“หากเจ้ามีนักหลอมโอสถอยู่ในมือข้าเองก็ไม่มีปัญหา แต่หากเจ้าไม่มีนักหลอมโอสถยากนักที่เจ้าจะแข่งขันกับตระกูลฉีได้” จื่อซ่งกล่าวกับเฟิ่งหยู
“เข้าใจแล้ว....หากเจ้าไม่รังเกียจก็พักที่นี่สักคืนก่อนก็ได้ส่วนเรื่องของตระกูลฉี ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง...”
เฟิ่งหยูมองดูแล้วพบว่าไม่น่าจะเป็นการเสแสร้ง จึงตบปากรับคำ พักที่นั่นหนึ่งคืนเฟิ่งหยูเดินดูรอบ ๆจากนั้นก็พักตรงศาลาหลังหนึ่งที่อยู่ด้านหลังของตึกเขานั่งพักผ่อนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินเสียงเดินเข้ามาของจื่อซ่งและจื่อฮุ่ยทั้งคู่เดินมานั่งใกล้ ๆ กับเฟิ่งหยู
“เจ้าคงมาจากต่างเมืองใช่ไหมคงไม่รู้เรื่องของเมืองหลิวโจวแห่งนี้ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
“รบกวนท่านผู้อาวุโสแล้ว”
“อื่มเมืองหลิวโจวแห่งนี้เมื่อก่อนเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในอดีตมีตระกูลซูเป็นผู้นำ ช่วงเวลา ณ ตอนนั้น แม้เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่พวกเราได้เริ่มทำการค้าขายในเมืองหลิวโจวแห่งนี้แต่ว่ากิจการค้าของพวกเราก็ล้วนแต่ขายดิบขายดีและทำกำไรได้มากมายพวกเราจึงตัดสินใจ ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลิวโจวแห่งนี้แต่ระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่สองปี เมืองหลิวโจวก็ต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อตระกูลฉี ที่อยู่ที่นี่มานานเริ่มกระด้างกระเดื่องและพยามยามทุกวิถีทางเพื่อกำจัดตระกูลซูออกจากเมืองหลิวโจวแห่งนี้พวกเขาวางแผนกันมานาน เพื่อที่จะยึดเมืองหลิวโจวแห่งนี้ให้เป็นของตระกูลฉีสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือเมื่อตระกูลฉีได้ทรัพย์สมบัติของตระกูลซูไปหมดแล้วพวกเขาขับไล่คนคนของตระกูลซูออกไปจากเมืองหลิวโจวพวกเขายังยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จอีกด้วย”
เฟิ่งหยูได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ได้ปักใจเชื่อถือทั้งหมดในทันที
“หากเรื่องราวเป็นดังที่ท่านกล่าวมาจริงๆ อาศัยพลังฝีมือของท่านเจ้าเมืองไหนเลยจะสู้ตระกูลฉีได้ไม่หละ”
“ความจริงท่านเจ้าเมืองนั้นมีฝีมือสู้รบกับตระกูลฉีได้แต่พวกตระกูลฉีวางแผนมานาน ทั้งยังแอบวางยาเจ้าเมืองคนก่อน จนบาดเจ็บสาหัสสูญเสียพื้นฐานลมปราณไปพวกเราจึงจำใจต้องยอมจำนนอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลฉีอย่างทุกวันนี้”
เฟิ่งหยูได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
“เล่นงานเจ้าเมืองที่เป็นยอดฝีมือได้ตระกูลฉี ต้องวางแผนกันมาเป็นระยะเวลานานเป็นอย่างมาก แล้วคนที่เล่นงานท่านเจ้าเมืองจนบาดเจ็บได้เป็นใครหรือแล้วตอนนี้ท่านเจ้าเมืองคนเก่าอยู่ที่ไหน”
“คนที่ทำร้ายท่านเจ้าเมืองนามว่า ฉีหลินทง เป็นหนึ่งในอัจริยะรุ่นเยาว์ในตอนนั้นของอาณาจักรตะวันฉายเก่งกาจทั้งวรยุทธ์ และเปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังจนราชวงศ์ตะวันฉายยังต้องทาบทาม...พื้นเพก็มิใช่สามัญ คนตระกูลฉีเป็นตระกูลใหญ่ที่เป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลิวโจวแห่งนี้และยังเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ตระกูลซูของท่านเจ้าเมืองไม่มีสิ่งใดจะนำไปต่อกรได้แม้แต่นิดเดียว”
