บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 10 เหมยโลหิต
คำว่า “ซูเหลียนตายแล้ว” ทำให้ความเย็นจากใต้เมืองหลวงย้อนกลับมาเกาะหัวใจของเสิ่นเยว่หลันทันที
นางเพิ่งกลับจากศาลร้างท้ายตลาดตะวันตก ร่างกายยังอ่อนล้าจากการเข้าใกล้เงาประตูผนึกิญญา เสียงของิญญานับไม่ถ้วนยังคงหลงเหลืออยู่ในหูเหมือนคลื่นน้ำที่ไม่ยอมสงบ แต่ยังไม่ทันได้พัก ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อคลุมดำที่มีกลิ่นธูปเย็นติดอยู่ ชิงหลัวก็แจ้งข่าวที่เหมือนมีดเล่มใหม่แทงเข้ามากลางความมืด
ซูเหลียนตาย
และก่อนตาย นางใช้เืเขียนคำว่า “เหมยโลหิต”
เสิ่นเยว่หลันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องชั้นในเพียงครู่เดียว ก่อนดวงตาของนางจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว
“ใครพบศพเป็คนแรก”
ชิงหลัวตอบเสียงสั่น “คนของพ่อบ้านเฉินเ้าค่ะ เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนเวร คนเฝ้าคนใหม่เห็นว่าด้านในเงียบผิดปกติ จึงเปิดเข้าไปดู พบซูเหลียนมามาผูกคอกับคานไม้ในห้องเก็บฟืน ส่วนคำว่าเหมยโลหิตเขียนไว้บนพื้นใกล้เท้านาง”
“คนเฝ้าเดิมอยู่ที่ใด”
“ถูกจับไว้แล้วเ้าค่ะ เขาบอกว่าตนง่วงจนเผลอหลับไปครู่หนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงคนร้อง จึงรีบตามคนอื่นมา แต่เมื่อเปิดประตู ซูเหลียนมามาก็ตายแล้ว”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มเย็น
หลับไปครู่หนึ่ง
ช่างเป็คำแก้ตัวที่คนตายได้ยินแล้วคงหัวเราะ
“ท่านพ่อรู้หรือยัง”
“รู้แล้วเ้าค่ะ นายท่านอยู่ที่นั่นกับพ่อบ้านเฉิน ตอนนี้สั่งปิดห้องเก็บฟืน ห้ามคนเข้าออก”
“ดี” เยว่หลันกล่าว “ไปที่นั่น”
ชิงหลัวรีบก้าวมาขวาง “คุณหนู ท่านเพิ่งกลับมา ร่างกายท่าน…”
คำพูดหยุดลงทันทีเมื่อเห็นสายตาของเยว่หลัน
ไม่ใช่เพราะคุณหนูดุ แต่นางเห็นว่าดวงตาคู่นั้นมีทั้งความเหนื่อย ความเย็น และความเด็ดขาดที่ไม่ยอมให้ผู้ใดห้ามได้อีก
เสิ่นเยว่หลันถอดเสื้อคลุมดำออก เปลี่ยนเป็เสื้อคลุมสีขาวอมเทาที่ดูเหมือนชุดอยู่เรือนธรรมดาเพื่อไม่ให้ผู้ใดสงสัยว่านางเพิ่งออกนอกจวนมา รอยกลิ่นธูปเย็นจากใต้ศาลร้างยังติดอยู่จาง ๆ นางจึงหยิบถุงหอมดอกหลันธรรมดามาผูกทับไว้ข้างเอว ก่อนเก็บป้ายหยกสีดำของฉีหลิงอ๋องไว้ใต้ชั้นลับหลังโต๊ะเครื่องแป้ง
ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วแต่ไม่ลนลาน
ชิงหลัวมองแล้วรู้สึกทั้งสงสารและนับถือ
หญิงสาวตรงหน้ายังอายุไม่มากนัก เพิ่งฟื้นจากไข้ เพิ่งเห็นศพเด็กใต้ต้นเหมย เพิ่งเผชิญความลับใต้เมืองหลวง และตอนนี้ยังต้องรีบไปดูศพของมามาที่อาจถือกุญแจสำคัญของแผนร้ายอีก นางควรได้พัก ควรได้ร้องไห้ ควรได้หวาดกลัวบ้าง
แต่เสิ่นเยว่หลันไม่มีเวลาสำหรับสิ่งเ่าั้
เพราะศัตรูไม่เคยรอให้นางเข้มแข็งก่อนลงมือ
ห้องเก็บฟืนหลังเรือนคนงานถูกปิดล้อมแน่นเมื่อเสิ่นเยว่หลันไปถึง
บ่าวไพร่หลายคนแอบมองอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พ่อบ้านเฉินยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าหนักแน่นทว่าแววตามีความโกรธซ่อนอยู่ เขาเพิ่งถูกตบหน้าด้วยความผิดพลาดของตนเอง คนสำคัญที่ควรคุมไว้เพื่อสอบสวนกลับตายคาห้องขังชั่วคราวภายในคืนเดียว นี่ไม่ใช่เพียงการเสียพยาน แต่ยังเหมือนมีคนประกาศต่อหน้าทั้งจวนว่า ต่อให้แม่ทัพเสิ่นกลับมาแล้ว คนผู้นั้นก็ยังสามารถเอาชีวิตคนในจวนเสิ่นได้ตามใจ
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่ด้านในห้องเก็บฟืน
ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่เ็าจนน่ากลัว
เมื่อเห็นบุตรีเดินเข้ามา เขาขมวดคิ้วทันที “เ้ามาทำไม”
