กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่42:โอบกอดเทพธิดา

    ในตรอกแคบๆ อันเงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องเพียงรำไร เศษฝุ่นผงลอยคว้างในอากาศที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้อันดุเดือดเมื่อครู่


    เมื่อสติสัมปชัญญะของ นิชา กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ สิ่งแรกที่นางรับรู้คือสัมผัสอันแปลกประหลาด ร่างกายของนางแข็งค้าง นิ่งงันราวกับต้องมนตร์ศิลา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเพดานตรอกที่มืดสนิท มีชีวิตยืนยาวมานับพันปีในฐานะจ้าวตำหนักมารผู้ยิ่งใหญ่ นางมิเคยอนุญาตให้ผู้ใดล่วงล้ำกายหรือแตะต้องตัวตนอันสูงส่งของนางได้โดยง่าย ประหนึ่งหงส์ฟ้าที่มิยอมให้มลทินแปดเปื้อน


    แต่บัดนี้... นิชา กำลังถูกโอบกอดอย่างแนบแน่นโดยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง! อ้อมแขนอันแข็งแรงของเขากำลังรัดรึงร่างของนางไว้ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน และกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษเพศก็ปะทะเข้าจมูกของนางอย่างจัง!


    เนื้อตัวของนางสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนและแปลกใหม่เกินกว่าจะบรรยาย แม้ในอดีตกาล นิชา จะเคยดำรงอยู่ในร่างของบุรุษมาก่อน แต่นั่นก็เป็นเพียงร่างเด็กที่ยังไม่เติบโตเต็มวัย นางไม่เคยได้สัมผัสหรือรับรู้ถึงพลังชีวิตอันรุนแรง หรือกลิ่นอายอันทรงพลังของบุรุษเพศที่พัฒนาเต็มที่มาก่อนเช่นนี้ และกลิ่นกายของไท่เซวียนนั้น ยิ่งแตกต่าง จากบุรุษทั่วไปที่นางเคยรู้จักอยู่เล็กน้อย


    มันเป็นกลิ่นอายที่ทรงพลัง ลึกลับ คล้ายกับกลิ่นของมังกรโบราณ... กลิ่นอายของจ่าฝูงผู้แข็งแกร่ง! กลิ่นอายมังกรอันเข้มข้นนี้กำลังกระตุ้นสัญชาตญาณดั้งเดิม และ ความเป็นสตรีในร่างปัจจุบัน ของ นิชา อย่างรุนแรงตามแรงดึงดูดแห่งธรรมชาติ ดุจบุปผาที่พร้อมจะผลิบานเมื่อต้องแสงตะวันอันร้อนแรง


    ดวงตาสีนิลของนางสบเข้ากับดวงตาอันสับสนของไท่เซวียนที่กำลังจ้องมองมาอย่างตกตะลึงไม่แพ้กัน นิชา กัดริมฝีปากของตนเองแน่นจนห้อเลือด พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงและข่มความรู้สึกปั่นป่วนที่พลุ่งพล่านอยู่ในกาย ก่อนจะระเบิดโทสะทั้งหมดออกมาราวภูเขาไฟปะทุ! นางผลักดันร่างของไท่เซวียนออกไปอย่างสุดแรงเกิด!


    "ปล่อยข้าาา!!!"


    เสียงตวาดอันแหลมสูงและเกรี้ยวกราดราวกับความโกรธแค้นที่สั่งสมมานับพันปีดังก้องออกมาจากริมฝีปากบางของนาง จิตสังหารอันเย็นเยียบและเข้มข้นที่สุดเท่าที่ "นิชา" จะสามารถรีดเค้นออกมาได้จากร่างจำลองที่พลังถูกลดทอนนี้ แผ่พุ่งออกมาจากร่างของนางราวกับคลื่นพายุอันบ้าคลั่ง! นางต้องการให้บุรุษตรงหน้า...ผู้ที่บังอาจมาสัมผัสร่างกายอันสูงส่งของนาง...ต้อง มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน! ไม่เหลือแม้แต่ธุลี!