จื่อซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบารู้สึกท้อแท้เมื่อพูดถึงความแข็งแกร่งของตระกูลฉี
“ส่วนท่านเจ้าเมืองคนเก่านั้นตอนนี้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครทราบได้เพราะตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครเห็นท่านเจ้าเมืองอีกเลย ตระกูลฉีก็ปกครองเมืองหลิวโจวด้วยความโหดร้ายการเก็บภาษี ก็แพงเป็นอย่างมาก พวกที่เลียแข้งเลียขาตระกูลฉีต่างได้ดิบได้ดีได้ย่านการค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่หากวันใดไม่มีผลประโยชน์ให้กับพวกเขา ก็ถูกเฉดหัวทิ้งแบบไม่ใยดีเช่นกัน”
“เฮ้อ.. ครุ่นคิดมากไปก็ใช่ว่าดีอย่างไรก็ได้ล่วงรู้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับศัตรูมาแล้ว จากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือว่าวางแผนอะไรข้าเป็นคนนอกคงไม่อาจสอดแทรก และแน่นอนว่าข้าก็ไม่คิดจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนยุ่งเรื่องของพวกเจ้า ลำพังเรื่องของข้าก็มีภาระมากพอดู...”จื่อซ่งกล่าวกับเฟิ่งหยู
กลางดึกในคืนนั้น......
หลังจากเฟิ่งหยูลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เฟิงหยูมองออกไปนอกหน้าต่างสิ่งที่เห็นอยู่ไกลลิบตาเป็นภาพของหญิงสาวใต้แสงจันทร์ ที่เหงื่ออาบท่วมร่างพยายามกวัดแกว่างดาบใหญ่ที่ไม่สมกับรูปร่างของนางเลยสักนิด แน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก จื่อฮุ่ย....
“หึหึ...สาวงามเหงื่ออาบท่วมอาภรณ์ เป็นบุรุษคนใดก็ต้องชอบจ้องมอง ภายเจริญสายตาแบบนี้”เฟิ่งหยูพึมพำ
เฟิ่งหยูจึงตัดสินใจโดดออกจาหน้าต่างแอบลอบเข้าไปใกล้ทีละนิด....โดยที่สาวเจ้าไม่ทันรู้ตัวนางยังคงเพ่งสมาธิไปที่การฝึกฝนแต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่านางยังทำออกได้ไม่ดีนัก ท่วงท่ายังติดขัด เงอะงะทั้งยังกวัดแกว่งได้อย่างเชื่องช้า อ่อนกำลัง ใครเห็นก็บอกได้ว่านางไม่เหมาะกับกระบี่ใหญ่เล่มนั้นอย่างที่สุดนางน่าจะเปลี่ยนเป็นกระบี่ยังดูดีเสียกว่า......
“นั่นเรียกว่าเสียมารยาทมิใช่หรือ?”
สุ้มเสียงหนึ่งดังข้างหลังเฟิ่งหยูทำเอาเฟิงหยูต้องสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะพบว่าเป็นจื่อซ่ง ที่กำลังส่งสายตาตำหนิที่เฟิ่งหยูกำลังพยายามแอบมองหลานของตนฝึกฝน
เฟิ่งหยูพลางยิ้มแห้ง ๆ ออกมาเกาศีรษะเล็กน้อย
“ข้ามิได้มีเจตนาร้ายเพียงแค่เฝ้ามองดูนางเท่านั้น” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา
จื่อซ่งถอนหายใจเบาๆ
“เอาเถอะ... ข้าจะไม่ตำหนิเจ้า อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นสหายของหลานข้า”
สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นเฟิ่งหยู และจื่อซ่งนั่งคู่กันบนเรือนหลังเล็กเฝ้าดูหญิงสาวฝึกฝนระยะนั้นห่างไกลเกินกว่าที่สาวเจ้าจะรู้ตัว ว่ามีคนเฝ้ามองนางอยู่..... เฟิ่งหยูเฝ้ามองเพื่อเจริญสายตาแต่สำหรับจื่อซ่งดูคล้ายจะมองด้วยความกังวลเสียมากกว่าจนได้ยินเสียงถอนหายใจเป็นระยะ ๆ....
