บทที่158 วาสนาภายใต้ความเป็นตาย
ไป๋เหิ่นซินแม้แววตาดูเลื่อนลอยหม่นหมองแต่นางก็สามารถมองเห็นแลสัมผัสสิ่งตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่วาวโรจน์ดุร้าย คมเขี้ยวที่แหลมคมมันวาวทั้งยืดยาวลงที่เบื้องหน้า พลังอันคมกริบและความเร็วที่วูบไหวยากตามทัน มันมิใช่เพียงสัตว์ป่าธรรมดาแล้วแต่เป็นสัตว์ที่มีตบะญาณอันแกร่งกล้า เป็นสัตว์ป่าที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของสัตว์ป่า เรียกได้ว่าเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวเทียบเทียมกับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่โฉดชั่วก็ว่าได้
สัตว์อสูรไร้สามัญสำนึก คนโฉดชั่วก็ไร้จิตสำนึกทั้งสองสิ่งนี้จึงนับเป็นความน่ากลัวแลต้องกำจัดจากปฐพี
ไป๋เหิ่นซินและผู้อื่นล้วนคิดเช่นนั้น แต่นางในตอนนี้แรงจะยกแขนก็ยังยากไหนเลยจะถูกพิษเล่นงานจุดชีพจรลมปราณพิเศษอีก พลังปาฏิหาริย์ในร่างย้อนทวนมิหยุดยั้งนางจึงมิอาจกระทำในสิ่งที่คิด ได้แต่มองคมเขี้ยวฝังลงที่อกของแพทย์ไร้นาม!
“มัวแต่ปกป้องข้าเจ้าได้ตายแน่"
ไป๋เหิ่นซินรู้ตัวว่าแพทย์ไร้นามผู้นี้ใช้ร่างบังทิศทางของคมเขี้ยวสัตว์อสูรมิให้มันเล่นงานมาถึงตนแต่ไม่ว่านางคิดห้ามปรามชายหนุ่ม ฮุ่ยจวินก็หาได้สนใจคำกล่าวไม่ มันเพียงคิดปกป้องสตรีนางนี้ให้ถึงที่สุดเท่านั้น
แต่ผ่านไปอีกชั่วอึดใจ ความรู้สึกแหลมคมตรงหน้าของชายหนุ่มก็ล้วนมลายหายไปหน้าอกมันมิได้เจ็บปวดดั่งที่คิด หมัดทะลวงนภาที่กำลังจะชกสวนออกจึงรั้งกลับ สายตามองที่อกของตนกลับปรากฏว่าสัตว์อสูรตรงหน้ามิได้ส่งคมเขี้ยวเข้าร่างของตน มิได้ส่งพลังญาณทำร้ายมัน แต่สัตว์อสูรตัวนี้ใช้คมเขี้ยวคาบชุดคลุมนำทางมันอีกทั้งพลังญาณอันคมกริบที่สัตว์ดังกล่าวปลดปล่อยก็เพื่อต่อต้านค่ายกลพลังญาณที่ดำรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติอันหลอกลวงแห่งนี้!
สัตว์ป่าที่บำเพ็ญตบะญาณ อย่างไรก็ยังมิก้าวข้ามการเป็นสัตว์ประเสริฐเช่นนั้นพวกมันจึงยังเป็นสัตว์ที่มีสัณชาตญาณอันดุร้าย ซ้ำยังมีพลังเหนือธรรมชาติ ผู้คนจึงมักเปรียบเปรยว่ามันเป็นสัตว์อสูรในยุคโบราณกาลฮุ่ยจวินก็มีความเข้าใจเช่นนั้น ทว่าพอมาประสบกับสัตว์ร้ายด้วยตนเอง สิ่งที่มันเข้าใจกลับผิดไปสัตว์ร้ายที่ผู้คนเปรียบเปรยว่าเป็นสัตว์อสูรตรงหน้ากลับช่วยเหลือมัน!
