ตอนที่ 8 เจรจากับคณะละคร
ทั้งสองพลิกเปิดไปมาอยู่หลายรอบ โดยเฉพาะหัวหน้าคณะละครที่ชื่นชอบเป็อย่างยิ่ง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องอย่างไม่ละสายตา
เถ้าแก่โรงน้ำชาก็แอบอุทานอย่างตื่นตะลึงด้วยเช่นกัน เนื้อเื่ข้างในพลิกแพลงไปมาหลายตลบ หลุมพรางนั้นทำให้คนอ่านรู้สึกทนไม่ไหว คันยุบยิบในใจ แม้เขาจะไม่ได้หลงใหลเฉกเช่นเดียวกับหัวหน้าคณะละคร แต่สายตาที่มองไปยังถงเชียนกลับมีความเอาจริงเอาจังมากขึ้น
ดูท่าแล้ว สตรีผู้นี้ คงจะมีฝีมือจริงๆ
หัวหน้าคณะละครผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังในอำเภออวิ๋นหยาง คณะละครก็ถือเป็อันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน เมื่อเทียบกับเขา ในด้านบทละครพื้นบ้านนี้ เถ้าแก่โรงน้ำชาก็เป็แค่พวกมือใหม่ เท่านั้นเอง
เมื่อเห็นเขาตอบสนองด้วยท่าทีที่ดีอกดีใจเช่นนั้น ในใจจึงรู้สึกว่าตนนั้นด้อยกว่า
ถงเชียนยื่นมือขาวเนียนออกมา ดึงสมุดเล่มนั้นไป
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ...”
หัวหน้าคณะละครยกมือคว้ากลางอากาศ พยายามดึงมันไว้
มองถงเชียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า จากนั้นเคลื่อนสายตามองไปยังสมุดเล่มนั้นแล้วพูดประจบ “คุณหนูให้ข้ายืมอ่านสักหน่อยได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
ใบหน้าของถงเชียนมีรอยยิ้มอยู่ตลอด แต่คำพูดที่พ่นออกมากลับทำให้หัวหน้าคณะละครหนาวกึ่งหนาวเหน็บ
“ถ้าอย่างนั้น...” หัวหน้าคณะละครถูฝ่ามือไปมา กำลังจะเอ่ยปาก
“เถ้าแก่ เกิดเื่ใหญ่แล้ว” เด็กรับใช้จากโรงน้ำชามีสีหน้ารีบร้อน วิ่งจากด้านนอกเข้ามาอย่างตื่นตระหนก “มีลูกค้าหลายคนอยากฟังแม่นางอวิ๋นร้องเพลงจนทะเลาะวิวาทกันขึ้นมาแล้ว”
พอเถ้าแก่โรงน้ำชาได้ยิน ก็รู้ตัวว่าต้องไปแล้ว ทว่าดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ ชะงักไป ดวงตาเล็กคู่นั้นมองไปยังถงเชียน
เด็กรับใช้มองตามสายตาเขาไป เจอเข้ากับถงเชียน จึงได้ทักทายคุณหนูถงด้วยความเคารพ
ถงเชียนพยักหน้าเล็กน้อย
หัวหน้าคณะละครที่อยู่ด้านข้างชำเหลืองตามองภาพนี้แล้วแอบครุ่นคิดในใจ เด็กรับใช้ของเถ้าแก่ถือดีมาตลอด แต่มาวันนี้กลับมีท่าทีเช่นนี้ต่อนาง ต้องมีเื้ัแน่นอน
สีหน้าถงเชียนไม่เปลี่ยนเลยสักนิด “เช่นนั้นก็ให้พวกเขาตีกันเถอะ ถ้าจะให้ดีก็ไปตีกันที่จวนท่านเ้าเมือง”
เมื่อสิ้นเสียง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงกันหมด ราวกับไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“นี่? ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่…”
อย่างไรก็ตามเถ้าแก่โรงน้ำชาที่เผชิญความลำบากในแวดวงการค้ามายาวนาน จึงรู้สึกตัวค่อนข้างเร็ว แยกแยะหนักเบาได้อย่างชัดเจน
“มีสิ่งใดไม่เหมาะสม? เื่ที่เกิดขึ้น อาจทำให้ชื่อเสียงโด่งดังไปแล้ว สูงสุดก็ไม่พ้นต้องชดใช้เงินนิดหน่อย สำหรับโรงน้ำชาท่านมันจะสักเท่าไหร่กันเชียว?”
