ชายหนุ่มที่ถีบประตูจนพังช่างดูเย่อหยิ่งอย่างน่าเหลือเชื่อ เห็นได้ชัดว่าเขาคือ ‘องค์ชายน้อยแห่งเหล่าทอง’ จินเฉิงเอิน ผู้เป็นที่ร่ำลือว่ายึดตนเองเป็นที่ตั้ง
“เจ้าทั้งสองช่างห้าวหาญเหลือเกิน ไม่สนใจชื่อเสียงของข้า จินเฉิงเอิน ผู้นี้เลยหรือ?”
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของหลงเฉินและหลิวหลานที่กำลังหันหลังให้ จินเฉิงเอินก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครแต่คาดเดาว่าหลงเฉินเป็นเพียงคนธรรมดา และเขายังรู้สึกโกรธแค้นไม่หาย
เมื่อพูดจบ สายตาเฉียบคมก็จับจ้องมาที่หลงเฉิน
หลงเฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับว่าจินเฉิงเอินเป็นกระบี่ที่คมกริบ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองมิได้ยืนอยู่ใกล้กัน ทว่าคลื่นพลังจากปลายกระบี่ของจินเฉิงเอินได้พุ่งเสียบร่างของเขาแล้ว
เมื่อรู้สึกได้ว่ามีเลือดซึมออกมาจากผิวหนัง หลงเฉินจึงตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
หากหลงเฉินเป็นบุคคลสำคัญที่มาทำลายชื่อเสียงของเขา จินเฉิงเอินก็คงไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง แต่ถึงกระนั้น เขากลับเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่บรรลุระดับแก่นมนุษย์ที่หาญกล้าท้าทายเขา!
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อสิ่งใดขณะที่ถีบประตูและปล่อยให้คลื่นพลัง [กายาเคลือบทอง] ทิ่มแทงหลงเฉิน
‘เขาทำให้ข้าบาดเจ็บได้เพียงแค่การยืนอยู่เบื้องหน้า นี่คือพลังของทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูงงั้นรึ?’
หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจแต่หากลัวไม่ หากเขามาที่นี่เพียงลำพังเขาอาจจะสงวนท่าทีในการท้าทายจินเฉิงเอินอย่างที่เขาทำในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม เขาก็มีหลิวหลานอยู่ด้วย
แล้วก็เป็นไปตามคาด หลิวหลานยืนขึ้นและหันกลับมา ใบหน้าอ่อนหวานและเรือนร่างชวนตะลึงเผชิญหน้ากับจินเฉิงเอิน
เมื่อได้เห็นหญิงงาม จินเฉิงเอินผู้หล่อเหลาก็มีท่าทีตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดและกำลังจะเอ่ยวาจาออกมา แต่แล้วก็พบว่าใบหน้านั้นดูคุ้นตาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพินิจดูแล้วก็พบว่านางคือหญิงที่ฉู่ยวิ๋นซีมีใจให้
‘เจ้าหนุ่มนี่คือหลงเฉินที่ฉู่ยวิ๋นซีเอ่ยถึงสินะ?’
จินเฉิงเอินตระหนักได้ทันทีว่าพวกเขาเป็นใคร เขาตั้งใจจะสั่งสอนหลงเฉินและแย่งแก่นวิญญาณโลหิตอสูรมา แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีหลิวหลานอยู่ด้วย แผนการของเขาจึงมิอาจเป็นไปได้
แม้ว่าเขาจะไม่สนใจเรื่องแก่นวิญญาณ ทว่าจินเฉิงเอินก็ไม่สามารถปล่อยวางเรื่องของฉู่ยวิ๋นซีได้เช่นกัน
“ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเป็นใคร... ที่แท้ก็คู่รักผู้ไร้ยางอายนี่เอง พวกเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดรึ? กำลังมองหาสถานที่ที่จะทำให้ตัวเองต้องเสียหน้าอย่างนั้นหรือ?”
