***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“ยามราตรีใกล้เริ่มแล้วหรือ…”
ผมพูดพึมพำกับตัวเอง
“ (รายงานถึงราชินีทั้งห้า ที่ทิศใต้ พวกปีศาจปีกได้กลับมาบุกอีกรอบแล้ว แต่ขุนพลสกัดยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์ได้ กองทัพตั้งรับเหลือเพียงประมาณหนึ่งหมื่น ขอคำสั่งด้วย) ”
“ (รายงานจากทิศตะวันออก ขุนพลอลูฟถูกศัตรูจับตัวไปแล้ว ย้ำ ขุนพลอลูฟถูกพวกปีศาจแสงจับตัวไปแล้ว) ”
“ (รายงานจากทิศเหนือ ปีศาจยักษ์บุกข้ามมาฝั่งนี้แล้ว ขุนพลฮอร์เนสกำลังตั้งรับสุดความสามารถ แต่คงหยุดได้ไม่นาน ขอคำสั่งด้วย) ”
“ (ฉัน… แฟต… ขอ… อึ๊ก… สั่ง) ”
เสียงรายงานผ่านคลื่นสมองนั้น ได้ยินเข้ามาจากทุกทิศทาง
องค์ราชินีแฟตที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ยังคงบาดเจ็บหนักจนไม่มีแรงแม้แต่จะตอบกลับไปได้
แต่กระนั้นเธอก็ยังพยายามฝืนทนเพื่อให้คำสั่งพวกเรา
ฝืนทนเจ็บปวดเพื่อที่จะหาทางออกให้พวกเรา
“ (ขุนพลคอมมิวพูด จะให้พวกเราเริ่มลอบโจมตีเลยหรือไม่?) ”
หน่วยรบพิเศษของคอมมิวพูดแทรกเสียงของราชินีแฟตที่เงียบหายไป
แบบนี้ไม่ดีแล้ว
หากไม่รีบหาผู้นำขึ้นมาแทนสักคน มีหวังได้ต่างคนต่างทำตามใจตัวเองแน่นอน
*บรึ้ม! *
“อืม…”
ทัพของจอมมารทางฝั่งตะวันตกยังคงใช้วิธียิงปืนใหญ่ปูพรมมาตั้งแต่ช่วงเริ่มสงคราม
โชคดีที่พวกมันไม่ได้ใช้อาวุธที่ผมไปเห็นมาจากเมืองหลวง เลยทำให้กำแพงยังไม่ถูกตีแตก
แต่คงขึ้นอยู่กับเวลา
“ท่านสเลบขอคำสั่งโจมตีด้วย! ”
“ท่านสเลบครับ หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ กำแพงเนินดินคงไม่มีเหลือแน่เลยครับ ขอคำสั่งตอบโต้ด้วย! ”
“ไม่ เป้าหมายคือถ่วงเวลา ไม่จำเป็นต้องเสียอาวุธและกำลังพลตามเกมส์ศัตรูหรอก…”
ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นไปทั่วกำแพงเนินดินตรงหน้า ทำให้กองทัพสีดำของผมเริ่มเป็นกังวล
ผมให้พวกเขาหลบเข้าหลังเนินกำบัง แล้วปล่อยให้ศัตรูยิงตามใจชอบ เลยทำให้ยังไม่เกิดความสูญเสียใด ๆ ขึ้นกับกองทัพของพวกเรา
แต่แผนนี้คงใกล้จะถึงขีดกำจัดแล้ว
เนินดินที่ราบเรียบกลายสภาพเป็นหลุมเว้าแหว่ง
เนินที่สูงสี่สิบเมตรราวภูเขา กลับมีสภาพใกล้จะเป็นที่ราบอันว่างเปล่า
ขนาดไม่ใช่อาวุธที่เห็นจากเมืองจอมมารของพวกมัน ยังมีพลังทำลายถึงเพียงนี้ อาวุธของพวกจอมมารช่างน่ากลัวยิ่งนัก
“ (รายงาน! พวกศัตรูบุกมาถึงยอดเนินกำแพงทิศเหนือแล้วครับ!) ”
“ (ทิศตะวันออกถูกตีแตกแล้ว ย้ำ ทิศตะวันออกถูกตีแตกแล้ว!) ”
“ (ทิศใต้ไม่สามารถต้านไหวแล้ว ศัตรูมีมากเหลือเกิน!) ”
ทุกคนต่างกรีดร้องโหยหวน
ผมมองไปที่กองทัพของพวกจอมมารตรงหน้า
พวกมันยังคงกระหน่ำปืนใหญ่ออกมาอยู่
