ตอนที่42 ปฏิบัติการตามล่าหานักเรียน
จ้าวเฟยเซียนได้ยินเงื่อนไขของเสิ่นอี้เธอไม่ยอมรับความพ่ายแพ้แต่ยังพยายามที่จะสอบถามข้อมูลเบอร์โทรหรือช่องทางติดต่อของชายหนุ่มอย่างไม่ลดละ
อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่เสิ่นอี้ได้สื่อสารออกไปนั้นสร้างความโกลาหลขึ้นในกลุ่มผู้ชมช่องไลฟ์สดกู้หลิงหลิงเป็นจำนวนมาก
กู้หลิงหลิงมองเห็นสถานการณ์เริ่มวุ่นวายมากขึ้นจึงตัดบทเป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับที่มาของการก่อสร้างโรงเรียนแทนอย่างชาญฉลาดว่า
“ทุกคนคะพวกเราอย่าเพิ่งหลงประเด็นกันไปก่อน วันนี้เรามาเพื่อเก็บข้อมูลการสร้างโรงเรียนใช่ไหม? ฉะนั้นเรามาทำงานกันต่อดีกว่านะคะ”
จากนั้นกู้หลิงหลิงเริ่มหันหน้ากล้องให้ฉายภาพตนเองกับเสิ่นอี้แทนการบันทึกภาพเฉพาะเสิ่นอี้คนเดียวเพื่อเลี่ยงประเด็นที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้
เสิ่นอี้รับรู้เรื่องการสมัครเป็นครูของสาธารณชนเข้ามาเป็นจำนวนมากจึงรู้สึกยินดีแต่ยังมีปัญหาอีกเรื่องที่เขารู้สึกกังวลใจ ทำให้ใช้โอกาสที่หญิงสาวสัมภาษณ์ตนเองประกาศข่าวว่า
“ทุกคนครับตอนนี้ผมกำลังมีปัญหาใหญ่ เรื่องรับสมัครครูแต่ละวิชาไม่มีปัญหาแล้ว แต่โรงเรียนแห่งความสุขตอนนี้ยังไม่มีนักเรียนเลยนี่สิ ผมควรทำยังไงดี?อันที่จริงผมตั้งใจว่าจะมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะเรียนเก่งหรือไม่เก่งผมจะมอบให้คนละหนึ่งพันหยวน ทุกคนเห็นว่าไงครับ?”
เมื่อเสิ่นอี้กล่าวออกไปแล้วพลันเกิดความโกลาหลขึ้นในช่องไลฟ์สดของกู้หลิงหลิงอีกครั้ง โดยมีแฟนคลับบางคนคำนวณเงินที่เสิ่นอี้จะต้องใช้ในการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนสองร้อยคนว่า
“โอ้โฮ!นี่เสิ่นอี้จะต้องใช้เงินตั้งสองแสนหยวนเชียวนะ”
อย่างไรก็ตามมีแฟนคลับคนอื่นเข้ามาทักท้วงเรื่องการใช้เงินในการสร้างโรงเรียนของชายหนุ่มซึ่งมากกว่าให้เงินทุนการ
ศึกษาหลายเท่านัก
กู้หลิงหลิงเห็นว่ายังไม่มีแฟนคลับเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเสิ่นอี้ในเรื่องของนักเรียนเธอเอ่ยขึ้นมาเพื่อกระตุ้นทุกคนให้ช่วยเหลือชายหนุ่มอย่างกังวลใจว่า
“ทุกคนคะ ฉันจะไปไลฟ์สดในหมู่บ้านใกล้ๆ เพื่อให้ผู้ปกครองพาเด็กมาเรียนที่นี่ ทุกคนเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ”
แฟนคลับต่างมองเห็นท่าทางมุ่งมั่นของหญิงสาวรวมทั้งได้เห็นสภาพพื้นที่ก่อสร้างจริง ซึ่งไม่ใช่การพูดจาเพ้อเจ้อของหญิงสาวเพียงฝ่ายเดียวแต่ละคนต่างเสนอความช่วยเหลือให้หญิงสาวได้รับรู้ว่า
“ไม่ต้องกังวลหลิงหลิงพวกเราจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ จำนวนเด็กแค่สองร้อย ไม่น่ามีปัญหาหรอก”
“อย่าเสียดายที่โรงเรียนเปิดไปแล้วนี่สิแต่พวกเราจะช่วยเธออย่างเต็มที่”
“อย่าห่วงไปเลยพี่ชายรูปหล่อพวกเราจะช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรง”
เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นหญิงสาวเตรียมเก็บอุปกรณ์เพื่อเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านข้างเคียงเขาโบกมือลาแฟนคลับของหญิงสาวเพื่อไปทำงานต่อ
ทั้งนี้ชายหนุ่มต้องการตรวจสอบจำนวนและรายชื่อของผู้ที่มาสมัครเข้าเป็นครูสอนวิชาต่างๆ ในโรงเรียนประถมแห่งความสุข โดยจะต้องมีการรับสมัครตำแหน่งอื่นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยดี
..........