แม้จินเฉิงเอินจะมีท่าทีสุภาพ ทว่าวาจาของเขาช่างเชือดเฉือน เมื่อหลิวหลานได้ยินจึงมีท่าทีรังเกียจและโพล่งขึ้นมาทันที
“ข้าเองก็ได้ยินกิตติศักดิ์อันเลื่องลือเกี่ยวกับคำพูดไร้ที่อารยะขององค์ชายน้อยมานาน ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะหลุดออกจากปากของผู้ที่มีสถานะเช่นเจ้าเลย ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นในวันนี้ช่างกระจ่างชัดนัก”
ในเรื่องของการต่อปากต่อคำ แม้ว่านางจะไม่เคยชนะหลงเฉินได้ ทว่าจินเฉิงเอินเป็นฝ่ายเริ่มก่อน และนางก็ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย ๆ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
จินเฉิงเอินเริ่มบันดาลโทสะ แต่เขาตระหนักดีว่าเขาไม่สามารถเอาชนะนางได้ หากพวกเขาต่อสู้กันที่นี่ สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งคงไม่อยู่เฉย ดังนั้นเขาจึงต้องกล้ำกลืนโทสะนั้นเอาไว้ และเยาะเย้ยหลงเฉินพลางเบือนหน้าจากหลิวหลาน
“ข้าเองก็ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้ของหลิวหลานมานาน ช่างน่าขันที่ใครคนบางคนชอบผู้หญิงแพศยาอย่างนาง...”
“เช่นนั้นรึ?”
หลงเฉินไม่ยอมถอย
“เหตุใดจึงเหมือนนิทานเรื่องสุนัขจิ้งจอกที่บอกว่าองุ่นเปรี้ยว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีปัญญาได้ลิ้มรสกันนะ? ฉู่ยวิ๋นซีเหมือนกับจิ้งจอกตัวนั้นไม่มีผิด”
[Note: สำนวนองุ่นเปรี้ยวมีที่มาจากนิทานอีสปเรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับองุ่น เล่าถึงสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นพวงองุ่นห้อยระย้าอยู่บนต้นไม้สูงก็อยากจะกิน แต่กระโดดเท่าไรก็ไม่ถึง มันจึงต้องเดินจากไปด้วยความผิดหวัง และปลอบใจตนเองโดยรำพึงว่าองุ่นพวงนั้นเปรี้ยวอย่างแน่นอน ‘องุ่นเปรี้ยว’ จึงหมายถึง สิ่งใดหรือผู้ใดที่ตนต้องการแต่ไม่สามารถครอบครองได้ และตำหนิว่าสิ่งนั้นไม่ดี]
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
เขาคิดว่าหลงเฉินเป็นเพียงหนุ่มเจ้าสำราญผู้โชคดีที่มีหลิวหลานคอยเลี้ยงดู อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกล้าท้าทายเขา จินเฉิงเอินจึงปลดปล่อยจิตสังหารของเขาออกมาในทันที
คำพูดก่อนหน้าของเขาเป็นดั่งระเบิดลูกใหญ่สำหรับหลิวหลาน นางรู้ดีว่าตนเองไม่ได้มีชื่อเสียงในทางที่ดีนัก แต่ไม่ว่าจิตใจของนางจะแข็งแกร่งสักเพียงใด นางก็ยังเสียความรู้สึกกับคำพูดที่รุนแรงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อหลงเฉินตอกกลับไป ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้นจนนางสามารถหัวเราะได้
นางมองหลงเฉินด้วยสายตาซาบซึ้งระคนแปลกใจ
“ข้าพูดไปชัดเจนที่สุดแล้ว เชื่อว่าคุณชายจินเองก็น่าจะเข้าใจเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ได้ไม่ยาก ใช่หรือไม่? แม้แต่หมูโง่ ๆ ยังเข้าใจเลย”
หลงเฉินเอ่ยอย่างหน้าตาเฉยพร้อมกับยิ้ม
“ฮิฮิ” หลิวหลานป้องปากหัวเราะ
ปฏิกิริยาโต้ตอบของพวกเขาเป็นการดูแคลนองค์ชายน้อยแห่งเหล่าทองอย่างที่สุด หมัดของเขากำแน่น ดวงตาแดงก่ำ
“หลงเฉิน เจ้าอยากตายมากนักรึ?”
จินเฉิงเอินถ่มน้ำลาย หลงเฉินคิดว่าเขาจะลงมือ ทว่าสุดท้ายแล้ว จินเฉิงเอินก็ข่มอารมณ์ไว้ได้
ควาดอดทนระดับนี้ทำให้หลงเฉินกังวลใจ เมื่อองค์ชายน้อยมิใช่ผู้ที่หุนหันพลันแล่นหรือโง่เขลา ในทางตรงกันข้าม เขากลับมีไหวพริบและความอดทนสูงมากทีเดียว
เพราะคู่ต่อสู้ที่มีลักษณะเช่นนี้และยังทรงพลังอย่างมาก คือผู้ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
“หากไม่มีอะไรแล้วละก็ ได้โปรดไปเสียเถอะ ข้าเกรงว่าท่านคงจะไม่รู้ว่าการรบกวนคู่รักที่กำลังหวานชื่นนั้นไร้มารยาทเพียงใด”
หลงเฉินยังไม่ยอมลดละ
“ดี... ดีมาก...!”
