“อย่างนั้นเหรอ...พวกเจ้ากำลังตามหาคนอยู่สินะ?”
อีธานซึ่งเป็นชายชราหูแมวแต่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าสมาพันธ์นักเดินทางลูบเคราสีขาวขณะที่กำลังครุ่นคิด
“เรื่องนี้ข้าคิดว่าพอจะช่วยได้อยู่...”
เขาพึมพำ จำนวนนักเดินทางนั้นมีอยู่แทบจะครึ่งหนึ่งของประชากรในเมือง ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องข่าวสารละก็คงไม่มีที่ไหนเร็วกว่าที่สมาพันธ์นักเดินทางของเขาอีกแล้ว
“...ต้องการอะไรตอบแทนล่ะ?”
ไป่ฟานเซียนจิบน้ำเข้าไปอึกหนึ่งขณะที่ถามนางไม่เชื่อว่าจะมีใครที่ไหนไม่รู้มาช่วยคนที่พึ่งเคยเห็นโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
อีธานที่ได้ยินหัวเราะโฮ่ๆอย่างที่คนแก่ชอบทำกันแม่หนูสองคนนี่ดูฉลาด ดังนั้นเขาจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป
“พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องหมู่บ้านลับในป่าต้องห้ามหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยืนชื่อนี้ ป่าต้องห้ามก็คือป่าที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองชายแดนส่วนหมู่บ้านต้องห้ามนั่นถ้าคาดเดาไม่ผิด
มันน่าจะเป็นหมู่บ้านของอู๋เจี่ย!
“มีข่าวลือว่าที่หมู่บ้านนั่นมีหมอที่รักษาได้ทุกโรคอยู่คนหนึ่ง...แต่ตัวตนของเขาเป็นปริศนา”อีธานพูดเสียงเบา เขาเองก็กำลังสังเกตท่าทีของหญิงสาวทั้งสองคนนี้เหมือนกัน
“...ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” ไป่ฟานเซียนปฏิเสธโดยไม่มีท่าทีพิรุธ
แต่มันกลับทำให้อีธานหัวเราะขำเบาๆแล้วส่ายหน้า
“ข้ารู้อยู่แล้วน่าว่าพวกเจ้าเป็นมนุษย์”
คำกล่าวกะทันหันของชายชราสามารถทำให้ไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาตื่นตัวได้ในทันที พวกนางสองคนปล่อยแรงกดดันบางเบาออกมาขณะที่จับจ้องไปยังชายชรา
อีธานที่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังมหาศาลที่กำลังกดทับตัวเองอยู่ก็เหงื่อตกเขารีบแสดงท่าทีบริสุทธิ์ใจออกมาพร้อมกับรีบโบกไม้โบกมือ
“ใจเย็นๆข้าไม่ใช่ศัตรูของพวกเจ้า ข้ารู้จักอู๋เจี่ยดี อุปกรณ์ปลอมตัวที่พวกเจ้าใช้อยู่นั่นข้าก็เป็นคนช่วยเขาสร้างและพัฒนา”
เมื่อได้ยินชื่อที่คนปกติไม่น่าจะรู้จักทั้งสองคนก็สลายแรงกดดันไปแต่สายตาก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยปะปนอยู่
“ข้าสนิทสนมกับเขามาหลายปีแล้วเขาเป็นผู้มีประคุณช่วยชีวิตข้าเอาไว้เชียวนะ” อีธานขยับคอเสื้อออกทำให้สามารถมองเห็นบาดแผลเป็นทางยาวที่อยู่กลางหน้าอกของเขาได้
“ในตอนนั้นถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ ข้าคงตายไปแล้วล่ะ”
ชายชราถอนหายใจกับเรื่องในอดีต
ไป่ฟานเซียนจับจ้องอีธานอยู่ครู่หนึ่งทั้งท่าทางและน้ำเสียงของเขาบ่งบอกได้ว่าเขาไม่น่าจะโกหก
“เมื่อครู่ข้าแค่ทดสอบดูเท่านั้น แปลว่าพวกเจ้าเจออู๋เจี่ยแล้วสินะ?”อีธานเปลี่ยนเรื่อง เขาถามต่อในสิ่งที่ตัวเขากำลังสนใจ
“ข้าเคยคิดว่าอู๋เจี่ยจะเป็นมนุษย์คนสุดท้าย ดีจริงๆที่ยังมีพวกเจ้าอยู่ด้วย”
สายตาของอีธานเต็มไปด้วยความสุข เซี่ยซูเหยาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป“คุณยังศรัทธาในมนุษย์อยู่เหรอคะ?”