“ซูเหลียนเกี่ยวข้องกับมารดาของลูก เสี่ยวถง และปิ่นเหมยทอง” เยว่หลันตอบ “ลูกควรเห็นศพนางด้วยตาตนเอง”
“ศพไม่ใช่สิ่งที่สตรีควรดู”
“ลานปะาก็ไม่ใช่สิ่งที่สตรีควรเห็นเช่นกันเ้าค่ะ” นางเกือบหลุดปากประโยคนี้ออกไป แต่หยุดทัน
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอย่างลึกซึ้ง ราวกับจับได้ว่าบุตรีกลืนคำบางอย่างกลับไป แต่เขาไม่ได้ถามต่อ เพียงกล่าวเสียงต่ำ
“อยู่หลังพ่อ ห้ามแตะต้องสิ่งใด”
“เ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้าไปด้านใน
กลิ่นอับของฟืนเก่า กลิ่นฝุ่น และกลิ่นเืจาง ๆ ลอยอยู่ในห้อง ความมืดถูกผลักออกด้วยโคมไฟหลายดวงที่พ่อบ้านเฉินให้คนจุดไว้ ตรงกลางห้อง ซูเหลียนมามาถูกนำลงมาจากคานไม้แล้ว แต่ยังวางอยู่บนพื้นผ้าขาว ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกค้าง ปากอ้าเล็กน้อยเหมือนก่อนตายพยายามร้องขออะไรบางอย่าง ลำคอมีรอยผ้ารัดสีม่วงคล้ำ ทว่าบริเวณนิ้วมือกลับมีรอยเืและเล็บหักสองนิ้ว
บนพื้นห่างจากศพไม่มาก มีตัวอักษรสามคำเขียนด้วยเืแห้งเกือบดำ
เหมยโลหิต
เสิ่นเยว่หลันมองคำเ่าั้
หัวใจนางเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
เมื่อคืน ใต้โถงผนึกิญญา หลี่เฟิงเหยียนบอกชื่อนี้กับนางเป็ครั้งแรก
ตราผนึกเหมยโลหิต
แต่ซูเหลียนตายก่อนที่นางกลับจวนไม่นาน และทิ้งคำเดียวกันไว้บนพื้น
เป็ไปได้เพียงไม่กี่อย่าง
หนึ่ง ซูเหลียนรู้เื่ตราผนึกมากกว่าที่นางเคยแสดงออก
สอง มีคนบังคับให้นางเขียนคำนี้ก่อนตาย
สาม คนร้าย้าให้นางเห็นคำนี้
และไม่ว่าข้อใดล้วนหมายความว่า ศัตรูเข้าใกล้นางมากกว่าที่คิด
เสิ่นจื้อหยวนเอ่ยเสียงต่ำ “หมอชันสูตรดูแล้ว บอกว่าคล้ายผูกคอตาย แต่รอยฟกช้ำที่แขนและหลังมือไม่ปกติ เหมือนถูกจับกดก่อนตาย”
พ่อบ้านเฉินรีบเสริม “ที่แปลกคือประตูถูกลงกลอนจากด้านในขอรับ หน้าต่างก็ปิดแน่น ไม่มีร่องรอยคนเข้าออก คนเฝ้าด้านนอกอ้างว่าหลับไปชั่วครู่ แต่บ่าวตรวจดูแล้ว เขามีกลิ่นสมุนไพรง่วงนอนติดที่ปลายแขนเสื้อ น่าจะถูกทำให้หลับ”
เยว่หลันเดินเข้าใกล้พื้นเืโดยไม่แตะต้อง
ตัวอักษรบนพื้นดูไม่มั่นคง เส้นบาง่ลากยาวผิดธรรมชาติ บาง่กดหนักจนเืซึมเป็ก้อน หากเป็คนเขียนขณะใกล้ตาย มือย่อมสั่น แต่ลักษณะนี้เหมือนคนถูกบังคับให้เขียนมากกว่าเต็มใจเขียนเอง
นางมองไปที่นิ้วมือของซูเหลียน
นิ้วชี้ขวาเปื้อนเืจริง แต่เล็บแตกและมีเศษผงดำติดอยู่ใต้เล็บ
“ผงดำใต้เล็บนางคืออะไรเ้าคะ” เยว่หลันถาม
พ่อบ้านเฉินขมวดคิ้ว ก่อนก้มลงดูใกล้ ๆ “บ่าวยังไม่ได้สังเกตขอรับ”
เสิ่นจื้อหยวนส่งสายตาให้คนข้างกาย หมอชันสูตรวัยชราจึงก้าวเข้ามา ใช้เข็มเงินเขี่ยผงดำออกมาวางบนผ้าขาวเล็ก ๆ เขาดมอย่างระวัง แล้วสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“นี่ไม่ใช่เขม่าธรรมดาขอรับ”
เสิ่นจื้อหยวนถาม “คืออะไร”
“เป็เถ้าธูปผสมผงกระดูกสัตว์และสมุนไพรเย็นบางอย่าง ใช้ในพิธีเรียกิญญาหรือสะกดิญญาในสำนักลัทธิบางสาย ข้าน้อยเคยเห็นในชายแดนครั้งหนึ่ง แต่ในเมืองหลวงไม่ควรมีของเช่นนี้”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเย็นไปทั้งตัว
สะกดิญญา
นางหันไปมองรอบห้องโดยสัญชาตญาณ
ไม่มี
ไม่มีิญญาของซูเหลียน
หากซูเหลียนตายด้วยความกลัวและมีความลับมากมายเช่นนี้ ิญญานางควรปรากฏ ควรกรีดร้อง ควรพยายามพูดอะไรบางอย่างเหมือนเสี่ยวถง แต่ในห้องนี้ว่างเปล่าเกินไป ว่างเปล่าราวกับิญญาถูกดึงออกไปก่อนที่ความตายจะเย็นลงด้วยซ้ำ
หลี่เฟิงเหยียนเคยบอกว่าิญญาของมารดานางถูกผนึกไว้
ตอนนี้ซูเหลียนก็หายไปเช่นกัน
คนร้ายไม่เพียงฆ่าคน แต่ยังเก็บปากคนตายด้วย