    ไท่เซวียนที่ถูกผลักกระเด็นออกไปจนหลังกระแทกกำแพง สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้อย่างชัดเจน! มันรุนแรงและน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าไอสังหารใดๆ ที่เขาเคยประสบมาในชีวิต! สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้เขารีบหนี! เขาไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว พลิกตัวแล้ววิ่งหนีออกจากตรอกนั้นไปอย่าง ไม่คิดชีวิต!


    "บังอาจนัก! เจ้าหนูตัวกระจ้อย! คิดจะหนีข้ารึ!" "นิชา" คำรามในลำคอ ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องเหยื่อ


    นางยกดาบในมือขึ้น เพลงดาบมารผลาญภพ...โลกันตร์สลายสิ้นถูกใช้ออกมาในทันที! คลื่นไอพลังเวทย์สีม่วงเข้มข้นพลันหล่อหลอมรวมตัวกันที่คมดาบของนาง เกิดเป็นเปลวเพลิงสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง! นางวาดดาบออกเป็นวง เปลวเพลิงสีม่วงนั้นยิ่งขยายตัวใหญ่ขึ้นมหาศาล ก่อนที่นางจะตวัดดาบส่งมันพุ่งตรงไปยังทิศทางที่ไท่เซวียนกำลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว!


    เปลวเพลิงสีม่วงอันร้อนแรงและทรงพลังทำลายล้างพุ่งแหวกอากาศไล่ตามหลังไท่เซวียนไปติดๆ! ไท่เซวียนที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตเหลียวหลังกลับมามองแล้วถึงกับหน้าซีดเผือด! เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางหลบพ้นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ทั้งหมดแน่! ด้วยสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนัก เขาตัดสินใจใช้ทักษะจากลูกแก้ววิญญาณที่ไม่ได้ใช้มานาน เป็นลูกแก้วประจำตัวที่เขาไม่เคยคิดจะใช้ฝึกฝนอย่างจริงจังมาก่อน


    วงแหวนรอยสักสีขาวจางๆ พลันปรากฏขึ้นที่แผ่นหลังของเขาอย่างรวดเร็ว ลูกแก้ววิญญาณสีเหลืองทองอร่ามที่ภายในมีเงาของมังกรโบราณกำลังส่องแสงเจิดจ้าจนบาดตา! "ทักษะเวทย์! จำแลงกายามังกร!!!"


    ตัดกลับมาที่อีกด้านหนึ่งของโลกมิติแห่งการทดสอบ...ก่อนหน้าไม่นาน


    ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ขณะที่ณิชา (ร่างต้น) กำลังเร่งฝีเท้าเพื่อจะไปรวมกลุ่มกับเชียร์ร่าและมารินตามจุดนัดหมาย จู่ๆ นางก็รู้สึกหน้ามืด วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ราวกับโลหิตในกายหยุดไหลเวียน โลกทั้งใบหมุนคว้าง ก่อนที่สติของนางจะดับวูบลงไปกองกับพื้นหญ้าอย่างหมดสติ!


    เวลาผ่านไปไม่นานนัก ณิชาก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความมึนงง นางพบว่ารุจีกำลังนั่งมองนางอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด


    "ณิชา! เจ้าฟื้นแล้ว! พระเจ้าช่วย! เป็นอะไรไปน่ะ!? อยู่ๆ ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ทำเอาข้า ใจหายวาบ หมดเลย!" รุจีรีบเข้ามาประคองณิชาให้ลุกขึ้นนั่ง ถามด้วยความเป็นห่วง


    "ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" ณิชาตอบเสียงแผ่ว นางยกมือกุมศีรษะที่ยังคงรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย "อยู่ๆ มันก็เหมือน...พลังงานในตัวมันหายไปเฉยๆ แล้วก็หน้ามืดไปเลย เหมือนถูกสูบวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น"


    ณิชาลองตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเองแล้วก็ต้องตกใจสุดขีด! พลังเวทย์ของนาง...จากเดิมที่เป็นจอมเวทย์ระดับ 2 ดาว บัดนี้กลับลดฮวบลงมาเหลือเพียงระดับ 1 ดาวเท่านั้น! ความรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังเข้าโจมตีจิตใจของนางอย่างหนักหน่วง 'นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่!?' นางนึกถึงการต่อสู้กับราตรีเมื่อไม่กี่วันก่อน


    ตอนนั้นนางยังสามารถต่อสู้ด้วยพละกำลังของจอมเวทย์ระดับ 2 ดาวได้อย่างเต็มที่ ทำให้สามารถรับมือการโจมตีของราตรีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ถ้าหากต้องปะทะกันในตอนนี้...ด้วยพลังที่เหลือเพียงเท่านี้...มันคงจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัวเป็นแน่!


