รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ขอยืมพลัง

            “อย่างนั้นเหรอ...พวกเจ้ากำลังตามหาคนอยู่สินะ?”

             

            อีธานซึ่งเป็นชายชราหูแมวแต่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าสมาพันธ์นักเดินทางลูบเคราสีขาวขณะที่กำลังครุ่นคิด 

             

            “เรื่องนี้ข้าคิดว่าพอจะช่วยได้อยู่...”

             

            เขาพึมพำ จำนวนนักเดินทางนั้นมีอยู่แทบจะครึ่งหนึ่งของประชากรในเมือง  ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องข่าวสารละก็คงไม่มีที่ไหนเร็วกว่าที่สมาพันธ์นักเดินทางของเขาอีกแล้ว

             

            “...ต้องการอะไรตอบแทนล่ะ?”

             

            ไป่ฟานเซียนจิบน้ำเข้าไปอึกหนึ่งขณะที่ถามนางไม่เชื่อว่าจะมีใครที่ไหนไม่รู้มาช่วยคนที่พึ่งเคยเห็นโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

             

            อีธานที่ได้ยินหัวเราะโฮ่ๆอย่างที่คนแก่ชอบทำกันแม่หนูสองคนนี่ดูฉลาด ดังนั้นเขาจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป

             

            “พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องหมู่บ้านลับในป่าต้องห้ามหรือไม่?”

             

            ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยืนชื่อนี้ ป่าต้องห้ามก็คือป่าที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองชายแดนส่วนหมู่บ้านต้องห้ามนั่นถ้าคาดเดาไม่ผิด

             

            มันน่าจะเป็นหมู่บ้านของอู๋เจี่ย!

             

            “มีข่าวลือว่าที่หมู่บ้านนั่นมีหมอที่รักษาได้ทุกโรคอยู่คนหนึ่ง...แต่ตัวตนของเขาเป็นปริศนา”อีธานพูดเสียงเบา เขาเองก็กำลังสังเกตท่าทีของหญิงสาวทั้งสองคนนี้เหมือนกัน

             

            “...ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”  ไป่ฟานเซียนปฏิเสธโดยไม่มีท่าทีพิรุธ

             

            แต่มันกลับทำให้อีธานหัวเราะขำเบาๆแล้วส่ายหน้า

             

            “ข้ารู้อยู่แล้วน่าว่าพวกเจ้าเป็นมนุษย์”

             

            คำกล่าวกะทันหันของชายชราสามารถทำให้ไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาตื่นตัวได้ในทันที พวกนางสองคนปล่อยแรงกดดันบางเบาออกมาขณะที่จับจ้องไปยังชายชรา

             

            อีธานที่สามารถรับรู้ได้ถึงพลังมหาศาลที่กำลังกดทับตัวเองอยู่ก็เหงื่อตกเขารีบแสดงท่าทีบริสุทธิ์ใจออกมาพร้อมกับรีบโบกไม้โบกมือ

             

            “ใจเย็นๆข้าไม่ใช่ศัตรูของพวกเจ้า ข้ารู้จักอู๋เจี่ยดี อุปกรณ์ปลอมตัวที่พวกเจ้าใช้อยู่นั่นข้าก็เป็นคนช่วยเขาสร้างและพัฒนา”

             

            เมื่อได้ยินชื่อที่คนปกติไม่น่าจะรู้จักทั้งสองคนก็สลายแรงกดดันไปแต่สายตาก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยปะปนอยู่

             

            “ข้าสนิทสนมกับเขามาหลายปีแล้วเขาเป็นผู้มีประคุณช่วยชีวิตข้าเอาไว้เชียวนะ” อีธานขยับคอเสื้อออกทำให้สามารถมองเห็นบาดแผลเป็นทางยาวที่อยู่กลางหน้าอกของเขาได้

             

            “ในตอนนั้นถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้  ข้าคงตายไปแล้วล่ะ”

             

            ชายชราถอนหายใจกับเรื่องในอดีต

             

            ไป่ฟานเซียนจับจ้องอีธานอยู่ครู่หนึ่งทั้งท่าทางและน้ำเสียงของเขาบ่งบอกได้ว่าเขาไม่น่าจะโกหก 

             

            “เมื่อครู่ข้าแค่ทดสอบดูเท่านั้น  แปลว่าพวกเจ้าเจออู๋เจี่ยแล้วสินะ?”อีธานเปลี่ยนเรื่อง เขาถามต่อในสิ่งที่ตัวเขากำลังสนใจ

             

            “ข้าเคยคิดว่าอู๋เจี่ยจะเป็นมนุษย์คนสุดท้าย  ดีจริงๆที่ยังมีพวกเจ้าอยู่ด้วย”

             

            สายตาของอีธานเต็มไปด้วยความสุข  เซี่ยซูเหยาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป“คุณยังศรัทธาในมนุษย์อยู่เหรอคะ?”