“แน่นอนสิ! มนุษย์คือผู้ที่สั่งสอนและมอบความรู้ให้เรา ทั้งชีวิตนี้ข้ายังเคยถูกมนุษย์ช่วยไว้อีกแล้วจะไปเกลียดชังมนุษย์ได้ยังไง?”
ชายชราตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆเป็นเครื่องยืนยัน
“แบบนี้แปลว่าสหายของพวกเจ้าก็เป็น?”
อีธานเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างคร่าวๆแล้ว ทั้งยังประหลาดใจที่ได้รู้ว่ายังมี “มนุษย์”อีกหลายคนในโลกนี้ด้วย
“ข้าจะช่วยพวกเจ้าก็แล้วกัน วางใจได้เลย สายข่าวของสมาพันธ์นักเดินทางน่ะดีที่สุดในโลกนี้แล้ว”
ชายชรายืนขึ้นเขาหยิบเอาการ์ดขึ้นมาใบหนึ่งส่งให้ไป่ฟานเซียน
“ถ้าพวกเจ้ามีปัญหาก็มาหาข้าได้ที่สมาพันธ์ เรื่องสหายของเจ้าไม่ต้องห่วงถ้ามีข่าวคราวอะไรข้าจะมาหาเจ้าที่นี่เอง”
เมื่อพูดจบเขาก็โบกมือลาแล้วจากไปไป่ฟานเซียนมองบัตรในมือโดยที่ไม่มีใครรู้ว่านางคิดอะไรอยู่
ในคืนนั้นขณะที่อู๋เจี่ยกำลังนั่งศึกษาโอสถอยู่ในห้อง อยู่ๆเขาก็สะดุ้งโหยงเมื่อด้านข้างของเขาอยู่ๆก็ปรากฏร่างของไป่ฟานเซียนขึ้นมาจากเงามืดกะทันหัน
“มาก็ให้สุ้มให้เสียงกันหน่อยสิ...”
อู๋เจี่ยถอนหายใจ ปกติเขาอาศัยอยู่คนเดียวมานานจึงไม่คุ้นเคบกับการสนทนากับคนอื่นในตอนกลางคืนแบบนี้
“เจ้ารู้จักชายชราที่ชื่ออีธานหรือไม่?” ไป่ฟานเซียนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเป็นธรรมชาตินางหันไปสนใจโอสถในหม้อที่กำลังร้อนได้ที่
“อีธาน? นี่พวกเธอเจอเขาแล้วเหรอ?”