แต่หากสังเกตุให้ดี จะมีกองทัพส่วนหนึ่งที่ปีกขวาวิ่งไปทางทิศเหนือ
พวกมันคงจะข้ามมาฝั่งนี้ด้วยสะพานของพวกปีศาจยักษ์สินะ
ที่ยอดกำแพงทางเหนือนั้นกำลังลุกเป็นไฟ
หญ้าเมาจำนวนมากได้ถูกศัตรูโยนทิ้งลงมาจากยอดเนิน
ที่บนฟ้าเริ่มเห็นสัตว์ยักษ์บินได้บุกเข้ามา
ส่วนทิศใต้มีเสียงสงครามดังดุดัน
เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของฝ่ายเราได้ดังขึ้นไปทั่วสนามรบ
แต่ช่างน่าประหลาดที่ต่อหน้าความสิ้นหวัง ผมกลับยังรู้สึกเยือกเย็นอยู่ได้
ราวกับรู้อยู่แล้ว ว่าทุกอย่างจะจบลงเช่นนี้
“ (ทุกคน.. คำสั่ง… อั๊ก…) ”
เสียงขาดห้วงของราชินีแฟตดังขึ้นอีกครั้ง
ผมคงจะทำตัวลังเลอีกต่อไปไม่ได้ ผมต้อง… ลงมือทำมัน
“ (ถึงราชินีแฟต อาจเป็นการถือตัวอวดดี แต่รบกวรขออำนาจสั่งการชั่วคราวทั้งหมดมาให้กระผมจะได้หรือเปล่าครับ) ”
ลงมือเสนอตัวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการรบสูงสุดแทนท่านราชินีทั้งห้า...
ข้อเสนอของผมทำให้บรรดาลูกน้องต่างหันมามองผมเป็นจุดเดียว
“ (สเลบ… ได้… ฝาก… ด้วย) ”
“ (ขอบพระคุณครับ) ”
ราชินีแฟต…กระผมขุนพลสเลบจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ
“เอาละ…”
ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นภาพบางอย่าง
ภาพของเมืองตัวเองที่ล่มสลายไปพร้อมกับกองทัพอันเกรียงไกรของศัตรู
และบนซากศพนับล้าน มีเพียงแค่เผ่าจอมมารยืนรอดอยู่เพียงเผ่าเดียว
“...”
ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันว่าในสงครามครั้งนี้ พวกจอมมารจะจะไม่ใช้อาวุธที่น่ากลัวเหล่านั้น
ผู้ชนะสุดท้ายของสงคราม อาจจะเป็นจอมมารอย่างที่ผมเห็นภาพที่จินตนาการเอาไว้
แต่ก่อนจะพ่ายแพ้ ผมขอต่อสู้ดิ้นรนสุดชีวิตก่อนแล้วกัน
ท้องฟ้าเริ่มถูกย้อมให้เป็นสีแดง ยามราตรีเริ่มคืบคลานเข้ามาสู่ผืนแผ่นดินจากเส้นขอบฟ้า
“ (ถึงทุกหน่วย จงรีบถอนทัพ ทิ้งแนวรบ และไปรวมตัวกันที่ปราสาทเดียวนี้) ”
“ (...ทางใต้จะเริ่มถอนตัวทันทีตามคำสั่ง) ”
“ (...ทางตะวันออกรับทราบ) ”
“ (...ทางเหนือรับทราบ) ”
ทุกคนยอมทำตามคำสั่งของผมอย่างราบรื่น
ถึงจะสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ปนมาในคลื่นสมอง แต่ด้วยคำสั่งยืนยันจากราชินีแฟตที่เป็นผู้บัญชาการรบสูงสุด เลยทำให้ทุกคนยอมเชื่อฟังคำสั่งของผม
“ (คอมมิว เจ้าพาหน่วยพิเศษจำนวนหนึ่งแสนไปทางตะวันตก เห็นรางเหล็กยาวตรงนั้นมั้ย? ผมมั่นใจว่าต้องเป็นเส้นทางขนส่งเหมือนรางในเส้นทางสายมรณะของพวกเราแน่นอน) ”
“ (จะให้ทำลายหรือ?) ”
“ (เปล่า แต่จะให้ดักขโมยอาวุธมาใช้ต่างหาก) ”
“ (ทำไมถึงมั่นใจเช่นนั้นว่าพวกมันจะส่งอาวุธมาด้วยเส้นทางนี้?) ”
“ (... ผมเคยเห็นมาแล้วนะ) ”
“ (ฮะ?) ”
ผมคงบอกไม่ได้ว่าเป็นลางสังหรณ์ของผมเอง