             

            “แน่นอนสิ! มนุษย์คือผู้ที่สั่งสอนและมอบความรู้ให้เรา  ทั้งชีวิตนี้ข้ายังเคยถูกมนุษย์ช่วยไว้อีกแล้วจะไปเกลียดชังมนุษย์ได้ยังไง?”

             

            ชายชราตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆเป็นเครื่องยืนยัน

             

            “แบบนี้แปลว่าสหายของพวกเจ้าก็เป็น?”

             

            อีธานเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างคร่าวๆแล้ว  ทั้งยังประหลาดใจที่ได้รู้ว่ายังมี “มนุษย์”อีกหลายคนในโลกนี้ด้วย

             

            “ข้าจะช่วยพวกเจ้าก็แล้วกัน  วางใจได้เลย สายข่าวของสมาพันธ์นักเดินทางน่ะดีที่สุดในโลกนี้แล้ว”

             

            ชายชรายืนขึ้นเขาหยิบเอาการ์ดขึ้นมาใบหนึ่งส่งให้ไป่ฟานเซียน

             

            “ถ้าพวกเจ้ามีปัญหาก็มาหาข้าได้ที่สมาพันธ์  เรื่องสหายของเจ้าไม่ต้องห่วงถ้ามีข่าวคราวอะไรข้าจะมาหาเจ้าที่นี่เอง”

             

            เมื่อพูดจบเขาก็โบกมือลาแล้วจากไปไป่ฟานเซียนมองบัตรในมือโดยที่ไม่มีใครรู้ว่านางคิดอะไรอยู่

             

             

             

             

             

            ในคืนนั้นขณะที่อู๋เจี่ยกำลังนั่งศึกษาโอสถอยู่ในห้อง อยู่ๆเขาก็สะดุ้งโหยงเมื่อด้านข้างของเขาอยู่ๆก็ปรากฏร่างของไป่ฟานเซียนขึ้นมาจากเงามืดกะทันหัน

             

            “มาก็ให้สุ้มให้เสียงกันหน่อยสิ...”

             

            อู๋เจี่ยถอนหายใจ ปกติเขาอาศัยอยู่คนเดียวมานานจึงไม่คุ้นเคบกับการสนทนากับคนอื่นในตอนกลางคืนแบบนี้

             

            “เจ้ารู้จักชายชราที่ชื่ออีธานหรือไม่?”  ไป่ฟานเซียนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเป็นธรรมชาตินางหันไปสนใจโอสถในหม้อที่กำลังร้อนได้ที่

             

            “อีธาน?  นี่พวกเธอเจอเขาแล้วเหรอ?”

             

            อู๋เจี่ยประหลาดใจ  เขาไม่คิดว่าสองสาวที่พึ่งเข้าเมืองไปวันเดียวจะบังเอิญไปพบกับคนรู้จักเพียงไม่กี่คนของเขาได้

             

            “แปลว่าเจ้ารู้จักจริงๆสินะ...”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้า  นางกำลังจะหันหลังจากไปแต่ก็ถูกอู๋เจี่ยเบรกเอาไว้ก่อน

             

            “เดี๋ยวก่อน  แล้วพวกเธอได้ข่าวอะไรบ้างหรือยัง?”  ชายกลางคนถาม

             

            “...ตอนแรกข้าคิดจะอยู่ที่เมืองนี้แค่สักสองสามวัน แต่ถ้าชายที่ชื่ออีธานเชื่อถือได้การปล่อยให้เขาจัดการให้อาจจะรวดเร็วกว่า”

             

            ไป่ฟานเซียนตอบนางจัดการเปลี่ยนกำหนดการก่อนหน้านี้นิดหน่อย กลายเป็นนางเลือกที่จะปักหลักอยู่ในเมืองชายแดนนี้แทน

             

            “ถ้าเขาบอกว่าจะช่วยก็คงจะช่วยได้จริงๆนั่นแหละ” 