“มีใครแตะศพนางก่อนหมอชันสูตรมาถึงหรือไม่” เยว่หลันถาม
พ่อบ้านเฉินตอบทันที “ไม่มีขอรับ หลังพบศพ บ่าวสั่งปิดห้องทันที มีเพียงนายท่าน หมอชันสูตร และบ่าวเข้ามา”
“แล้วคนเฝ้าที่หลับไป เขาได้กินหรือดื่มอะไรจากผู้ใดก่อนเข้าเวรหรือไม่”
“กำลังสอบอยู่ขอรับ แต่เขาบอกว่าก่อนเข้าเวรมีสาวใช้คนหนึ่งนำชาร้อนมาให้ บอกว่าเป็คำสั่งของเรือนใหญ่ ให้คนเฝ้าทุกคนดื่มกันหนาว”
เสิ่นจื้อหยวนดวงตาเย็นลงทันที “ใครกล้าสั่งเช่นนั้น”
พ่อบ้านเฉินก้มหน้า “ยังไม่พบตัวสาวใช้ขอรับ คนเฝ้าจำหน้าได้ไม่ชัด บอกเพียงว่านางสวมชุดสาวใช้ชั้นล่างของจวนเสิ่น”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มจางอย่างเ็า
ชุดสาวใช้ชั้นล่าง
นั่นแปลว่าใครก็ได้
คนร้ายรู้ระบบในจวนดีพอจะใช้ชุดของบ่าวต่ำชั้นปิดบังตัวตน และรู้ว่าคนเฝ้าจะไม่สงสัยหากมีคำว่า “เรือนใหญ่” เป็ข้ออ้าง
แผนนี้เรียบง่าย แต่ได้ผล
ฮูหยินรองทำได้หรือไม่? ได้
แต่ผงสะกดิญญาและคำว่าเหมยโลหิตไม่ใช่สิ่งที่ฮูหยินรองควรรู้ลึกถึงเพียงนี้ อย่างน้อยนางอาจไม่ใช่คนลงมือเอง
เื้ัยังมีคนอื่น
และคนอื่นผู้นั้นอาจอยู่ใกล้จวนเสิ่นมากกว่าที่คิด
เสียงร้องไห้ดังขึ้นจากด้านนอก
ฮูหยินรองมาถึงแล้ว
นางสวมชุดสีอ่อน ใบหน้าไร้เครื่องประดับมากนัก ดวงตาแดงเหมือนเพิ่งร้องไห้มา เมื่อเดินเข้ามาถึงหน้าห้องเก็บฟืน นางก็แทบทรุดลงทันที เสิ่นอวี้หรงประคองมารดาไว้ข้าง ๆ ใบหน้าของนางซีดและอ่อนล้า แต่ยังคงงดงามน่าสงสารเหมือนบุปผาต้องฝน
“นายท่าน…” ฮูหยินรองเสียงสั่น “ข้าได้ยินว่าซูเหลียนตายแล้ว เื่จริงหรือเ้าคะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางเย็น ๆ “เ้ามาเร็วดี”
ฮูหยินรองหน้าเผือดเล็กน้อย ก่อนรีบตอบ “ซูเหลียนรับใช้ข้ามาหลายปี ข้าจะไม่ใได้อย่างไรเ้าคะ แม้นางทำผิด แต่ข้าไม่คิดว่านางจะคิดสั้นเช่นนี้”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่านางคิดสั้น” เยว่หลันถาม
ฮูหยินรองหันมามองนาง ดวงตาแดงก่ำ “เยว่หลัน เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้ายังไม่ทันพูดว่านางถูกฆ่า แต่ฮูหยินรองรีบบอกว่านางคิดสั้น” เยว่หลันกล่าวอย่างสุภาพ “ข้าเพียงสงสัยว่าท่านรู้ได้อย่างไร”
เสิ่นอวี้หรงรีบเอ่ย “พี่หญิง ท่านแม่เพียงใจึงพูดตามที่ได้ยินมา ใคร ๆ ก็บอกว่าซูเหลียนผูกคอตาย ท่านอย่าจับผิดท่านแม่เช่นนี้เลยเ้าค่ะ”
“น้องหญิงกล่าวถูก” เยว่หลันหันไปมองอวี้หรง “คนเรามักพูดตามสิ่งที่ได้ยิน แต่บางครั้งก็พูดตามสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้ว”
อวี้หรงชะงักทันที
ฮูหยินรองน้ำตาไหลลงมา “นายท่าน ท่านเห็นหรือไม่ เยว่หลันเอาแต่สงสัยข้า ข้ารู้ว่านางโกรธที่ซูเหลียนเกี่ยวพันกับเื่สวนเหมย แต่ข้าเองก็เป็ผู้ถูกหลอก ซูเหลียนอยู่ข้างข้ามาหลายปี หากนางทำเื่ชั่วจริง ข้าก็เ็ปไม่แพ้ผู้ใด”
เสิ่นจื้อหยวนไม่ตอบ
ความเงียบของเขาทำให้ฮูหยินรองใจเย็นวาบ
หากเป็เมื่อก่อน เขาอาจไม่ปลอบนางมากนัก แต่จะสั่งให้นางกลับไปพัก และบอกว่าพ่อบ้านเฉินจะจัดการเื่บ่าวเอง ทว่าวันนี้เขาเพียงมองนางด้วยสายตาของแม่ทัพที่กำลังประเมินศัตรูในสนามรบ
เสิ่นเยว่หลันสังเกตเห็นทุกอย่าง
ท่านพ่อเริ่มไม่ไว้ใจแล้ว
นี่เป็ก้าวสำคัญมาก
ฮูหยินรองยังอยู่ในจวน ยังมีอำนาจเรือนใน ยังมีเสิ่นอวี้หรงคอยแสดงบทบุตรีกตัญญู แต่โล่ที่แข็งแรงที่สุดของนางคือความไว้ใจของแม่ทัพเสิ่น บัดนี้โล่นั้นเริ่มเกิดรอยร้าว
และคนที่อยู่เื้ัคงรู้เช่นกัน
ซูเหลียนจึงต้องตายก่อนพูดมากกว่านี้
ทันใดนั้น เสียงบ่าวจากด้านนอกดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
“นายท่าน! มีเทียบจากตำหนักองค์ชายสามมาถึงขอรับ!”