ท่ามกลางกฎเกณฑ์ที่ลวงตา สิ่งที่ตาเห็นจึงมิอาจจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงแต่สิ่งที่เกิดกับร่างกายยากจะโกหก คมเขี้ยวที่ฝังอยู่บนชุดคลุมจึงเป็นของจริง แต่ภาพตรงหน้าที่ได้เห็นของมันยังคงเป็นเงาดำที่มืดทมึนจวบจนถูกนำพาร่างเลี่ยงจากรัศมีของค่ายกลได้สำเร็จ เงาดำทมึนค่อยปรากฏอย่างชัดตา ความสงสัยของมันจึงปราศนาการหายไปสิ้นเมื่อสายตาตกไปที่รอบลำคอของสัตว์อสูรตรงหน้า
ลำคอที่หนาใหญ่ล่ำสันนั้น มีรอยแผลเป็นที่ฝังลึกล้อมรอบแม้สมานดีแล้วก็ยังตกสะเก็ดเป็นรอยอย่างชัดตา ฮุ่ยจวินจดจำได้เป็นอย่างดี เพราะร่องรอยดังกล่าวเป็นรอยที่มันช่วยรักษา
ที่แท้สัตว์อสูรตรงหน้ากลับเป็นพยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกที่มันเคยช่วยจากน้ำมือของจื่อจิ้ง!
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า”
เจ้าพยัคฆ์ภูเขาตัวนี้ก็คือพยัคฆ์ภูเขาตัวเมียที่เป็นมารดาของพยัคฆ์ภูเขาอีกสองตัวนับแต่หลุดพ้นจากพันธนาการของจื่อจิ้ง อดีตผู้อาวุโสพรรคเอกยาจก มันก็พาลูกกลับเขาเถาหมิงซานด้วยประสบการณ์ความเจ็บปวด ด้วยการถูกบีบบังคับโดยมีลูกเป็นตัวประกันมิอาจฝืน หลังจากกลับมามันก็ยิ่งจำศีลบำเพ็ญตบะญาณจนมีพลังแข็งแกร่งเป็นอย่างมากต่อให้ผู้ที่เคยจับมันได้ก่อนหน้ามาจับมันอีกครั้ง เห็นทีจะกระทำมิได้แล้ว
พยัคฆ์ภูเขาร่างใหญ่วางร่างของฮุ่ยจวินลงหลังจากที่พาหลบจากค่ายกลลวงตามันจดจำผู้มีพระคุณได้จึงช่วยเหลือผู้มีพระคุณอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อช่วยคนได้ มันก็เลียฝ่ามือของชายหนุ่มอย่างสนิทสนม
ฮุ่ยจวินจึงเอ่ยว่า
“แล้วลูกๆ ของเจ้าเล่า"
เพียงเอ่ยวาจา เสียงคำรามโฮกใหญ่ก็ดังมาแต่ไกลเสียงนี้ฟังดูดุร้ายแลน่ากลัว ทว่าจิตสังหารของสัตว์ร้ายกลับหามีไม่ เสียงนี้มีเพียงความยินดีอย่างถึงขีดสุดเท่านั้น
พยัคฆ์ภูเขาสองตัวกระโจนออกมาอย่างรวดเร็วพวกมันวิ่งวนรอบฮุ่ยจวินอย่างยินดีราวกับพบสหายสนิท พวกมันเข้ามาเลียมือเลียหน้าของฮุ่ยจวินเป็นการใหญ่ส่งให้ชายหนุ่มบังเกิดความยินดีมิน้อยที่เห็นสัตว์ทั้งสามได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างเป็นปกติสุข
ไป๋เหิ่นซินแทบมิเชื่อสายตาที่เห็น ขึ้นชื่อว่าสัตว์ร้ายที่เทียบเคียงสัตว์อสูรยังจะมีสามัญสำนึกต่อผู้คนได้อย่างไรฮุ่ยจวินรู้ว่านางสงสัยจึงกล่าวว่า
“ครั้งหนึ่งพวกมันบาดเจ็บสาหัส ถูกผู้อื่นบีบบังคับใช้ผลประโยชน์มิอาจต่อต้านข้าจึงช่วยเหลือพวกมันไว้ ไม่คิดว่าวันนี้จะบังเอิญได้รับการช่วยเหลือจากพวกมันคืนกลับ”
พอฮุ่ยจวินกล่าวเรื่องราว ไป๋เหิ่นซินก็อดที่จะเลื่อมใสมันขึ้นมามิได้คนผู้นี้เสมอมาประพฤติตนด้วยคุณธรรม ช่วยผู้อื่นไม่สนความเป็นตายของตัวเอง เพราะมันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่นางมองมันจึงคล้ายกับมีเงาร่างของคนผู้นั้นครอบทับอยู่ และเพราะมันมุ่งหาความดีอย่างบริสุทธิ์ใจจึงได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีคืนกลับมา
เมื่อกล่าวกับไป๋เหิ่นซินเสร็จ ฮุ่ยจวินก็หันไปประสานมือแก่แม่พยัคฆ์ภูเขา
“หากไม่ได้เจ้าในวันนี้ ข้ากับท่านหญิงผู้นี้ก็ยากจะรู้ชะตากรรมต้องขอบคุณมากแล้ว"
แม่พยัคฆ์ภูเขาตัวนั้นยังคงเลียที่มือของฮุ่ยจวินแต่ลูกพยัคฆ์ภูเขาทั้งสองได้คาบชุดของฮุ่ยจวินคล้ายต้องการนำทางของมันไป ฮุ่ยจวินจึงค่อยได้มองไปทั่วบริเวณพบว่าสถานที่ที่มันอยู่เป็นร่องเขาภายใต้โขดหินที่สูงชันและป่าเขาที่รกชัฏ คงเป็นแม่พยัคฆ์ภูเขาที่พามันหลบเลี่ยงค่ายกลลวงตาและหนีจากอาณาเขตลงมายังเบื้องล่างนี้
“จะพาข้าไปที่ใดหรือ"
สามพยัคฆ์ภูเขาเดินนำทางฮุ่ยจวินไปตามช่องเขาอันแคบเล็กแลซับซ้อนดูด้วยตาราวกับเป็นเขาวงกรตแห่งหนึ่ง หากมีใครหลงเขามาในที่นี้อาจจะติดอยู่ภายในไม่สามารถออกไปได้ตลอดชีวิต
แต่พยัคฆ์ภูเขาทั้งสามกลับนำทางฮุ่ยจวินได้อย่างไม่ผิดพลาดใช้เวลาหลายวันจึงผ่านทางที่ดูราวกับเขาวงกรตนั้น ฮุ่ยจวินพึ่งมีโอกาสได้มุ่งสู่ใจกลางขุนเขาเถาหมิงซานทางตอนเหนือครั้งแรกสิ่งที่ประสบกลับเต็มไปด้วยความอันตรายแลซับซ้อน หากไม่บังเอิญพบพยัคฆ์ภูเขาทั้งสามมันกับไป๋เหิ่นซินอาจจะต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดชีวิตแล้ว
รายทางตามเขาวงกรตที่มุ่งมา มีซากกระดูกของคนและสัตว์อยู่ไม่น้อยนี่เป็นสิ่งยืนยันชั้นดีถึงความเร้นลับแลน่ากลัวของเขตเขาเถาหมิงซานทางทิศเหนือ ทว่ายิ่งลึกลับยากเขาถึงพืชพรรณสมุนไพรป่าหายากก็ยิ่งดกครึ้ม ช่วงเวลาที่เดินผ่านเขาวงกรต ฮุ่ยจวินจึงสามารถเก็บตัวสมุนไพรชั้นดีที่ไม่เคยปรากฏบนปฐพีมาหลายชนิดแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ฮุ่ยจวินจึงไม่คิดที่จะออกจากเขาวงกรตพยัคฆ์ภูเขาทั้งสามก็มิได้หวงอาณาเขตแต่อย่างใด พวกมันเพียงนำทางให้ชายหนุ่มได้รู้ทางเข้าออกเท่านั้นส่วนหากชายหนุ่มคิดรั้งอยู่ก็มินับเป็นเรื่องอันตรายสำหรับพวกมัน
ฮุ่ยจวินเห็นว่าที่นี่มีสมุนไพรมากมาย ซ้ำยังซับซ้อนเหมาะแก่การซ่อนตัวจากสตรีที่คล้ายอยู่ในวัยกลางคนนางนั้นได้หากเป็นที่นี่ย่อมมีเวลาให้มันรักษาไป๋เหิ่นซินได้อย่างไม่ต้องเป็นกังวล เช่นนั้นมันจึงนำพาไป๋เหิ่นซินคืนกลับสู่เขาวงกรตอีกครา
มันไม่ชักช้า เมื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมได้มันก็วางร่างของไป๋เหิ่นซินลงและรีบทำการปรุงยาสมุนไพรขนานใหม่ขึ้นมาทันที พิษที่ประสบในครานี้ยังร้ายกาจกว่าพิษของซุนเล่อเหยียนแห่งบึงลี้ลับมากโขสมุนไพรที่ปรุงขึ้นใหม่จึงต้องปรับปรุงตัวยาและมีหลายขนานกว่าเดิมมาก
หลายวันมานี้อาการของไป๋เหิ่นซินดูทรุดหนักลงเรื่อยๆฮุ่ยจวินรักษาประคองอาการจึงพบว่ามิใช่เพียงพิษที่ทำร้ายนาง แต่ยังมีกฎเกณฑ์ที่ถูกใช้ออกอย่างผิดหลักจึงเกิดการย้อนทวนทำให้อาการหนักร่วมด้วยพิษที่ออกฤทธิ์ในจุดชีพจรลมปราณพิเศษว่ารักษายากแล้ว กฎเกณฑ์อันลึกล้ำที่ชักนำพลังปาฏิหาริย์ในร่างของนางกลับรักษายากยิ่งกว่าเป็นเพราะมันมิได้ศึกษาเกี่ยวกับมหาวิถีวจนะอย่างลึกซึ้ง มันจึงยากที่จะเข้าใจแลแก้ไขได้
“เรื่องพิษร้ายยังพอมีทาง แต่เรื่องกฏเกณฑ์แห่งวจนะที่กำลังย้อนทวนข้าต้องขอคำชี้แนะจากท่านแล้ว”
ไป๋เหิ่นซินไอออกมาหลายคำ เคล็ดวิถีแห่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์นับเป็นความลับระดับสูงที่มิอาจให้คนนอกได้รับรู้ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ หากนางไม่ถ่ายทอด นางอาจไม่มีชีวิตรอด นางไม่เกรงกลัวต่อความตายแต่นางกลัวว่าหากตายไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้แก้แค้น มู่ผิงเยว่ตอนนี้ก็ยังไม่ตาย จอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเองก็ยังอยู่นางจะชิงตกตายก่อนพวกมันได้อย่างไร ไป๋เหิ่นซินจึงถ่ายทอดเคล็ดวิถีและกฎเกณฑ์เท่าที่ตนจดจำแลเข้าใจได้ออกมาทั้งหมดซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นเจ็ดในสิบส่วนของคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราแล้ว
“ข้าจดจำและเข้าถึงได้เท่านี้”
“แล้วอาจารย์ท่านเล่า"
“อาจจะแปดหรือเก้าในสิบส่วน แต่ก็ยังไม่ถึงกฎเกณฑ์อันสำคัญคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ได้สูญหายไปก่อน"
ฮุ่ยจวินพึมพำแผ่วเบา
“แสดงว่านิกายเทวะวจนะยังไม่พบคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่หายไปจริงๆ"
หลังจากฝังเข็มเงินลองตัวยาในการสกัดพิษอีกหนึ่งเข็มเสร็จสรรพฮุ่ยจวินก็โคจรพลังลมปราณพยายามหาทางขับไล่พิษที่เกาะกุมบริเวณจุดชีพจรลมปราณพิเศษให้ไหลย้อนคืนกลับมายังตำแหน่งเข็มเงินสิบเล่มที่ฝังอยู่เข็มเงินหนึ่งเล่มมีหนึ่งตัวยา เข็มเงินสิบเล่มจึงเป็นสิบตัวยาที่ฮุ่ยจวินปรุงขึ้นเพื่อทดสอบพิษบางส่วนที่ไหลย้อนมาสัมผัส บ้างก็ใช้เวลาในการสลายที่เนิ่นนาน บ้างก็แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ตกค้างอันตรายบ้างก็มิเกิดปฏิกิริยาต่อพิษ สมุนไพรสิบขนานนี้ที่มันปรับปรุงสูตรยาให้เข้มข้นกลับมิอาจใช้ได้ผล
“นอกจากพิษจะร้ายกาจแล้ว รูปแบบของจุดชีพจรลมปราณพิเศษก็มีผลท่านต้องช่วยอธิบายลักษณะการไหลเวียนของลมปราณ จุดที่เปิดออก และลักษณะการเปลี่ยนแปลงอื่นที่ส่งผลต่อชีพจรลมปราณพิเศษให้ข้าฟังร่วมด้วย”
ไป๋เหิ่นซินไม่กลัวว่าจะแพร่งพรายความลับเกี่ยวกับรูปแบบแห่งกฎเกณฑ์แลวิถีพลังปาฏิหาริย์ตนนางถ่ายทอดต่อฮุ่ยจวินจนหมดสิ้น ฮุ่ยจวินก็มีสมาธิจดจำแลคิดตาม คำอธิบายในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามันพบความไม่เข้าใจจำนวนมากเจ็ดส่วนที่ไป๋เหิ่นซินถ่ายทอดมันรับรู้และคิดตามได้เพียงสามส่วน แต่พอมันได้ฟังเกี่ยวกับรูปแบบการไหลเวียนแลวิถีกฎเกณฑ์ของจุดชีพจรลมปราณพิเศษจุดที่ไม่เคยรู้และไม่เข้าใจก็เริ่มประติดประต่อ เคล็ดวิถีในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราเริ่มถูกต่อยอดเข้าถึงกฎเกณฑ์ที่ไม่เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆทำให้มันเริ่มได้เห็นเส้นทางแห่งมหาวิถีอันลึกล้ำหนึ่ง แต่มันไม่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษกฎเกณฑ์แห่งมหาวิถีนี้จึงมิอาจทะลวงไป ทว่าฮุ่ยจวินมีประสบการณ์ในการแปรเปลี่ยนปรับปรุงกฎเกณฑ์พลังญาณมันก็สามารถปรับปรุงกฎเกณฑ์จนเป็นหนึ่งกับมหาวิถีเจ็ดดารามาแล้ว ไฉนจะแปรเปลี่ยนบางกฎเกณฑ์ของมหาวิถีวจนะมุทราเข้ากับมหาวิถีเจ็ดดารามิได้
หลังจากฟังคำอธิบายในกฎเกณฑ์แห่งวจนะ หลังจากได้ตรึกตรองลองผิดลองถูกในการตีความผสานกฎเกณฑ์ฮุ่ยจวินที่กำลังหาทางรักษาไป๋เหิ่นซินในตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าได้ฝึกปรือแลผสานพลังอีกหนึ่งวิถีไปในตัว!
การค้นหาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่มันกับปู้ชิงเถาวางแผนไว้อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป
ช่วยคนมิหวังผลตอบแทน ฮุ่ยจวินมีจิตช่วยไป๋เหิ่นซินก็มิได้หวังสิ่งใดแต่วิธีที่จะรักษาไป๋เหิ่นซินกลับกลายเป็นการส่งเสริมมันได้ด้านพลังฝีมืออยู่กลายๆนี่นับเป็นวาสนาภายใต้ความเป็นตายอย่างแท้จริง
ยิ่งค้นหาวิธีรักษาไป๋เหิ่นซิน ฮุ่ยจวินก็ต้องยิ่งทำความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์แห่งวจนะมุทราและจุดชีพจรลมปราณพิเศษมากขึ้นมันในตอนนี้มิอาจบีบให้ฟ้ามอบพรสวรรค์เพื่อเปิดจุดชีพจรลมปราณพิเศษแก่ตน แต่มันได้บีบกฎเกณฑ์แห่งวจนะให้ซึมซับในมหาวิถีเจ็ดดาราไปเรื่อยๆแล้ว