             

            ไป่ฟานเซียนหันหลังอีกครั้งคราวนี้นางจะจากไปจริงๆ เซี่ยซูเหยาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านางจากมาแต่ก่อนจะไปนางก็หันไปพูดกับอู๋เจี่ยทิ้งไว้ประโยคหนึ่ง

             

            “สัดส่วนของหญ้าธรณีของเจ้ามันผิดเพี้ยนไปนิดหน่อย...ลดลงมาหนึ่งในสามจะดีกว่า”

             

             

            เมื่อพูดจบนางก็ไม่หันหลังกลับมาอีก ทิ้งไว้เพียงอู๋เจี่ยที่กำลังตกตะลึงจนโอสถในหม้อกำลังจะระเบิดเขาจึงจะรู้สึกตัว

             

             

            หลังจากวันนั้นในเมืองชายแดนแห่งนี้  ชื่อเสียงของ“สองพี่น้อง” ก็เริ่มจะโด่งดังขึ้นมาในช่วงข้ามคืน

             

            เพราะความงดงามของพวกนางทำให้ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็จะเกิดเรื่องขึ้นมาเสียทุกครั้ง  แต่ไม่ว่าจะครั้งใดผู้คนที่มาวุ่นวายกับพวกนางก็จะล้มลงไปทุรนทุรายกันเสียทุกคนโดยที่ไม่รู้สาเหตุและหาหลักฐานมาเอาผิดพวกนางไม่ได้

             

            โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องใต้ดินและเป็นพรรคพวกกัน พอได้ยินว่าเพื่อนหรือลูกน้องของตนโดนทำร้ายก็ตามมาแก้แค้นไม่หยุดหย่อน

             

            แต่ยังดีที่พอยิ่งนานวันเข้า  ก็เริ่มจะไม่มีใครกล้ามายุ่ง  กระทั่งระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนผ่านไปพวกนางทั้งสองก็แทบจะกำราบเอาโลกใต้ดินทั้งหมดของเมืองเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าได้เป็นผลสำเร็จ

             

            เวลาที่พวกเขาเจอไป่ฟานเซียนก็จะรีบเข้ามาหาและเรียกด้วยความเคารพว่า “อาเจ๊ใหญ่”

             

            ส่วนยามที่เจอกับเซี่ยซูเหยาพวกเขาจะเรียกว่า “อาเจ๊รอง” แทน

             

            เพราะมีพวกนางคอยปรามอยู่ตลอดทำให้พวกคนที่ทำงานใต้ดินเหล่านั้นไม่สามารถออกมาสร้างปัญหาให้ชาวเมืองได้ ความแข็งแกร่งและยุติธรรมนั้นทำให้ทั้งสองคนถูกนับหน้าถือตาจากคนเป็นจำนวนมาก ชื่อเสียงของพวกนางเริ่มแพร่กระจายไปยังเมืองข้างเคียง

             

             

            ระหว่างนี้อีธานก็แวะเวียนมาหาพวกนางบ้างเป็นบ้างครั้ง  แต่ละครั้งที่เขามาส่วนมากจะเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการพบมนุษย์ตามที่ต่างๆบ้าง  หรือพบเข้ากับบุคคลที่แปลกประหลาดบ้าง

             

            แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ยังไม่ใช่พรรคพวกที่นางตามหา

             

            ไป่ฟานเซียนที่ใจเย็นลงไปครั้งหนึ่งก็เริ่มจะใจร้อนขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน 

             

            จนกระทั่งวันหนึ่งอีธานที่ควรจะทำงานอยู่ที่สมาพันธ์กลับรีบร้อนวิ่งมาหาพวกนางถึงห้องพักตั้งแต่ช่วงสายๆ  เซี่ยซูเหยาที่ไปเปิดประตูให้ประหลาดใจกับท่าทางตื่นตระหนกของชายชรา

             

            “มีข่าวอะไรหรือเปล่าคะ?”

             

            เซี่ยซูเหยาถามอย่างตื่นเต้น  แม้แต่ไป่ฟานเซียนที่จิบชาอยู่ตรงระเบียงห้องพักก็หันมามองเช่นกัน

             

            “มันไม่ใช่ข่าวจากสมาพันธ์นักเดินทางหรอก....”