ทั้งห้องเงียบลงในทันที
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนมีนิ้วเย็นแตะหลังคอ
องค์ชายสาม
หลี่จวินเฉิง
เขามาในจังหวะนี้พอดี
ดีเกินไปจนไม่น่าเชื่อว่าเป็ความบังเอิญ
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “อ่าน”
บ่าวคนนั้นคุกเข่าลง เปิดเทียบเชิญด้วยมือสั่น ๆ ก่อนอ่านเสียงดัง
“องค์ชายสามทรงได้ยินว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นเพิ่งฟื้นไข้ และจวนเสิ่นมีเื่ไม่สงบ พระองค์ทรงเป็ห่วง จึงเสด็จมาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง ขณะนี้รถม้าขององค์ชายใกล้ถึงประตูจวนแล้วขอรับ”
หัวใจของชิงหลัวหล่นวูบ
ฮูหยินรองกับเสิ่นอวี้หรงต่างชะงักไป แต่เสี้ยวเดียวเท่านั้น อวี้หรงรีบก้มหน้าซ่อนแววตาที่วูบไหว ส่วนฮูหยินรองยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาอย่างแเี
เสิ่นเยว่หลันเห็นทั้งหมด
ชาติก่อน เมื่อใดที่นางกำลังจนมุม องค์ชายสามมักปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ทำตัวเป็คนกลาง เป็ผู้เข้าใจนาง เป็ผู้ยื่นมือช่วยเหลือ แล้วหลังจากนั้นเื่ทุกอย่างก็จะถูกเปลี่ยนทิศให้เป็ประโยชน์ต่อเขาและอวี้หรง
ครั้งนี้เขาอาจไม่ได้มาเพื่อปลอบนาง
เขาอาจมาเพื่อดูว่าซูเหลียนตายแล้วหรือไม่
มาเพื่อดูว่านางรู้อะไร
หรือมาเพื่อรับบางสิ่งที่คนตายทิ้งไว้ไม่ทันทำลาย
เสิ่นจื้อหยวนกล่าวเสียงเย็น “จวนเสิ่นมีศพอยู่ ยังไม่สะดวกรับแขก”
บ่าวหน้าเสีย “แต่…แต่องค์ชายสามเสด็จมาถึงหน้าประตูแล้วขอรับ”
เสิ่นจื้อหยวนกำหมัดแน่น
นี่ไม่ใช่การขอเยี่ยม
นี่คือการบีบให้เปิดประตู
หากปฏิเสธเชื้อพระวงศ์ต่อหน้าประตูจวน อาจกลายเป็ข้อครหาว่าจวนแม่ทัพไม่รู้มารยาท แต่หากรับเข้ามา เื่ในจวนก็อาจถูกสายตาขององค์ชายสามจับทุกจุด
เสิ่นเยว่หลันก้าวออกมาช้า ๆ
“ท่านพ่อ ให้เขาเข้ามาเถิดเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนหันมามองนางทันที “หลันเอ๋อร์”
“หากเขามาเพราะเป็ห่วงจริง เราปฏิเสธย่อมเสียมารยาท” นางกล่าวเสียงเรียบ “หากเขามาเพราะเหตุผลอื่น การห้ามไว้ที่ประตูก็ไม่ได้ทำให้เขาเลิกอยากรู้ เพียงแต่ทำให้เขาระวังตัวมากขึ้น”
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีอย่างเข้าใจ
“เ้าจะพบเขา?”
“เ้าค่ะ” เยว่หลันตอบ “แต่ไม่ใช่ตามลำพัง”
นางหันไปมองห้องเก็บฟืนที่มีศพซูเหลียนอยู่ด้านใน
“ในเมื่อองค์ชายสามทรงเป็ห่วงจวนเสิ่น ก็ให้พระองค์เห็นเสียหน่อยว่า จวนเสิ่นกำลังเผชิญเื่ใด”
ฮูหยินรองหน้าเปลี่ยนสีทันที “เยว่หลัน ศพเช่นนี้ไม่เหมาะให้เชื้อพระวงศ์ทอดพระเนตร”
เสิ่นเยว่หลันมองนางด้วยรอยยิ้มบาง
“แต่เหมาะให้คนในจวนเสิ่นตายเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้หรือเ้าคะ”
ฮูหยินรองพูดไม่ออก
เสิ่นจื้อหยวนสั่งทันที “เชิญองค์ชายสามเข้ามาที่เรือนรับรอง ไม่ต้องให้เข้าใกล้ห้องเก็บฟืนก่อน พ่อบ้านเฉิน ปิดห้องนี้ไว้ ส่งคนเฝ้าเพิ่มสองชั้น”
“ขอรับ”
ไม่นาน รถม้าขององค์ชายสามก็จอดหน้าประตูจวนเสิ่น
หลี่จวินเฉิงก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างามเช่นเดิม เขาสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายเมฆเงิน ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน ดวงตาดูอบอุ่นเหมือนคนที่เกิดมาเพื่อให้สตรีไว้วางใจ รอยยิ้มของเขาพอดี ไม่มากเกินไปจนดูเสแสร้ง ไม่น้อยเกินไปจนดูเ็า ยามเขาเดินผ่านบ่าวไพร่ ทุกคนต่างก้มหน้าด้วยความเคารพและแอบชื่นชมในความสง่างามของเชื้อพระวงศ์ผู้นี้
ชาติก่อน เสิ่นเยว่หลันเคยคิดว่ารอยยิ้มเช่นนี้คือที่พักพิง
ชาตินี้ นางมองมันเหมือนมองหน้ากากที่เคยเปื้อนเืของตระกูลนาง
“คารวะองค์ชายสาม” นางย่อกายอย่างถูกต้อง
หลี่จวินเฉิงรีบก้าวเข้ามาเล็กน้อย “เยว่หลัน ไม่ต้องมากพิธี เ้าเพิ่งฟื้นไข้ ข้าได้ยินว่าจวนเสิ่นมีเื่ จึงเป็ห่วงจนทนอยู่เฉยไม่ได้”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเหลือเกิน
อ่อนโยนจนชิงหลัวที่ยืนด้านหลังเยว่หลันกำมือแน่นด้วยความโกรธ เพราะนางรู้แล้วว่าความอ่อนโยนเช่นนี้มีพิษมากเพียงใด
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น “ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้วเพคะ”
หลี่จวินเฉิงมองนางอย่างละเอียด
นางสวมชุดเรียบง่าย ใบหน้ายังซีดเล็กน้อย แต่ดวงตากลับนิ่งและลึกกว่าที่เขาจำได้ เมื่อก่อนเยว่หลันมองเขาด้วยความเชื่อใจและเขินอาย ทุกครั้งที่เขาพูดเพียงประโยคเดียว นางก็ยิ้มอ่อนหวานราวได้รับของล้ำค่า แต่วันนี้นางยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทีสุภาพห่างเหิน เหมือนเขาเป็เพียงแขกผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง ไม่ใช่บุรุษที่นางเคยรักสุดหัวใจ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลี่จวินเฉิงไม่พอใจอย่างแปลกประหลาด
แต่เขาซ่อนไว้ได้ดี
“ข้าได้ยินว่ามีบ่าวในจวนเสียชีวิต” เขากล่าว “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เสิ่นจื้อหยวนตอบแทน “เื่ภายในจวนเล็กน้อย ทำให้องค์ชายต้องเป็ห่วงแล้ว”
หลี่จวินเฉิงยิ้ม “ท่านแม่ทัพกล่าวเกินไป จวนเสิ่นมีความสัมพันธ์กับข้าในอนาคต หากมีเื่ใดที่ข้าช่วยได้ ย่อมไม่อาจนิ่งเฉย”
คำว่า “ความสัมพันธ์ในอนาคต” ทำให้บรรยากาศในเรือนรับรองเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขากำลังย้ำเื่หมั้นหมาย
ย้ำต่อหน้าเสิ่นจื้อหยวน ฮูหยินรอง เสิ่นอวี้หรง และคนในจวนว่าเขายังเป็ว่าที่คู่หมั้นของเยว่หลัน
ชาติก่อน เยว่หลันคงใจเต้นแรงกับคำนี้
แต่ตอนนี้ นางเพียงรู้สึกเหมือนมีงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านพื้นห้อง
“องค์ชายมีพระเมตตา” เยว่หลันกล่าว “แต่เื่นี้เกี่ยวพันกับการตายของสาวใช้เด็กในเรือนมารดาหม่อมฉันเมื่อหลายปีก่อน และการตายของซูเหลียนมามาเมื่อคืน เกรงว่าจะไม่น่าอภิรมย์นัก”
หลี่จวินเฉิงแสดงสีหน้าใพอดี “สาวใช้เด็ก?”