“นางดูไม่เหมาะกับดาบใหญ่นั่นเลย..... ใยท่านไม่แนะนำให้กับนาง” เฟิ่งหยูโพล่งถามขึ้น
จื่อซ่งส่วยศีรษะเบาๆ“ข้าอยากจะแนะนำ แต่ตัวนางเองนั้นพยายามที่จะฝึกฝน เพลงดาบตระกูลจื่อ ให้สมบูรณ์ชำนาญทั้งที่มันมิได้เหมาะสมกับนางสักนิดเดียว”
นางมักจะแอบออกมาฝึกเพียงลำพังเช่นนี้แม้พวกเราจะพยายามห้าม แต่ก็ไม่เป็นผล ในแต่ละค่ำคืนนางฝึกฝนไม่ต่ำกว่า สองชั่วยาม
เฟิ่งหยูตาโตขึ้นทันทีก่อนที่จะมองไปยังหญิงสาวอีกครั้ง ความรู้สึกแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ...เขาเริ่มสังเกตเห็นว่าทุกๆครั้งที่นางยกดาบใหญ่กวัดแกว่างคือพลังที่ใช้ถูกรีดเค้นออกมาจากทั่วร่างสภาพเช่นนี้ฝึกฝนได้เกินครึ่งชั่วยามก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“ที่พวกท่านเล่าให้ข้าฟังเจ้าเมืองคนเก่า เกี่ยวข้องอะไรกับพวกท่านอย่างนั้นหรือ?”
“นี่จื่อฮุ่ยยังไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือว่านางก็คือบุตรีของเจ้าเมืองคนเก่า ข้าคิดว่าเจ้ารู้แล้วเสียอีก”
“นางยังไม่ได้บอกข้าแต่ว่าพวกท่านก็ปกปิดตัวตนได้อย่างมิดชิดเลยมิใช่หรือไม่กลัวว่าข้าจะนำเรื่องนี้ไปแพร่งพลายหรอกหรือ” เฟิ่งหยูเอ่ยถาม
“ข้าสังเกตดูเจ้าแล้วเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้นเป็นแน่แต่หากเจ้าเป็นคนแบบนั้นก็ถือเป็นความซวยอีกครั้งของตระกูลเรา”
“ท่านมิต้องกังวลหรอกข้าไม่บอกใครหรอก แต่ว่าท่านสนใจมาร่วมธุรกิจกับข้าไหม”
“เจ้าจะให้ข้าร่วมลงทุนกับเจ้านะหรอ”จื่อซ่งกล่าวอย่างสงสัย
“ใช่ข้าเองก็สังเกตพวกท่านมาตลอด พวกท่านนับเป็นตระกูลที่ไว้ใจได้ข้าคิดว่าหากจะเปิดร้านจำหน่ายโอสถก็ต้องมีคนดูแลเพราะข้าเองคงไม่มีเวลามาตระเวนดูแลร้านตลอดเวลา หากพวกท่านสนใจมาเข้าร่วมกับข้าพวกท่านไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เรื่องโอสถข้าจะเป็นคนจัดการส่วนท่านก็เป็นเรื่องสถานที่ก็แล้วกัน ท่านจะตกลงไหม ข้าเองก็ไม่ได้บังคับท่านเอาเป็นว่าท่านไปปรึกษากับคนของท่านแล้วค่อยมาตอบข้าทีหลังก็ได้”เฟิ่งหยูเอ่ยวาจาด้วยความสงบนิ่งพร้อมกับหยิบสัญลักษณ์นักหลอมโอสถระดับแปดออกมาให้จื่อซ่งดู
“เจ้าเจ้าเป็นนักหลอมโอสถระดับแปด” จื่อซ่งมองดูเฟิ่งอยู แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาหยิบสัญลักษณ์ขึ้นมาดูแล้วดูอีก
“เจ้าอายุสิบห้าสิบหกปีแต่เป็นถึงนักหลอมโอสถระดับแปด” เบื้องหลังของเด็กคนนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกับตัวตนระดับนี้ จื่อซ่งคิดพลางตอบเฟิ่งหยูอย่างไม่ต้องคิด
“ได้พวกเราทั้งตระกูลจะเข้าร่วมกับเจ้า”
จื่อซ่งตอบกลับในทันทีโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดนักหลอมโอสถระดับแปด มาร่วมมือกับตระกูลของเขา จะไม่ให้เขายินดีได้อย่างไร นี่อาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวที่เขาจะสามารถฟื้นฟูตระกูลของเขาได้