กองทัพจำนวนมากเริ่มถอนทัพลงมาจากยอดกำแพงเนินดิน
ปีนลงมาตามกำแพงที่เป็นหน้าผาทิ้งดิ่งทางฝั่งด้านใน เพื่อเข้าไปพิทักษ์เส้นทางภายในปราสาทซึ่งเป็นปราการสุดท้าย
“สเต็ก สเต็ป พวกเจ้าไม่ต้องประจำการที่เส้นทางวงกต แต่จงพากำลังหนึ่งหมื่นไปขนน้ำมันทั้งหมดเอาไว้ที่ยอดปราสาทแทนซะ”
“เออ ครับ? ”
“ส่วนสเล็ต เจ้าช่วยไปหยิบขลุ่ยในห้องของผมที่ปราสาทมาให้ที”
“ขลุย? ”
“ใช่ ขลุย”
เอาละ หวังว่าแผนการรบของผมจะใช้ได้ผลนะ
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“เบื่อง่า~”
“เอาน่า อีกเดียวคงมีคำสั่งเคลื่อนทัพเองนั่นละ”
แอร์บาส์รพยายามพูดปลอบโยนฉัน
แต่เบื่อก็คือเบื่อ
พวกเราไม่ทำอะไรนอกจากยิงปืนใหญ่ถล่มเพียงอย่างเดียว
กำแพงเนินตรงหน้าเริ่มเว้าแหว่งอย่างน่ากลัว อีกไม่นานคงได้ถล่มพังลงมาแน่นนอน
“ป่านนี้พวกกองทัพปีกซ้ายคงเคลื่อนพลเข้าไปข้างในแล้วมั้ง? ”
คุณทอมไม่ยอมสั่งให้สร้างสะพาน แต่กลับใช้เส้นทางที่เผ่ายักษ์สร้างแทน
กินแรงชาวบ้านได้อย่างหน้าด้านหน้าทนดีแท้
ส่วนทัพหลักยังคงตั้งมั่นยิงถล่มต่อไป ในขณะที่ทัพปีกซ้ายเคลื่อนตัวไปยังอีกฟากของคูน้ำแล้ว
ในตอนนั้นเอง---
“กองทัพศัตรูหายไปแล้ว? ”
กองทัพสีดำที่ส่องประกายอยู่บนยอดเนินก็หายไปจนหมด
ถอยทัพ? หรือว่าเตรียมการเพื่อลงมาบุกพวกเราจากเส้นทางใต้ดิน?
ฉันหันไปมองดูสุนัขสงครามที่กระจายตัวไปทั่วสนามรบ
พวกมันยังคงดูปกติอยู่ แสดงว่ายังไม่มีศัตรูใต้เท้าของพวกเราในตอนนี้
“ทุกหน่วยหยุดยิง! เคลื่อนทัพ เตรียมสร้างสะพาน! ”
ในที่สุดคุณทอมก็ยอมสั่งเคลื่อนกำลังพลออกไป
เอาละ ได้เวลาลุยแล้ว!
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
“บุก! ไม่ต้องสนแม่ทัพศัตรู วิ่งผ่านแม่งไป บุกเข้าไปเลย! ”
“#&$”
“ส่วนแกต้องอยู่กับข้า! ”
ข้ากำลังปะทะกับแม่ทัพของศัตรูผู้เก่งกาจด้วยกันกับแครอท
ตรีศูลได้ปะทะกับง้าวของศัตรูอย่างรุนแรง
ประกายแสงได้แฉลบขึ้นอย่างต่อเนื่องปานสายฟ้าที่ร้องคำราม
มันร้ายกาจมาก ข้ามั่นใจว่าไม่มีทางเอาชนะได้
แต่อย่างน้อยพอจะสามารถสู้ถ่วงเวลาได้
“โจมตี! ช่วยบานาซะ! ”
*โกร๊วววว! *
แครอทสั่งการอสูรวัวสองตัวให้พ่นบอลพระอาทิตย์โจมตีเข้ามาจากมุมอับ
แม่ทัพศัตรูกระโดดหลบไปข้างหลัง แล้วปามีดสวนกลับไป
แครอทกระโดดขึ้นสูงพร้อมกับใช้ดาบยาวในมือปัดการโจมตีนั้นทิ้ง
ศัตรูกางปีกออก แล้วบินถลาถอยออกไปเพื่อสร้างระยะห่าง
เกิดความสงบขึ้นมาชั่วครู่ ทั้งข้าและศัตรูต่างไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าหากัน
“... & $##”
มันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับบ่นอะไรสักอย่าง
มันชี้ง้าวตรงมาทางข้าซึ่งห่างอยู่ราวสิบเมตร ก่อนจะเอยคำหนึ่งออกมาว่า