เสิ่นเยว่หลันมองเขาอย่างไม่ละสายตา
ไม่มีความสั่นไหว
ไม่มีความใจริง
อย่างน้อยก็ไม่มีมากพอ
“เพคะ” นางกล่าว “นางชื่อเสี่ยวถง ถูกฆ่าแล้วฝังใต้ต้นเหมยหลังจวนมาหลายปี ซูเหลียนมามาถูกจับได้ขณะพาคนไปขุดจุดฝังศพกลางดึก แต่ก่อนจะสอบสวนต่อ นางกลับตายเสียก่อน”
หลี่จวินเฉิงขมวดคิ้ว “เื่เช่นนี้เกิดขึ้นในจวนเสิ่นได้อย่างไร”
“หม่อมฉันเองก็อยากทราบเพคะ” เยว่หลันตอบ “ยิ่งกว่านั้น ก่อนตายซูเหลียนยังเขียนคำแปลก ๆ ไว้ด้วยเื”
ดวงตาของหลี่จวินเฉิงวูบไหวแทบมองไม่เห็น
แทบเท่านั้น
แต่เยว่หลันเห็น
เขารู้
หรืออย่างน้อย เขากลัวว่าจะเป็คำที่ตนรู้จัก
“คำใดหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงสงบ
เยว่หลันยิ้มบาง
“เหมยโลหิตเพคะ”
เพียงเสี้ยวลมหายใจ มือของหลี่จวินเฉิงที่วางบนถ้วยชากระตุกเบา ๆ
น้ำชากระเพื่อมเป็วงเล็ก ๆ
เสิ่นเยว่หลันเห็น
เสิ่นจื้อหยวนก็เห็น
ฮูหยินรองเห็นเช่นกัน นางรีบก้มหน้าลง ส่วนเสิ่นอวี้หรงกัดริมฝีปากแน่นจนเกือบเสียกิริยา
เรือนรับรองเงียบลง
หลี่จวินเฉิงวางถ้วยชาลงอย่างเป็ธรรมชาติ “คำนี้แปลกจริง ๆ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
โกหก
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันที
เขาอาจไม่รู้ทั้งหมด แต่เขาเคยได้ยินคำนี้แน่นอน
“หม่อมฉันก็คิดว่าแปลกเพคะ” นางกล่าว “จึงอยากถามองค์ชายว่า ในวังเคยมีคำนี้ปรากฏในตำราเก่าหรือไม่”
“ข้าไม่สนใจตำราไสยศาสตร์นัก” เขาตอบยิ้ม ๆ “เยว่หลัน เื่เช่นนี้น่ากลัวเกินไปสำหรับเ้า เ้าเพิ่งฟื้นไข้ อย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งเลย ให้ท่านแม่ทัพจัดการเถิด”
คำพูดอ่อนโยน
ความหมายคือให้นางถอย
เหมือนชาติก่อนทุกครั้ง
เมื่อใดที่นางเข้าใกล้ความจริง เขามักพูดว่า “เื่นี้หนักเกินไปสำหรับเ้า” หรือ “ให้ข้าจัดการแทน” แล้วหลังจากนั้นความจริงก็หายไปเหมือนไม่เคยมี
เยว่หลันสบตาเขา “แต่นี่คือเื่ของมารดาหม่อมฉัน เื่ของสาวใช้ในเรือนมารดาหม่อมฉัน และเื่ของจวนเสิ่น หม่อมฉันคงไม่อาจไม่ยุ่งได้เพคะ”
รอยยิ้มของหลี่จวินเฉิงจางลงเล็กน้อย
“เยว่หลัน เ้าเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
“คนป่วยหนักมักคิดอะไรได้หลายอย่างเพคะ”
“หรือมีใครพูดบางอย่างกับเ้า”
ประโยคนี้เบามาก แต่มีคมซ่อนอยู่
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันทีว่าเขากำลังหยั่งเชิง
เขาอยากรู้ว่านางได้พบใคร
รู้เื่ฉีหลิงอ๋องหรือไม่?
หรือรู้แค่ว่ามีคนอื่นเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง?