“แล้วตอนนี้มีตระกูลหรือสำนักใดบ้างที่มีอำนาจคานกับตระกูลฉีได้บ้าง” เฟิ่งหยูกล่าวถามขึ้นมา
“ตอนนี้หากเป็นตระกูลใหญ่คงไม่มีแต่หากเป็นสำนักก็ยังเป็นสำนักเล็ก ๆ ไม่สามารถคานอำนาจของตระกูลฉีได้มีเพียงแค่สมาคมการค้ายังพอมีอยู่หนึ่งแห่งที่สามารถคานอำนาจของตระกูลฉีได้โดยที่พวกเขาไม่กล้าจะแตะต้อง สมาคมการค้ามังกรดำ เป็นสมาคมเดียวที่ตระกูลฉีจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยข้าเองก็ไม่รู้สาเหตุหรอกว่าเป็นเพราะเหตุใดพวกตระกูลฉีจึงได้กลัวสมาคมการค้าแห่งนี้นัก” จื่อซ่งกล่าวตอบ
“สมาคมการค้ามังกรดำหรือ? ข้าคิดอะไรออกละเอาไว้พรุ่งนี้เราไปเยี่ยมสมาคมการค้ามังกรดำกันสักหน่อย ”
“แต่สมาคมนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองหลิวโจวการเดินทางต้องใช้เวลาถึงสามวันเลยนะ”
“เรื่องนั้นท่านมิต้องเป็นกังวลไว้พรุ่งนี้ท่านก็จะรู้เอง ตอนนี้ข้าง่วงละ ขอไปพักก่อนก็แล้วกัน” พูดเสร็จเฟิ่งหยูก็เดินกลับห้องไปทิ้งให้จื่อซ่งคิดอะไรต่อเพียงลำพัง
เช้าวันรุ่งขึ้น........
จื่อซ่งเดินมาพร้อมกับจื่อฮุ่ย
“ท่านเตรียมตัวพร้อมหรือยัง”เฟิ่งหยูเอ่ยถาม
“พวกเราพร้อมแล้วนายน้อย”
จื่อซ่งเปลี่ยนการเรียกเฟิ่งหยูหลังจากเขานั่งครุ่นคิดเพียงลำพังเมื่อคืนสร้างความงวยงงให้กับจื่อฮุ่ยเป็นอย่างมาก
“ท่านเรียกข้าเหมือนเดิมก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียกแบบนี้”
“ไม่ได้หรอกนายน้อยขอให้ข้าได้เรียกท่านแบบนี้ก็แล้วกัน” จื่อซ่งทำหน้าขึงขัง
“เอาเถอะเอาเถอะข้าไม่อยากเสียเวลา” เฟิ่งหยูนำเรือเล็กของเขาออกมาพร้อมกับทำให้มันขยายตัวออก พอที่จะนั่งกันได้สามคน
“ไปเถอะขึ้นเรือไปกัน เราจะไปเยี่ยมสมาคมมังกรดำกันสักหน่อย”
ทั้งสามขึ้นไปนั่งบนเรือเฟิ่งหยูถ่ายทอดพลังปราณบังคับเรือพุ่งตรงไปยังสมาคมมังกรดำ
“เออแต่ว่ามันไปทางไหนหละ ท่านช่วยบอกทางข้าหน่อย” จื่อซ่งแทบหัวคะมำจากนั้นจึงบอกเส้นทางให้เฟิ่งหยูพวกเขาใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วยามจึงมาถึงเมือง ซานเป่า
เฟิ่งหยูเก็บเรือเล็กพวกเขาเดินเข้าเมืองไป มุ่งตรงไปยังสมาคมมังกรดำ สมาคมมังกรดำสาขาซานเป่าเป็นสมาคมที่ใหญ่พอ ๆ กับสาขาเมืองจินเฟิง เมื่อเดินเข้าไปในสมาคม มีผู้คนมากมายการค้าที่นี่น่าจะรุ่งเรืองพอๆ กันเฟิ่งหยูเดินไปที่หน้าโต๊ะที่มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
“ข้าต้องการพบกับผู้ดูแลของที่นี่” เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา
ทุกคนภายในห้องพากันเงียบสนิทและหันมามองทางเฟิ่งหยูเป็นสายตาเดียวกัน
“เจ้าหนูเจ้าเป็นใครกันจะพบกับผู้ดูแลของที่นี่ เจ้าได้นัดเอาไว้หรือไม่หากไม่มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย” เสียงดังฟังชัดจากเจ้าหน้าที่ต้อนรับเอ่ยทักทายเฟิ่งหยูอย่างไม่แยแส
