บทที่48พลังแห่งน้ำมิตร
ระหว่างที่สู้กับพยัคฆ์ภูเขาอย่างพัวพันนั้นตัวสมุนไพรบนปลอกคอของมันก็ได้กำจายออกอย่างเบาบางเกาะลงบนตัวของปู้ชิงเถาด้วย เช่นนั้นนอกจากความเจ็บปวดทางกายซึ่งถูกแส้โลหะลอบทำร้ายปู้ชิงเถามันก็พลอยถูกพิษที่เกิดการผสานรวมเล่นงานด้วย ความเจ็บปวดราวเข็มทิ่มแทงจึงทำให้มันครวญครางในลำคอมันยังนับว่าถูกพิษเพียงผิวเผิน แต่ความผิวเผินยังเจ็บปวดขนาดนี้ แล้วพยัคฆ์ภูเขาที่ถูกพิษอย่างเต็มที่จะเจ็บปวดทรมานถึงเพียงนี้ยิ่งปู้ชิงเถามันสัมผัสรับรู้ถึงความเจ็บปวด มันจึงยิ่งรับรู้ว่านี่เป็นวิธีการควบคุมที่โหดเหี้ยมทารุณยิ่ง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดรัจฉานก็คือมนุษย์ผู้มีความคิดแลจิตใจนั่นเอง!
มิน่าในอดีตบิดาของมันจึงมิเห็นด้วยที่จะให้จื่อจิ้งทำการเลี้ยงพยัคฆ์ภูเขาไว้คงเป็นเพราะท่านมิอยากให้ทรมานสัตว์พวกนี้นี่เอง แต่จื่อจิ้งมันมีผู้อาวุโสแห่งพรรคคอยถือหางด้วยการที่บิดามันและผู้อาวุโสเป็นสหาย บิดามันจึงไม่อยากใช้อำนาจเบ็ดเสร็จกับสหายเท่าใดนัก
ปู้ชิงเถาเจ็บปวดมิอาจลุกขึ้นเช่นเดียวกับพยัคฆ์สองตัวที่แด้ดิ้น ส่งให้พยัคฆ์อีกตัวได้เข้าไปดูพวกพ้องด้วยแววความตื่นตระหนกแลหวาดกลัวมิได้เข้าโจมตีปู้ชิงเถาอย่างต่อเนื่อง
ปู้ชิงเถาส่งเสียงแหบพร่ารอดผ่านไรฟัน
“สารเลวเพื่อความสำเร็จ แม้แต่บริวารของตนก็ยังไม่ยกเว้น เจ้ามันเกินกว่าเดรัจฉานสามตัวนี้แล้ว!”
จื่อจิ้งไม่มีโทสะมันกลับหัวเราะร่า
“เพื่อชัยชนะใยต้องเลือกวิธีเจ้าไม่ได้ยินคำกล่าวนี้หรือ ไม่เสียสละชัยชนะไม่เกิด ฮ่าฮ่าฮ่า”
ระหว่างที่ขบขันพยัคฆ์ภูเขาตัวใหญ่ที่มิได้ถูกพิษก็พลันโถมเข้าใส่จื่อจิ้งอย่างคลั่งแค้นแทนพวกพ้องของตนมันตวัดกรงเล็บที่นำพาซึ่งความกระเพื่อมไหวของพลังธรรมชาติตัดขวางเข้าใส่บุรุษชรา ดีที่บุรุษชราไหวตัวทันจึงเบี่ยงกายหลบจากกรงเล็บที่แหลมคมนี้แต่พลังธรรมชาติอันคมกริบรอบตัวเล็บนั้นบุรุษชรามิอาจหลบได้ทัน ไหล่ซ้ายของมันจึงถูกกรีดเฉือนเป็นรอยโลหิตทางยาวสร้างความเจ็บปวดจนมันร่างแทบทรุดลง
“เดรัจฉานเลี้ยงไม่เชื่องข้าจะทรมานเจ้าเดี๋ยวนี้!”