“ฮอร์เนส”
คงตั้งใจจะแลกชื่อกับข้าสินะ…
“บานา”
มันจ้องตาข้าสักครู่ ก่อนที่จะเก็บอาวุธแล้ววิ่งหนีไป
ไม่สิ ถอยทัพกลับไปมากกว่า
กองทัพศัตรูได้ล่าถอยหายลับตาไปแล้ว
“... ยึดกำแพงได้แล้วสินะ? ”
ข้ามองไปที่ยอดเนินกำแพงในทิศอื่น
ท้องฟ้ายามราตรีเริ่มมาเยือน แต่กระนั้นข้ายังมาสมารถมองเห็นรอบทิศอย่างได้ชัดเจน ด้วยแสงคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นมา
บนกำแพงทุกทิศรอบเมืองศัตรู ได้เหลือเพียงแค่กองทัพพันธมิตรของพวกเราแล้ว
“คิดถึงจริง”
เมื่อก่อนข้าเคยบุกเข้ามาถึงข้างในได้ทีหนึ่ง
ตอนนั้นศัตรูได้ซุ่มโจมตีจากใต้ดินจนพ่ายแพ้กลับไป แต่คราวนี้นั้นไม่ใช่
ครั้งนี้ข้ามาพร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่ที่พร้อมจะเอาชนะพวกมันได้
ทิศใต้เต็มไปด้วยฝูงบินของชาวมีปีก
ทิศตะวันออกมีประกายแสงจากปีกของพวกตัวจิ๋วจนเจิดจ้า
และผู้ที่มาถึงที่หลังสุด พวกยักษาน้อยที่กำลังปีนขึ้นมาพร้อมชุดเกราะและโล่ทรงสี่ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
“ทิศนั้นมัน...”
พวกมันใช้สะพานของพวกเราข้ามฟากมากันอย่างงั้นหรือ? ช่างกล้าจริงนะพวกนี้
“ลุยพรุ่งนี้ หรือลุยต่อดี? ”
ข้าหันไปถามแครอท
“ถามฉันเรอะ? บานาว่าไง ฉันว่าตามนั่นละ”
แครอทตอบเช่นนั้นพร้อมกับส่งยิ้มให้ข้า
เป็นรอยยิ้มที่งดงามไม่เข้ากับสนามรบแห่งนี้เลยสักนิด
ยัยนี่ยิ้มแบบนี้เป็นด้วยเรอะ ไปกินอะไรผิดสำแดงมาอีกหรือเปล่าฟะ?
“จะรออะไรเล่าบานา ไม่บุก งั้นข้าบุกก่อนละนะ”
“เดียวสิแคนตาลูป! ”
ขุนนางร่างยักษ์สูงสี่เมตร ชายผู้ใช้ง้าวขนาดใหญ่ยาวห้าเมตรได้คำรามอย่างคึกคะนองออกมา
เขานำกองทัพมหาไททันทั้งหมดบุกลงไปที่เมืองอย่างไม่มีลังเล
พื้นที่ฝั่งข้างในนั้นผิดกับข้างนอกที่เป็นเนินลาดชันขึ้นมา
มันถูกสร้างเป็นหน้าผาสูงห้าสิบเมตรเหนือพื้น อีกทั้งยังมีรูเชื่อมต่อปรากฏให้เห็นมากมายตามกำแผงและพื้นดิน
ข้ายังจำได้ถึงรูปแบบการลอบโจมตีจากข้างในกำแพงดินเหล่านั้น
กองทัพมหาไททันได้โยนบันไดลิงลงไป แล้วปีนป่ายอย่างกล้าหาญ
ร่างกายที่ใหญ่โต อีกทั้งอาวุธขนาดยักษ์ ทำให้หน่วยของเขาเหมาะกับการเข้าบุกข่มขวัญศัตรูเป็นหน่วยแรก
แต่ข้าว่าเจ้าแคนตาลูปแค่บุกแบบไม่คิดมากกว่า
“หน่วยยักษาปฐพี เตรียมธนู! ”
ข้าตัดสินใจเป็นแนวหลังเตรียมยิงป้องกันจากยอดเนินแห่งนี้
ถ้าหากศัตรูดักโจมตี หน่วยของข้าก็จะเข้าสนับสนุนได้ในทันที
“ฉันจะส่งหน่วยอสูรลงไปด้วย”
“ระวังตัวด้วยละแครอท”
แครอทเอยเช่นนั้นแล้วปีนตามลงไปพร้อมกับกองทัพอสูรของเธอ
อสูรขนทอง อสูรวัว อสูรบอม อสูรหางยาว และอสูรปีกที่บินบนฟ้า
ทุกตัวต่างบุกลงไปพร้อมกับเจ้านายของมันที่ปีนบันไดลงไปข้างล่าง
