ระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 สัตว์อสูรสายพืชโบราณ ระดับมายาเทพ!

            โรงพยาบาลกลาง

            ห้องพักผู้ป่วยวีไอพี

            เซี่ยวซิงอวี่ตื่นขึ้นมาตอนที่ข้างนอกหน้าต่างยังเป็นเวลากลางคืน

            “ฉันนอนไปนานแค่ไหนแล้วเนี่ย...”

            เซี่ยวซิงอวี่ขยี้ตาที่ปรือแล้วเปิดโทรศัพท์ดูพอเห็นวันที่ในโทรศัพท์ก็ตกใจแทบหงายหลัง

            “เวรละ ฉันนอนไปตั้งสามวันเต็มๆเลยเหรอเนี่ย!”

            หลังจากออกมาจากหุบเขาหมอกโลหิตได้ไม่นานเซี่ยวซิงอวี่ก็หมดสติไป

            และหลับยาวไปถึงสามวันเต็มๆ

            เซี่ยวซิงอวี่ลงจากเตียงแล้วขยับร่างกายเล็กน้อย ท่าทางดูเก้งก้างและเชื่องช้า

            “ปวดแขนจังเลย เอวก็เจ็บสงสัยร่างกายที่อ่อนล้ายังฟื้นตัวไม่เต็มที่”

            สามวันก่อนการต่อสู้กับแมงมุมเนตรอสูรใต้ดินในหุบเขาอย่างดุเดือดทำให้เซี่ยวซิงอวี่เฉียดตายไปรอบหนึ่ง

            ตอนนี้เซี่ยวซิงอวี่พันผ้าพันแผลหนาเตอะทั่วร่างกายบาดแผลยังไม่หายสนิท

            เสียงแจ้งเตือนระบบดังขึ้น

            “ติ๊ง~”

            “ขอแสดงความยินดีกับท่านโฮสต์!ปลดล็อกความสำเร็จ [ตำแหน่งผู้ควบคุมสัตว์อสูรสองดาว]”

            “รางวัลความสำเร็จ :[ทักษะการต่อสู้ธาตุแสง – “ประกายแสงชั่วพริบตา”] + [เมล็ดพันธุ์สัตว์อสูรเถาวัลย์วิญญาณสวรรค์]”

            “รางวัลถูกจัดส่งแล้ว โปรดตรวจสอบ”

            เซี่ยวซิงอวี่คิดในใจแล้วเปิดคลังระบบ

            ในช่องเก็บของ มีของเพิ่มมาสองอย่าง

            ทักษะการต่อสู้และเมล็ดพืชที่เปล่งประกายระยิบระยับหนึ่งเมล็ด

            “ทักษะการต่อสู้ธาตุแสงนี้มาได้ทันเวลาพอดีเหมาะกับเฟรยาเลย”

            อีกสองสัปดาห์ก็จะถึงการแข่งขันซูเปอร์โนวาแล้ว

            สองสัปดาห์ก็เพียงพอที่เทพธิดาแสงศักดิ์สิทธิ์จะเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ธาตุแสงนี้

            เซี่ยวซิงอวี่เกิดความคิดแวบหนึ่งจึงดึงเมล็ดพืชในช่องเก็บของออกมา

            มันเป็นเมล็ดพืชสีเงินกลมๆเปล่งกลิ่นหอมจางๆ พร้อมกันนั้นก็เป็นร่างต้นของสัตว์อสูรประเภทพืช[สัตว์อสูรเถาวัลย์วิญญาณสวรรค์]

            ร่างต้นของมังกรบริสุทธิ์คือไข่มังกร

            ในทำนองเดียวกันร่างต้นของสัตว์อสูรประเภทพืชก็คือเมล็ดพืช

            “นี่เป็นสัตว์อสูรประเภทพืชตัวแรกที่ฉันได้รับดูจากข้อมูลแล้ว...”

            “ดีมาก ดีจริงๆ!”

            แม้ตอนนี้สัตว์อสูรเถาวัลย์วิญญาณสวรรค์จะเป็นเพียงเมล็ดพืชที่ไม่สะดุดตาแต่เซี่ยวซิงอวี่ยังคงสามารถมองเห็นข้อมูลเมื่อมันเติบโตเต็มที่ได้

            สัตว์อสูรเถาวัลย์วิญญาณสวรรค์ไม่ใช่สัตว์อสูรประเภทพืชธรรมดา แต่มันเป็นสัตว์อสูรประเภทพืชที่มีสายเลือดโบราณ!

            สายเลือดโบราณ มีคุณภาพระดับ [มายาเทพ]

            คุณภาพระดับมายาเทพสูงกว่าคุณภาพระดับเทพเจ้าหนึ่งขั้น!

            สายเลือดที่แข็งแกร่งขนาดนี้กำหนดได้เลยว่าการเพาะเลี้ยงเมล็ดพืชนี้ต้องยากลำบากแน่นอน

            เนตรปีศาจสามารถตรวจสอบขั้นตอนและวิธีการเพาะเลี้ยงเมล็ดพืชได้

            รอยยิ้มของเซี่ยวซิงอวี่ค่อยๆ จางหายไป

            “อะไรนะ? รดน้ำไม่ได้ต้องรดด้วยน้ำค้างจากหญ้าหางฟีนิกซ์และน้ำหวานจากดอกไม้เรืองแสงปีศาจเท่านั้น?”

            “ปุ๋ยธรรมดาใช้ไม่ได้ต้องใช้มูลของสัตว์อสูรระดับราชันอสูรมาเป็นปุ๋ยเท่านั้น?”

            “เมล็ดพืชแค่นี้ ทำไมถึงจุกจิกนักนะดูแลยากกว่าคุณหนูตระกูลดังเสียอีก!”

            เมล็ดพืชนี้ หากเพาะเลี้ยงสำเร็จเมื่อเติบโตเต็มที่ก็จะกลายเป็นสัตว์อสูรเถาวัลย์วิญญาณสวรรค์ซึ่งมีสายเลือดโบราณคุณภาพระดับมายาเทพ

            แต่การจะเพาะเลี้ยงให้สำเร็จค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย ทำให้เซี่ยวซิงอวี่ลังเลใจ

            “ช่างเถอะก็เป็นสายเลือดโบราณคุณภาพระดับมายาเทพนี่นา ฉันยอมตามใจแกก็ได้”

            เซี่ยวซิงอวี่เข้าใจหลักการข้อหนึ่งเป็นอย่างดีนั่นคือความเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง และความพยายามไม่มีวันสูญเปล่า

            น้ำค้างจากหญ้าหางฟีนิกซ์และน้ำหวานจากดอกไม้เรืองแสงปีศาจ ไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาดต้องไปเก็บเองในพื้นที่อันตรายที่สัตว์อสูรอาศัยอยู่

            ส่วนมูลของสัตว์อสูรระดับราชันอสูรเซี่ยวซิงอวี่ก็ต้องกัดฟันลองเสี่ยงดู

            ต้องรู้ไว้ว่า จิ้งจอกเก้าหางไต้ลู่ซึ่งเป็นไพ่เด็ดที่ใหญ่ที่สุดของเซี่ยวซิงอวี่ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ระดับจักรพรรดิอสูรเท่านั้น

            แม้แต่ไต้ลู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดก็ทำได้แค่ถูกสัตว์อสูรระดับราชันอสูรโจมตีแล้วหนีเท่านั้น

            “การเพาะเลี้ยงเมล็ดพืชนี้ต้องใจเย็นๆต้องค่อยเป็นค่อยไป”

            “ถ้าอยากใส่ปุ๋ยก็ต้องหามูลของสัตว์อสูรระดับราชันอสูรมาให้ได้...”

            เซี่ยวซิงอวี่เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาจึงเปิดตราผนึกอสูร เพื่ออัญเชิญจิ้งจอกเก้าหาง

            แสงสว่างส่องประกายหญิงสาวงามผู้มีเสน่ห์แบบต่างแดนก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเตียงคนไข้

            หูจิ้งจอกสองข้างขยับเล็กน้อยทำให้ราชินีสาวเซ็กซี่คนนี้ ดูมีเสน่ห์ขี้เล่นแบบที่สาวๆ ในวัยเดียวกันจะมี

            “เรียกฉันมาทำอะไร?”

            ไต้ลู่ยังคงวางท่าเย็นชาเหมือนเดิมภายนอกดูเย็นชาแต่ภายในกลับอบอุ่นสายตาของเธอจับจ้องไปที่ร่างกายของเซี่ยวซิงอวี่ที่พันผ้าพันแผลหนาเตอะ

            หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง

            “ฉันถามนายว่า บาดแผลยังเจ็บอยู่ไหม?”

            “ลู่ลู่ ไม่ต้องห่วง ฉันร่างกายแข็งแรงมากไม่เจ็บแล้ว ฮึบ~”

            เพื่อจะอวดเซี่ยวซิงอวี่จึงวิดพื้นไปสองสามครั้ง แต่บังเอิญไปโดนแผลเข้า เลยเจ็บจนหน้าเหยเกเหงื่อเย็นไหลออกมา

            ไต้ลู่ขมวดคิ้วแล้วประคองเซี่ยวซิงอวี่ให้นอนลงบนเตียง พร้อมกับดุว่า“บาดเจ็บขนาดนี้แล้ว ยังจะมาเก่งอีก นอนพักผ่อนนิ่งๆ เลยนะ!”

            รักมากก็ห่วงมาก

            ท่าทีที่ไต้ลู่แสดงออกกับเซี่ยวซิงอวี่ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว

            “ลู่ลู่ ขอบคุณนะ”

            ไต้ลู่ยื่นน้ำอุ่นให้เซี่ยวซิงอวี่แล้วถามอย่างจริงจังว่า “บอกมาได้แล้วเรียกฉันมามีเรื่องอะไรกันแน่?”

            “ลู่ลู่เธอเองก็เคยเป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรและยังเป็นสัตว์อสูรที่จักรพรรดินีแห่งหลงกั๋วเกลียดเข้าไส้...”

            “คนใหญ่คนโตและตัวอันตรายอย่างเธอน่าจะรู้จักสัตว์อสูรเจ๋งๆ เยอะแยะเลยใช่ไหม”

            “อย่างเช่น สัตว์อสูรระดับราชันอสูร?”

            ไต้ลู่ตกใจเล็กน้อย แล้วถามอย่างสงสัยว่า“นายถามเรื่องนี้ทำไม?”

            “บอกหน่อยสิ เธอรู้จักหรือเปล่า?”

            ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในใจหวนรำลึกถึงสนามรบที่เต็มไปด้วยไฟ

            “ฉันรู้จักสัตว์อสูรบางตัวที่แข็งแกร่งกว่าฉันจริงๆนายถามเรื่องพวกนี้ทำไม?”

            เซี่ยวซิงอวี่ตบขา แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า

            “เธอรู้จักก็ดีแล้ว!”

            “ไอ้หนูนายแปลกๆ นะ มีแผนอะไรกันแน่?”

            เซี่ยวซิงอวี่จับมือหยกของไต้ลู่ขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วถามอย่างจริงจังว่า

            “ลู่ลู่เธอช่วยฉันหามูลของสัตว์อสูรระดับราชันอสูรมาให้หน่อยได้ไหม?”

            “เซี่ยวซิงอวี่ นายป่วยหรือเปล่า!”

            “ฉันจริงจังนะ”

            “ฮึ นายป่วย!”

            สายตาของไต้ลู่เผยความรังเกียจออกมาเล็กน้อยแล้วกลายเป็นแสงสว่างวูบหนึ่ง หายเข้าไปในตราผนึกอสูรของเซี่ยวซิงอวี่

            เซี่ยวซิงอวี่หัวเราะทั้งน้ำตาแล้วตบตราผนึกอสูรอย่างแรง

            “ลู่ลู่ อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ป่วยแล้วก็ไม่ได้เป็นโรคจิตด้วย”

            “ฉันต้องการมูลของสัตว์อสูรระดับราชันอสูรเพื่อใช้ในทางที่ถูกต้องไม่ได้เอาไว้กินนะ!”

            “ลู่ลู่!”

            ไม่ว่าเซี่ยวซิงอวี่จะอธิบายยังไงไต้ลู่ก็ไม่ฟัง แถมยังเข้าใจผิดว่าเซี่ยวซิงอวี่ชอบกินอึ...

            เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกสองสัปดาห์ผ่านไปแล้ว

            การแข่งขันซูเปอร์โนวาที่จัดขึ้นปีละครั้งจัดขึ้นในวันนี้

            เช้าตรู่ เซี่ยวซิงอวี่สวมชุดแข่งขันขึ้นรถโรงเรียนมายังสนามบินเมืองหลงอิ่น

            สถานที่จัดการแข่งขันซูเปอร์โนวาตั้งอยู่ในเมืองซื่อหลิน(สี่วิญญาณ)

            ความหมายของสี่วิญญาณคือสัตว์วิญญาณทั้งสี่ตัวได้แก่ ชิงหลง ไป๋หู่ จูเชวี่ย เสวียนอู่ และยังหมายถึงสี่สถาบันใหญ่

            แต่ละสถาบันจะส่งผู้เข้าแข่งขันสามคน

            เซี่ยวซิงอวี่เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันของสถาบันชิงหลง

            เมื่อเซี่ยวซิงอวี่เดินเข้าไปในห้องโถงผู้โดยสารก็เห็นชายหนุ่มหญิงสาวผมสีขาวคู่หนึ่งทันที

            ชายหนุ่มผมสีขาวคือ มู่หรงหยางซั่ว

            หญิงสาวผมสีขาวคือ มู่หรงซินซิน

            ทั้งสองคนนี้ และเซี่ยวซิงอวี่ก็คือสมาชิกทั้งหมดของตัวแทนจากสถาบันชิงหลงที่เข้าแข่งขัน

            “โอ้ อัจฉริยะเซี่ยวมาแล้ว~”

            มู่หรงหยางซั่วแม้จะพูดจาเหน็บแนมแต่ก็ไม่ได้น่ารังเกียจอะไร

            “พี่หยางซั่ว สวัสดีครับ~”

            “ลิ่วจิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเธอสวยขึ้นอีกแล้ว”

            มู่หรงซินซินตกใจเล็กน้อยแล้วมองเซี่ยวซิงอวี่ด้วยสายตาแปลกๆ

            “พรวด~”

            มู่หรงหยางซั่วที่เพิ่งดื่มโค้กเข้าไปก็พ่นออกมาเต็มพื้น

            “ไอ้หนู นายเรียกน้องสาวฉันว่าอะไร?”

            เซี่ยวซิงอวี่พูดซ้ำว่า“ลิ่วจินไง~”

            “ทำไมล่ะ?”

            “เพราะว่าชื่อมู่หรงซินซินยาวเกินไปเรียกยาก ฉันเลยตั้งชื่อเล่นให้น้องสาวนายว่าลิ่วจินไง”

            ตัวอักษร ‘ซิน’(鑫)ประกอบด้วยอักษร ‘จิน’ (金)หกตัวพอดี (เลขหกในภาษาจีนคือลิ่ว)

            นี่คือที่มาของชื่อเล่นที่เซี่ยวซิงอวี่ตั้งให้

            มู่หรงหยางซั่วถลกแขนเสื้อขึ้น

            “เฮ้ย ฉันมันเป็นพวกอารมณ์ขึ้นง่ายนะเซี่ยวซิงอวี่ นายกล้าตั้งชื่อเล่นให้น้องสาวฉัน แถมชื่อเล่นยังเชยขนาดนี้เชื่อไหมว่าฉันจะ...”

            “พี่ชาย นั่งลง”

            มู่หรงซินซินพูดขึ้นมู่หรงหยางซั่วก็จำต้องหยุดการกระทำ นั่งลงอย่างว่าง่ายแล้วจ้องเซี่ยวซิงอวี่ด้วยสายตาอาฆาต

            เซี่ยวซิงอวี่ไม่สนใจสายตาอาฆาตของมู่หรงหยางซั่วแล้วนั่งลงข้างมู่หรงซินซิน

            “ลิ่วจิน ช่วงนี้เป็นไงบ้างความก้าวหน้าในการพัฒนาสัตว์อสูรเป็นยังไงบ้าง?”

            “สัตว์อสูรตัวแรกของฉันวิวัฒนาการจนเป็นระดับเติบโต (ขั้นสอง) แล้วสัตว์อสูรตัวที่สองก็ปลุกพลังธาตุสายฟ้าได้ด้วย...”

            มู่หรงหยางซั่วอ้าปากค้าง

            มู่หรงซินซินคุยกับเซี่ยวซิงอวี่อย่างเป็นธรรมชาติซึ่งทำให้มู่หรงหยางซั่วรู้สึกแปลกหน้ามาก

            “นี่~ นี่น้องสาวฉันจริงๆเหรอ?”

            “เธอกำลังคุยกับผู้ชายเหรอ?”

            “แถมยังยอมรับชื่อเล่น ‘ลิ่วจิน’ ที่เชยสุดๆ นี่ได้อีกด้วยเหรอ?”

            “โอ้สวรรค์ โลกใบนี้มันบ้าไปแล้วหนูไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้แมว! น้องสาวฉันดันมีชายในฝันซะงั้น!”

            ต้องบอกว่ามู่หรงหยางซั่วพูดเก่งมากเหมาะที่จะเป็นแร็ปเปอร์ที่ดีหลังเกษียณได้เลยนะ

             

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้ควบคุมสัตว์อสูร : มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นเส้นทางวิวัฒนาการที่ถูกซ่อนเร้น ที่คุณอ่าน