พยัคฆ์ภูเขาทั้งสามนี้คือพยัคฆ์สามแม่ลูกที่ซ่อนตัวอยู่ซอกเขาลึกพยัคฆ์ตัวมารดามีอายุมานับร้อยปีจึงมีตบะญาณที่ไม่อ่อนด้อย อดีตผู้อาวุโสที่บัดนี้ได้กลายเป็นประมุขพรรคเอกยาจกคนใหม่บังเอิญได้พบพานมันอาศัยพลังฝีมือและความเจ้าเล่ห์ชั่วช้า ใช้ลูกของมันเป็นตัวประกัน ทำให้มันต้องยินยอมพลาดท่าและถูกควบคุมอย่างทรมานเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนนี้
ลำพังความร้ายกาจของพยัคฆ์ภูเขาตัวเมียนี้ยากนักที่จื่อจิ้งจะรับมือไหวหากมิได้ปลอกคอสมุนไพรและแส้โลหะที่บรรจุไปด้วยตัวยาที่อดีตผู้อาวุโสแห่งพรรคเอกยาจกมอบให้มันก็คงมิอาจควบคุมสามพยัคฆ์ภูเขาที่ร้ายกาจได้
ดังนั้นเมื่อพยัคฆ์ภูเขาลงมือใส่มันมันจึงตวัดแส้โลหะฟาดออก พร้อมกับตัวยาที่แผ่กำจายลงบนร่างของพยัคฆ์ภูเขา เจ้าพยัคฆ์ภูเขาตัวเมียนี้ก็คำรามก้องด้วยความเจ็บปวดแลลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นทันที
แต่มันก็ยังสาดประกายตาที่แดงฉานแลโกรธแค้นเดือดดาลอย่างถึงขีดสุดโถมเข้าใส่จื่อจิ้งโดยไม่คิดชีวิต พลังธรรมชาติก่อรวมอยู่ที่คมเขี้ยวและกรงเล็บ การโจมตีนี้หากเป็นปกติจะรวดเร็วเป็นอย่างมากแต่เพราะมันถูกพิษแลเจ็บปวดแสนสาหัส ความรวดเร็วจึงตกลงอย่างน่าใจหาย ร่างที่ควรวูบไหวพร่าพรายจึงเห็นอย่างเด่นชัดเช่นนั้นจื่อจิ้งที่ตั้งท่าอยู่ก่อนแล้วจึงรับมือได้อย่างง่ายดาย
“เดรัจฉานที่มิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ!”
แล้วมันก็สะบัดแส้โลหะพร้อมกับตัวยาที่ฟุ้งกระจายมากกว่าเดิมหลายเท่าส่งให้ร่างของพยัคฆ์ภูเขาตัวดังกล่าวล้มคว่ำไปกลิ้งทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดจนแทบขาดใจ
เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดสร้างความน่าสลดแลหดหู่แก่ผู้คนยิ่งนักทว่าจื่อจิ้งกลับยังคงหัวเราะลั่นด้วยความชอบใจแลสาสมใจอย่างถึงขีดสุด มิเพียงเท่านั้นมันยังกระหน่ำฟาดแส้โลหะเข้าใส่ร่างของพยัคฆ์ภูเขาตัวนั้นอย่างไร้ปราณี!
ความเจ็บปวดส่งให้พยัคฆ์ตัวนั้นร่ำร้องพยัคฆ์สองตัวที่เป็นบุตรของมัน เมื่อเห็นมารดาเจ็บปวดก็ฝืนคืบคลานเข้าหามารดา หากเป็นมนุษย์มันก็คงคล้ายกับเด็กที่กำลังร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นมารดาได้รับชะตากรรมอย่างโหดร้ายทารุณจนแสงสุดท้ายแห่งชีวิตจะมอดดับลง
ปู้ชิงเถาได้เห็นภาพนี้ก็โกรธแค้นจนนัยน์ตาแดงก่ำ
“เจ้ามันเดรัจฉานไม่ใช่คน!”
