ตอนที่ 34
อันตรายรอบทิศ 2
หลังจากที่เสวี่ยหมิงรอดพ้นวิกฤตในข่ายอาคมมายามาได้ ความคิดตอบโต้ยามอับจนก็เฉียบคมขึ้น ยามคับขันสมาธิจิตพลันพุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้า ความรู้สึกที่คมกล้าพลันขยายกว้างออก ดวงตาซ้ายสั่นกระตุกเล็กน้อยก่อนที่จะปรากฏเส้นเลือดพร่าแดงแตกระแหงไปทั่ว รอยเส้นจาง ๆ ค่อยปรากฏขึ้นบนร่างนักฆ่าทั้ง 5 จากชมพูซีดกลับกลายเป็นแดงสด จนเสี่ยวหมิงสังเกตเห็นเด่นชัด แต่ครานี้สิ่งที่ปรากฏชัดหาใช่จุดตายเช่นเดียวกับครั้งที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรลมปราณในข่ายอาคมมายา หากแต่เป็นจุดอ่อนแอ หรืออาการบาดเจ็บที่แฝงอยู่ ซึ่งหากจู่โจม แม้ออกแรงเพียงครึ่งล้วนได้ผลลัพธ์เทียบเท่าการโจมตีสุดรั้ง
นักฆ่าทั้ง 5 ไม่เร่งร้อนจู่โจม พวกมันต้องการใช้ระยะทางที่บีบรัดตีกรอบขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกดดันจิตใจของเสวี่ยหมิง หากพบว่าเหยื่อระย่นระย่อ หรือบ่ายหน้าหลบหนี นั่นจึงเป็นการตามล้างสังหารที่ประสบผลกว่าการปะทะหักหาญ แม้ในมือกระชับแน่นไปด้วยอาวุธหนัก แต่ทุกคนล้วนมีอาวุธซัดกว้างติดกายเอาไว้อยู่
ยิ่งนักฆ่าทั้ง 5 ก้าวเท้าเข้าใกล้เสวี่ยหมิงเท่าไหร่ ฝ่ายที่กดดันกลับไม่ใช่เด็กหนุ่มวัย 15 ปี แต่กลับเป็นพวกมันทั้ง 5 คนแทน โดยที่พวกมันทั้งห้าก็ไม่รู้ว่ามีสาเหตุมาจากสิ่งใด รู้เพียงแต่ว่าหลังจากที่ดวงตาซ้ายของเสวี่ยหมิงแดงกล่ำ พลังกดดันที่แผ่ออกมาก็แฝงด้วยความน่าขนลุกสยดสยอง อุณหภูมิโดยรอบจากเดิมที่ระอุเพราะเพลิงไฟก็ยังคงเดิม แต่เหตุใดพวกมันจึงรู้สึกหนาวเยือกอยู่ภายใน แม้จะรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติอย่างเด่นชัด แต่เพราะพวกมันมากันถึงห้าคน แถมยังมีพลังฝึกปรือสูงส่งกว่า จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนอื่น เมื่อไม่มีคนแรกที่เอ่ยขึ้น การตีกรอบสืบเท้าเข้าหาเสวี่ยหมิงก็ยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากที่ดวงตาข้างซ้ายกลายสภาพเป็นสีแดง เสวี่ยหมิงก็รู้สึกถึงความกระหายในการสังหารระอุจุกตัวอยู่ในอก แม้รู้ว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่กลับอยากจะพุ่งทะยานออกไปฉีกกระชากร่างศัตรูให้แหลกลาญ แต่ไม่ทันที่จะได้ทำตามความคิด มีดสั้นฉาบยาพิษของนักฆ่าคนหนึ่ง ก็พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเสวี่ยหมิง ก่อนที่การจู่โจมสังหารที่เหลือจะตามติดมา
มีดสั้นแม้พุ่งออกอย่างแนบเนียนและรุนแรง แต่เมื่อคมมีดอยู่ห่างเสวี่ยหมิงไม่ถึงสองเชี๊ยะ อากาศรอบตัวเสวี่ยหมิงพลันไหววูบก่อนล่วงหน้า ทำให้เสวี่ยหมิงสะบัดหน้าหงายกลับได้ทัน ก่อนที่มีดสั้นจะปักลึกลงในศีรษะ คมมีดสังหารจึงเพียงแค่ถากผิวขาวผ่องของเสวี่ยหมิงไปเล็กน้อย
แม้หลุดรอดจากท่าจู่โจมเปิดฉาก แต่ท่าประหารตามหลังก็ไม่ได้เว้นระยะเวลาหายใจให้เสวี่ยหมิงนัก ดาบวงพระจันทร์สามเล่มผ่าเฉือนมาจากทิศทางที่แตกต่าง เสวี่ยหมิงไม่ต้องหงายหน้ากลับมามอง แต่อากาศที่สั่นไหวล่วงหน้าก็เกิดขึ้นอีก ทำให้เสวี่ยหมิงเลือกที่จะล้มตัวหงายไปด้านหลัง หลุดรอดคมดาบได้อย่างฉิวเฉียด
เคร้ง...!!!
