทิศตะวันตก และอีกเพียงไม่กี่สิบนาทีก็น่าจะข้ามคูน้ำมาถึงฝั่งนี้ได้

    ส่วนกองทัพของยักษา พวกเขาได้ข้ามมาอยู่ฝั่งนี้เป็นที่เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว

    กองทัพจำนวนแปดแสนที่เหลือเจ็ดแสนห้าหมื่นนายนั้น กำลังตั้งค่ายอยู่ที่ยอดเนินกำแพงกันอยู่

    มีเพียงกองทัพมหาไททันของขุนนางแคนตาลูปจำนวนหนึ่งแสนนาย

    กองทัพของขุนนางอเมริคานาหนึ่งแสนนาย

    กองทัพของเชอร์รี่หนึ่งแสนนาย

    และกองทัพอสูรของขุนนางแครอทอีกหนึ่งแสนนาย

    หากรวมกองทัพสัตว์อสูรอีกห้าหมื่นตัวที่รอดชีวิตมา พวกเขาก็จะมีกองทัพรวมเป็นสี่แสนห้าหมื่นนาย

    มากเพียงพอที่จะบดขยี้ศัตรูซึ่งเหลือกำลังพลเพียงห้าแสนนายแล้วเท่านั้น

    ไม่สิ ต้องบอกว่าพวกอาร์โธร์โพดาเหลือเพียงสี่แสนนาย เพราะอีกหนึ่งแสนนายนั้นกำลังซ่อนตัวอยู่ที่รอบนอกกำแพงเพื่อรอเวลาลอบโจมตีอยู่

    หน่วยที่ว่านั้นคือหน่วยพิเศษเกราะขาวของคอมมิวจำนวนหนึ่งแสนนาย

    “พวกเจ้าทุกคนไม่ต้องหวาดกลัว กองทัพจำนวนมากไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด”

    สเลบพูดอย่างเยือกเย็นและสบายอารมณ์ต่อหน้ากองทัพขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ปราสาท

    แต่ทุกคนต่างรู้สึกกระวนกระวาย

    และความกระวนกระวายนั้นก็ได้แสดงออกมาให้พวกศัตรูเห็นอย่างเด่นชัด

    “ฮะ ฮะ ฮะ! ศัตรูมันหวาดกลัวพวกเราเฟ้ย! กองทัพไททัน บุกถล่มพวกมัน! ”

    กองทัพที่เริ่มออกตัววิ่งก่อนใครเพื่อเลยคือกองทัพไททันของแคนตาลูป

    “โว โว โว! อย่าน้อยหน้าพวกเผ่ายักษ์มัน พวกเราลุย! ”

    “คำรามกลองศึก บุก! ”

    “ภูติ บุก! ”

    “...”

    กองทัพพันธมิตรต่างกรูบุกตรงจากทุกทิศทางของปราสาท

    มีเพียงแค่เผ่าปักษาที่ยังคงบินวนรอดูท่าทีเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น

    ในตอนนั้นเองที่กองทัพหลักฝ่ายมนุษย์ข้ามฝั่งมาถึงยอดเนินพอดี

    “บุกกันแล้วหรือ? ”

    ผู้บัญชาการทอมเอยเช่นนั้นออกมา

    “จะบุกตามลงไปเลยมั้ยคะ? ”

    “ไม่ต้อง หากพวกมันวางกับดักเอาไว้ เดียวได้ซวยกันหมด รอดูท่าทีก่อนดีกว่า ทุกหน่วย เตรียมตั้งแนวปืนใหญ่! พอพร้อมแล้ว พวกเราจะยิงสนับสนุนจากบนนี้กัน! ”

    ผู้บัญชาการทอมตัดสินใจอย่างเลือดเย็น

    ถ้าหากไม่มีกับดัก ผลงานทั้งหมดก็จะตกเป็นของกองทัพโรมันกับชาวอินเดียแดงไป แต่ถ้าหากมีกับดัก พวกนั้นก็จะต้องกลายเป็นหมากใช้แล้วทิ้งไปในทันที

    “ไอพวกบ้านั้นใครสั่งให้บุกกันเอาเองฟะ รีบส่งคนไปหยุดเดียวนี้! ”

    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ขุนนางแอปเปิ้ลก็หวีดร้องออกมาเช่นกัน