“ข้าว่าสมาคมมังกรดำคงต้องอบรมพนักงานต้อนรับกันทุกสาขากระมังไปทุกที่เจอเหมือนกันทุกที่” เฟิ่งหยูกล่าวพึมพำ
“ไปไป ไป เจ้ารีบไสหัวไปเถอะ ข้าไม่อยากเสียเวลากับเจ้า มีคนตั้งมากมายที่มาติดต่อเจ้าหนู กลับไปเล่นที่บ้านเถอะไป”
‘แกร่ก’ เฟิ่งหยูวางป้ายสัญลักษณ์ที่เม้งหวู่จ๋ามอบให้บนโต๊ะ
เมื่อเห็นสัญลักษณ์พนักงานต้อนรับคนนั้นถึงกับหน้าซีด เหงื่อผุดเต็มหลัง
“รอ สัก ครู่นายท่าน” พนักงานต้อนรับพูดด้วยเสียงตะกุกตะกักหลังจากนั้นพนักงานรีบขึ้นไปห้องผู้ดูแลสมาคม และรายงานเรื่องนี้ให้ดูดูแลสมาคมทราบไม่นานผู้ดูแลสมาคมมังกรดำก็ลงมาพบกับเฟิ่งหยูและพรรคพวก
“ขออภัยที่ให้ท่านรอข้าลู่เจ๋อ เป็นผู้ดูแลสมาคมมังกรดำสาขาเมืองซานเป่าไม่ทราบว่าท่าน.......”
“ข้าน้อยเฟิ่งหยูส่วนสองคนนี้คือจื่อฮุ่ยและท่านนี้คือ จื่อซ่ง ” เฟิ่งหยูกล่าวแนะนำบุคคลทั้งสอง
“ที่แท้เป็นปรมาจารย์เฟิ่งนี่เองต้องขออภัยแทนลูกน้องข้าที่ไม่สุภาพกับท่าน”
“ไม่เป็นไรหรอกท่านผู้อาวุโสลู่ข้ามาสมาคมมังกรดำครั้งนี้มีเรื่องต้องรบกวนผู้อาวุโสลู่แล้ว”
ผู้อาวุโสลู่เดินนำหน้าทั้งสามคนขึ้นไปชั้นที่สามพร้อมกับต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี บุคคลที่อยู่รอบ ๆสมาคมต่างสงสัยว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครมาจากไหนถึงทำให้ผู้อาวุโสสมาคมมังกรดำต้องเคารพถึงเพียงนี้
ไม่ใช่เพียงแค่ผู้คนในสมาคมแม้แต่จื่อฮุ่ยและจื่อซ่งเองก็พลางสงสัยไปด้วยเด็กคนนี้เบื้องหลังต้องยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันขนาดผู้ดูแลสมาคมยังต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
พวกเขามาถึงห้องรับรับรองภายในเวลาไม่นาน
“การค้าของพวกท่านในเมืองซานเป่าเป็นยังไงบ้าง”เฟิ่งหยูเอ่ยถามขึ้นมา
“ตอนนี้การค้าของสมาคมมังกรดำในเมืองซานเป่าได้รับอานิสงส์จากเมืองจินเฟิงและเมืองอัสตาน่าทำให้ยอดขายของเราสูงกว่าแต่ก่อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังสู้ทั้งสองสาขาไม่ได้”ลู่เจ๋อถอดถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“ท่านผู้อาวุโสที่ข้ามาในวันนี้ข้าอยากให้ท่านช่วยเรื่องหนึ่งคือข้าและสหายต้องการเปิดร้านจำหน่ายโอสถที่เมืองหลิวโจว ดังนั้นจึงอยากจะให้ท่านส่งสินค้าให้กับทางร้านของเราด้วยจะได้ไหม”
“พวกท่านจะขายเฉพาะโอสถหรือว่าต้องการขายสินค้าอย่างอื่นด้วย”
ลู่เจ๋อไม่อ้อมค้อมเขารู้ดีว่าเฟิ่งหยูนั้นมีความสำคัญกับสมาคมมากเพียงใดเฉพาะโอสถที่สำนักเทพดาราและตัวเฟิ่งหยูหลอมกลั่นเองก็ทำกำไรได้อย่างมากมายมหาศาลจนสมาคมการค้ามังกรดำขึ้นมายืนอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างรวดเร็ว