             

            อีธานไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี เขาเข้ามาในห้องของทั้งสองคนแล้วพยายามเรียบเรียงคำพูด

             

            “แต่เป็นข่าวจากฝ่ายปกครองเมือง  ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นที่ชายแดนเร็วๆนี้”

             

            ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วเรื่องสงครามระหว่างทั้งสองเผ่าพันธุ์นั้นนางค่อนข้างคร้านที่จะใส่ใจมาโดยตลอดแม้แต่ในยามนี้ก็เช่นเดียวกัน นางจึงหันไปสนใจชาในมือที่กำลังร้อนๆต่อ

             

            “จากส่ายข่าวที่ฉันได้ข้อมูล ดูเหมือนทางเผ่าหูสุนัขจะไปได้ตัวตนที่แข็งแกร่งคนใหม่มาหลายคนพวกเขาถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ กุนซือ และผู้ช่วยแม่ทัพในเวลาไม่นาน”

             

            อีธานหยิบกระดาษข้อมูลออกมา

             

            “แม่ทัพคนใหม่นี่แข็งแกร่งมากๆ  เขามีกุนซือที่เชี่ยวชาญการบริหารกับผู้ช่วยที่น่าจะเป็นชายชราคอยช่วยเหลือ  แต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของพวกเขาเลยพวกเขาจะใส่หน้ากากปิดหน้าและใส่เสื้อคลุมสีดำทึบเอาไว้ตลอด”

             

            พอมาถึงตรงนี้ทั้งไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาเริ่มหันมามองหน้ากัน พวกนางรู้สึกว่าทั้งสามคนนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาด

             

            ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง

             

            “ที่สำคัญคือบนหน้ากากของพวกเขาสลักคำว่า“ไป่” เอาไว้...เจ้าว่าพวกเขาจะใช่พรรคพวกของเจ้าหรือเปล่า?”

             

            อีธานอ่านข้อมูลทั้งหมดจบก็หันมามองทางไป่ฟานเซียนด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

             

            “เจ้ารู้ที่อยู่ของพวกเขาหรือไม่?”

             

            ไป่ฟานเซียนถาม

             

            “...นั่นล่ะที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ข้ามาหาพวกเจ้าสองคนในตอนนี้”อีธานพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ

             

            “กองทัพของเผ่าหูสุนัขยกพลมาใกล้ชายแดนแล้ว  ระยะห่างจากที่นี่ประมาณสิบห้ากิโลเมตร  พวกเขาเคลื่อนไหวได้รัดกุมและเงียบเชียบมานานจนสายข่าวของเราไม่สามารถที่จะรายงานได้ทัน...นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเดินทัพที่แปลกประหลาดซึ่งพวกเราไม่เคยเห็นด้วย”

             

            ไป่ฟานเซียนที่ได้ฟังสามารถเดาได้แล้วว่าผู้ที่นำทัพมาเป็นใคร

             

            เขาน่าจะเป็นท่านจอมพลของกองทัพ  จางเซียนหยวนแน่ๆ!

             

            ไม่เช่นนั้นจะมีใครอีกที่สามารถควบรวมอำนาจแล้วขึ้นเป็นแม่ทัพของกองกำลังที่ไม่รู้จักได้ในหนึ่งเดือน  ทั้งยังมีแผนการรบและกลยุทธ์อยู่จนเต็มหัว

             

            น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนของนางจริงๆนางคาดหวังว่าเหล่าผู้ติดตามของตัวเองจะเติบโตจากการผจญภัยครั้งนี้   ถ้าพวกเขาสามารถมีผลงานอย่างจางเซียนหยวนได้บ้างก็คงจะดี

             

            “แล้วเหตุผลที่เจ้ามาหาพวกข้าคือ?”  ไป่ฟานเซียนถามอีธาน

             

            “เพราะเป็นสถานการณ์กะทันหันกองทัพฝั่งเรายังไม่สามารถที่จะเดินทางมาทัน จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยทั้งนักเดินทางและทหารที่ประจำอยู่ที่เมืองนี้เพื่อป้องกันชายแดนเอาไว้ก่อน...”

             

            ชายชราพูดอย่างหนักใจเขาก้มหัวขอร้องไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยา

             

            “ข้าก็ไม่เห็นด้วยที่จะก่อสงครามทั้งมันยังมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสหายของเจ้าอีก  แต่ถือเป็นคำขอร้องจากชาวเมืองพวกเราขอยืมพลังของพวกเจ้าในการปกป้องเมืองแห่งนี้ได้หรือไม่?”

             

            “...”

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312