    'แย่แล้ว...ถ้าพลังของข้าลดลงขนาดนี้ แล้วเชียร์ร่ากับมารินล่ะ? พวกนางจะเป็นอย่างไรบ้าง?' ณิชาคิดด้วยความเป็นห่วงเพื่อน 'ข้าต้องรีบไปสมทบกับพวกนางให้เร็วที่สุด!'


    แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ออกเดินทางต่อ เสียงอันคุ้นเคยและน่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากรอบทิศทาง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนที่นางไม่อยากจะเจอหน้ามากที่สุด! ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด!


    "นั่นไง! นางณิชาอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย! พันธมิตรของเราแจ้งข่าวมาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย!"


    ร่างของกลุ่มคนจากตระกูลวรกุลทั้งเจ็ดคนค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาใช้เป็นที่ซุ่มซ่อน ทุกคนมีอาวุธครบมือและมีแววตามุ่งร้าย ดุจฝูงหมาป่าล้อมลูกแกะ


    คุณชายใหญ่แห่งตระกูลวรกุลเดินนำออกมาข้างหน้า ยิ้มอย่างสุภาพแต่แฝงไปด้วยคำขู่เล็กน้อย "แม่นางณิชา เรามาที่นี่เพื่อเจรจา หากแม่นางยอมตกลงปลงใจมาเป็นสะใภ้ของตระกูลวรกุล ความขัดแย้งที่เคยมีมาระหว่างเราทั้งหมดจะถือเป็นอันยุติ และทางตระกูลของเราก็ยินดีที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือแม่นางทุกอย่างในฐานะว่าที่...นายหญิงแห่งตระกูลวรกุลในอนาคต"


    ในช่วงแรกที่คุณชายใหญ่กล่าวถึงการเป็นสะใภ้ คุณชายเจ็ดที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับยิ้มร่าออกมาด้วยความดีใจ แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายที่ว่า "นายหญิงแห่งตระกูลวรกุลในอนาคต" รอยยิ้มของเขาก็พลันแข็งค้าง เขารู้สึกได้ถึงความไม่ปกติบางอย่างในคำพูดของพี่ชาย


    "ท่านพี่ใหญ่! ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน!?" คุณชายเจ็ดถามเสียงแหลมด้วยความไม่พอใจ


    "ก็หมายความตามที่ข้าพูดนั่นแหละ เจ้าเจ็ด" คุณชายใหญ่หันไปมองน้องชายด้วยสายตาเย็นชาปนสมเพช "แม่นางณิชามีความงดงามและความสามารถที่คู่ควรจะเป็นนายหญิงของตระกูลเรา มิใช่เป็นเพียงของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวของเจ้า เจ้ามันก็แค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม"


    "แต่ท่านพ่อทรง..." "เรื่องนี้ข้าจะเป็นผู้กราบทูลท่านพ่อด้วยตนเอง เจ้ามิต้องกังวล" คุณชายใหญ่ตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมามองณิชาด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงแฝงความคาดหวังและอำนาจ


    สำหรับคุณชายใหญ่นั้น เขาตกหลุมรักณิชาตั้งแต่แรกเห็นในความงามและความเด็ดเดี่ยวของนาง เขาต้องการครอบครองสตรีผู้นี้เพื่อเติมเต็มชีวิตอันสมบูรณ์แบบของเขา เพียงแต่ก่อนหน้านี้ ท่านพ่อของเขาเอาแต่ตามใจเจ้าเจ็ดน้องชายคนเล็กมาโดยตลอด เขาจึงได้แต่เฝ้ารอคอยโอกาส และในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงในวันนี้


    สำหรับสามัญชนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นณิชา การได้มาเป็นคุณหญิงของตระกูลชนชั้นสูงย่อมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมิอาจคาดหวังได้ เขาคิดว่าณิชาจะดีใจและรีบตอบตกลงในข้อเสนออันแสนหวานนี้ แต่...นางกลับมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เย็นชาและแฝงความดูถูกดูแคลน เหยียดหยามศักดิ์ศรีของเขาอย่างไม่ปิดบัง!