ดาบวงพระจันทร์ที่พลาดเป้า พลันประสานกระแทกกันเอง เสวี่ยหมิงที่หงายหลังล้มลง แต่ตัวยังไม่ทันแนบกับไปพื้น ใช้สองมือผลักยันไปด้านหลัง ส่งตัวพุ่งกระแทกออกไปโดยแรง ใช้เท้านำหน้าหัวตามหลังจู่โจมเข้าใส่จุดอ่อนที่ปรากฏขึ้นของนักฆ่าคนหนึ่ง
กรอบ !
เสียงกระดูกหักดังลั่น เลือดเนื้อฉีกขาด กระดูกขาวหักเฉียงแทงทะลุเลือดเนื้อออกมาดูน่าหวาดเสียวยิ่งนัก
เสียงร้องยังไม่ทันจางหาย เสวี่ยหมิงที่เพิ่งจู่โจมประสบผล พลันอาศัยแรงดีดสะท้อนม้วนตัวกลับหลังมาอยู่ในท่าคุกเข่า ลูกตุ้มดาวตกพลันเคลื่อนมาถึงฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาก็ตามติดมาด้วยนักฆ่าที่ใช้มีดสั้นกวัดแกว่งฉวัดเฉวียนไปมา ความกดดันของเส้นแบ่งเป็นตาย บวกกับความสามารถรับรู้การจู่โจมล่วงหน้าที่เพิ่งปรากฏขึ้น ทำให้เสวี่ยหมิงตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ แม้จะอยู่ในท่าคุกเข่า หากเป็นผู้อื่นที่มีระดับฝึกตนเพียงแค่ระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 2 คงได้แต่ต้านรับท่าประหารแต่โดยดี แต่เพราะเสวี่ยหมิงมีพลังงานร้อนลวกที่ใช้งานได้หลากหลายจึงยังพอมีหนทางรอด เสวี่ยหมิงพลันใช้พลังงานร้อนระอุจุดระเบิดกล้ามเนื้อที่ขาขวาซึ่งใช้ยันพื้นอยู่ เพิ่มแรงทะยานส่งตัวออกไปเบื้องหน้า ไม่เพียงหลุดรอดท่าโจมตีซ้ายขวา แต่ยังหมายจู่โจมเพิ่มเติม
นักฆ่าอีกคนที่เพิ่งชักดาบวงพระจันทร์กลับไป ไม่คาดคิดว่าเสวี่ยหมิงจะเปลี่ยนแปลงจากรับเป็นรุกได้ในพริบตา ไม่ทันเตรียมการ ได้แต่ใช้ดาบในมือปิดป้องตัวเอง แต่ยิ่งมาเสวี่ยหมิงยิ่งมิอาจคาดเดา เด็กหนุ่มที่พุ่งเข้าหามันกลับไม่ได้จู่โจมในทันที ร่างของเสวี่ยหมิงที่พุ่งเลยออกจากศัตรูไปอีกเกือบครึ่งช่วงตัว พลันเหวี่ยงหมัดกลับหลังจู่โจมเข้าใส่ตำแหน่งใต้ซี่โครงด้านขวา...ตามจุดแต้มแดงที่ปรากฏเห็นว่าเป็นจุดอ่อน
แม้ไม่ได้ทำร้ายจนเลือดเนื้อปลิดปลิว แต่อวัยวะภายในกลับเสียหายรุนแรงตับม้ามล้วนแตกในทันที นักฆ่าพลันหน้าซีดเผือดล้มลง นอนราบไปกับพื้นแน่นิ่งสิ้นใจตายไปทั้งอย่างนั้น
แม้จู่โจมสังหารนักฆ่ารายแรกไปแล้ว ท่าร่างที่พุ่งทะยานยังคงอยู่ ทำให้เสวี่ยหมิงหลุดรอดจากจากวงล้อมไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เหล่านักฆ่าที่เพิ่งจะตั้งสติได้ ต่างตกใจไปตามกัน เพราะเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ พวกมันยังเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่ตอนนี้กลับปรากฏหนึ่งตกตาย อีกหนึ่งบาดเจ็บจนไม่อาจทรงกายต่อสู้ได้อีก เมื่อจิตใจฮึกเหิมก่อนหน้าเกิดระย่นย่อ การตัดสินใจยิ่งมายิ่งผิดพลาด
แทนที่จะใช้การโจมตีประสานเสริมปิดช่องว่างของการโจมตีซึ่งกันและกัน แต่กลับใช้การโจมตีระยะไกล หมายลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีตอบโต้ แต่กลับมิได้คาดคิดว่าศัตรูของพวกมัน มีความสามารถในการรับรู้การโจมตีล่วงหน้าโดยอาศัยแรงลมปะทะ
