[ลูมิเนลราน่า และมื้ออาหารที่ขมขื่น]
ภายในถ้ำที่อับชื้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของยามร่างั์ดังสะท้อนก้องมาตามทางเดินหิน มันแบกถาดไม้เก่าๆ ที่มีก้อนวัตถุสีดำคล้ำวางอยู่จำนวนหนึ่ง ก่อนจะใช้เท้าถีบซี่กรงเหล็กจนเกิดเสียงดังสนั่น
เคร้ง!!
“กินซะไอ้พวกหนูตะเภา! จะได้ไม่ตายคากรงก่อนวันประมูล!” มันตะคอกพลางหยิบก้อน "ขนมปังดำ" ที่แข็งปั๋งและแห้งกรังจนดูเหมือนก้อนหินโยนลงมาบนพื้นกรงที่เต็มไปด้วยฝุ่นและฟาง
ไคขยับตัวเข้าไปหยิบขนมปังที่แตกเป็เสี่ยงๆ ขึ้นมา ความหยาบกร้านของมันแทบจะบาดมือ เขาพยายามกัดและเคี้ยวมันอย่างช้าๆ แม้ความแข็งของมันจะทำให้เหงือกของร่างเด็กห้าขวบรู้สึกเจ็บแปลบ แต่สมองนักวิจัยสั่งการให้เขากลืนมันลงไปเพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารสำหรับแผนการขั้นถัดไป
ในตอนนั้นเอง ประกายแสงจางๆ จากดวงตาของไคสังเกตเห็นการขยับตัวของ เอลฟ์สาวผมเขียว ที่นอนอยู่มุมกรง เธอกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ไคไม่รอช้า เขาคลานเข้าไปประคองแผ่นหลังที่บอบบางของเธอขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วยื่นขนมปังส่วนของเธอที่เพิ่งได้รับแบ่งมา
“ท่าน... ช่วยข้าไว้...” เสียงของเธอนุ่มนวลทว่าสั่นเครือด้วยความอ่อนแรง
“ค่อยๆ กินนะครับ มันอาจจะแข็งไปหน่อยแต่พี่สาวต้องกินนะครับ” ไคตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนโยนที่สุดเพื่อให้เธอคลายกังวล
“ผมชื่อ ไค ครับ พี่สาวชื่ออะไร?”
เอลฟ์สาวผมสีเขียวนิ่งไปสักพักไคเริ่มแนะนำเพื่อนๆ ที่นั่งล้อมวงกันอยู่ในความมืดตามลำดับเพื่อลดความประหม่าของเธอ
“นั่นโวล์ฟ จอร์จ ร็อค ไมโล ไมล่า และคนนี้ลูน่าครับ” เด็กๆ ทุกคนแม้จะหวาดกลัวจนตัวสั่นและขอบตาแดงก่ำจากการร้องไห้
แต่เมื่อไคเป็คนแนะนำ พวกเขาก็ต่างพยายามส่งยิ้มที่อ่อนโยนและจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปให้เธอ
“ข้ามีนามว่า... ลูมิเนลราน่า” เธอตอบพลางรับขนมปังมาไว้ในมือ
“ชื่อยาวจัง... ผมขอเรียกพี่ว่า 'ลูมิน่า' ได้ไหมครับ?” ไคถามพร้อมรอยยิ้มสดใสที่ทำให้บรรยากาศที่เคยเยือกเย็นและตึงเครียดในกรงขังดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
ลูมิน่าอึ้งไปครู่ใหญ่ ดวงตาสีมรกตของเธอจ้องมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“ลูมิน่า... ข้าชอบชื่อนี้จัง ไม่เคยมีใครเรียกข้าแบบนี้มาก่อนเลย... ชื่อของเอลฟ์อย่างพวกข้ามักจะยาวและมีความหมายถึงปูมหลังเสมอ แต่นั่นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วล่ะ”
เธอกล่าวพร้อมความเศร้าที่พาดผ่านดวงตา ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวที่ทำให้ไคต้องเก็บข้อมูลอย่างเคร่งเครียด...