    "ข้อเสนอของท่าน..." ณิชาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย็นชาไม่แพ้กัน "...ข้าคงต้องขอปฏิเสธ วาสนาอันสูงส่งเช่นนั้น ข้ามิกล้าอาจเอื้อม"


    "เหตุใดกัน!?" คุณชายใหญ่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจระคนแปลกใจ "นี่คือโอกาสที่สตรีใดในใต้หล้าต่างก็ปรารถนา! การได้เป็นนายหญิงแห่งวรกุลเชียวนะ! หรือเจ้าเห็นตระกูลข้าเป็นสิ่งใด!"


    "เอาข้าไปเป็นภรรยา... ท่านกำลังละเมอเพ้อพกอยู่หรือกระไร?" ณิชามองตรงไปยังคุณชายใหญ่ ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายมองบุรุษผู้นี้เป็นตัวตลก (นางเลียนแบบกิริยาของนิชาโดยไม่รู้ตัว)


    "เจ้า!" คุณชายใหญ่โกรธจนหน้าเขียว เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "บังอาจนัก! นังเด็กสามัญชนปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! กล้าดียังไงมาปฏิเสธความหวังดีของข้า! และยังกล้ามามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้อีก! ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ว่านรกมีจริง!"


    เหล่าน้องชายและน้องสาวคนอื่นๆ ของตระกูลวรกุลที่ยืนฟังอยู่ต่างพากันแสยะยิ้มด้วยความดีใจที่คุณพี่ใหญ่ผู้สง่างามของพวกตนจะลงมือสั่งสอนนังสามัญชนปากดีคนนี้เสียที ส่วนคุณชายเจ็ดนั้นรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่เรื่องราวไม่เป็นไปอย่างที่ตนกังวลในตอนแรก


    แต่แล้วยังไม่ทันที่คุณชายใหญ่จะได้ลงมือสั่งสอนณิชาตามที่ลั่นวาจา เสียงทุ้มอันทรงอำนาจและเสียงหวานที่แฝงความเย่อหยิ่งก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน!


    "ช้าก่อน! ท่านคุณชายใหญ่แห่งวรกุล เรื่องของแม่นางณิชาผู้นี้ ดูเหมือนจะมิใช่ธุระของตระกูลท่านแต่เพียงผู้เดียวกระมัง? อย่าได้ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเกินงามไปหน่อยเลย"


    คุณชายอัคคีแห่งตระกูลรัชโยธิน ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ เขาเดินตรงเข้ามาหาณิชา "แม่นางณิชา ข้าอัคคี รัชโยธิน ได้ยินกิตติศัพท์ความงามและความเก่งกาจของท่านมานาน หากท่านตกลงปลงใจมาเป็นศรีภรรยาของข้า ข้าสัญญาว่าจะจัดการเหล่าสวะพวกนี้ให้พ้นทางท่านเอง! ตระกูลวรกุลรึ? หึ! มิได้อยู่ในสายตาข้าแม้แต่น้อย!"


    "โฮะๆๆ! ช่างพูดจาได้น่าฟังเสียจริงนะเจ้าคะ ท่านอัคคี ปากหวานราวกับเคลือบน้ำผึ้ง" คุณหนูดาราแห่งตระกูลนันทกุล ผู้หยิ่งผยองและงดงามไม่แพ้กัน ก้าวตามออกมา นางมองไล้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของณิชาด้วยแววตาวาวโรจน์ ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากอิ่มของตนเองอย่างมีความหมาย


    "แต่ดูเหมือนว่าแม่นางณิชาผู้นี้ จะมีบางอย่างที่ น่า ลิ้มลอง ยิ่งกว่าการเป็นแค่ศรีภรรยาของบุรุษผู้ใดนะเจ้าคะ... เรือนร่างอันงดงามเช่นนี้ หากได้มาอยู่ใต้การ ดูแล ของข้า คงจะน่าสนุกไม่น้อย

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess) ที่คุณอ่าน