ถงเชียนที่ดูเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มกำลังมองเขา เถ้าแก่โรงน้ำชาไม่เข้าใจความหมายของนางอยู่สักพักใหญ่ จะไปก็ไม่ไปจะอยู่ก็ไม่อยู่
“เ้าไปบอกพวกเขา ถ้าอยากลงมือก็ให้ย้ายไปตีกันที่กว้างๆ หน่อยทะเลาะกันเสียให้พอ ถ้ายังก่อความวุ่นวายอยู่ ลูกสมุนของโรงน้ำชาเองก็ไม่ใช่พวกกินหญ้า หากสามารถเปลี่ยนจากการต่อสู้มาเป็ความสงบได้ก็จะดีมาก เพื่อเป็การแสดงความบริสุทธิ์ใจ” ถงเชียนยื่นบทละครพื้นบ้านเล่มนั้นให้ไป “นำไปคัดลอก หนึ่งคนต่อหนึ่งเล่ม”
หัวหน้าคณะละครเห็นนางทำเช่นนี้ ก็รีบเกาหัวอย่างจนปัญญา ราวกับถูกมีดคว้านที่หัวใจ
“คุณหนูขายบทละครพื้นบ้านเล่มนี้ให้ข้าเป็อย่างไร? ข้าจะให้เ้าห้าตำลึงเงิน” เขายื่นฝ่ามือออกมา
แม้แต่คนที่หนักแน่นอย่างจี้ซิวผิง ได้ยินแล้วยังอดมองแวบหนึ่งไม่ได้
ห้าตำลึงเงิน นี่เป็จำนวนเงินที่ครอบครัวเกษตรกรเก็บเงินถึงสองปีก็ยังไม่ได้เลย
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบทละครพื้นบ้านเล่มหนึ่ง จะมีค่ามากมายขนาดนี้
ทว่าร่างของหญิงสาวกลับไม่ขยับเลยสักนิด สีหน้าเรียบเฉย ไม่มีคลื่นโหมกระหน่ำในดวงตาแม้แต่น้อย
เมื่อััได้ถึงสายตาที่มองมา ถงเชียนจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เจอเข้ากับสายตาของจี้ซิวผิง
จี้ซิวผิงคงนึกไม่ถึงว่านางจะมองมากะทันหันเช่นนี้ ใบหน้าหล่อเหล่างามสง่าจึงเป็สีแดงระเรื่อ
“สามี ท่านลองบอกหน่อยสิ หากขายบทละครพื้นบ้านเล่มนี้ห้าตำลึงเงินนี่ขาดทุนหรือไม่?”
“เอ่อ...” จี้สิวผิงอึ้งไปสักพัก ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก กลับเห็นสายตาสื่อความนัยที่ถงเชียนส่งมา
ทันใดนั้นจึงเข้าใจ คำที่เกือบจะพูดออกไปแปรเปลี่ยนเป็ “ไม่ต้องเอ่ยถึงห้าตำลึง ต้องห้าสิบตำลึงสิ ถึงจะคุ้มค่า”
ราวกับได้ยินเสียงลมหายใจที่ข้างหู ได้ฟังเช่นนี้หัวหน้าคณะละครก็เกือบจะลมล้มกองกับพื้น เขากรอกตาเป็วงกลม แบมือทั้งสองข้างออก “ห้า...ห้าสิบตำลึง?”
เพียงชั่วพริบตาเดียวคณะละครบทเวทีก็เงียบเป็เป่าสาก
แม้แต่เถ้าแก่โรงน้ำชาที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ยังรู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ได้ใจนเกินไป
อย่างไรเสียเขาก็เคยเห็นความสามารถของสตรีผู้นี้ พอคิดถึงจุดนี้ ก็แอบเช็ดเหงื่อเงียบๆ
“เถ้าแก่” เสียงของถงเชียนค่อยๆ ดังขึ้น เถ้าแก่โรงน้ำชาขนลุกชันขึ้นมาทันที เงยหน้ามองก็เห็นนางกำลังมองตนอย่างละเอียด
เขาแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ว่า “คุณหนูถงมีความเห็นเช่นไร?”
“ก่อนหน้านี้โรงน้ำชามีรายรับเดือนหนึ่งเท่าใด?”
เถ้าแก่โรงน้ำชาคิดไตร่ตรองอยู่สักพัก “ราวๆ สามสิบตำลึง”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“เพิ่มขึ้นเป็สามเท่า” เถ้าแก่โรงน้ำชามีสีหน้าที่ยินดี ไม่ลืมยกความดีความชอบให้นาง “เป็เคราะห์ดีที่ได้คุณหนูถง”
ถงเชียนค่อยๆ หลุบตาลงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ จากนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เถ้าแก่เองก็คิดว่าห้าสิบตำลึงนี้แพงเกินไปอย่างนั้นรึ?”