ลานกว้างของเมืองเริ่มถูกถมเต็มไปด้วยกองทัพของชาวยักษา
ที่ทิศอื่นก็เริ่มบุกลงมาแล้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะกองทัพของขุนพลจำนวนหนึ่งที่มาจากทิศตะวันตกและออกเฉียงใต้
ทัพพันธมิตรที่บินวนจนเต็มท้องฟ้ายามราตรี
และกองทัพยักษาน้อยที่กำลังปีนตามลงมาจากทิศตะวันออก
ส่วนกองทัพของศัตรูส่วนใหญ่นั้น มันไปกระจุกอยู่ที่แถวปราสาทกัน
ไม่มีวี่แววว่าจะมีการลอบโจมตีเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่าควรส่งคนบุกตามลง---”
ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นภาพบางอย่าง
มันเป็นภาพที่น่ากลัว
ภาพของกองทัพอันเกรียงไกรที่นอนจมอยู่ใต้บาดาล
และภาพของยัยแครอทที่ถูกกระแสน้ำพัดปลิวไปเสียบเข้ากับท่อนไม้จนตายคาที่
“เฮ้ย!? ”
ข้ารีบหันกลับไปมองดูคูน้ำด้านหลัง
ระดับพื้นที่ข้างในกำแพงนั้น ดูแล้วน่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับของคูน้ำข้างนอก
ศัตรูที่ถอยร่นโดยไม่ดักซุ่มโจมตี และระดับน้ำที่ข้างนอกสูงกว่าด้านใน
หรือว่า---
“แย่แล้ว! แครอท เจ้ารีบถอยทัพกลับมาเร็ว! ”
แต่นางไม่ได้ยินเสียงของข้า
นางลงไปถึงช่วงกลางของเส้นทางบุกโจมตีปราสาทแล้ว
ข้าจะต้องรีบไปตามนางกลับมาเดียวนี้!
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“สเลบ… จะได้ผลใช่มั้ย…”
“สเลบ ข้าหวังว่าคำสั่งถอนทัพจะสร้างความสนุกให้ข้าได้นะ”
สองขุนพล [สกัด] กับ [ฮอร์เนส] ได้เข้ามาถามผมด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจนัก
ร่างของสกัดชุ่มโชกไปด้วยเลือดและบาดแผล ส่วนฮอร์เนสนั้น ท่วมไปด้วยสีม่วงที่แปลกตา
“ (ถึงขุนพลสเลบ กองทัพศัตรูจำนวนมาใกล้บุกมาถึงแล้วครับ) ”
เสียงเตือนภัยได้ดังขึ้นจากหน่วยสอดแนม
“เจ้า… มั่นใจนะ… สเลบ…”
“ท่านราชินีแฟต ไม่ต้องห่วงครับ แผนที่ท่านวางเอาไว้ ผมสเลบ ในนามขุนศึกของท่าน จะสานต่อให้สำเร็จเองครับ”
“... ดี… มาก”
สถานที่พวกเรารวมตัวในเวลานี้คือห้องคริสตัลแห่งชีวิต
ร่างของราชินีทั้งห้าได้ถูกพามารักษาตัวข้างในนี้กัน
หากเป็นข้างในปราสาทที่เส้นทางคดเคี้ยวราวเขาวงกต ไม่ว่ายังไง พวกศัตรูก็ต้องจำยอมลงมาบุกภายในเส้นทางคับแคบแห่งนี้เพื่อให้มาถึงห้องคริสตัลของพวกเรา
หรือต่อให้พวกมันใช้แผนยิงถล่มปราสาทข้างบนจนราบ พวกมันก็จะพบเพียงแต่ความว่างเปล่า
เพราะห้องนี้มันตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน ตั้งอยู่ข้างใต้ปราสาทลึกลงมาอีกหลายชั้นยังไงละ
และช่องทางที่เชื่อมต่อมายังห้องแห่งนี้ ก็มีเพียงแค่เส้นทางเดียวที่ตั้งอยู่ภายในปราสาทที่สูงกว่าระดับคูน้ำข้างนอก
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องห่วงว่าแผนการหลังจากนี้ จะเป็นการทำลายพวกเดียวกันเอง