พร้อมกัดฟันฝืนทนต่อความเจ็บปวดโถมทะยานเข้าใส่จื่อจิ้งร่ายรำกระบวนท่าในเคล็ดวิชาท่องไพศาลเข้าใส่บุรุษชราอย่างหนักหน่วง การต่อสู้อย่างดุเดือดจึงเริ่มขึ้นฝ่ามือของจื่อจิ้งฟาดเข้าใส่ปู้ชิงเถาจนหมุนเคว้ง แต่หมัดของปู้ชิงเถาก็ชิงชกสวนกลับจนร่างชรางอโค้งพร้อมโลหิตที่กระอักออกมาคำใหญ่
ปู้ชิงเถาร่ายรำเพลงฝ่ามืออย่างต่อเนื่องกระแสลมปราณที่ราวกลับคลื่นมหานทีถาโถม เคล็ดวิชาท่องไพศาลสำแดงอานุภาพถึงขีดสุด หากปู้ชิงเถาไม่บาดเจ็บสาหัสเพราะถูกลอบเล่นงานและถูกพิษพลังการต่อสู้นี้อาจสยบจื่อจิ้งลงได้
เมื่ออานุภาพแห่งพลังลดทอนเมื่อการเดินลมปราณติดขัดไม่ต่อเนื่อง ฝ่ามือเพียงฟาดใส่แผ่นอกให้คนหอบหายใจหนัก แต่พลังมิอาจส่งถึงขั้นสะบั้นชีพจรได้จื่อจิ้งจึงได้ทีเป่าปากอย่างโล่งอก พร้อมเบี่ยงกายผลักฝ่ามือซ้ายล่อหลอก ส่วนหมัดขวาที่ซ่อนไปพร้อมเงาของฝ่ามือได้ชกเข้าใส่แผ่นอกของปู้ชิงเถาอย่างรุนแรง
ปู้ชิงเถาล้มกลิ้งไปกับพื้นดินจนฝุ่นขลิบปลิวว่อนด้านจื่อจิ้งเองก็ถอยร่นถึงเจ็ดก้าวตามสภาวะของพลังฝ่ามือที่ปู้ชิงเถาปลดปล่อย ทำให้บุรุษชราต้องเบิกตาโพลงครุ่นคิดขึ้น
“ผ่านไปเพียงไม่นานกระบวนท่าและเคล็ดวิชาของมันกลับปราดเปลียว แข็งแกร่ง แลเด่นชัดเพิ่มขึ้น หากมันไม่บาดเจ็บอยู่ก่อนเราต้องแย่แน่ๆมิได้ จะปล่อยให้มันมีชีวิตรอดสืบไปไม่ได้ มิเช่นนั้นภายภาคหน้าได้ลำบากแน่"
“เจ้ามาได้เท่านี้!”
จื่อจิ้งสะบัดแส้ออกไปอย่างรวดเร็วปลายแส้ตวัดเข้าใส่ลำคอของปู้ชิงเถา บีบให้ชายหนุ่มต้องฝืนใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาหลบออกไปแต่มันบาดเจ็บยังจะใช้ท่าเท้าได้รวดเร็วอีกหรือ จึงถูกปลายแส้สะบัดฟาดซ้ำแผลเดิมที่กลางหลังคนล้มคะมำอีกหนพร้อมกับโลหิตอีกระลอกที่พุ่งออกจากปาก
ปู้ชิงเถาเจ็บปวดเจียนตายแต่พอเห็นฮุ่ยจวินถูกรุกไล่เล่นงานด้วยขบวนพยุหะแย่งอาหารก็บังเกิดความร้อนใจเพราะเป็นห่วงมันคิดถ่ายทอดสิ่งที่เป็นช่องโหว่แก่น้องร่วมสาบานของตนหลายหน ถึงแม้นี่จะเป็นสิ่งที่ห้ามถ่ายทอดต่อคนนอกเพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในพรรคแต่สำหรับฮุ่ยจวินมันมิได้เห็นเป็นคนนอก มันเห็นคนผู้นี้ราวกับเป็นน้องชายร่วมสายเลือดทว่าเพราะถูกพัวพันแลถูกเล่นงานอยู่ตลอดจึงไม่มีโอกาสได้บอกกล่าวออกไป แต่ครั้งนี้เห็นท่าไม่ดีต่อให้มันต้องเสียสมาธิจนถึงขั้นตกตายมันก็จะบอกออกไปให้ได้
“น้องรองจู่โจมที่….”