[เื่เล่าจากพฤกษาและความจริงของพลัง]
ลูมิน่าพยายามเคี้ยวขนมปังดำคำเล็กๆ ที่ไคแบ่งให้ แม้ความฝาดและแข็งของมันจะทำให้การกลืนแต่ละครั้งเป็ไปด้วยความลำบาก แต่เธอก็ฝืนทำเพื่อรักษามารยาทต่อเด็กชายที่มีแววตาแน่วแน่ผู้นี้ เธอเริ่มเล่าเื่ราวด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
"ทำไมพวกพี่ถึงถูกจับมาที่นี่หรือครับ" ไคถามด้วยความสงสัยปนห่วงใยและเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด
“ครอบครัวของข้า... พวกเราเป็เอลฟ์ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของพงไพรมาหลายชั่วอายุคน” ลูมิน่าเว้นจังหวะพลางมองไปทางเด็กๆ เอลฟ์ในกรงข้างๆ
"แล้วพวกพี่ใช้เวทมนตร์กันได้ไหมครับ พ่อของผมเคยเล่าว่า เอลฟ์ที่เป็เพื่อนของพ่อ ใช้เวทมนตร์เก่งมากๆเลยครับ" ไคถามต่อเพื่อให้มีไพ่ไว้ในกำมือเพิ่มขึ้นอีกซักเล็กน้อยก็ยังดี
“เอลฟ์ป่าอย่างพวกเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพร์ด้านการต่อสู้ทุกคนหรอกนะ... ครอบครัวข้าใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่เคยมีใครได้รับการฝึกฝนให้เป็จอมเวท หรือแม้แต่รู้วิธีต่อสู้ ใช้ธนูกับวางกับดักกันเป็อยู่หรอกนะ แต่ก็ทำได้แค่ไว้ล่าสัตว์จ๊ะ”
ไคขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความผิดหวังพลางถามด้วยความสงสัย
“พี่สาวบอกว่าไม่เคยมีใครสอน... งั้นแสดงว่าพี่สาวใช้เวทมนตร์ไม่ได้เลยเหรอครับ?”
ลูมิน่าพยักหน้าช้าๆ
“ใช่... ข้าไม่รู้วิธีใช้เวทมนตร์เลยแต่พอใช้มานาได้บ้างเล็กน้อยแต่...” เธอแตะที่ปลอกคอเหล็กหนาที่รัดลำคอขอเธอไว้
“เหมือนมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึกว่ากระแสพลังในร่างมันไม่เหมือนทุกที ข้าเลยยิ่งดูไร้ค่าเข้าไปใหญ่”
‘ปลอกคอสะกดมานา? (Mana Suppressor) ...’ ไคสรุปในใจพลางนึกถึงของจำพวกนี้จากความทรงจำในชาติก่อนที่มาจากเกมและไลท์โนเวล จากนั้นลอบสแกนซ้ำไปที่เธอ ‘แต่ข้อมูลที่ผมเห็น พี่สาวคนนี้มีปริมาณมานาที่ไหลเวียนอยู่หนาแน่นมาก ถึงไม่รู้แน่ชัดว่าเยอะแค่ไหน แต่มากกว่าแม่แน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เธอเหมือนคอมพิวเตอร์สเปกสูงที่ไม่มีซอฟต์แวร์สั่งการ และถูกตัดไฟเลี้ยงจากปลอกคอบ้าๆ นี่แน่ๆเลย’
ลูมิน่าเล่าต่อถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอถูกจับ
“จนกระทั่งวันหนึ่ง ข่าวเื่การกลับมาของ เ้าหญิงเมฟิเรียราลาน่า ดังไปถึงป่าลึกที่พวกข้าอาศัยอยู่... ท่านเ้าหญิงมีประกาศให้ชาวเผ่าเอลฟ์ที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ อพยพเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อความปลอดภัยจากการล่าทาสที่รุนแรงขึ้น ครอบครัวเราจึงยอมทิ้งถิ่นฐานเดิมเพื่อเดินทางไปพึ่งใบบุญของท่าน... แต่ระหว่างทางที่ข้ามรอยต่อป่า เ้านั่นก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับ 'อาวุธที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงได้' พวกเราที่ไม่มีอะไรต่อสู้อะไรเลย...พ่อและ พี่ชายของข้าก็ถูกฆ่าตาย จากนั้นก็กลายเป็แบบนี้”
ไคแอบสะดุ้งเมื่อได้ยินชื่อเต็มของเมฟิน่า ‘เมฟิเรียราลาน่า... ที่แท้ก็น่าจะคนเดียวกับเ้าหญิงเมฟิน่าที่พ่อเซนชอบเรียกแบบมักง่ายจริงๆ ด้วยสินะ พ่อไม่น่าจะมาขอย่อชื่อของเ้าหญิงแบบที่ผมทำแน่ๆ’
[ศูนย์รวมจิตใจในเงามืด]