“ผมคงต้องขอตัวไปบัญชาการแนวหน้าก่อนครับ”
“...ฝาก...ด้วย”
ได้เวลาทำลายล้างศัตรูแล้ว
ลานกว้างทรงวงรีขนาดใหญ่ที่มีปราสาทชาวอาร์โธร์โพดาเป็นศูนย์กลางนั้น กำลังจะกลายเป็นลานประหารขนาดใหญ่
กองทัพพันธมิตรที่เยื้องกรายลงไป ไม่มีใครทันรู้ตัวเลยว่ากำลังมีเคียวยมทูตจอค่อรอเอาไว้อยู่
“อย่าส่งไปทีเดียวทั้งหมดนะดอง~”
เอสเทอกลัวว่าศัตรูจะมีวางกับดักเอาไว้ เธอเลยสั่งให้พวกระดับหัวหน้าหน่วยภูติยังคงบินวนเวียนอยู่บนฟ้า แล้วส่งลูกน้องจำนวนห้าหมื่นนาย กับโกเลมอีกแปดหมื่นในการบุกแทน
“ทุกหน่วย บินรักษาระยะ รอดูท่าทีศัตรูก่อน”
ส่วนโซเดียมที่เหลือกำลังพลเพียงหนึ่งแสนนายนั้น กำลังบินรอดูท่าทีจากบนท้องฟ้าเพียงอย่างเดียว
“หน่วยอินเดียแดงตามข้ามา! ”
“หน่วยทัพโรมันตามข้ามา! ”
ทางด้านกองทัพของมนุษย์นั้น ต่างกำลังเคลื่อนพลอย่างไม่มีความลังเลปรากฏให้เห็น
มันเป็นกองทัพผสมระหว่างชาวอินเดียแดงที่สีสันบาดตา กับกองทัพนักรบชาวโรมันที่ถือดาบและโล่ในมือจำนวนหนึ่งแสนนาย
ส่วนกองกำลังมนุษย์ที่เหลืออีกสามแสนนาย พวกเขากำลังสร้างสะพานของตัวเองอยู่ทางทิศตะวันตก และอีกเพียงไม่กี่สิบนาทีก็น่าจะข้ามคูน้ำมาถึงฝั่งนี้ได้
ส่วนกองทัพของยักษา พวกเขาได้ข้ามมาอยู่ฝั่งนี้เป็นที่เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว
กองทัพจำนวนแปดแสนที่เหลือเจ็ดแสนห้าหมื่นนายนั้น กำลังตั้งค่ายอยู่ที่ยอดเนินกำแพงกันอยู่
มีเพียงกองทัพมหาไททันของขุนนางแคนตาลูปจำนวนหนึ่งแสนนาย
กองทัพของขุนนางอเมริคานาหนึ่งแสนนาย
กองทัพของเชอร์รี่หนึ่งแสนนาย
และกองทัพอสูรของขุนนางแครอทอีกหนึ่งแสนนาย
หากรวมกองทัพสัตว์อสูรอีกห้าหมื่นตัวที่รอดชีวิตมา พวกเขาก็จะมีกองทัพรวมเป็นสี่แสนห้าหมื่นนาย
มากเพียงพอที่จะบดขยี้ศัตรูซึ่งเหลือกำลังพลเพียงห้าแสนนายแล้วเท่านั้น
ไม่สิ ต้องบอกว่าพวกอาร์โธร์โพดาเหลือเพียงสี่แสนนาย เพราะอีกหนึ่งแสนนายนั้นกำลังซ่อนตัวอยู่ที่รอบนอกกำแพงเพื่อรอเวลาลอบโจมตีอยู่
หน่วยที่ว่านั้นคือหน่วยพิเศษเกราะขาวของคอมมิวจำนวนหนึ่งแสนนาย
“พวกเจ้าทุกคนไม่ต้องหวาดกลัว กองทัพจำนวนมากไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด”
สเลบพูดอย่างเยือกเย็นและสบายอารมณ์ต่อหน้ากองทัพขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ปราสาท
แต่ทุกคนต่างรู้สึกกระวนกระวาย
และความกระวนกระวายนั้นก็ได้แสดงออกมาให้พวกศัตรูเห็นอย่างเด่นชัด
“ฮะ ฮะ ฮะ! ศัตรูมันหวาดกลัวพวกเราเฟ้ย! กองทัพไททัน บุกถล่มพวกมัน! ”
กองทัพที่เริ่มออกตัววิ่งก่อนใครเพื่อเลยคือกองทัพไททันของแคนตาลูป
“โว โว โว! อย่าน้อยหน้าพวกเผ่ายักษ์มัน พวกเราลุย! ”
“คำรามกลองศึก บุก! ”
“ภูติ บุก! ”
“...”