แต่ไม่ปล่อยโอกาสให้ปู้ชิงเถาได้เปล่งวาจาอย่างครบถ้วนจื่อจิ้งก็สะบัดแส้เล่นงานปู้ชิงเถาจนคำกล่าวของมันขาดห้วง ความเจ็บปวดแทรกขึ้นมาในความแห่งความรู้สึกจนสมองแทบขาวโพลนแต่กระนั้นมันก็ยังคงฝืนกล่าว
“จุด…”
จื่อจิ้งก็มิเปิดโอกาสเช่นเคยมันเคลื่อนกายเข้ามาเตะเข้าใส่ร่างที่กองอยู่กับพื้นของปู้ชิงเถาจนล้มกลิ้งหลายตลบคำกล่าวจึงสลายไปตามธาตุอากาศ มีแต่จื่อจิ้งที่หัวเราะลั่นขึ้น
“จะตายอยู่แล้วยังห่วงคนอื่นช่างโง่เง่าสิ้นดี!”
สิ้นเสียงหัวเราะมันก็เดินไปที่ร่างซึ่งนอนคว่ำของปู้ชิงเถาแล้วใช้แส้โลหะรัดคอของชายหนุ่มพร้อมกระชากอย่างรุนแรง
“เจ้ามันเหมือนบิดาจนเกินไปคนที่มีจิตใจอ่อนแอ คนที่มีแต่ความเห็นอกเห็นใจคนอื่น และยึดถือน้ำมิตรอย่างน่าขบขันคนเช่นนี้มันไม่สามารถปกครองคนได้ อีกทั้งคนเช่นนี้มันก็มักจะตายก่อนใครเพื่อน!”
ปู้ชิงเถาเริ่มตาเหลือกหายใจมิออกมันเอื้อมมือมาจับที่แส้โลหะ พร้อมเสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมาราวเสียงแมลงหวี่
“เดรัจฉานที่เห็นแก่ตัวอย่างพวกเจ้าคงไม่มีวันเข้าใจ…แค๊กๆๆๆ"
ชายหนุ่มกระอักไออย่างรุนแรงเพราะอากาศที่ค่อยๆหมดลง พร้อมกับกัดฟันพ่นเสียงออกมาประโยคสุดท้าย
“เจ้าอย่าได้ดูถูกพลังแห่งน้ำมิตร!”