    เขาคิดเหมือนกับทอมของเผ่ามนุษย์ ว่าศัตรูอาจจะวางกับดักบางอย่างเอาไว้

    แต่อาจเป็นโชคร้ายที่กองทัพของเขาข้ามมาเป็นลำดับรองสุดท้าย จึงทำให้เขามาเห็นช้าไป

    เขามาเห็นช้าไปแล้ว



    ที่ลานสังหารข้างล่างนั้น บานากำลังวิ่งอย่างสุดกำลังอยู่

    “แครอท! รีบนำกองทัพกลับฐานเดียวนี้เลย! ”

    “อ่าวบานา ตกลงตัดสินใจลงมาลุยด้วยอีกคนหรือเนี่ย? แล้วทำไมลงมาคนเดียวโดยทิ้งกองทัพเอาไว้ข้างบนแบบนั้นละ? ”

    “ไม่ใช่เวลามาพูดเล่นนะ! เจ้าอาจไม่เชื่อ แต่ข้ามีลางสังหรณ์… พวกศัตรูมันวางกับดักพวกเราเอาไว้! ”

    “คิดมากไปมั้งบานา ศัตรูออกจะดูตื่นตระหนกขนาดนั้น---”



    ทุกคนต่างเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สเลบต้องการ

    กองทัพจำนวนมากช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี ที่สำคัญคือวิธีการและพลังทำลายในการบดขยี้ศัตรูต่างหาก

    “ (เปิดเขื่อนได้) ”

    หลังสิ้นเสียงคำสั่งของสเลบ เส้นทางน้ำทุกสายที่เชื่อมกับคูน้ำโดยรอบของก็ได้ถูกเปิดออก

    น้ำปริมาณมหาศาจจำนวนมากได้ไหลทะลักผ่านกำแพง เข้ามาสู่ภายในเขตตัวเมืองหลวงของอาร์โธร์โพดา

    ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วปานนรกเพราะไม่อาจหาเส้นทางระบายน้ำได้

    เส้นทางระบายน้ำทั้งหมดในเมืองได้ถูกราชินีแฟตสั่งอุดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว

    “น้ำอีกแล้วเรอะ!? ”

    แคนตาลูปกรีดร้องออกมาเช่นนั้น

    หลังจากผ่านไปได้สามนาที เมืองของอาร์โธร์โพดาก็จมลงอยู่ใต้บาดาล

    ความลึกระดับสิบเมตรตรงหน้า จะไม่มีวันลดลงหากไม่มีการเปิดเส้นทางระบายน้ำออกไป

    กองทัพที่สวมเกราะอันหนักอึ้งต่างจมน้ำตายอย่างน่าอนาจ

    “แครอท ไม่เป็นไรใช่มั้ย? ”

    “นี่ฉัน? … ขอบคุณนะบานา”

    ท่ามกลางกระแสน้ำที่พัดรุนแรง มีขุนนางสองคนกำลังว่ายน้ำเอาตัวรอดอยู่

    บานาใช้ร่างกายอันใหญ่โตช่วยปกป้องร่างอันบอบบางของแครอทเอาไว้

    หลังจากที่ถูกกระแสนน้ำพัดจนเปียกปอน เธอก็ได้บานาคนนี้ช่วยแบกว่ายน้ำกลับไปที่กำแพง

    ร่างกายของบานามีบาดแผลจากแรงกระแทกของน้ำ และเศษซากที่ลอยมากระชนเป็นจำนวนมาก

    ผิดกับแครอทที่ไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ ปรากฏให้เห็น

    “บานา…”

    แครอทไม่อาจสรรหาคำพูดใด ๆ ให้วีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ได้ นอกจากกอดและให้ความอบอุ่นไปที่แผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเขาเท่านั้น



    หลังจากที่กระแสน้ำเริ่มสงบนิ่ง พวกที่สามารถรอดชีวิตมาได้เพราะว่ายน้ำแข็ง ต่างเริ่มพ่นคำสาปแช่งออกมาให้ได้ยิน

    บางคนต้องถอดชุดเกราะออกเพื่อให้ร่างกายเบาขึ้น บางคนก็ต้องเสียอาวุธคู่กายไปเพราะกระแสน้ำ

    พวกภูติที่เจอคลื่นน้ำสึนามิอย่างไม่ทันตั้งตัว ได้ถูกกระแสน้ำกลืนกินหายไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