ซินดี้และเทาเซียวนั่งอยู่ในเต็นท์อำนวยการชั่วคราวทั้งสองคนกำลังสั่งพิมพ์เอกสารและเรียบเรียงเอกสารการสมัครเป็นครูจากทางเว็บไซต์เพื่อให้เจ้านายได้ตรวจสอบ
พอซินดี้เหลือบมองเห็นเจ้านายเขาปราดเข้ามารายงานชายหนุ่มอย่างยินดี พร้อมกับสอบถามความต้องการของเขาให้ชัดเจนว่า
“เจ้านายคะปัญหาแรกของเราน่าจะคลี่คลายแล้ว ตอนนี้มีคนสมัครเข้ามาเป็นครูเพียบเลยค่ะมีทั้งมาเดี่ยวและมาเป็นคู่เลยค่ะ เสี่ยวเซียวกำลังจัดเรียงให้เจ้านายพิจารณาอยู่ส่วนตำแหน่งหน้าที่อื่น ๆ เจ้านายมีความคิดเห็นอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?”
เสิ่นอี้ได้ยินเรื่องจำนวนคร่าวๆ จากซินดี้แล้ว เขายิ้มกว้างอย่างพึงพอใจพลางบอกเรื่องที่เขากังวลใจให้อีกฝ่ายช่วยสกัดคนบางคนที่ไม่ต้องการพบเจอให้วุ่นวายใจว่า
“อ้อ! มีตำแหน่งธุรการหรือประชาสัมพันธ์ก็แล้วแต่หากมีผู้หญิงชื่อ จ้าวเฟยเซียน สมัครเข้ามาละก็.....คัดออกเลยนะ ฉันไม่พิจารณา.....ไม่ต้องเอาใส่เข้ามาให้รกตาหากเจ้าตัวมาเองเพื่อพบฉัน ก็หาทางช่วยสกัดด้วยละกัน”
ซินดี้กับน้องชายมองสบตากันด้วยความแปลกใจเสิ่นอี้เห็นดังนั้นจึงอธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า
“ผู้หญิงชื่อจ้าวเฟยเซียนทิ้งฉันไปตอนที่ยังจนอยู่ ตอนนี้คิดที่จะเข้ามาเสนอตัวเป็นแฟนอีก ฉันไม่เลือกแล้วผู้หญิงใจโลเล
แบบนี้อย่าให้ฉันต้องใช้ความรุนแรงกับเธอเลย”
ซินดี้และเทาเซียวพยักหน้าเข้าใจในทันทีทั้งคู่รับปากเสิ่นอี้อย่างจริงจังว่า “ได้ค่ะ/ครับเจ้านาย!”
เสิ่นอี้ปล่อยให้สองพี่น้องจัดเรียงเอกสารให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะกลับมาตรวจสอบเขาจะขับรถตามกู้หลิงหลิงไป
ประชาสัมพันธ์โรงเรียนเพื่อให้ผู้คนเห็นความสำคัญและยินยอมเปลี่ยนโรงเรียนให้เด็กมาเรียนที่นี่แทน
เขาคิดว่าจำเป็นต้องไปแสดงความจริงใจด้วยตัวเองก่อนเพื่อให้ทุกคนเห็นความจริงและร่วมมือด้วย
..........
เสิ่นอี้ขับรถเข้าไปในหมู่บ้านใกล้เขตพื้นที่ก่อสร้างโรงเรียนเขาเหลือบมองเห็นผู้คนทำงานอยู่ในไร่นา จึงคิดว่าควรเปลี่ยน
เวลาสื่อสารกับผู้คนเป็นตอนเย็นหลังทำงานเสร็จเรียบร้อยก่อน
จากนั้นเขาไปหากู้หลิงหลิงที่กำลังเดินตามหาผู้คนอยู่ในหมู่บ้านจึงนัดหมายเวลาใหม่ให้หญิงสาวรับรู้ ซึ่งหญิงสาวเข้าใจเรื่องห้วงเวลาที่เหมาะสมในการประชาสัมพันธ์อย่างเข้าใจ
อย่างไรก็ตามทั้งคู่ตั้งใจไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้รับรู้ความเป็นมาและช่วงเวลาในการประชาสัมพันธ์
“เอ๋! พี่ชายเสิ่นอี้คะทำไมบ้านผู้ใหญ่บ้านปิดเงียบแบบนี้ละคะ?”
กู้หลิงหลิงเดินมากับเสิ่นอี้เธออุทานขึ้นมาด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าบ้านของผู้ใหญ่บ้านปิดทำการโดยไม่มีสาเหตุเพราะไม่มีป้ายแสดงไว้ด้านหน้าทำให้เธอรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“ผู้ใหญ่บ้านคงมีเรื่องยุ่งยากอยู่มั้ง”เสิ่นอี้แสดงความคิดเห็นอย่างคาดเดา
ทันใดนั้นทั้งสองคนได้ยินเสียงคนโวยวายและวิ่งไล่จับกันโดยมีชายหนุ่มท่าทางผอมโซแต่วิ่งคล่องแคล่ว ชายหนุ่ม
ผอมโซวิ่งหนีชายวัยกลางคนสองคนที่ถือไม้ไว้ในมือทั้งคู่ตะโกนส่งเสียงดังด้วยความโมโหว่า
“เสี่ยวต้า! หยุดเดี๋ยวนี้!จะวิ่งหนีไปไหน?”