จื่อจิ้งได้ฟังยิ่งขบขัน
“ไร้พลังไร้กองกำลัง ก็คงมีดีแค่เพียงคำพูดอันสวยหรู บิดาเจ้าเองก็ตกตายเพราะน้ำมิตรมิใช่หรือฮ่าฮ่าฮ่า”
ขณะที่จื่อจิ้งกำลังหัวเราะอย่างชอบใจฮุ่ยจวินที่เสมอมาถูกรุกไล่โจมอยู่ตลอดก็กล่าวขึ้น
“น้ำมิตรที่หลอกลวงเช่นนั้นอย่าได้ยกอ้างให้ระคายหู"
คำพูดนี้ของฮุ่ยจวินดังขึ้นพร้อมกับมันได้ใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาเข้าไปแทรกแทนที่ตำแหน่งช่องว่างบนขบวนพยุหะแย่งอาหารในจังหวะที่ขอทานผู้หนึ่งได้เคลื่อนขบวนเป็นตัวล่อหลอกในการโจมตีให้ยากจับทาง
เสมอมาที่ฮุ่ยจวินไม่ลงมือและเอาแต่หลบหนีปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายโจมตีเพียงฝ่ายเดียวก็เพื่อการนี้
ชายหนุ่มมิได้ถอดใจมันมิได้หมดพลังที่จะตอบโต้ แต่มันอาศัยการหลบหลีกเพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนขบวนพยุหะของฝ่ายตรงข้ามรอจนฝ่ายตรงข้ามใช้กระบวนท่าทั้งหมดออกมา รอจนกระบวนท่าเหล่านั้นเวียนกลับไปเริ่มกระบวนท่าแรกและไล่มาถึงกระบวนท่าสุดท้ายอีกหนฮุ่ยจวินปล่อยให้พวกมันแสดงกระบวนท่าอย่างได้ใจนี้จนครบสามรอบ ชายหนุ่มก็สามารถจดจำรูปแบบของการรุกป้องกัน และล่อหลอกในขบวนพยุหะแย่งอาหารได้แล้ว
และเพียงปล่อยให้พวกมันแสดงกระบวนท่าต่อเนื่องจนเวียนครบอีกหนึ่งรอบชายหนุ่มก็สามารถมองหาช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามได้!
ความน่ากลัวของบุรุษหนุ่มที่ไม่โดดเด่นผู้นี้จึงมิใช่เพียงความรวดเร็วในการหลบหนีของมัน
แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงคือภูมิปฏิภาณของมันต่างหากและสิ่งนี้เองที่ทำให้ปู้ชิงเถาเชื่อมั่นในตัวของน้องร่วมสาบานมาโดยตลอด มันจึงได้เอ่ยออกมาอย่างมั่นใจว่า
อย่าได้ดูถูกพลังแห่งน้ำมิตร!
ฮุ่ยจวินเข้าแทรกช่องโหว่ในขบวนพยุหะแย่งอาหารได้ในพริบตาโดยที่ปู้ชิงเถามิทันได้บอกออกไป สร้างความแตกตื่นจนแส้เหล็กที่รัดคอปู้ชิงเถาคลายออกจื่อจิ้งเสมอมามิเคยเห็นบุรุษหนุ่มที่ไม่โดดเด่นผู้นั้นในสายตา บัดนี้มันกลับต้องเคลื่อนกายสะบัดแส้โลหะในมือเข้าใส่ฮุ่ยจวินอย่างรวดเร็ว
ทว่าฮุ่ยจวินกลับเร็วกว่าอีกทั้งพลังลมปราณก็ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ต้น มันจึงสามารถใช้โจมตีอย่างต่อเนื่องได้ทันใด
บัดนี้หลายผู้ก็ได้เข้าใจแล้วที่มันเอาแต่หลบหลีกก่อนหน้ามิใช่เพราะพลังลมปราณมิหลงเหลือ แต่มันรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อรอโอกาสนี้ต่างหาก!
เมื่อแทรกอยู่ในขบวนพยุหะพร้อมกับเคลื่อนขบวนอย่างพร้อมเพรียงราวกับได้ฝึกมาเป็นอย่างดี ทำให้เหล่าขอทานมิอาจสลัดฮุ่ยจวินให้ออกจากขบวนได้จึงสร้างความตื่นตระหนกแก่พวกมันเป็นอย่างยิ่งและเมื่อได้เห็นท่วงท่าที่วาดฝ่ามือไปมาพร้อมกับลมปราณที่ราวกับเกลียวคลื่นขนาดใหญ่กำลังก่อตัวเหล่าขอทานก็พลันหนาวเหน็บเย็นเยือกไปทั้งกาย
“กระบวนท่าที่ห้ามหานทีครืนครั่น!”