“คนที่พูดกับหม่อมฉันมากที่สุด่นี้คือคนตายเพคะ” นางตอบอย่างสงบ
หลี่จวินเฉิงชะงัก
เสิ่นอวี้หรงเงยหน้าขึ้นทันที “พี่หญิง ท่านพูดเช่นนี้อีกแล้ว คนอื่นจะคิดว่าท่าน…”
“คิดว่าข้าเสียสติหรือ” เยว่หลันหันไปมองนาง
อวี้หรงหน้าเสีย “น้องไม่ได้หมายความเช่นนั้นเ้าค่ะ น้องเพียงเป็ห่วง”
“ขอบใจที่เป็ห่วง” เยว่หลันกล่าว “แต่หากข้าเสียสติแล้วหาศพเสี่ยวถงพบ ทำให้ซูเหลียนเผยพิรุธ และทำให้หยกเหมยขาวที่หายไปกลับมาจากแขนเสื้อสาวใช้ของเ้า บางทีความเสียสตินี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อย”
ใบหน้าของเสิ่นอวี้หรงซีดลงทันที
หลี่จวินเฉิงมองอวี้หรงแวบหนึ่ง ก่อนรีบยิ้มกลบ “ดูเหมือนจวนเสิ่น่นี้มีเื่มากจริง ๆ ข้าไม่ควรรบกวนนานนัก แต่ในเมื่อข้ามาแล้ว ก็อยากมอบของบำรุงให้เยว่หลันเสียหน่อย”
เขายกมือเล็กน้อย ขันทีน้อยที่ติดตามมาด้วยจึงนำกล่องไม้หอมใบหนึ่งเข้ามา
กล่องนั้นงดงาม ประดับลายเมฆทอง กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยออกมา
แต่ทันทีที่กล่องถูกยกเข้ามา เสิ่นเยว่หลันได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาจากมุมห้อง
“อย่าแตะ…”
นางหันไปมอง
เสี่ยวถงยืนอยู่ใกล้ประตู ร่างเล็กซีดจาง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางส่ายหน้าเร็ว ๆ
“กลิ่นเหมือนถ้วยยาของฮูหยินใหญ่…”
หัวใจของเยว่หลันเย็นวาบ
ของบำรุงจากองค์ชายสาม
กลิ่นเหมือนยาของมารดา
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังมองไม่เห็นเสี่ยวถง แต่เห็นคุณหนูชะงัก จึงก้าวเข้ามาครึ่งก้าวทันที
หลี่จวินเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “นี่คือโสมหิมะจากคลังหลวง เหมาะกับคนเพิ่งฟื้นไข้มาก ข้าให้คนเตรียมมาเพื่อเ้าโดยเฉพาะ”
ฮูหยินรองรีบยิ้ม “องค์ชายทรงมีน้ำพระทัย เยว่หลันยังไม่รีบขอบพระทัยอีกหรือ”
เสิ่นเยว่หลันมองกล่องไม้หอม
ในชาติก่อน เขาเคยมอบของให้นางมากมาย ดอกไม้ ปิ่น ขนม ยาบำรุง จดหมายปลอบใจ ทุกอย่างล้วนห่อด้วยความอ่อนโยน และนางก็รับไว้หมดอย่างไม่เคยสงสัย
ครั้งนี้ นางยื่นมือไปแตะฝากล่องอย่างช้า ๆ
หลี่จวินเฉิงมองนางด้วยรอยยิ้ม
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว
ชิงหลัวแทบกลั้นหายใจ
เสี่ยวถงส่ายหน้ารัว ๆ น้ำตาไหล
แต่แทนที่จะรับกล่องไว้ เยว่หลันกลับเลื่อนกล่องไปทางเสิ่นอวี้หรง
“ของล้ำค่าเช่นนี้ หม่อมฉันไม่กล้ารับผู้เดียวเพคะ” นางกล่าวเสียงนุ่ม “่นี้น้องหญิงเองก็ร่างกายไม่ดี หนาวสั่น ปวดศีรษะ และนอนน้อยเพราะเป็ห่วงหม่อมฉัน มิสู้ให้หมอในจวนแบ่งยาบำรุงนี้เป็สองส่วน ให้น้องหญิงบำรุงด้วยดีหรือไม่เพคะ”
สีหน้าของหลี่จวินเฉิงเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยวเดียว
เสิ่นอวี้หรงหน้าเผือดทันที “ไม่ต้องเ้าค่ะ! ข้า…ข้าไม่ได้ป่วยหนักถึงเพียงนั้น ของที่องค์ชายตั้งใจมอบให้พี่หญิง ข้าจะกล้ารับได้อย่างไร”
เยว่หลันมองนางด้วยรอยยิ้มบาง
“เ้ากับข้าเป็พี่น้องกัน แบ่งของบำรุงเล็กน้อยมีอะไรต้องเกรงใจ หรือว่า…”
นางหยุดเล็กน้อย
“ของนี้เหมาะกับข้า แต่ไม่เหมาะกับเ้า?”
ทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
หลี่จวินเฉิงหัวเราะเบา ๆ “เยว่หลัน เ้านี่ช่างคิดมากขึ้นจริง ๆ โสมหิมะเป็ของบำรุงทั่วไป ย่อมเหมาะกับทั้งสองคน หากคุณหนูรอง้า ข้าจะให้คนส่งมาเพิ่มก็ได้”
“เช่นนั้นดีเลยเพคะ” เยว่หลันกล่าว “เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองของจากคลังหลวง วันนี้ให้หมอจวนตรวจดูเสียก่อน แล้วค่อยต้มให้ข้ากับอวี้หรงพร้อมกันต่อหน้าเรือนใหญ่”
เสิ่นอวี้หรงแทบลืมหายใจ
ฮูหยินรองรีบกล่าว “เยว่หลัน เ้าไม่ควรทำให้องค์ชายเสียพระพักตร์ ของจากพระองค์จะมีปัญหาได้อย่างไร”
“ข้าไม่ได้กล่าวว่ามีปัญหาเ้าค่ะ” เยว่หลันตอบ “เพียงแต่่นี้ในจวนมีทั้งชาพิษ ศพใต้ต้นเหมย และซูเหลียนตายอย่างปริศนา ระวังไว้ย่อมดีกว่า หากของนี้บริสุทธิ์จริง องค์ชายย่อมไม่ถือสา ใช่หรือไม่เพคะ”
นางหันไปมองหลี่จวินเฉิง
รอยยิ้มของเขายังคงอยู่
แต่ความอบอุ่นในดวงตาจางลงเล็กน้อย
“แน่นอน ข้าไม่ถือสา”
เสิ่นจื้อหยวนสั่งทันที “พ่อบ้านเฉิน รับกล่องไป ให้หมอจวนตรวจต่อหน้าข้า”
“ขอรับ”
ขันทีน้อยที่ถือกล่องลังเลชั่ววูบ ก่อนยอมส่งกล่องให้พ่อบ้านเฉิน
และเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสิ่นเยว่หลันเห็นบางสิ่ง
ที่ข้อมือของขันทีน้อย มีรอยสักจาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ
รูปหงส์ครึ่งปีก
เหมือนตราในจดหมายของเสี่ยวถง
ดวงตาของนางเย็นลงทันที
ขันทีน้อยรู้ตัวว่าถูกมอง รีบดึงแขนเสื้อลง แต่สายไปแล้ว
เสิ่นเยว่หลันเห็น
และหลี่จวินเฉิงก็เห็นว่านางเห็น
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเย็นลงจนแทบจับต้องได้
“เยว่หลัน” หลี่จวินเฉิงกล่าวเสียงอ่อน “พักหลังเ้าคงเหนื่อยมากจริง ๆ ข้าไม่อยากให้เ้าระแวงทุกสิ่งรอบตัวจนทำร้ายตนเอง”
นางยิ้มบาง
“หม่อมฉันเคยไม่ระแวง แล้วเกือบตายมาแล้วเพคะ”
คำนี้หลุดออกมาเบามาก แต่หนักจนทั้งห้องนิ่งงัน
หลี่จวินเฉิงสบตานาง
ั์ตาของเขามืดลงเพียงชั่วขณะ
“เกือบตาย?”
“เพคะ” เยว่หลันกล่าว “ไข้ครั้งนี้หนักมาก หม่อมฉันรู้สึกเหมือนได้ตายไปครั้งหนึ่ง หลังจากรอดมาได้ จึงคิดว่าบางทีคนเราควรถนอมชีวิตตนเองให้มากขึ้น”
หลี่จวินเฉิงมองนางอยู่นาน ก่อนหัวเราะเบา ๆ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าดีใจที่เ้ารอดมา”
คำว่า “รอดมา” จากปากเขาทำให้เสิ่นเยว่หลันรู้สึกขยะแขยงอย่างเงียบ ๆ
ชาติก่อนเขาไม่ได้ดีใจที่นางรอด
เขาดีใจที่นางตายพร้อมความโง่
ไม่นาน หมอจวนก็ถูกเรียกมาตรวจกล่องโสมหิมะต่อหน้าเสิ่นจื้อหยวน หลี่จวินเฉิง ฮูหยินรอง และทุกคน เขาเปิดกล่องอย่างระมัดระวัง ภายในมีโสมหิมะสีขาวนวลวางอยู่บนผ้าไหม กลิ่นหอมเย็นลอยออกมาเข้มขึ้นกว่าเดิม หมอจวนใช้เข็มเงินแตะหลายจุด เข็มไม่เปลี่ยนสี เขาจึงถอนหายใจโล่งอก
“เรียนท่านแม่ทัพ โสมนี้ไม่มีพิษขอรับ”
ฮูหยินรองรีบกล่าว “เห็นหรือไม่ เยว่หลัน เ้าระแวงเกินไปแล้ว”
แต่หมอจวนยังไม่ทันปิดกล่อง เสี่ยวถงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พลันร้องขึ้น
“ไม่ใช่ตรงโสมเ้าค่ะ! ใต้ผ้า! กลิ่นอยู่ใต้ผ้า!”
เยว่หลันตาเปลี่ยน
“ตรวจใต้ผ้าไหม”
หมอจวนชะงัก “ใต้ผ้าหรือขอรับ”
เสิ่นจื้อหยวนสั่งเสียงเข้ม “ตรวจ”
หมอจวนรีบยกโสมออก ใช้คีมไม้ค่อย ๆ เปิดผ้าไหมรองกล่องขึ้น
ใต้ผ้าไหมมีผงสีขาวบาง ๆ โรยอยู่แทบมองไม่เห็น
สีหน้าของหมอจวนเปลี่ยนทันที
เขาใช้เข็มเงินแตะผงนั้น
คราวนี้เข็มเงินค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ
ฮูหยินรองหน้าซีด
เสิ่นอวี้หรงยกมือปิดปาก
ชิงหลัวแทบหลุดร้อง
ขันทีน้อยที่มาพร้อมองค์ชายสามทรุดลงคุกเข่าทันที “ไม่เกี่ยวกับองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ! บ่าวไม่รู้ บ่าวไม่รู้จริง ๆ!”
หลี่จวินเฉิงสีหน้าแข็งค้างไปชั่วเสี้ยว ก่อนเปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยว
“บังอาจ! ใครกล้าวางพิษในของที่ข้านำมามอบให้คุณหนูใหญ่เสิ่น!”
น้ำเสียงของเขาดุดัน สมบทบาทผู้ถูกลอบใช้เป็เครื่องมืออย่างสมบูรณ์
สมบูรณ์เกินไป
เสิ่นเยว่หลันมองเขาอย่างสงบ
หากนางไม่รู้จักเขามาจากชาติก่อน นางอาจเชื่อไปแล้วจริง ๆ
พ่อบ้านเฉินจับขันทีน้อยไว้ทันที เสิ่นจื้อหยวนเดินเข้ามาหน้ากล่องโสม สีหน้าของเขาเย็นจนน่ากลัว
“องค์ชายสาม” เขากล่าว “ของที่มาจากพระองค์มีพิษซ่อนอยู่ เื่นี้คงต้องมีคำอธิบาย”
หลี่จวินเฉิงหันมาทางเสิ่นจื้อหยวน สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “ท่านแม่ทัพ เื่นี้ข้าจะต้องสืบให้ถึงที่สุด ข้าไม่มีทางทำร้ายเยว่หลัน ข้ากับนาง…”
“ยังมิได้หมั้นหมายอย่างเป็ทางการพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นจื้อหยวนตัดบทเสียงเย็น “ดังนั้นองค์ชายไม่จำเป็ต้องกล่าวเหมือนนางเป็คนของพระองค์”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ
รอยยิ้มของหลี่จวินเฉิงหายไปเกือบหมด
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อซ่อนประกายเย็นในดวงตา
ท่านพ่อกำลังตัดระยะ
และนี่คือสิ่งที่หลี่จวินเฉิงไม่้าที่สุด
“ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดแล้ว” หลี่จวินเฉิงกล่าวเสียงนุ่มลง “ข้าเพียงเป็ห่วงเยว่หลันจากใจจริง”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“หม่อมฉันซาบซึ้งในความห่วงใยขององค์ชายเพคะ แต่่นี้ผู้ที่ห่วงหม่อมฉันมาก มักนำสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันเกือบตายมาด้วย หม่อมฉันจึงคงต้องขอระวังตัวสักหน่อย”
คำพูดนั้นสุภาพจนจับผิดไม่ได้
แต่แทงตรงจนทุกคนในห้องรู้สึกได้
หลี่จวินเฉิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ในดวงตาอ่อนโยนของเขามีบางสิ่งแตกออกเล็กน้อย
ไม่ใช่ความรัก
ไม่ใช่ความเสียใจ
แต่เป็ความไม่พอใจของคนที่เคยแน่ใจว่าของสิ่งหนึ่งอยู่ในกำมือ แล้วพบว่ามันเริ่มหลุดออกไป
“เช่นนั้นวันนี้ข้าคงไม่รบกวนแล้ว” เขากล่าว “ท่านแม่ทัพ เื่โสมพิษ ข้าจะกลับไปสอบคนของข้า และจะส่งคำอธิบายมาให้จวนเสิ่นโดยเร็ว”
เสิ่นจื้อหยวนกล่าว “ขันทีผู้นี้ต้องอยู่ที่จวนเสิ่นก่อน”
หลี่จวินเฉิงชะงัก “เขาเป็คนของข้า”
“และนำพิษเข้าจวนข้า” เสิ่นจื้อหยวนตอบ “หากองค์ชายบริสุทธิ์จริง ย่อมไม่ต้องกลัวว่าข้าจะสอบเขา”
ทั้งสองสบตากัน
แม่ทัพผู้ถือกองกำลังกับองค์ชายผู้สูงศักดิ์
บรรยากาศตึงจนบ่าวไพร่แทบไม่กล้าหายใจ
สุดท้ายหลี่จวินเฉิงยิ้มจาง
“ย่อมได้”
เขาหันมามองเยว่หลันเป็ครั้งสุดท้าย
“เยว่หลัน พักผ่อนให้ดี อย่าปล่อยให้ความหวาดระแวงทำให้เ้าเจ็บป่วยอีก”
เสิ่นเยว่หลันย่อกายคำนับ
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ทรงเตือนเพคะ”
หลี่จวินเฉิงเดินออกจากเรือนรับรองไปพร้อมรอยยิ้มที่ยังคงงดงาม แต่ทันทีที่เขาหันหลัง ดวงตาของเขาก็เย็นลงอย่างน่ากลัว
เสิ่นอวี้หรงมองตามหลังเขา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ไม่รู้เพราะกลัว หรือเพราะความหึงหวงที่เห็นเขายังคงแสดงความเป็ห่วงเสิ่นเยว่หลันต่อหน้าคนทั้งจวน
เมื่อรถม้าขององค์ชายสามออกจากจวน เสิ่นจื้อหยวนจึงสั่งปิดประตูใหญ่ทันที
ขันทีน้อยถูกลากไปสอบสวน
กล่องโสมพิษถูกเก็บเป็หลักฐาน
ศพของซูเหลียนยังนอนอยู่ในห้องเก็บฟืน พร้อมคำว่าเหมยโลหิตที่ยังไม่ถูกลบ
แต่เสิ่นเยว่หลันรู้ดีว่าวันนี้พวกนางเพียงรอดจากหมากหนึ่งเท่านั้น
ยังไม่ชนะ
เพราะคนที่กล้าวางพิษในของขององค์ชายสาม ย่อมมั่นใจว่ามีทางถอย
หรืออาจตั้งใจให้ทุกคนสงสัยองค์ชายสามั้แ่แรก
ในโลกที่เต็มไปด้วยหมากซ้อนหมาก ผู้วางยาพิษอาจไม่ใช่คนที่ถือกล่องเข้ามา และคนที่แสร้งเป็เหยื่ออาจเป็นักล่าที่น่ากลัวกว่าเดิม
คืนนั้น หลังทุกอย่างสงบลงชั่วคราว เสิ่นเยว่หลันกลับมาที่เรือนหลันฮวา นางเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว แต่ยังไม่ยอมพัก นางหยิบกระดาษรายชื่อออกมาอีกครั้ง
ซูเหลียน — ตาย
ฮูหยินรอง — เสียอำนาจบางส่วน
เสิ่นอวี้หรง — เริ่มเสียการควบคุม
หลี่จวินเฉิง — รู้จักคำว่าเหมยโลหิต
ฮองเฮา — ตราหงส์ครึ่งปีก
ฉีหลิงอ๋อง — รู้ความลับของผนึก
นางจ้องรายชื่อเ่าั้อยู่นาน ก่อนหยิบพู่กันแตะหมึกแดง
แต่ยังไม่ทันเขียน เสียงเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าต่าง
กริ๊ก
เหมือนมีบางสิ่งกระทบขอบไม้
ชิงหลัวรีบหันไป “ใคร!”
เสิ่นเยว่หลันยกมือห้าม แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างอย่างระวัง
ด้านนอกไม่มีคน
มีเพียงลูกธนูเล็กสีดำปักอยู่ตรงกรอบหน้าต่าง ปลายธนูผูกกระดาษแผ่นหนึ่งไว้
ตราเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยว
จวนฉีหลิงอ๋อง
หัวใจนางเต้นแรงขึ้น
นางดึงกระดาษออกมา เปิดอ่านทันที
บนกระดาษมีข้อความสั้น ๆ ด้วยลายมือสีเงินของหลี่เฟิงเหยียน
“พิษในกล่องโสมไม่ใช่เพื่อฆ่าเ้า แต่เพื่อปลุกตราในตัวเ้า อย่าให้เืแตะปิ่นเหมยทองคืนนี้”
เสิ่นเยว่หลันยังไม่ทันคิดจบ เสี่ยวถงพลันปรากฏขึ้นกลางห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณหนูใหญ่!”
“เกิดอะไรขึ้น”
เสี่ยวถงชี้ไปทางโต๊ะเครื่องแป้งที่ซ่อนป้ายหยกและเศษปิ่นไว้ใต้ชั้นลับ
“กล่องนั้น…กล่องที่เก็บเศษปิ่นกำลังมีเืไหลเ้าค่ะ”
ลมหายใจของเสิ่นเยว่หลันหยุดไปชั่วขณะ
นางพุ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้งทันที เปิดชั้นลับออก
กล่องไม้เล็กที่เก็บเศษปิ่นเหมยทองสั่นเบา ๆ อยู่ในช่องลับ
บนฝากล่อง มีเืสีแดงเข้มซึมออกมาจากด้านในทีละหยด
ทั้งที่ไม่มีผู้ใดแตะต้อง
ทั้งที่นางซ่อนมันไว้แ่า
ทั้งที่เศษปิ่นควรเป็เพียงโลหะเย็นไร้ชีวิต
เืหยดหนึ่งไหลลงมาตามขอบกล่อง ตกลงบนพื้นไม้
ติ๋ง
ในพริบตานั้น เสียงิญญานับไม่ถ้วนดังขึ้นในหัวนางพร้อมกัน
“นายหญิง…”
“ประตูกำลังตื่น…”
“พวกเขาพบปิ่นอีกชิ้นแล้ว…”
เสิ่นเยว่หลันกำขอบโต๊ะไว้แน่น ใบหน้าซีดลงอย่างรวดเร็ว
ชิงหลัวร้องอย่างใ “คุณหนู!”
และไกลออกไปใต้สวนเหมยหลังจวน ดินที่เพิ่งถูกกลบเหนือกระดูกของเสี่ยวถงพลันสั่นไหวเบา ๆ
ดอกเหมยสีแดงบนต้นเก่าร่วงลงมาพร้อมกันทั้งกิ่ง
ราวกับประตูใต้ดินกำลังหายใจ
อีกครั้ง