การประลองรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มขึ้นในอีกสิบนาที
คู่ประลองคือ ต้วนจื่อ และต้วนเอ้อร์
ทั้งสองต่างเป็ที่กล่าวขานคนหนึ่งคืออัจฉริยะอันดับสองแห่งตระกูลต้วน ผู้ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานอีกคนคือม้ามืดผู้มาแรง ผู้คนต่างถกเถียงกันถึงผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
ระหว่างพักต้วนเฉวียนเซินสั่งให้คนนำโอสถลมปราณคืนชีพขนาดใหญ่สองเม็ดมอบให้แก่ต้วนจื่อและต้วนเอ้อร์
นี่คือโอสถขั้นสองระดับต้นเมื่อกินเข้าไปแล้วจะสามารถฟื้นฟูพลังในระยะเวลาอันสั้นปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดสูงสุด
การที่ตระกูลต้วนใจป้ำถึงเพียงนี้ถึงขนาดนำโอสถระดับนี้มาใช้ในการประลองก็แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูลต้วนได้เป็อย่างดี
ต้วนจื่อมองโอสถลมปราณคืนชีพขนาดใหญ่ในมือก็มิได้รีบร้อนกินเข้าไป ทว่ากลับใช้ค่าเทียนซิ่ว 500 แต้มให้ระบบช่วยตรวจสอบส่วนประกอบของยา
[ติ๊ง! วิเคราะห์เสร็จสิ้นโอสถเม็ดนี้ไม่บริสุทธิ์ มีส่วนผสมของผงชาเปลี่ยนรูป หากท่านกินเข้าไปไม่เกินห้านาทีร่างกายจะชา พลังลมปราณจะหยุดไหลเวียน โปรดใช้อย่างระมัดระวัง]
“เป็ไปตามคาด” ต้วนจื่อหัวเราะในใจอย่างเ็า
ในฐานะนักอ่านนิยายผู้มากประสบการณ์เขาย่อมรู้ถึงสันดานของตัวละครประเภทต้วนเฉวียนเซินดีตัวประกอบที่มีตำแหน่งเป็บอสตัวร้ายนี้ ชอบใช้วิธีการต่ำช้า
ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้ระบบช่วยวิเคราะห์โอสถลมปราณคืนชีพ เพื่อความไม่ประมาทการระมัดระวังจะนำพามาซึ่งความสำเร็จ ในโลกต่างมิติที่แปรผันเช่นนี้นอกจากตนเองแล้วอย่าได้ไว้ใจผู้ใด แม้แต่กับคนที่ใกล้ชิดที่สุดก็ยังต้องมีแผนสำรอง
“ระบบ หาก้ากำจัดผงชาเปลี่ยนรูปออกไปต้องใช้ค่าเทียนซิ่วเท่าไร?”
“การใช้งานผิดพลาดโปรดแก้ไขคำเรียกขานแล้วค่อยเรียกใช้ระบบใหม่”
ต้วนจื่อเบือนหน้าหนีอย่างระอาฝืนกลั้นความขนพองสยองเกล้าเอ่ยขึ้นอย่างขัดเขิน “ท่านราชินีโปรดเมตตาขจัดผงชาเปลี่ยนรูปจากโอสถเม็ดนี้ให้ข้าด้วยเถิด”
“หากค่าเทียนซิ่วของท่านมีเพียงพอข้าก็สามารถทำทุกสิ่งได้ ดังนั้นจึงขอท่านอย่าได้กล่าววาจาดูิ่สติปัญญาผู้อ่านเพราะมันจะเพิ่มปริมาณคำในเื่โดยใช่เหตุแล้วอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเื่ราวยืดยาวเกินไป”
ต้วนจื่อถอนหายใจน้อยๆ"ก็ได้ ท่านบอกมาเลยว่าต้องใช้เทียนซิ่วเท่าไร?"
“ราคาเดิม 2,000 แต้มสามารถเรียกขาน ‘ระบบที่รัก’ เพื่อรับส่วนลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
ต้วนจื่อกระตุกมุมปาก
เหลือจะเชื่อ ช่างไร้เหตุผลนักข้าผู้ซึ่งเป็บุรุษรูปงาม เปี่ยมด้วยความรู้และคุณธรรมอันกว้างใหญ่เป็ผู้ชี้นำแห่งสัจธรรม ที่แม้แต่แสง์ หรือน้ำทิพย์ก็ยังไม่อาจเทียบคุณธรรมของข้าได้ ความงามแห่งขุนเขา หรือความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำยังมิอาจเทียบได้กับสง่าราศีของข้าแล้วข้าจะกล่าววาจาอันน่าอับอายเช่นนั้นได้อย่างไร?
ยอมตายเสียดีกว่า!!!
เมื่อคิดได้ดังนั้นต้วนจื่อจึงกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นว่า “ท่าน...คือที่รักของข้า!”
[ติ๊ง! หักค่าเทียนซิ่ว 1,000แต้ม เพื่อชำระล้างสิ่งเจือปนออกจากโอสถ ค่าเทียนซิ่วคงเหลือ 8,000แต้ม]
พร้อมกับแสงสลัวที่พาดผ่านโอสถลมปราณคืนชีพองค์ประกอบของผงชาเปลี่ยนรูปได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว
ต้วนจื่อหยิบโอสถขึ้นมาใช้มือบังเอาไว้แสร้งทำทีว่ากินเข้าไป แต่กลับดูดซับเข้าไปในมือ กลืนกินเพียงอากาศ
ที่ไม่กินเข้าไปก็เพราะโอสถลมปราณคืนชีพเป็ยาขั้นสอง มีระดับที่ไม่ต่ำสำหรับเขาที่มีพละกำลังเหลือเฟือ การกินเข้าไปก็เป็การสิ้นเปลืองเปล่าๆสู้เก็บไว้เผื่อใช้ในยามฉุกเฉินเสียดีกว่า
เหตุผลที่แสร้งทำเป็กินยาเม็ดนั้นก็มิใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจากเพื่อลวงต้วนเฉวียนเซิน จับตาดูความเปลี่ยนแปลงและหลีกเลี่ยงกลอุบาย
หลังจากแสดงละครจบต้วนจื่อก็ใช้ค่าเทียนซิ่ว 5,000 แต้มเลื่อนระดับกระบี่เทียนซิ่วจากอาวุธขั้นเนื้อหนัง ระดับกลางเป็อาวุธขั้นเนื้อหนัง ระดับสุดยอด
เพราะ [เคล็ดกระบี่สายลม]เป็เคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์ ระดับสุดยอด หากอาวุธมีระดับต่ำเกินไปก็ยากที่จะแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่
ณ ที่นั่งด้านในผู้ติดตามมองไปยังต้วนจื่อและต้วนเอ้อร์สลับกันไปมา ก่อนจะพึมพำเบาๆ
“ถึงแม้ว่าต้วนจื่อจะมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้ามีพลังต่อสู้ที่ไม่ธรรมดาแต่ข้ากลับรู้สึกว่าเขาไม่สามารถเอาชนะต้วนเอ้อร์ได้เลยเ้าค่ะ”
“ทำไมเล่า?” เยี่ยนชุยเสวี่ยได้ยินจึงถามขึ้น
ผู้ติดตามหยุดคิดเล็กน้อย แล้วอธิบายว่า“เมื่อครึ่งปีก่อนต้วนเอ้อร์ก็มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดแล้ว ด้วยพร์ของเขาเป็ไปไม่ได้ที่จะหยุดอยู่ที่ระดับแปด ข้าจึงคาดการณ์ว่าเขาอาจจะเหมือนกับต้วนจื่อจงใจกดพลังเอาไว้ เพื่อหวังผลในการ่ชิง”
เยี่ยนชุยเสวี่ยไตร่ตรองเล็กน้อยก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
นางคลับคล้ายคลับคลาว่าตระกูลต้วนมีเคล็ดวิชาลับที่สะสมพลังเมื่อลมปราณในตันเถียนของผู้ฝึกยุทธ์บรรลุขอบเขตที่กำหนดจึงสามารถใช้เคล็ดวิชานี้บีบอัดลมปราณ ลดระดับให้เป็ศูนย์แล้วเริ่มสะสมพลังอีกครั้ง
ด้วยวิธีนี้ เมื่อทะลวงผ่านไปยังขอบเขตต่อไปจะได้รับปริมาณลมปราณที่มากขึ้น ช่วยให้นักรบก้าวไปสู่ขอบเขตใหม่ได้ง่ายขึ้นและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
“ต้วนจื่อเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไปต่อให้พื้นฐานดีเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบกับต้วนเอ้อร์ที่บ่มเพาะมาทีละขั้นได้ทั้งสองจึงยังมีช่องว่างอยู่เ้าค่ะ” ผู้ติดตามกล่าวอย่างมั่นใจ
เยี่ยนชุยเสวี่ยยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
การกล่าวถึงเื่นี้ในตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไป โดยเฉพาะต้วนจื่อ ผู้ที่มักจะสร้างเื่เหลือเชื่ออยู่เสมอ
ระหว่างที่ทุกคนรอคอยสิบนาทีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รอบชิงชนะเลิศได้เริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
ณ เวทีประลองยุทธ์สายตาของผู้คนทั้งปวงจับจ้องไปยังคู่ประลองทั้งสอง
ในมือของต้วนเอ้อร์มีหอกยาวคาดว่าเป็อาวุธประจำกาย
เห็นเพียงเขามองไปยังต้วนจื่อกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “ข้าคิดว่าเ้าเป็เพียงเสือกระดาษแต่ไม่คิดว่าเ้าจะเป็เสือตัวจริง ทำให้ข้าเสียแผนไปมาก แต่ก็ไม่เป็ไรตราบใดที่เ้ายังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์การที่ข้าจะโค่นเ้าก็ไม่ใช่เื่ยาก”
กล่าวจบพลังของเขาก็พลันพลุ่งพล่านราวกับคลื่นลม ทำให้เวทีประลองสั่นะเื
“ต้วนจื่อ ใน่ครึ่งปีที่ผ่านมาเ้าเป็คนแรกที่ทำให้ข้าต้องใช้อาวุธ จงรู้สึกเป็เกียรติซะ!”
ต้วนเอ้อร์กระตุ้นพลังลมปราณถ่ายเทไปยังหอกอย่างต่อเนื่องเมื่อตวัดหอกในอากาศ เปลวไฟก็ลุกโชน อากาศบิดเบี้ยว
ต้วนจื่อแสดงสีหน้าตกตะลึง
เปลวไฟที่ห่อหุ้มหอกเอาไว้เป็ผลจากการใช้พลังลมปราณความรุนแรงของลมปราณก็มากพอที่จะทำให้อากาศบิดเบี้ยวบ่งบอกว่าพลังลมปราณในตันเถียนของอีกฝ่ายไม่ธรรมดา
เมื่อพิจารณาถึงความบริสุทธิ์แล้วคงไม่ด้อยไปกว่าเกราะปราณแท้ของโอวหยางซวง หรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
เ้าหมอนี่ต้องใช้วิธีบางอย่างในการกดระดับขอบเขตเอาไว้มิฉะนั้นเป็ไปไม่ได้ที่จะแสดงพลังออกมาได้ถึงเพียงนี้
“เคล็ดหอกพยัคฆ์เพลิง!”
เมื่อเหินห่างกันหลายสิบก้าวต้วนเอ้อร์ก็คำรามเสียงต่ำ ตวัดหอกหนึ่งคราเปลวไฟลุกโชน เงาหอกแผ่ซ่านดูราวกับสามารถฉีกทลายห้วงอากาศได้
พยัคฆ์เพลิงคำรามก้อง ทะยานขึ้นไปกลางอากาศหมุนตัวหนึ่งรอบ แล้วส่งเสียงคำรามก่อนจะพุ่งตรงไปยังต้วนจื่อ
ต้วนจื่อเอนกายไปด้านหลังใช้พลังผลักดันจากด้านหลัง ยื่นมือออกไปปล่อยหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณ
พลังหมัดมหาศาลราวกับอุทกภัยกลืนกินสรรพสิ่ง
“ตูม!”
หอกและหมัดปะทะกัน คลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปพัดพาทุกสิ่ง
“ฮึ ให้ข้าดูหน่อยซิว่าเ้าจะรับมือได้อย่างไรต่อไป” เมื่อการโจมตีไม่ได้ผลต้วนเอ้อร์ก็เร่งความเร็วราวกับสายฟ้า
เมื่อเท้าััพื้นเขาก็มาอยู่ต่อหน้าต้วนจื่อแล้วต้วนเอ้อร์ตวัดหอกต่อเนื่องเกิดเป็เงาหอกสิบทิศทาง
แต่ละหอกล้วนเป็ของจริงแถมยังมีพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว
ผู้คนในระยะไกลยังรับรู้ถึงพลังที่ถาโถมเข้ามาได้
ต้วนจื่อไม่ปิดซ่อนพลังอีกต่อไปชักกระบี่เทียนซิ่วออกมาสะบัดกระบี่เบาๆ แสงกระบี่ส่องประกายพลิ้วไหวอย่างน่าพิศวง แปรเปลี่ยนเป็เงากระบี่สิบทิศ ฉายชัดอยู่บนเวที
ในสายตาของผู้คนกระบี่นับหมื่นสายราวกับเปล่งแสงเจิดจ้าส่องสว่างทุกพื้นที่เคลื่อนเข้าปะทะกับเงาหอก
“ตูม ตูม ตูม...”
เสียงปะทะดังกึกก้องติดต่อกันดังขึ้นอย่างรวดเร็วบนเวทีประลอง เงาหอกโบยบิน ปราณกระบี่สยาย ทุกคนต่างก็จับจ้องอย่างไม่ละสายตา
"เป็การต่อสู้ที่ดุเดือดมากไม่คิดเลยว่าต้วนเอ้อร์จะมีพละกำลังถึงเพียงนี้สามารถตามทันความเร็วของต้วนจื่อที่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าได้"
“ไม่หรอก เ้าลองพิจารณาดูให้ดีต้วนเอ้อร์ทะลวงสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าแล้วพลังปราณยังคงพวยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าจงใจเก็บซ่อนพลังไว้เพื่อรอะเิในการประลองรอบชิงชนะเลิศนี้”
"น่ากลัวจริงๆข้าคิดว่าต้วนจื่อแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าต้วนเอ้อร์ก็ร้ายกาจเช่นกันเขามีพลังที่ใกล้เคียงกับขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์แล้ว!"
.........
การประลองบนเวทีเป็ไปอย่างดุเดือดผู้คนรอบข้างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ สถานการณ์ตึงเครียดเป็อย่างยิ่ง
ในตอนนี้เฉพาะผู้ฝึกตนที่มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของต้วนจื่อและต้วนเอ้อร์ได้ส่วนผู้ฝึกตนที่มีพลังต่ำกว่านั้น ก็ไม่สามารถมองเห็นได้แม้แต่เงา
ท่ามกลางคลื่นกระแทกต้วนจื่อปรากฏร่างวูบวาบ และต้วนเอ้อร์สำแดงเงาหอกอันเกรี้ยวกราด
ทุกการเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงพลังทำลายล้าง
กระบี่และหอกปะทะกันก่อเกิดเป็แรงะเิที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ณ ที่นั่งของผู้ชมเยี่ยนชุยเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววสมใจ
ต้วนเอ้อร์ผู้นั้นได้ใช้เคล็ดวิชาลับของตระกูลต้วนสะสมพลังตบะไว้หลายครา เพื่อให้ตนเองสามารถปลดปล่อยพลังที่สั่งสมมาอย่างเต็มที่และทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม
เมื่อประเมินจากพลังแล้วต้วนจื่ออาจเสียเปรียบ
แต่เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้วโอกาสแพ้ชนะของต้วนจื่อและต้วนเอ้อร์มีเท่ากัน ไม่ต่างกันมากนัก
“ตูม!”
“ตูม!”
ทั้งสองปะทะกันอีกครั้ง ร่างกายถอยร่นออกไปรักษาระยะห่างไว้สิบก้าว
"ต้วนจื่อเ้าเป็คนแรกที่สามารถต่อสู้กับข้าได้นานถึงเพียงนี้ แม้ว่าเ้าจะพ่ายแพ้ก็จงภูมิใจเถิด" ต้วนเอ้อร์ถือหอกอย่างสง่าผ่าเผยกล่าวเสียงดัง
ต้วนจื่อถือกระบี่เทียนซิ่วกล่าวออกมาอย่างแ่เบา “คนที่พูดเช่นนี้มักจะเป็ผู้แพ้เสมอข้าชินแล้ว”
“อย่างนั้นหรือ?” สีหน้าของต้วนเอ้อร์เริ่มเย็นลงก่อนกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “ต้วนจื่อข้ายอมรับว่าเ้ามีความสามารถ แต่คนที่หยิ่งยโสมักจะพบจุดจบที่น่าอนาถ”
เมื่อสิ้นคำกล่าวพลังหอกที่แข็งแกร่งก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา ราวกับสายน้ำที่พุ่งตรงไปยังต้วนจื่อ
“เ้ากำลังพูดถึงตัวเองอยู่หรือไง?”ต้วนจื่อสีหน้าไม่เปลี่ยน ปล่อยพลังกระบี่ที่รุนแรงออกมาเช่นกัน
ทั้งสองประจันหน้ากันกลางอากาศกระแสพลังจากหอกและกระบี่ปะทะกัน เกิดเป็ประกายไฟฟ้าสว่างวาบ
“เปรี๊ยะ!”
ในวินาทีต่อมาทั้งสองก็เคลื่อนไหวเข้าปะทะกัน
“เคร้ง เคร้ง เคร้ง...”
พลังกระบี่ที่แข็งแกร่งและพลังหอกที่รุนแรงปะทะกันทำให้พื้นที่โดยรอบบิดเบี้ยว เสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“หอกทลายดารา!”
เมื่อเข้าใกล้ต้วนจื่อต้วนเอ้อร์ก็พลิกข้อมือ แสงดาราบนหอกส่องประกาย
ภายในแสงดาวนั้นมีวัตถุทรงกลมเล็กจิ๋วคล้ายหลุมดำ ปล่อยพลังที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
ต้วนจื่อพลิกข้อมือกระบี่เทียนซิ่วตวัดออกอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้ว!”
เกิดเสียงแหลมดังขึ้นในพริบตากระบี่ก็ฟาดฟันออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับจันทร์แรมที่ฉีกทึ้งอากาศกระตุ้นให้เกิดความเร็วสุดขีด
“ฉัวะ!”
“ตูม ตูม ตูม...”
กระบี่ฟันเข้าใส่วัตถุสีดำในทันทีจนมันเกิดการสั่นไหวและะเิออก
“หอกทลายดารากลับถูกทำลายลงแล้ว?” ต้วนเอ้อร์หรี่ตาด้วยความตกตะลึง
วัตถุสีดำมีอานุภาพในการกลืนกินที่แข็งแกร่งสามารถกลืนกินพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเริ่มต้นยุทธ์ได้อย่างง่ายดายคาดไม่ถึงว่าต้วนจื่อจะใช้กระบี่ ทำลายพลังการกลืนกินของมันได้
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ข้าก็คงต้องเอาจริงเสียที”
เมื่อสิ้นเสียงแสงสีแดงสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างของต้วนเอ้อร์เอาไว้ปั่นป่วนราวกับน้ำเดือด
ในวินาทีต่อมา ร่างของต้วนเอ้อร์ก็พุ่งออกไปความเร็วเหนือขีดจำกัดของขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนัง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์
ในพริบตา เขาก็มาอยู่ต่อหน้าต้วนจื่อ
ลมพัดโหมอย่างรุนแรงทำให้เส้นผมของต้วนจื่อแผ่สยาย
“ัคลั่งแทงทะลวง หุบเขาัสยายปีก!”
ต้วนเอ้อร์คำราม หอกในมือหมุนวนแผ่ขยายสู่ท่าั โอบล้อมพลังที่รุนแรงไว้บนตัวหอก แล้วแทงทะลวงออกไป
พริบตาเดียว ัคำรามลั่นสะท้านสะบัดตัวออกจากหอก หมายพุ่งเข้าสังหารต้วนจื่อ...