    โกเลมที่สร้างจากดินจำนวนแปดหมื่นได้กลับกลายเป็นขี้โคลนอีกครั้ง

    เรียกว่าเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างเลยทีเดียว

    “เทน้ำมัน”

    สเลบเริ่มแผนการขั้นต่อไปในทันที

    น้ำมันจำนวนมากที่เตรียมเอาไว้ ได้ถูกเทลงมาจากส่วนบนของปราสาท

    น้ำมันสีดำจำนวนมากได้ลอยเคลือบอยู่ที่ผิวน้ำ

    “น้ำมัน… หรือว่า.!? ”

    มนุษย์ที่สวมชุดนักรบของอินเดียแดงคนหนึ่งได้กรีดร้องขึ้น พร้อมกับรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งกำแพง

    แต่สายไปแล้ว

    “จุดไฟ”

    เปลวเพลิงนรกได้ถือกำเนิดขึ้นเหนือผิวน้ำ

    เปลวเพลิงนั้นร้อนแรงและแผดเผากองทัพศัตรูของอาร์โธร์โพดาไปจนสิ้น

    ลุกโชติช่วงยาวนานราวกับจะไม่มีวันดับลงได้

    สเลบที่มองเปลวเพลิงลุกโชนนั้น เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นควันที่เผาไหม้ตรงหน้า

    “กลิ่นควันสีดำ… ช่างเหมือนกับที่เห็นในเมืองจอมมาร… พวกมันใช้สิ่งนี้เผาไหม้บางอย่างเช่นกันอยู่สินะ”

    สเลบพูดกับตัวเองอย่างใจเย็น ก่อนจะเริ่มใช้ปากของตนแตะไปที่ผิวของขลุ่ย

    เนื่องจากมีเขี้ยวที่ยืดยาว ขลุ่ยของเผ่าอร์โธร์โพดาจึงมีรูปร่างที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร

    เสียงบรรเลงขลุ่ยได้ดังลอดผ่านม่านไฟสีดำ

    ภาพของนักรบชาวอารฺโธร์โพดาที่บรรเลงขลุยอยู่บนยอดสุดของปราสาท ทำให้ทุกคนต่างจ้องมองเขาเป็นสายตาเดียวกัน

    มันให้ความรู้สึกที่เยือกเย็น น่าหวาดหวั่น และดูลึกลับ

    ราวกับปีศาจร้ายที่กำลังมองชมผลงานศิลปะแล้วร่ำร้องเพลงอย่างสุนทรีย์

    “เหวอออ! ”

    “แว๊กกก!? ”

    พวกที่รอดชีวิตจากเปลวเพลิงต่างหวาดกลัวจนขนหัวลุก

    ไม่ว่าจะเป็นภูติ ยักษา มนุษย์ หรือแม้แต่ปักษาที่บินมองจากฟากฟ้าก็รู้สึกไม่ต่างกัน

    การกระทำที่หาเหตุผลไม่ได้ของสเลบ มีผลอย่างมากกับจิตใจของพวกเขา

    ยิ่งพึ่งเจอกับดักอันน่ากลัวชุดใหญ่เข้าไป ยิ่งทำให้พวกเขาหมดสิ้นซึ่งสติและการยั้งคิด

    ส่งผลทำให้พวกเขา---

    “ถอยก่อน! มันต้องทีกับดักอีกแน่นอน ทุกคน ถอยทัพ! ”

    ---พวกเขาคิดไปในทิศทางเช่นนั้นพร้อมกัน

    กองทัพพันธมิตรต่างว่ายน้ำล่าถอยอย่างตื่นตระหนก

    ว่ายสุดชีวิต ต่อให้ต้องเบียดร่างพวกพ้องที่ขวางเส้นทางก็ยอม

    จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำ เพิ่มผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

    ช่างน่าขันยิ่งนัก ที่เพียงแค่ขึ้นมาบรรเลงขลุ่ยเพียงบทเดียว ก็สามารถทำให้กองทัพศัตรูหันหลังหนีได้แล้ว

    นี่คือนักรบไร้นินทรา [สเลบ] บุรุษผู้ขับไล่กองทัพศัตรูด้วยการบรรเลงขลุ่ยเพียงบทเดียวเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน