“พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเจ้ามั่นใจว่าจะสามารถทำลายผนึกม่านพลังป้องกันนี่ได้หรือ?”
หั่วเอ๋อร์กระพือปีกบินขึ้นไปบนหัวหลินหยางกรงเล็บข้างหนึ่งเกาะอยู่บนหนังหัวของหลินหยางหลังจากที่ผ่านการต่อสู้ในทะเลอสูรมาแล้ว ดูเหมือนเจ้านกตัวนี้จะเริ่มสนิท (ลามปาม)กับหลินหยางมากขึ้น
“ถามโง่ๆ คิดว่าข้ายังอยู่บนเกาะนี้เพื่อนอนดูดาวกับเจ้าหรืออย่างไร?”ตอนที่หลินหยางอยู่กับหั่วเอ๋อร์สองคนก็กลับมาปากคอเราะร้ายเหมือนเดิม
ตอนแรกที่พวกเขาอยู่ด้วยกันในเขาเมฆามรกตเป็นเวลาครึ่งปีนั้นพวกเขาก็ทำตัวแบบนี้ตลอด
ระหว่างที่หลินหยางกำลังพูดอยู่เขาก็ได้ขยับตัวกลับมายืนอยู่หน้าม่านพลังป้องกันป้อมปราการสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านอยู่นี้ ช่างดูคล้ายกับอสูรยักษ์ตนหนึ่งที่จ้องมองมาที่หลินหยาง
หลินหยางใช้เนตรเพลิงสุพรรณ ตรวจสอบดูม่านพลังนี้อย่างละเอียด
“ไหวรึเปล่า? ถ้าไม่ไหวก็ไปเที่ยวเล่นตรงทะเลอสูรอีกสักรอบดีกว่าข้าว่าอาหารทะเลตรงนั้นก็ใช้ได้อยู่นะ”
หลินหยางพลันโยนเนื้อฉลามเสือออกมาราวๆ ร้อยกว่าชั่งเพื่อให้หั่วเอ๋อร์สงบปากสงบคำลง
เขาค่อยๆ ก้าวช้าๆ ราวช่วงเวลากาน้ำชาเย็นลงในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงจุดๆ หนึ่งซึ่งทำมุมประมาณสี่สิบห้าองศากับประตูยักษ์ของป้อมปราการนี้
หลังจากนั้นเขาก็รีบเอาอุปกณ์การช่างอย่างง่ายออกมาจากแหวนพระสุเมรุซึ่งมีทั่งตีเหล็กตัวหนึ่ง แล้วก็เตาหลอมขนาดเล็กอีกหนึ่งตัว
“หั่วเอ๋อร์ ยืมไฟในปากเจ้าหน่อย”
“ขอเนื้อฉลามเสืออีกร้อยชั่ง”
“เริ่มคันก้นแล้วใช่ไหม?”
ตอนที่อยู่ด้วยกันแค่สองคนนั้นพวกเขาก็มักจะเป็นแบบนี้ตลอด แต่หั่วเอ๋อร์เองก็ไม่ได้ทำเสียเรื่องมันพ่นไฟวิเศษของปี้ฟังออกมาหนึ่งคำซึ่งเพียงพอให้หลินหยางใช้งานแล้ว
หลังจากนั้นหลินหยางก็เริ่มโชว์ทักษะการช่างอันสมบูรณ์แบบขึ้นมาหนึ่งฉากโดยนำวัตถุดิบระดับสี่ดาวสิบกว่าอย่างที่เขาพกมาด้วยมาหลอมรวมกันจนกลายเป็นของเหลวสีน้ำเงินจางๆ ชนิดหนึ่ง
จากนั้นเขาก็หยิบพู่กันสลักอักษรของตัวเองออกมา
วิชาสลักอักษร คือหนึ่งในไพ่ตายที่ลับที่สุดของหลินหยางและก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาไม่อยากทำลายม่านพลังป้องกันพร้อมกับคนอื่นๆ
ม่านพลังตรงหน้าเขานี้เป็นเครื่องป้องกันที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวิชาสลักอักษรมันสามารถดูดกลืนพลังฟ้าดินได้ตลอดเวลาอย่างไม่มีหยุดพัก สามารถซ่อมแซมตัวเองซึ่งเป็นความสามารถที่เกินกว่าจินตนาการของเหล่าจอมยุทธ์ของทวีปชี่อู่ไปไกลหลายเท่า
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยางต่อหน้าจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่เคยประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของศาสตร์การสลักอักษรม่านพลังป้องกันนี้ ไม่อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
หลินหยางนำของเหลวที่เขาเพิ่งสร้างเสร็จบรรจุลงไปปลายพู่กันเปล่งประกายแสงศักดิสิทธิ์ไปทั่วทุกทิศ พอมันแตะเบาๆ ลงไปบนม่านพลังป้องกันนั่นแล้วก็เกิดเป็นระลอกคลื่นอ่อนๆ ขึ้น
“อักษรแห่งความว่างเปล่า เปิดให้ข้า เดี๋ยวนี้!!!!”
หลินหยางคำรามเสียงต่ำ พู่กันในมือของเขาเริ่มขยับขึ้นอย่างรวดเร็วขีดเขียนตัวอักษรลงไปบนม่านพลังป้องกัน พลังฟ้าดินที่อยู่รอบๆ เริ่มมารวมกันอยู่บนตัวอักษร
พลังแห่งศาสตร์สลักอักษร หลอมรวมฟ้าดิน
ตัวอักษรลึกลับที่สั่งสมความรู้ของผู้คนในอดีตจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้เหล่านี้แต่ละตัวอักษรล้วนมีพลังอำนาจที่สามารถสะเทือนฟ้าดิน
ตัวอักษรระเบิดที่สลักบนขนนกอัคคีของปี้ฟังแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายยังต้องยอมสยบ
บนโล่มหาตะวันเองก็มีตัวอักษรที่หลินหยางสลักลงไปอยู่สองตัว “อักษรทนทาน”ที่ทำให้โล่ยักษ์ชิ้นนี้มีพลังป้องกันเทียมฟ้า และอีกตัวคือ “อักษรรวมแสง”ที่ทำให้โล่ชิ้นนี้สามารถดูดดึงพลังจากผลึกหลีหั่วที่เป็นวัตถุดิบขั้นสูงมาสะสมเก็บไว้แล้วปลดปล่อยเป็นการโจมตีที่ทรงพลังในระดับที่เหนือกว่าอวิ้นหลิงขั้นท้ายเสียอีก
ฉลามเสือยักษ์ตัวก่อนหน้านี้นั้นก็ถูกหลินหยางสังหารด้วยการโจมตีจากโล่มหาตะวันซึ่งเขาต้องใช้พลังของผลึกหลีหั่วไปจำนวนมากเหมือนกันถึงจะสามารถเจาะรูบนท้องแบบนั้นได้
และตอนนี้เอง อักษรว่างเปล่าที่หลินหยางสลักขึ้นมาเป็นอักษรที่อยู่ในหมวดของมิติเวลา สามารถสร้างทางผ่านขึ้นจากความว่างเปล่าได้ซึ่งสามารถทะลุการขัดขวางของม่านพลังป้องกันได้ทุกรูปแบบ
ม่านพลังตรงหน้าของหลินหยางนี้เขาไม่จำเป็นต้องทำลายทิ้งด้วยซ้ำก็แค่สร้างทางผ่านขึ้นก็สามารถเข้าออกได้ดั่งใจนึกแล้ว
วิธีการสุดพิสดารเหนือโลกแบบนี้ หากผู้อื่นเห็นเข้าละก็ไม่รู้ว่ามันจะสร้างผลกระทบขึ้นอีกมากแค่ไหนหลินหยางในตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับไร้เทียมทานดังนั้นการมีไพ่ตายลับเก็บเอาไว้นับว่าฉลาดกว่า
สั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที ตัวอักษรก็สลักเสร็จสมบูรณ์
สัญลักษณ์พิสดารทรงสี่เหลี่ยมก็เริ่มเปล่งประกายแสงขึ้นอยู่บนม่านพลังป้องกัน
พลังงานสุดพิสดารกลุ่มหนึ่งเริ่มขยายตัวอยู่บนม่านพลังป้องกันจากนั้นก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาแตะเบาๆ เพื่อเปิดทางเข้าให้กับหลินหยาง
ประตูทรงกลมพลันปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้าของเขาเส้นทางไปยังป้อมปราการโบราณตอนนี้ไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางแล้ว
“โห เปิดได้จริงด้วยแฮะ”
หั่วเอ๋อร์รีบเขมือบกองเนื้อฉลามเสือตรงหน้าทั้งหมดเข้าปากแล้วกลืนลงไปจากนั้นก็รีบบินมาอยู่บนไหล่ของหลินหยาง
ในที่สุดหนึ่งคนหนึ่งนกก็เดินเข้าไปถึงตรงหน้าของสุสานแห่งดวงดาวสุดลึกลับหลังนี้แล้ว
ข้างในนั้นจะมีความลับอะไรเก็บซ่อนอยู่บ้างนะ?
ประตูศิลาขนาดมหึมาไม่สามารถขวางทางเดินของหลินหยางได้ เขาใส่อักษรแห่งความว่างเปล่าอีกครั้งจากนั้นก็เดินเข้าไปข้างป้อมโบราณได้อย่างสบายใจเฉิบ
ทิวทัศน์ตรงหน้านี้ไม่ได้แตกต่างจากที่หลินหยางคาดเดาไว้เท่าไร
ที่นี่...เป็นเพียงแค่สุสานลวงตาที่เอาไว้ใช้ทำให้ผู้อื่นสับสนก็เท่านั้น
ทางเดินขนาดมหึมาเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นตรงด้านหน้าของหลินหยางเป็นถนนที่มีสีเขียวอมดำตลอดทั้งทาง
กำแพงสองข้างของทางเดินนี้มีโคมไฟทองแดงโบราณแบบเรียบง่ายติดอยู่ซึ่งบนนั้นมีเปลวเพลิงกำลังส่องแสงสว่างอยู่ทำให้สามารถมองเห็นทางเดินได้อย่างชัดเจน
หลินหยางเงยหน้าขึ้นไปดูโคมไฟเหล่านั้นก็พบว่าเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในนั้นก็คือเพลิงอัสนีสีม่วงแบบเดียวกับที่เก็บอยู่ในร่างกายของเขา
“ดูท่าทางแสงสว่างทั้งหมดในสุสานยักษ์นี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากเพลิงอัสนีม่วงนะ”
หลินหยางที่กำลังครุ่นคิดอยู่ในใจก็มองเห็นหั่วเอ๋อร์บินขึ้นไปบนกำแพงสูงที่อยู่ด้านหน้าโดยกำลังจ้องมองไปที่ภาพๆหนึ่งที่อยู่บนนั้น
“หลินหยางน้อย ที่วาดอยู่บนนี้คือรูปอะไร?”
หลินหยางมองเห็นภาพที่วาดอยู่บนกำแพงของทั้งสองฝั่งซึ่งกำแพงเหล่านี้ล้วนมีความสูงหลายสิบเมตรราวกับอยู่ในหุบเขาเล็กลูกหนึ่งก็ไม่ปานภาพวาดบนกำแพงเหล่านี้คงอธิบายได้แค่คำว่า ใหญ่โตมโหฬาร และให้ความรู้สึกที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ
ทางเดินนี้มีความยาวหลายร้อยเมตรภาพวาดบนกำแพงทั้งสองฝั่งเองก็ถูกวาดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งสองฝั่งเช่นกันดูเหมือนว่าจะกำลังเล่าถึงวีรกรรมอันทรงเกียรติของผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งอยู่
แต่พอหลินหยางลองสังเกตเนื้อหาของภาพวาดโดยละเอียดแล้วแววตาของเขาก็ดูหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“สถานที่บนภาพนี้คือที่ไหนน่ะ?”
จิตสำนึกของหลินหยางนั้นได้หลุดพ้นจากทวีปชี่อู่นานแล้วต่อให้เป็นภพภูมิที่สูงกว่านี้หน่อยก็ยังไม่สามารถทำให้เขาแสดงสีหน้าตกใจแบบนี้ออกมาได้
แต่ภพภูมิในภาพวาดที่ดูสมจริง ที่หลินหยางกำลังเห็นอยู่นั้นถึงกับทำให้บางอย่างที่อยู่ในส่วนลึกในวิญญาณของเขาเต้นระรัว
ในโลกนั้นไม่มีผืนดิน ใต้เท้ามีแต่ปุยเมฆ รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศอันแสนศักดิสิทธิ์มีทั้งต้นไม้ใบเขียวและดอกไม้สีสด มีสมบัติหายากเก็บอยู่มากมายบนแม่น้ำที่ไหลมาอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ล้วนเป็นเครื่องดื่มชั้นยอดอันหอมหวาน
นี่มันแผ่นดินของเซียนในตำนานชัดๆ เลยนี่
ระหว่างที่หลินหยางกำลังเดินไปนั้น เขาก็ยังได้เห็นทั้งมังกรพญาวิหคเพลิง และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นอสูรเทวะตัวเต็มวัยที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีกิเลน ปี้ซี่ (เต่าผสมมังกร) ปี้ฟัง (นกขาเดียว) และคุนเพิ๋ง (นกยักษ์ผสมปลายักษ์)ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัตว์อสูรเทวะที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งพวกมันต่างก็กระจัดกระจายตามจุดต่างๆ ในภาพราวกับพวกวัวแพะทั้งหลายที่ถูกเลี้ยงแบบปล่อยอยู่ในหุบเขาก็ไม่ปาน
ในนั้นมีทั้งชายหญิงซึ่งแต่งตัวแบ่งตามเพศถึงแม้จะดูระดับพลังไม่ออก แต่ดูจากท่าทางของแต่ละคน บรรยากาศอันไม่ธรรมดาแตกต่างจากสถานที่ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดต่อให้เอาไปเปรียบเทียบกับมังกรพวกนั้นแล้ว ก็ยังดูสง่างามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไรเลย
ตกลงแล้ว สถานที่แบบในภาพคือสถานที่แบบไหนกันแน่?