จินเฉิงเอินยิ้มเยาะพลางจ้องมองหลิวหลานและหลงเฉิน
“ช่างเป็นคู่รักที่ไร้ยางอายสิ้นดี น่ารังเกียจเหลือเกิน! หลงเฉิน ข้าได้ยินว่าเจ้าจะเข้าร่วมการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในด้วย หวังว่าเจ้าคงรอดชีวิตกลับไปยังสำนักมรกต มิเช่นนั้น... หญิงผู้นี้อาจจะหว่านเสน่ห์อีกครั้งก็ได้เมื่อนางเริ่มรู้สึกเปล่าเปลี่ยว...”
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าทำให้นางพึงพอใจได้อยู่แล้ว”
สีหน้าท่าทางของหลงเฉินนั้นเป็นธรรมชาติอย่างน่าเหลือเชื่อ ทว่าหลิงซีมิอาจทนไหว เขารู้สึกราวกับโดนทิ่มแทงที่ติ่งหูและทำได้เพียงกัดฟันและอดทนเอาไว้
‘ข้าลืมไปเสียสนิทว่ายัยปีศาจน้อยก็อยู่ด้วย!’
ระหว่างนั้น จินเฉิงเอินที่เห็นว่าหลงเฉินยังคงไม่รู้สึกรู้สากับการข่มขู่ของเขา ความรู้สึกกระหายเลือดจึงเพิ่มสูงขึ้น
ทว่าเขาทำได้เพียงสะกดกลั้นความเกรี้ยวกราดเอาไว้
“ในเมื่อเจ้าไม่กลัวตาย ข้าจะบอกอะไรเจ้าไว้อย่าง ในการแข่งขันด่านแรกของการคัดเลือก ข้าและฉู่ยวิ๋นซีจะจับคู่กัน ข้าแน่ใจว่าคงไม่มีใครอยากจับคู่กับเจ้าสินะ? ฮ่า ๆ ๆ”
ขณะที่หัวเราะอยู่นั้น เขาเอ่ยกับหลิวหลานหลังจากเหลือบมองหลงเฉิน
“นังผู้หญิงแพศยา ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นเขาคุกเข่าต่อหน้าข้า อ้อนวอนขอความเมตตาต่อหน้าทุกคน ข้าอาจจะยอมปล่อยเขาไปก็ได้หากเขายอมทำเช่นนั้น...”
จินเฉิงเอินหันหลังและเดินจากไป
ขณะเดียวกัน คลื่นพลังรุนแรงที่ทิ่มแทงหลงเฉินก็อันตรธานหายไปสิ้น
หลงเฉินตระหนักถึงพลังของ [กายาเคลือบทอง] มีบาดแผลเล็ก ๆ นับสิบบนร่างกายของเขาในเวลานี้ ราวกับว่าหลงเฉินถูกตำด้วยเข็มแหลม
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
เมื่อเห็นรอยเลือดบนใบหน้าของหลงเฉิน หลิวหลานจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องสนใจหรอก”
เมื่อเช็ดเลือดออกไป เพียงครู่เดียวแผลเล็ก ๆ เหล่านั้นก็หายไปด้วยเคล็ดวิชา [กายาย้อนกลับ]
“พอใจหรือยังล่ะ?”
นางกลอกตาใส่หลงเฉิน หลิวหลานทรุดตัวลงนั่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ทีแรกเจ้ามีทั้งวิญญาณสัตว์อสูรและผลึกแก้ว หากเจ้าไม่ไปท้าทายจินเฉิงเอิน เจ้าอาจจะพอมีโอกาสอยู่บ้าง แต่เวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าไม่เหลือสิ่งใดแล้ว เจ้าจะเทียบกับฉู่ยวิ๋นซีและจินเฉิงเอินที่มีพลังใกล้เคียงกับระดับแก่นปฐพีขั้นสมบูรณ์ได้อย่างไรกัน?”
หลงเฉินหัวเราะออกมาแต่ไม่ได้พูดอะไร บางสิ่งบางอย่างมิต้องการคำอธิบาย หากแต่ต้องลงมือทำให้เห็นเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่รู้สึกกดดันบ้างเลยนะ...”