กองทัพพันธมิตรต่างกรูบุกตรงจากทุกทิศทางของปราสาท
มีเพียงแค่เผ่าปักษาที่ยังคงบินวนรอดูท่าทีเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น
ในตอนนั้นเองที่กองทัพหลักฝ่ายมนุษย์ข้ามฝั่งมาถึงยอดเนินพอดี
“บุกกันแล้วหรือ? ”
ผู้บัญชาการทอมเอยเช่นนั้นออกมา
“จะบุกตามลงไปเลยมั้ยคะ? ”
“ไม่ต้อง หากพวกมันวางกับดักเอาไว้ เดียวได้ซวยกันหมด รอดูท่าทีก่อนดีกว่า ทุกหน่วย เตรียมตั้งแนวปืนใหญ่! พอพร้อมแล้ว พวกเราจะยิงสนับสนุนจากบนนี้กัน! ”
ผู้บัญชาการทอมตัดสินใจอย่างเลือดเย็น
ถ้าหากไม่มีกับดัก ผลงานทั้งหมดก็จะตกเป็นของกองทัพโรมันกับชาวอินเดียแดงไป แต่ถ้าหากมีกับดัก พวกนั้นก็จะต้องกลายเป็นหมากใช้แล้วทิ้งไปในทันที
“ไอพวกบ้านั้นใครสั่งให้บุกกันเอาเองฟะ รีบส่งคนไปหยุดเดียวนี้! ”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ขุนนางแอปเปิ้ลก็หวีดร้องออกมาเช่นกัน
เขาคิดเหมือนกับทอมของเผ่ามนุษย์ ว่าศัตรูอาจจะวางกับดักบางอย่างเอาไว้
แต่อาจเป็นโชคร้ายที่กองทัพของเขาข้ามมาเป็นลำดับรองสุดท้าย จึงทำให้เขามาเห็นช้าไป
เขามาเห็นช้าไปแล้ว
ที่ลานสังหารข้างล่างนั้น บานากำลังวิ่งอย่างสุดกำลังอยู่
“แครอท! รีบนำกองทัพกลับฐานเดียวนี้เลย! ”
“อ่าวบานา ตกลงตัดสินใจลงมาลุยด้วยอีกคนหรือเนี่ย? แล้วทำไมลงมาคนเดียวโดยทิ้งกองทัพเอาไว้ข้างบนแบบนั้นละ? ”
“ไม่ใช่เวลามาพูดเล่นนะ! เจ้าอาจไม่เชื่อ แต่ข้ามีลางสังหรณ์… พวกศัตรูมันวางกับดักพวกเราเอาไว้! ”
“คิดมากไปมั้งบานา ศัตรูออกจะดูตื่นตระหนกขนาดนั้น---”
ทุกคนต่างเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สเลบต้องการ
กองทัพจำนวนมากช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี ที่สำคัญคือวิธีการและพลังทำลายในการบดขยี้ศัตรูต่างหาก
“ (เปิดเขื่อนได้) ”
หลังสิ้นเสียงคำสั่งของสเลบ เส้นทางน้ำทุกสายที่เชื่อมกับคูน้ำโดยรอบของก็ได้ถูกเปิดออก
น้ำปริมาณมหาศาจจำนวนมากได้ไหลทะลักผ่านกำแพง เข้ามาสู่ภายในเขตตัวเมืองหลวงของอาร์โธร์โพดา
ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วปานนรกเพราะไม่อาจหาเส้นทางระบายน้ำได้
เส้นทางระบายน้ำทั้งหมดในเมืองได้ถูกราชินีแฟตสั่งอุดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว
“น้ำอีกแล้วเรอะ!? ”
แคนตาลูปกรีดร้องออกมาเช่นนั้น
หลังจากผ่านไปได้สามนาที เมืองของอาร์โธร์โพดาก็จมลงอยู่ใต้บาดาล
ความลึกระดับสิบเมตรตรงหน้า จะไม่มีวันลดลงหากไม่มีการเปิดเส้นทางระบายน้ำออกไป
กองทัพที่สวมเกราะอันหนักอึ้งต่างจมน้ำตายอย่างน่าอนาจ
“แครอท ไม่เป็นไรใช่มั้ย? ”
“นี่ฉัน? … ขอบคุณนะบานา”
ท่ามกลางกระแสน้ำที่พัดรุนแรง มีขุนนางสองคนกำลังว่ายน้ำเอาตัวรอดอยู่
บานาใช้ร่างกายอันใหญ่โตช่วยปกป้องร่างอันบอบบางของแครอทเอาไว้
หลังจากที่ถูกกระแสนน้ำพัดจนเปียกปอน เธอก็ได้บานาคนนี้ช่วยแบกว่ายน้ำกลับไปที่กำแพง
ร่างกายของบานามีบาดแผลจากแรงกระแทกของน้ำ และเศษซากที่ลอยมากระชนเป็นจำนวนมาก
ผิดกับแครอทที่ไร้ซึ่งบาดแผลใด ๆ ปรากฏให้เห็น
“บานา…”