เถ้าแก่โรงน้ำชาเงียบไป ตนเองรู้ดีว่าเวลานี้ควรพูดหรือไม่ควรพูดสิ่งใด จึงแสดงความปลิ้นปล้อนเยี่ยงคนทำการค้าออกมาอย่างเต็มที่ “อย่าเอ่ยว่าแพงเลย ต่อให้แพงกว่านี้อีกสักนิด ก็ต้องดูว่าบทละครพื้นบ้านนี้อยู่ในมือใคร?” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาจงใจหยุดสักพัก หางตาเหลือบมองหัวหน้าคณะละคร แล้วกล่าวต่อไปว่า “หากพบกับผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับมัน ไม่อาจทราบได้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่าหรือไม่ แต่หากเจอคนที่ไม่มีความรู้แล้วล่ะก็...”
คนที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออกว่าเขาพูดกับใคร เถ้าแก่โรงน้ำชาหยุดกล่าว แล้วยืนอยู่ด้านข้าง
แสดงตัวเป็คนมีน้ำใจช่วยเข็นเรือไปตามน้ำ
ถงเชียนยิ้ม คนผู้นี้ไม่ต้องให้บอกก็รู้ว่าควรทำอย่างไร ช่วยให้นางไม่ต้องสิ้นเปลืองหัวคิดไปมากเลยทีเดียว
หัวหน้าคณะละครหน้าขาวซีด ดูย่ำแย่มาก
“หากคิดว่าข้าโลภมากอยากได้เงินจากท่าน เช่นนั้นพูดไปก็ไร้ประโยชน์ โชคดีที่ข้ายังมีส่วนแบ่งสามสิบจากโรงน้ำชา เงินแค่นี้คงไม่ถึงกับเสียหน้ากระมัง บทละครพื้นบ้านราคานี้คุ้มค่าหรือไม่ ท่านคงรู้อยู่แก่ใจดีสินะ?”
ถงเชียนขยับตัวเปลี่ยนเป็ท่านั่งสบายๆ ยิ้มเล็กน้อย นางไม่เสียเวลาพูดให้มากความ เอ่ยถามตามตรง “ท่านจะทำการค้าครั้งนี้หรือไม่?”
คณะละครแห่งนี้เปิดมาแล้วสิบกว่าปี ถือได้ว่ามีชื่อเสียง ตอนแรกเริ่มนั้นเจริญเฟื่องฟู่เป็อย่างมาก แต่พอนานวันเข้า ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายและเปลี่ยนเป็เสียดสีแทน คณะละครจึงเริ่มตกต่ำลง
กิจการในปัจจุบันไม่รุ่งเรือง จึงทำให้มีนักแสดงเอกจากไปหลายคน ต่อมาจึงฝืนใจทำไปให้รอด แต่ก็ยังไม่รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน
หัวหน้าคณะละครขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดอย่างละเอียด หากเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะรักษาไว้ได้อีกไม่นาน แต่ราคานี้...
สูงอยู่บ้างจริงๆ
เขาเงยหน้ามองคณะละครบนเวที แม้จะต้องแยกจากกันแล้ว แต่ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
เสาไม้ทาสีแดงตรงหน้าเวทีก็เริ่มจางลงเผยให้เห็นถึงความทรุดโทรม
ถงเชียนพินิจมองบรรยากาศโดยรอบ แล้วจึงเก็บสายตากลับ
“ข้ามีความคิดหนึ่ง” จี้ซิวผิงค่อยๆ ก้าวมาข้างหน้าด้วยบุคคลที่โดดเด่น “มิสู้ท่านหัวหน้าคณะร่วมมือกับเถ้าแก่โรงน้ำชา? อันดับแรกสามารถแก้ไขเื่เร่งด่วนนี้ได้ อันดับสองมีละครให้ร้อง อย่างน้อยก็ไม่ต้องย่ำแย่เหมือนอย่างปัจจุบันนี้”
คำพูดของเขาสุภาพนุ่มนวล รวมถึงกลิ่นอายสง่างามทรงความรู้เยี่ยงบัณฑิตที่แผ่กระจายอยู่รอบตัวเขา คำที่พูดออกมาจึงน่าเชื่อถือกว่าคนอยู่ข้างๆ เล็กน้อย
เมื่อสิ้นเสียง หัวหน้าคณะละครใช้มือไพล่หลังแล้วเดินไปเดินมา เห็นได้ชัดว่ากำลังลังเล
“ลองเช่นนี้ดูเป็ไง” ถงเชียนหยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันไปมองเถ้าแก่โรงน้ำชา “ให้ส่วนแบ่งเขายี่สิบ แล้วรับเข้าเป็หุ้นส่วน”
ส่วนแบ่งยี่สิบ?
เถ้าแก่โรงน้ำชามีหน้าที่คาดไม่ถึง แค่นางคนเดียวก็หักส่วนแบ่งไปสามสิบแล้ว อีกยังมีมาเพิ่มอีก เขาย่อมรู้สึกปวดใจเป็ธรรมดา