หรือว่ามันจะเป็นตำหนักเซียนบนสวรรค์ในตำนานนะ
หรือว่าบนโลกนี้จะมีเซียนจริงๆ
ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้น เหมือนมันจะมีภาพรางๆ เกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นอยู่แต่มันกลับเหมือนมีอะไรบางอย่างมาฝืนกดภาพของหลินหยางไว้จนทำให้นึกไม่ออก เขารู้สึกแค่ว่าทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นตรงหน้านี้ล้วนอยู่เหนือกว่าจินตนาการของเขาไปมาก
เขาเริ่มกวาดสายตาลงมา ภาพวาดที่อยู่บนกำแพงส่วนท้ายๆ เหมือนจะกำลังพูดถึงเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่จะสั่นคลอนโลกในภาพนั้นไปทั้งใบ
แต่เดิมแล้ว แผ่นดินของเซียนที่ว่านี้ก็ดูสงบเรียบร้อยดีเหล่าเซียนทั้งหลายสามารถอยู่ร่วมกับอสูรเทวะได้อย่างสงบแต่พอมาถึงจุดที่ภาพวาดมาถึงหนึ่งในสามแล้วท้องฟ้าในรูปนั้นพลันปรากฏเงามารสี่ดำที่มีขนาดมหึมาขึ้นถึงหกสายราวกับมารฟ้ากำลังจุติลงบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปานทำให้ภาพวาดรูปนี้เต็มไปด้วยการฆ่าล้างและการทรมานอันไร้ที่สิ้นสุด
มารร้ายเหล่านั้นแข็งแกร่งเกินไป
ทั้งมังกร ทั้งพญาวิหคเพลิง พออยู่ใต้เงื้อมมือของพวกมันแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับหนอนแมลงและไก่บ้านส่วนพวกมนุษย์เซียนสุดแกร่งทั้งหลายล้วนถูกฆ่าจนเต็มไปด้วยซากศพเรียงรายเต็มบริเวณนั้น โลหิตหลั่งไหลเจิ่งนองไปทั่ว
โลกทั้งใบได้ตกอยู่ในความหนาวเหน็บและความมืดมิดสิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนถูกสังหารสิ้นในวันสิ้นโลกนั้น
“สามารถทำการสังหารโหดในภพภูมิแบบนั้นได้... ความแข็งแกร่งของมารฟ้าทั้งหกตนนี้มันยากจะจินตนาการได้จริงๆ”
หลินหยางถึงกับร่ำร้องในใจด้วยความหวาดกลัว
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ว่าบางสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกในดวงวิญญาณของเขาที่กำลังเต้นระรัวแรงขึ้นเป็นอย่างมากเหมือนกับว่ามีความรู้สึกโกรธแบบบอกไม่ถูกค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วจิตใจของเขา
เขาดูรูปภาพเหล่านั้นต่อ
ความบรรลัยที่มารฟ้าหกตนนั้นก่อขึ้นยังคงดำเนินต่อไปอีกเป็นเวลานานแสนนานแต่พอถึงส่วนสุดท้ายจากสามส่วนของภาพแล้ว บนโลกที่กำลังตกอยู่ในวิกฤตนั้นอยู่ก็มีๆ ตัวตนอันแข็งแกร่งประดุจเทพเจ้าปรากฏขึ้น
ตัวตนอันทรงพลังนั่นถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางประกายแสงเทวะอันมหาศาลราวกับเป็นดวงดาวแห่งความหวังของโลกใบนั้น เขาปรากฏกายขึ้นบนโลกนั้นอย่างแข็งแกร่งไร้เทียมทานนำทัพเหล่าเซียนทั้งหลายที่ตกอยู่ในความหวาดกลัวให้เริ่มกลับมาสู้ศึกกับมารฟ้าทั้งหกตนนั่นอีกครั้ง
ศึกครั้งนั้น ไม่รู้ว่าใช้เวลานานกี่ขวบเดือน
ทำให้หลินหยางได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวของสงครามครั้งนั้นอย่างแท้จริง