แครอทไม่อาจสรรหาคำพูดใด ๆ ให้วีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ได้ นอกจากกอดและให้ความอบอุ่นไปที่แผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเขาเท่านั้น
หลังจากที่กระแสน้ำเริ่มสงบนิ่ง พวกที่สามารถรอดชีวิตมาได้เพราะว่ายน้ำแข็ง ต่างเริ่มพ่นคำสาปแช่งออกมาให้ได้ยิน
บางคนต้องถอดชุดเกราะออกเพื่อให้ร่างกายเบาขึ้น บางคนก็ต้องเสียอาวุธคู่กายไปเพราะกระแสน้ำ
พวกภูติที่เจอคลื่นน้ำสึนามิอย่างไม่ทันตั้งตัว ได้ถูกกระแสน้ำกลืนกินหายไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน
โกเลมที่สร้างจากดินจำนวนแปดหมื่นได้กลับกลายเป็นขี้โคลนอีกครั้ง
เรียกว่าเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างเลยทีเดียว
“เทน้ำมัน”
สเลบเริ่มแผนการขั้นต่อไปในทันที
น้ำมันจำนวนมากที่เตรียมเอาไว้ ได้ถูกเทลงมาจากส่วนบนของปราสาท
น้ำมันสีดำจำนวนมากได้ลอยเคลือบอยู่ที่ผิวน้ำ
“น้ำมัน… หรือว่า.!? ”
มนุษย์ที่สวมชุดนักรบของอินเดียแดงคนหนึ่งได้กรีดร้องขึ้น พร้อมกับรีบว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งกำแพง
แต่สายไปแล้ว
“จุดไฟ”
เปลวเพลิงนรกได้ถือกำเนิดขึ้นเหนือผิวน้ำ
เปลวเพลิงนั้นร้อนแรงและแผดเผากองทัพศัตรูของอาร์โธร์โพดาไปจนสิ้น
ลุกโชติช่วงยาวนานราวกับจะไม่มีวันดับลงได้
สเลบที่มองเปลวเพลิงลุกโชนนั้น เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นควันที่เผาไหม้ตรงหน้า
“กลิ่นควันสีดำ… ช่างเหมือนกับที่เห็นในเมืองจอมมาร… พวกมันใช้สิ่งนี้เผาไหม้บางอย่างเช่นกันอยู่สินะ”
สเลบพูดกับตัวเองอย่างใจเย็น ก่อนจะเริ่มใช้ปากของตนแตะไปที่ผิวของขลุ่ย
เนื่องจากมีเขี้ยวที่ยืดยาว ขลุ่ยของเผ่าอร์โธร์โพดาจึงมีรูปร่างที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร
เสียงบรรเลงขลุ่ยได้ดังลอดผ่านม่านไฟสีดำ
ภาพของนักรบชาวอารฺโธร์โพดาที่บรรเลงขลุยอยู่บนยอดสุดของปราสาท ทำให้ทุกคนต่างจ้องมองเขาเป็นสายตาเดียวกัน
มันให้ความรู้สึกที่เยือกเย็น น่าหวาดหวั่น และดูลึกลับ
ราวกับปีศาจร้ายที่กำลังมองชมผลงานศิลปะแล้วร่ำร้องเพลงอย่างสุนทรีย์
“เหวอออ! ”
“แว๊กกก!? ”
พวกที่รอดชีวิตจากเปลวเพลิงต่างหวาดกลัวจนขนหัวลุก
ไม่ว่าจะเป็นภูติ ยักษา มนุษย์ หรือแม้แต่ปักษาที่บินมองจากฟากฟ้าก็รู้สึกไม่ต่างกัน
การกระทำที่หาเหตุผลไม่ได้ของสเลบ มีผลอย่างมากกับจิตใจของพวกเขา
ยิ่งพึ่งเจอกับดักอันน่ากลัวชุดใหญ่เข้าไป ยิ่งทำให้พวกเขาหมดสิ้นซึ่งสติและการยั้งคิด
ส่งผลทำให้พวกเขา---
“ถอยก่อน! มันต้องทีกับดักอีกแน่นอน ทุกคน ถอยทัพ! ”
---พวกเขาคิดไปในทิศทางเช่นนั้นพร้อมกัน
กองทัพพันธมิตรต่างว่ายน้ำล่าถอยอย่างตื่นตระหนก
ว่ายสุดชีวิต ต่อให้ต้องเบียดร่างพวกพ้องที่ขวางเส้นทางก็ยอม
จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำ เพิ่มผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
ช่างน่าขันยิ่งนัก ที่เพียงแค่ขึ้นมาบรรเลงขลุ่ยเพียงบทเดียว ก็สามารถทำให้กองทัพศัตรูหันหลังหนีได้แล้ว
นี่คือนักรบไร้นินทรา [สเลบ] บุรุษผู้ขับไล่กองทัพศัตรูด้วยการบรรเลงขลุ่ยเพียงบทเดียวเท่านั้น