เมื่อบทสนทนาเริ่มคลายความตึงเครียด เด็กชายเอลฟ์ตัวน้อยที่ดูเหมือนเด็กวัย 4 ขวบที่ขดตัวอยู่มุมกรงก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เสียงสะอื้นเบาๆ นั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจนลูน่าและไมล่าต้องเข้าไปปลอบแต่ก็ไม่เป็ผล
ไคขยับเข้าไปใกล้เด็กชายคนนั้น เขาไม่ได้ใช้น้ำเสียงสั่งการเหมือนตอนอยู่ต่อหน้ากัลลัส แต่เขาใช้แววตาที่อ่อนโยนและอบอุ่นที่สุดเท่าที่เด็ก 6 ขวบคนหนึ่งจะทำได้ เขายื่นมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบามัน
“ไม่ต้องกลัวนะ... พวกผมอยู่ที่นี่แล้ว” ไคเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางพยักหน้าให้โวล์ฟและจอร์จ
“ชายคนนั้น (โวล์ฟ) แข็งแรงมากนะ เขาจะปกป้องทุกคนเอง ส่วนผม... ผมสัญญาว่าเราจะได้กลับไปเห็นแสงอาทิตย์และป่าแสนสวยด้วยกันอีกครั้ง”
คำพูดของไคไม่ได้มีเพียงแค่เสียง แต่มันแฝงไปด้วย ‘น้ำหนักของความมั่นใจ’ ที่ส่งผ่านออกมาทางแววตาและท่าทาง ทำให้เด็กๆ เอลฟ์ที่สิ้นหวังเริ่มขยับเข้ามาใกล้กรงของพวกไคมากขึ้น ลูมิน่ามองดูภาพนั้นด้วยความทึ่ง... เด็กคนนี้ไม่ได้แค่ฉลาด แต่เขามีพลังบางอย่างที่สามารถหลอมรวมจิตใจของผู้คนที่แตกสลายเข้าด้วยกันได้
ในคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาวที่สุดภายในสุสานศิลาแห่งนี้ ไคไม่ได้เพียงแค่รอคอยความช่วยเหลือจากภายนอก แต่เขากำลังรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์โครงสร้าง และสร้างศรัทธาขึ้นมาใหม่
‘กัลลัส... แกคิดว่าแกขังแค่เด็กชาวบ้านกับทาสไร้ทางสู้ไว้ในกรงสินะ’ ไคจ้องมองไปยังความมืดนอกกรง แววตาของไควาวโรจน์ขึ้นชั่ววูบ ‘แต่แกไม่รู้หรอกว่าแกกำลังขัง "นักวิจัย" ที่พร้อมจะแยกส่วนฐานทัพพังๆ ของแกให้กลายเป็เศษขยะจากข้างในต่างหาก’
[วิทยาศาสตร์แห่งการเสื่อมสลาย]
ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาวภายในส่วนลึกของถ้ำ กลิ่นอับชื้นของเชื้อราและไอดินโชยมาปะทะจมูกเป็ระลอก แสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านซอกหินเบื้องบนลงมาเป็เส้นสายเล็กๆ เผยให้เห็นร่างของเด็กชายวัย 6 ขวบที่นั่งนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหิน
ไคไม่ได้กำลังเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างที่ใครเข้าใจ แต่ภายในหัวของเขากำลังรันกระบวนการประมวลผลอย่างหนักหน่วง แผนผังจำลองในสมอง
‘ถ้าต้องใช้พละกำลังเข้าแลกในร่างเด็กหกขวบที่ขาดสารอาหารแบบนี้... อัตราการรอดชีวิตคือศูนย์’ ไควิเคราะห์สถานการณ์ด้วยความเ็า ‘วิธีเดียวที่จะพลิกเกมนี้ได้ คือต้องทำลายเครื่องพันธนาการทิ้งเสีย’
ไคก้มลงมองโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่ล่ามข้อมือและข้อเท้าของเขาไว้ ผิวััของมันเย็นเยียบ และหยาบกระด้าง มันคือผลผลิตของโลหะที่แข็งแรงเกินกว่าที่แรงมนุษย์ปกติจะกระชากให้ขาดได้ แต่สำหรับอดีตนักวิจัย... เหล็กกล้าก็เป็เพียงการรวมตัวกันของธาตุที่พร้อมจะผุกร่อนได้เช่นกัน
ไคเริ่มรวบรวมมานาที่เหลืออยู่ เขาไม่ได้บีบอัดมันเพื่อสร้างะเิหรือใช้ความร้อนหลอมละลายโลหะ เพราะนั่นจะส่งเสียงดังดึงดูดความสนใจเกินไปอีกทั้งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายจากความร้อนสูงและแรงะเิแต่สิ่งที่ไคเลือกจะทำคือ...
‘เริ่มกระบวนการ... อ็อกซิเดชัน (Oxidation)’
ผมจดจ่อสมาธิไปที่ข้อต่อโซ่เหล็ก ใช้มานาแทรกซึมลึกลงไปเพื่อ ลอกผิวเคลือบป้องกันของโลหะ ออกจนหมด เหมือนการปอกเปลือกผลไม้ออกเพื่อให้เนื้อข้างในเน่าเสียได้ง่ายขึ้น
‘บีบอัดความหนาแน่นของออกซิเจนเฉพาะจุด... ดึงหยดน้ำและไอระเหยแอมโมเนียจากมูลสัตว์เข้ามาเป็ตัวนำไฟฟ้า... จากนั้นจึงใช้มานาสร้าง แรงผลักดันมหาศาล เพื่อกระชากอนุภาคเหล็กให้แยกตัวออกจากกันทันที’
มันคือการเร่งปฏิกิริยาให้รุนแรงกว่าปกติหลายล้านเท่า เหมือนการย่นเวลาที่เหล็กต้องตากแดดตากฝนนับสิบปีให้เหลือเพียงไม่กี่นาที เสียงซ่าแ่เบาดังขึ้นพร้อมกลิ่นฉุนจางๆ เนื้อเหล็กที่เคยยึดเหนี่ยวกันแน่นพลันเปลี่ยนสภาพเป็ สนิมสีส้มแดง ที่เปื่อยยุ่ย
พันธนาการที่ดูแข็งแกร่งค่อยๆ สูญเสียความแข็งแรงไปจนหมดสภาพ เพียงแค่ผมขยับเท้าเบาๆ ข้อต่อโซ่ก็แตกสลายกลายเป็ผงธุลี ร่วงหล่นลงบนพื้นฟางอย่างไร้ค่า
ไคลอบทำแบบเดียวกันนี้ให้กับเพื่อนๆ ทุกคนในกรงอย่างเงียบเชียบที่สุด ท่ามกลางเสียงกรนของยามที่เฝ้าอยู่ด้านนอก
“ฟังนะทุกคน...” ไคกระซิบแ่เบาจนเกือบถูกเสียงหยดน้ำกลบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นจนเด็กๆ ที่เหลือต้องเงี่ยหูฟัง
“ผมทำลายโครงสร้างภายในของโซ่ไว้แล้ว แต่มันยังคงรูปทรงเดิมอยู่... ห้ามใครดึงให้ขาดเด็ดขาดจนกว่าจะถึงเวลา เราต้องเนียนไว้ก่อน... รอจนกว่ารินจะพาพวกพ่อมาช่วย”
โวล์ฟและเด็กคนอื่นๆ ที่อ่อนล้าจนแทบจะขยับตัวไม่ไหว ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย ความหวังเล็กๆ เริ่มจุดประกายขึ้นในดวงตาที่เคยหม่นแสง พวกเขาไม่ได้เข้าใจกระบวนที่ไคพูดถึงนั้นมันทำได้ยังไง แต่พวกเขารู้สึกได้ถึงความมั่นคงที่แผ่ออกมาจากไคได้
ไคพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน แววตามรกตเริ่มหม่นแสงลงราวกับหลอดไฟที่กำลังจะขาด กฎ The 30% Sleep Rule เริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง เมื่อเขาทุ่มเทการประมวลผลจนเกินขีดจำกัดของเซลล์สมองเด็ก
‘ผมต้องเข้าสู่โหมดพักฟื้นอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง... หวังว่าเมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็น... จะเป็ใบหน้าของพ่อนะ...’
ก่อนที่สติจะดับวูบลง ไคฝืนสั่งการมานาเฮือกสุดท้ายให้แทรกซึมเข้าไปในรูกุญแจของกรงเหล็ก เขาใช้ตรรกะการขยายตัวทางความร้อน (Thermal Expansion) บีบให้อะตอมของกลไกภายในบิดเบี้ยวและปริแตกออกจนเสียรูป กุญแจดอกใดในโลกก็ไม่สามารถไขกรงนี้ได้อีกต่อไป และมันพร้อมจะแตกออกเป็ชิ้นๆ เพียงแค่ถูกกระแทกเบาๆ
ร่างเล็กๆ ของไคฟุบลงบนกองฟางที่เหม็นอับทันที ท่ามกลางความใของเพื่อนๆ ที่เห็นเขาสลบไปต่อหน้าต่อตา
[เงาแค้นบนชายป่าดอนตะวันพราว]
รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับแสงสีทองที่สาดส่องลอดผ่านม่านหมอกในป่าดิบชื้น ทีมช่วยเหลือของเซนขยับตัวอย่างเงียบกริบดุจเงาพราย ทุกฝีเท้าที่เหยียบลงบนใบไม้แห้งถูกควบคุมน้ำหนักอย่างมืออาชีพ
เซนเดินนำหน้าด้วยสายตาที่คมกริบ เขาหยุดเป็ระยะเพื่อใช้มีดสั้นสลักสัญลักษณ์ลับไว้ตามเปลือกไม้ เผื่อกรณีที่มีกำลังเสริมจากในหมู่บ้านหรือพรรคพวกตามมา พร้อมกันนั้นในหัวของเขายังคงวนเวียนอยู่กับเนื้อความในจดหมายจากเพื่อนเก่าปาร์ตี้ "รุ่งอรุณนิรันดร์" ที่เขาได้รับผ่านมือลุงมอริสเมื่อไม่กี่วันก่อน
‘เมฟิน่า... เทียมุส... มินอส... ถ้าพวกนายมาถึงทันเวลา ศึกนี้เราอาจจะจบมันได้โดยไม่มีใครต้องสูญเสีย’ เซนกำด้ามดาบแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน
จนกระทั่ง่สาย แสงแดดเริ่มแผดเผา ทีมช่วยเหลือก็มาถึงจุดสิ้นสุดของแนวป่า เบื้องหน้าคือหน้าผาหินปูนสูงชันที่แผ่กลิ่นอายมรณะออกมา ถ้ำมหึมาที่อ้าปากค้างอยู่ดูราวกับปากของอสุรกายร้าย และสิ่งที่ทำให้เอลินต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อสะกดกลั้นอาการคลื่นไส้ คือภาพของซากศพก็อบลินหลายสิบตัวที่ถูกเสียบประจานไว้บนเสาไม้แหลมหน้าปากถ้ำ กลิ่นคาวเืที่แห้งกรังผสมปนเปกับกลิ่นเน่าเฟะโชยมาตามลมอย่างรุนแรง
“ไม่ผิดแน่... ที่นี่แหละ” ราล์ฟกระซิบพลางย่อตัวลงสำรวจรอยเท้าใหม่ๆ บนพื้นดิน
“รอยเท้าพวกทาสมุ่งหน้าเข้าไปข้างใน... ถ้ำนี้น่าจะเป็รังเก่าของพวกก็อบลิน โครงสร้างถ้ำธรรมชาติแบบนี้มักจะมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว เพราะพวกก็อบลินมันขี้ระแวง มันจะไม่ยอมให้มีทางที่ศัตรูจะลอบมาตลบหลังได้ง่ายๆ”
เซนจ้องมองเข้าไปในความมืดมิดของปากถ้ำ แววตาของเขาที่เคยร้อนรุ่มบัดนี้กลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก เขาเริ่มเรียกทุกคนเข้ามาประชุมแผนการอย่างใจเย็น ไม่มีการใจร้อนรีบบุก ไม่มีการะโสั่งการด้วยอารมณ์ชั่ววูบเหมือนนักรบเืร้อนในสมัยก่อน
เอลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบมองสามีของเธอด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ‘สามีของฉัน... คุณไม่ใช่แค่เซนที่กวัดแกว่งดาบด้วยความบ้าบิ่นอีกต่อไปแล้วนะ แต่คุณคือผู้นำที่แบกรับชีวิตของทุกคนไว้... คุณเติบโตขึ้นมากจริงๆ’ เธอคิดพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความเชื่อมั่น
[ความหยิ่งยโสของอสุรกายกัลลัส]
ภายในโถงถ้ำที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยกลิ่นอับของเืเก่า เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เกิดจากขาของมนุษย์ที่ถูกด้วยเสริมมานาปะทะกับพื้นหินดังสะท้อนก้อง กัลลัส เดินนำกลุ่มลูกน้องออกมาที่ปากถ้ำ แสงแดดส่องกระทบใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนรอยแผลเป็สีคล้ำดูน่าสยดสยอง
เขากวาดสายตามองไปที่ลูกน้อง 10 คนที่ยืนเรียงแถวรอรับคำสั่ง ทุกคนสวมใส่อุปกรณ์อาร์ติแฟกต์เสริมพลังกาย ที่แผ่มานาออกมาจางๆ
“ไอ้พวกสวะ! มัวอืดอาดอะไรอยู่!” กัลลัสคำราม เสียงนั้นสั่นพร่าผสมเสียงโลหะเสียดสีกันภายในทรวงอก
“แบ่งทีมออกไปเดี๋ยวนี้! ไปหาตำแหน่งของหมู่บ้านดอนตะวันพราวให้เจอ ใครเจอที่ตั้งมันก่อนข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม และจำไว้... ใครที่ขวางทาง ให้ฆ่าทิ้งให้หมด ยกเว้นพวกเด็กๆ และผู้หญิงที่พอจะมีราคา!”
ลูกน้องหน่วยเขี้ยวโลหิตถูกแบ่งออกเป็ 3 ทีมตามแผนการที่กัลลัสวางไว้อย่างมั่นใจ:
กลุ่มที่ 1 และ 2: แบ่งกลุ่มละ 4 คน แยกย้ายไปสำรวจพื้นที่ทางซีกซ้ายและขวาของปากถ้ำเพื่อโอบล้อมและหาเส้นทางเข้าสู่หมู่บ้าน
กลุ่มที่ 3: ประกอบด้วยกัลลัสและคนสนิทฝีมือดีอีก 2 คน มุ่งหน้ากลับเข้าไปในป่าเพื่อตรวจสอบร่องรอยการเดินทางของกลุ่มเด็กๆที่พึ่งจับตัวมาที่อาจหลงเหลืออยู่
กัลลัสทิ้งฐานทัพไว้โดยเหลือยามเพียง 2 คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือยามผู้โชคร้ายที่าเ็สาหัสจากการถูกเขากระทืบเมื่อคืน ซึ่งตอนนี้ทำได้เพียงแค่นอนพะงาบๆ อยู่ในมุมมืดข้างกรงขัง เขาไม่กังวลเื่การถูกบุกรุกเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยความมั่นใจในร่างดัดแปลงที่เขาเชื่อว่าเป็ 'พลังที่พระเ้าประทานมา' เขาเชื่อว่าไม่มีใครในป่าแถบนี้ที่แกร่งพอจะต้านทานเขาได้
‘ใครจะมาช่วยก็มา... ข้าจะฆ่าล้างทั้งหมู่บ้านให้ดูเป็ขวัญตาเอง’ กัลลัสแสยะยิ้มที่เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งก่อนจะเดินหายเข้าสู่เงามืดของพงไพร
[แผนการชิงตัวประกันและการจู่โจมสายฟ้าแลบ]
ห่างออกไปในแนวป่าที่มืดครึ้ม เซนซุ่มมองการเคลื่อนไหวของศัตรูผ่านพุ่มไม้ด้วยสายตาที่สงบนิ่งดุจนักล่าที่กำลังรอจังหวะตะปบเหยื่อ เขาเห็นการกระจายกำลังของพวกมันและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“ศัตรูแยกตัวออกไปแล้ว... นี่คือโอกาสของเรา” เซนกระซิบสั่งการ กัลป์และราล์ฟขยับเข้ามาใกล้เพื่อรับคำสั่งสุดท้าย
เซนตัดสินใจแบ่งทีมออกเป็ 2 ชุด ตามแผนที่กัลป์เสนอเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด:
1. ทีมช่วยเหลือ (Search & Rescue) : นำโดย ราล์ฟ ยอดนักรบเผ่าหมาป่า และ ริน พร้อมหน่วยสำรวจฝีมือดีของหมู่บ้านอีก 5 คน
ภารกิจ: ลอบเร้นเข้าถ้ำทางปากทางหลักในขณะที่กลุ่มกัลลัสเดินห่างออกไป การมีรินที่เชี่ยวชาญการตรวจจับกับดักและราล์ฟที่มีประสาทััในการดมกลิ่น ทำให้ทีมนี้สามารถเลี่ยงจุดปะทะที่ไม่จำเป็เพื่อมุ่งตรงไปหาพวกเด็กๆ ให้เร็วที่สุด
2. ทีมตัดกำลัง (Strike Force) : นำโดย เซน, เอลิน, กัลป์ และหน่วยสำรวจอีก 1 คน
ภารกิจ: เดินทางอ้อมไปดักจัดการกับกลุ่มล่าทาส 4 คนที่แยกออกไปทางขวา ซึ่งพวกเขาวิเคราะห์แล้วว่าเป็กลุ่มที่มีระดับมานาและอันตรายน้อยที่สุด การกำจัดกลุ่มนี้ก่อนจะช่วยป้องกันการถูกตลบหลังและตัดลดทอนกำลังขอศัตรูได้เป็อย่างดี
“ฝากลูกด้วยนะราล์ฟ... ริน” เซนสบตากับน้องสาวและเพื่อนรักด้วยความหนักแน่น
ก่อนจะหันไปหาเอลินที่กำลังเตรียมไม้เท้าสื่อนำมานาในมือ
เอลินมองแผ่นหลังที่มั่นคงของสามีแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอมั่นใจในตัวเซนมากกว่าครั้งไหนๆ ‘ไปพาลูกของเรากลับบ้านกันเถอะค่ะ’
และแล้ว ปฏิบัติการกู้ชีพท่ามกลางรังอสุรกายก็ได้เริ่มขึ้น! ในขณะที่ในถ้ำนั้น ไคยังคงจมอยู่ในห้วงนิทราจากการใช้มานาเกินขีดจำกัด โดยที่เพื่อนๆ ในกรงต่างพยายามเขย่าตัวเรียกเขาด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งสูงถึงขีดสุดเมื่อได้ยินเสียงความวุ่นวายจากภายนอก
[ห้วงนิทราของนักวิจัย และศรัทธาที่สั่นคลอน]
ในกรงขังลึกสุด ร่างเล็กของไคฟุบหลับไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอแต่ดูอ่อนล้าจนน่าใจหาย ผลกระทบจาก The 30% Sleep Rule ผนวกกับการใช้มานาคำนวณสดเพื่อเร่งปฏิกิริยาอ็อกซิเดชันในโซ่ตรวนของทุกคน ทำให้สมองของเขา ‘ชัตดาวน์’ ตัวเองทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายถาวร
“ไค... ไค! ตื่นสิ” โวล์ฟพยายามกระซิบเรียกพลางขยับมือที่พันธนาการด้วยโซ่ซึ่งบัดนี้ข้างในกลายเป็เพียงผงสนิมแดงที่ยึดกันไว้ด้วยเปลือกเหล็กบางๆ เขาอยากจะขยับเข้าไปหา แต่ความกลัวที่ฝังรากลึกและภาพความโเี้ของกัลลัสเมื่อคืนยังคงทำให้เขารั้งรอ
“อย่าเรียกเขาเลยโวล์ฟ... เขาดูเหนื่อยมาก” ลูมิน่าที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความนับถือ เธอััได้ถึงกลิ่นอายมานาที่หลงเหลืออยู่รอบๆ ข้อต่อโซ่
“เด็กคนนี้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อลงไปแล้ว... เขาปกป้องพวกเราในแบบที่ไม่มีใครทำได้ ตอนนี้ให้เขาพักเถอะ”
ในกรงขังที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ บัดนี้กลับเงียบสงัดลงอย่างประหลาด เด็กๆ ทั้งฝ่ายมนุษย์และเอลฟ์ต่างนั่งล้อมรอบร่างของไคไว้ราวกับเขาเป็ศูนย์กลางของแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่ แม้ความเหนื่อยล้าทางจิตใจจะทำให้หลายคนสั่นเทา แต่คำพูดสุดท้ายของไคที่ว่า “เราจะได้กลับไปเห็นแสงอาทิตย์ด้วยกันอีกครั้ง” ยังคงดังก้องอยู่ในหัว เป็เครื่องยึดเหนี่ยวไม่ให้ทุกคนสติแตกไปเสียก่อน
[กลยุทธ์แยกเขี้ยวเล็บ]
ห่างออกไปที่บริเวณแนวป่ารอบหน้าผา เซนพยักหน้าให้ราล์ฟเป็สัญญาณสุดท้ายของการแยกกลุ่ม แผนการถูกกำหนดไว้ชัดเจนและรัดกุม
“จำไว้... เป้าหมายคือพาเด็กๆ ออกมาให้ปลอดภัยที่สุด” กัลป์เอ่ยกำชับพลางกระชับดาบดามัสคัสเล่มใหม่ในมือ
“ราล์ฟ... ฝากเื่ในถ้ำด้วยนะ แต่อย่าลืมว่าในนั้นอาจจะมีกับดักของพวกก็อบลินเก่าที่พวกมันทิ้งไว้”
“ไม่ต้องห่วงกัลป์... ข้ากับรินจะจัดการเอง” ราล์ฟตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม แววตาของนักรบเผ่าหมาป่าวาวโรจน์
“ริน... นำทางไป อย่าให้พวกมันรู้ตัว!”
รินพยักหน้าอย่างแน่วแน่ เธอเริ่มเคลื่อนที่ไปตามโขดหินด้วยความคล่องแคล่วประดุจแมวป่า โดยมีราล์ฟและหน่วยสำรวจอีก 5 คนติดตามไปในเงามืดอย่างเงียบกริบ เป้าหมายของพวกเขาคือการลอบเข้าทางปากถ้ำในจังหวะที่ยามกำลังประมาทเพราะตัวหัวหน้าพึ่งออกมา
ในขณะเดียวกัน เซน, เอลิน และกัลป์ ก็เริ่มเคลื่อนพลอ้อมไปทางทิศตะวันออกเพื่อตัดหน้ากลุ่มล่าทาส 4 คนที่แยกตัวออกสำรวจ เซนเดินนำหน้าด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ดาบเคลย์มอร์ั์บนหลังดูเบาหวิวเมื่ออยู่ในมือของเขา
เซนหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหันเมื่อประสาทััของเขาตรวจพบกลิ่นอายของมานาจางๆ ในอากาศ เขาหันไปมองกัลป์และเอลินที่เตรียมพร้อมเวทมนตร์อยู่ในมือ
“พวกมันอยู่ข้างหน้า... 4 คน” เซนกระซิบ
“กัลป์... นายอ้อมไปทางซ้าย เอลิน... คอยสนับสนุนฉันจากข้างหลัง อย่าให้พวกมันมีโอกาสส่งสัญญาณกลับไปที่ฐานเด็ดขาด”
และแล้ว... เสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหน่วย ‘เขี้ยวโลหิต’ 4 คนที่กำลังเดินคุยกันอย่างยโสโดยหารู้ไม่ว่าพญาราชสีห์แห่งดอนตะวันพราวกำลังดักรอตะปบเหยื่ออยู่เบื้องหน้า!