หลิวหลานส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา
“หลงเฉิน มีบางอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า เพราะข้าคิดว่ามันอาจจะทำให้เจ้าคิดมาก”
“อะไรรึ?” สีหน้าเคร่งขรึมของหลิวหลานทำให้หลงเฉินรู้สึกกังวล
หลิวหลานเม้มปากและมองหลงเฉิน
“มันเกี่ยวกับน้องสาวของเจ้าที่เพิ่งเข้าเหล่าคนในไปน่ะ”
เมื่อพูดถึงหยางหลิงชิง หลงเฉินมีลางสังหรณ์ไม่สู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาถามอย่างจริงจัง
“เกิดอะไรขึ้นกับหลิงชิง?”
“เจ้าไม่เข้าใจความเป็นไปของเหล่าคนใน คนส่วนมากเป็นคนในแต่เดิมอยู่แล้ว ด้วยแซ่ของพวกเขา ตงฟาง ซีเหมิน หนานกง และเป่ยถัง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหล่าคนในแห่งตระกูลหลิงอู่ได้เปิดรับคนรุ่นใหม่จากเหล่าคนนอกเข้าไป และจากที่ข้าได้รู้มา เด็กสาวทุกคนที่เข้าไปและมีรูปลักษณ์หมดจดงดงามล้วนเป็นที่หมายปองของยอดฝีมือเหล่าคนในที่พากันต่อสู้แย่งชิงให้ได้มา และผู้ที่เข้าเหล่าคนในแห่งตระกูลหลิงอู่ก็มักจะเป็นผู้ชาย เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
หลงเฉินขมวดคิ้ว
“ท่านหมายความว่า เพื่อป้องกันการแบ่งแยกระหว่างเหล่าคนในดั้งเดิมและคนจากเหล่าคนนอกที่เพิ่งเข้าไป พวกเขาจึงหาทางทำให้คนที่มาจากเหล่าคนนอกพวกนี้กลายเป็นพวกเขาอย่างสมบูรณ์ นั่นก็คือทำให้ตระกูลของเหล่าคนนอกผูกมัดเหล่าคนในและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาโดยปริยาย อย่างนั้นใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง สรุปก็คือหากเจ้าเข้าเหล่าคนในได้ เจ้าจะต้องแต่งงานกับคนในนั้น”
พูดอีกอย่างก็คือหากหลงเฉินเข้าเหล่าคนใน ภรรยาในอนาคตของเขาจะต้องเป็นคนจากเหล่าคนในเท่านั้น แน่นอนว่าผู้ชายย่อมมีภรรยาได้หลายคน และหากหลงเฉินแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ก็เป็นไปได้หากเขาจะมีภรรยาคนอื่น ๆ อีก
หลิวเยวี๋ยนเองก็มีแผนการเช่นนั้นแต่แรก หากฉู่ยวิ๋นซีเข้าเหล่าคนในได้ เขาก็จะยอมให้หลิวหลานแต่งงานกับฉู่ยวิ๋นซี ทว่านางคงไม่ได้เป็นฮูหยินใหญ่ของเขาอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้หลิวหลานจึงไม่เลือกฉู่ยวิ๋นซี
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่หญิงผู้ภาคภูมิเช่นนางจะยอมมีสามีร่วมกับผู้อื่น
ระหว่างนั้น หลงเฉินไม่ได้คิดถึงตัวเขาเองเลยนอกจากหยางหลิงชิง
“หากจะพูดอีกนัยหนึ่ง หลิงชิงจะต้องแต่งงานกับตระกูลเป่ยถังแม้ว่านางจะไม่ยินยอมก็ตามงั้นรึ?”
เมื่อคิดเช่นนี้ คิ้วของหลงเฉินก็ขมวดแน่นขึ้นอีก
หลิวหลานพยักหน้า
“ถูกต้อง เจ้ายังจำเป่ยถังม่อได้ใช่หรือไม่? หลังจากได้ยินว่าหยางหลิงชิงมีกายาเงาพิศวง เขาก็รีบรุดไปยังลัทธิเซียนโลหิตทันที เจตนาของเขาชัดเจนมาก เขาหมายจะฟูมฟักหยางหลิงชิงอย่างรวดเร็วและแต่งงานกับนาง...”
“อะไรนะ?”
สีหน้าของหลงเฉินถมึงทึงอย่างน่ากลัว
********************