อู๋เจี่ยประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าสองสาวที่พึ่งเข้าเมืองไปวันเดียวจะบังเอิญไปพบกับคนรู้จักเพียงไม่กี่คนของเขาได้
“แปลว่าเจ้ารู้จักจริงๆสินะ...”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้า นางกำลังจะหันหลังจากไปแต่ก็ถูกอู๋เจี่ยเบรกเอาไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อน แล้วพวกเธอได้ข่าวอะไรบ้างหรือยัง?” ชายกลางคนถาม
“...ตอนแรกข้าคิดจะอยู่ที่เมืองนี้แค่สักสองสามวัน แต่ถ้าชายที่ชื่ออีธานเชื่อถือได้การปล่อยให้เขาจัดการให้อาจจะรวดเร็วกว่า”
ไป่ฟานเซียนตอบนางจัดการเปลี่ยนกำหนดการก่อนหน้านี้นิดหน่อย กลายเป็นนางเลือกที่จะปักหลักอยู่ในเมืองชายแดนนี้แทน
“ถ้าเขาบอกว่าจะช่วยก็คงจะช่วยได้จริงๆนั่นแหละ”
ไป่ฟานเซียนหันหลังอีกครั้งคราวนี้นางจะจากไปจริงๆ เซี่ยซูเหยาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านางจากมาแต่ก่อนจะไปนางก็หันไปพูดกับอู๋เจี่ยทิ้งไว้ประโยคหนึ่ง
“สัดส่วนของหญ้าธรณีของเจ้ามันผิดเพี้ยนไปนิดหน่อย...ลดลงมาหนึ่งในสามจะดีกว่า”
เมื่อพูดจบนางก็ไม่หันหลังกลับมาอีก ทิ้งไว้เพียงอู๋เจี่ยที่กำลังตกตะลึงจนโอสถในหม้อกำลังจะระเบิดเขาจึงจะรู้สึกตัว
หลังจากวันนั้นในเมืองชายแดนแห่งนี้ ชื่อเสียงของ“สองพี่น้อง” ก็เริ่มจะโด่งดังขึ้นมาในช่วงข้ามคืน
เพราะความงดงามของพวกนางทำให้ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็จะเกิดเรื่องขึ้นมาเสียทุกครั้ง แต่ไม่ว่าจะครั้งใดผู้คนที่มาวุ่นวายกับพวกนางก็จะล้มลงไปทุรนทุรายกันเสียทุกคนโดยที่ไม่รู้สาเหตุและหาหลักฐานมาเอาผิดพวกนางไม่ได้
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องใต้ดินและเป็นพรรคพวกกัน พอได้ยินว่าเพื่อนหรือลูกน้องของตนโดนทำร้ายก็ตามมาแก้แค้นไม่หยุดหย่อน
แต่ยังดีที่พอยิ่งนานวันเข้า ก็เริ่มจะไม่มีใครกล้ามายุ่ง กระทั่งระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนผ่านไปพวกนางทั้งสองก็แทบจะกำราบเอาโลกใต้ดินทั้งหมดของเมืองเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าได้เป็นผลสำเร็จ
เวลาที่พวกเขาเจอไป่ฟานเซียนก็จะรีบเข้ามาหาและเรียกด้วยความเคารพว่า “อาเจ๊ใหญ่”
ส่วนยามที่เจอกับเซี่ยซูเหยาพวกเขาจะเรียกว่า “อาเจ๊รอง” แทน
เพราะมีพวกนางคอยปรามอยู่ตลอดทำให้พวกคนที่ทำงานใต้ดินเหล่านั้นไม่สามารถออกมาสร้างปัญหาให้ชาวเมืองได้ ความแข็งแกร่งและยุติธรรมนั้นทำให้ทั้งสองคนถูกนับหน้าถือตาจากคนเป็นจำนวนมาก ชื่อเสียงของพวกนางเริ่มแพร่กระจายไปยังเมืองข้างเคียง
ระหว่างนี้อีธานก็แวะเวียนมาหาพวกนางบ้างเป็นบ้างครั้ง แต่ละครั้งที่เขามาส่วนมากจะเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการพบมนุษย์ตามที่ต่างๆบ้าง หรือพบเข้ากับบุคคลที่แปลกประหลาดบ้าง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ยังไม่ใช่พรรคพวกที่นางตามหา
ไป่ฟานเซียนที่ใจเย็นลงไปครั้งหนึ่งก็เริ่มจะใจร้อนขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน
จนกระทั่งวันหนึ่งอีธานที่ควรจะทำงานอยู่ที่สมาพันธ์กลับรีบร้อนวิ่งมาหาพวกนางถึงห้องพักตั้งแต่ช่วงสายๆ เซี่ยซูเหยาที่ไปเปิดประตูให้ประหลาดใจกับท่าทางตื่นตระหนกของชายชรา
“มีข่าวอะไรหรือเปล่าคะ?”
เซี่ยซูเหยาถามอย่างตื่นเต้น แม้แต่ไป่ฟานเซียนที่จิบชาอยู่ตรงระเบียงห้องพักก็หันมามองเช่นกัน
“มันไม่ใช่ข่าวจากสมาพันธ์นักเดินทางหรอก....”
อีธานไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี เขาเข้ามาในห้องของทั้งสองคนแล้วพยายามเรียบเรียงคำพูด
“แต่เป็นข่าวจากฝ่ายปกครองเมือง ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นที่ชายแดนเร็วๆนี้”
ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วเรื่องสงครามระหว่างทั้งสองเผ่าพันธุ์นั้นนางค่อนข้างคร้านที่จะใส่ใจมาโดยตลอดแม้แต่ในยามนี้ก็เช่นเดียวกัน นางจึงหันไปสนใจชาในมือที่กำลังร้อนๆต่อ
“จากส่ายข่าวที่ฉันได้ข้อมูล ดูเหมือนทางเผ่าหูสุนัขจะไปได้ตัวตนที่แข็งแกร่งคนใหม่มาหลายคนพวกเขาถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ กุนซือ และผู้ช่วยแม่ทัพในเวลาไม่นาน”
อีธานหยิบกระดาษข้อมูลออกมา
“แม่ทัพคนใหม่นี่แข็งแกร่งมากๆ เขามีกุนซือที่เชี่ยวชาญการบริหารกับผู้ช่วยที่น่าจะเป็นชายชราคอยช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของพวกเขาเลยพวกเขาจะใส่หน้ากากปิดหน้าและใส่เสื้อคลุมสีดำทึบเอาไว้ตลอด”
พอมาถึงตรงนี้ทั้งไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาเริ่มหันมามองหน้ากัน พวกนางรู้สึกว่าทั้งสามคนนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาด
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
“ที่สำคัญคือบนหน้ากากของพวกเขาสลักคำว่า“ไป่” เอาไว้...เจ้าว่าพวกเขาจะใช่พรรคพวกของเจ้าหรือเปล่า?”
อีธานอ่านข้อมูลทั้งหมดจบก็หันมามองทางไป่ฟานเซียนด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“เจ้ารู้ที่อยู่ของพวกเขาหรือไม่?”
ไป่ฟานเซียนถาม
“...นั่นล่ะที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ข้ามาหาพวกเจ้าสองคนในตอนนี้”อีธานพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ
“กองทัพของเผ่าหูสุนัขยกพลมาใกล้ชายแดนแล้ว ระยะห่างจากที่นี่ประมาณสิบห้ากิโลเมตร พวกเขาเคลื่อนไหวได้รัดกุมและเงียบเชียบมานานจนสายข่าวของเราไม่สามารถที่จะรายงานได้ทัน...นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเดินทัพที่แปลกประหลาดซึ่งพวกเราไม่เคยเห็นด้วย”
ไป่ฟานเซียนที่ได้ฟังสามารถเดาได้แล้วว่าผู้ที่นำทัพมาเป็นใคร
เขาน่าจะเป็นท่านจอมพลของกองทัพ จางเซียนหยวนแน่ๆ!
ไม่เช่นนั้นจะมีใครอีกที่สามารถควบรวมอำนาจแล้วขึ้นเป็นแม่ทัพของกองกำลังที่ไม่รู้จักได้ในหนึ่งเดือน ทั้งยังมีแผนการรบและกลยุทธ์อยู่จนเต็มหัว
น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนของนางจริงๆนางคาดหวังว่าเหล่าผู้ติดตามของตัวเองจะเติบโตจากการผจญภัยครั้งนี้ ถ้าพวกเขาสามารถมีผลงานอย่างจางเซียนหยวนได้บ้างก็คงจะดี
“แล้วเหตุผลที่เจ้ามาหาพวกข้าคือ?” ไป่ฟานเซียนถามอีธาน
“เพราะเป็นสถานการณ์กะทันหันกองทัพฝั่งเรายังไม่สามารถที่จะเดินทางมาทัน จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยทั้งนักเดินทางและทหารที่ประจำอยู่ที่เมืองนี้เพื่อป้องกันชายแดนเอาไว้ก่อน...”
ชายชราพูดอย่างหนักใจเขาก้มหัวขอร้องไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยา
“ข้าก็ไม่เห็นด้วยที่จะก่อสงครามทั้งมันยังมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสหายของเจ้าอีก แต่ถือเป็นคำขอร้องจากชาวเมืองพวกเราขอยืมพลังของพวกเจ้าในการปกป้องเมืองแห่งนี้ได้หรือไม่?”
“...”