“เสี่ยวต้า! พวกเราไม่จับแกเข้าคุกแล้ว หยุดวิ่ง!”
เสิ่นอี้พิจารณาจากสถานการณ์แล้วเขาคิดว่าควรให้ความช่วยเหลือชายวัยกลางคนทั้งสองคนมากกว่า เนื่องจากในมือของชายหนุ่มผอมโซเป็นไก่สองตัวที่อุ้มกอดแนบอกไว้บ่งบอกว่าชายหนุ่มอาจเป็นขโมยไปลักไก่ของชาวบ้าน
ชายหนุ่มทะยานตัววิ่งไปขัดขวางและเตะสกัดขาให้ชายหนุ่มผอมโซที่อาจเป็นขโมยล้มลงทันที
ปัง ! ตุบ !
“โอ๊ย!....”
เหอต้าถูกเตะสกัดขาอย่างไม่รู้ตัวเขาล้มคะมำกับพื้นในทันที พลางส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นเสิ่นอี้ปราดเข้าไปจับมือสองข้างของชายหนุ่มไพล่หลังไว้โดยปล่อยให้ร่างของชายหนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น เป็นการจับกุมตัวกลาย ๆเพื่อรอให้ชายสองคนวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ
“ขอบใจมากพ่อหนุ่มแกนี่.....วิ่งเร็วเสียจริงเสี่ยวต้า”
ผู้ใหญ่บ้านซุนเหว่ยหายใจหอบเหนื่อยพลางกล่าวขอบคุณเสิ่นอี้ แล้วบ่นให้ชายหนุ่มร่างผอมโซอย่างไม่พอใจ
ชายวัยกลางคนเป็นเจ้าของไก่ที่ชายหนุ่มขโมยมาเขาเงื้อมือจะเอาไม้ฟาดเข้าใส่ตัวหัวขโมย ทว่าเขาต้องลดมือลงพลางส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจเนื่องจากชายหนุ่มเป็นลูกหลานห่าง ๆ ของตนนั่นเอง
“ฮึ่ม! เสี่ยวต้านะเสี่ยวต้า เมื่อไหร่แกจะมีงานทำเสียที? จะได้ไม่ต้องมาขโมยไก่ฉันอีก”
เสิ่นอี้เหลียวมองชายทั้งสามคนเพื่อวิเคราะห์เรื่องราวทั้งหลายเขาปล่อยตัวชายหนุ่มใต้ร่างที่ถูกจับมือไพล่หลังไว้ให้ลุกขึ้นยืนเพราะสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืนการจับกุมของตนแล้ว
“โชคดีที่พ่อหนุ่มมาทันจับเสี่ยวต้าไว้ตอนนี้คงไม่กล้าหนีแล้วละ ไปคุยกันข้างในบ้านเถอะ”
ซุนเหว่ยเอ่ยชวนทุกคนเข้าไปพูดคุยเจรจากันในบ้านของตนเพื่อตัดสินคดีความระหว่างทั้งสองฝ่าย
เขาไม่แน่ใจว่าเจ้าของไก่ต้องการให้ชายหนุ่มหัวขโมยรับโทษตามกฎหมายเลยหรือตกลงเจรจากันก่อน
เมื่อทุกคนเข้ามาในบ้านโดยมีกู้หลิงหลิงที่หายจากอาการตื่นตระหนกแล้วเธอเดินเข้ามาใกล้ชิดเสิ่นอี้พลางเอ่ยชมเขาอย่างจริงใจว่า
“โอ้โฮ! ไม่นึกเลยว่าพี่ชายเสิ่นอี้จะเก่งขนาดนี้เผลอแวบเดียวก็จับคนร้ายได้แล้ว”
“เป็นธรรมดา ผมต้องฝึกฝนไว้ป้องกันตัวน่ะ”เสิ่นอี้ยิ้มรับคำชมอย่างสบายใจ
เขาปล่อยให้ชายสามคนพิจารณาโทษระหว่างกันไปเองเพราะคาดเดาว่าเป็นเรื่องภายในหมู่บ้านที่เขายังไม่จำเป็นต้องเข้าไปสอดแทรกการทำหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านแต่อย่างใด
ถึงอย่างนั้นเขาได้ยินคำถามจากผู้ใหญ่บ้านที่พยายามหาทางช่วยเหลือชายหนุ่มหัวขโมยอย่างมีเมตตาว่า
“เสี่ยวต้าเอ๋ยแกก็มีแม่ชราอยู่คนเดียว ทำไมถึงไม่ไปรับจ้างทำงานในสวนแถวนี้ละ?อาจพอได้ค่าจ้างไปซื้ออาหารกับยาให้แม่อยู่หรอกนะ”