ก่อนหน้าแม้แต่การจู่โจมทีเผลอเสวี่ยหมิงยังสามารถหลบหลีกได้อย่างฉิวเฉียด แต่เมื่อเป็นการโจมตีระยะไกลแบบเปิดเผยก็แทบจะไม่เป็นปัญหาสำหรับเสวี่ยหมิง เขาเพียงแค่เคลื่อนไหวร่างเล็กน้อย ก็สามารถหลบรอดอาวุธซัดของเหล่านักฆ่าได้หมด แต่เพียงการหลบอย่างเดียวมิอาจปิดฉากการต่อสู้ได้ เมื่อการหลบหลีกมิใช่ปัญหา เสวี่ยหมิงจึงเตรียมใช้ออกด้วยท่าโจมตีที่เพิ่งเรียนรู้มา หมายใช้ร่างของนักฆ่าทั้งสามทดสอบอานุภาพของวิชาหมัดสายน้ำทั้งห้า ท่าที่หนึ่งนาม...สายน้ำมิหวนคืน แม้ก้าวย่างของเสวี่ยหมิงจะแข็งทื่อ แต่เพลงหมัดหาได้แข็งตาม มันพลิ้วไหลราวกับสายน้ำที่ไหลบ่าออกไปได้ทุกทิศทุกทาง
แม้นักฆ่าจะมีระดับฝึกตนที่สูงกว่า แต่หาได้มีทักษะยุทธ์ที่ดีเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนสังกัดค่ายสำนัก เพราะประกอบอาชีพลอบสังหาร และงานสกปรกต่าง ๆ ทำให้ส่วนใหญ่มิต้องปะทะซึ่งหน้า หรือหากต้องปะทะกับเหยื่อส่วนใหญ่เหยื่อของพวกมันก็ล้วนถูกทำร้าย วางยาอยู่ก่อน ทำให้ครานี้เมื่อต้องรับการโจมตีของทักษะวิชาของจริง จึงไม่รู้ควรจะรับมือเยี่ยงไร ต่างคนต่างมือไม้ปั่นป่วน เมื่อคิดได้ว่าควรจะหลบหนี ก็เชื่องช้าไปแล้วจังหวะหนึ่ง เพลงหมัดสายน้ำมิหวนคืนที่วาบไหวแผ่วพลิ้วพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นเจิดจ้าหักโหม เปลวเพลิงร้อนแรงพลันพวยพุ่งออกจากมาห่อหุ้มหมัดอันเปลือยเปล่าของเสวี่ยหมิงในจังหวะสุดท้าย
ตูม ตูม ตูม...!!!
เสียงแตกระเบิดดังสนั่นทันทีที่ท่าหมัดกระแทกเข้าใส่หน้าอกของนักฆ่าทั้งสาม ตามาด้วยเสียงกระดูกแตกละเอียด พร้อมเลือดเนื้อบริเวณหน้าอกที่พลันยุบลึกลงไปเป็นหลุมกว้างกว่าสี่นิ้ว เลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด สิ้นใจตายไปทั้งที่ยังไม่ยินยอมพร้อมใจ
ศัตรูตกตายไปสี่ และอีกหนึ่งไม่อาจต่อสู้ได้อีก แต่ดูเหมือนความกระหายเลือดในจิตใจของเสวี่ยหมิงจะยังคงอยู่ เขาค่อย ๆ เดินตรงไปยังร่างที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว แม้จะสังหารผู้อื่นมากมายมาชั่วชีวิต แต่ยามที่ตัวเองกำลังจะตกตายกลับเอ่ยปากร้องขอชีวิตอย่างมิละอายใจ
...แน่นอนคำขอล้วนไม่เป็นผล เพราะทันทีที่เสวี่ยหมิงเคลื่อนกายถึง ก็เปิดฉากสังหารนักฆ่าคนสุดท้ายในทันที และในพริบตาที่นักฆ่าทั้งหมดถูกสังหาร จิตรับรู้ของเสวี่ยหมิงก็พลันผ่อนคลาย ทำให้ดวงตาที่แดงพร่าค่อย ๆ กลับคืน
แต่ยังแล้วเมื่อดวงตากลับเป็นปกติ ร่างกายของเสวี่ยหมิงก็พลันหนักอึ้ง กล้ามเนื้อทั่วร่างกายพลันอ่อนล้าปวดร้าวไปทั้งตัว แม้จะใช้พลังร้อนลวกวิ่งวนรักษา แต่ก็ไม่อาจฟื้นคืนได้ในระยะเวลาอันสั้น
สองตาของเสวี่ยหมิงพลันอ่อนล้าจนเกือบจะหลับลง จู่ ๆ เสียงหัวเราะร่าก็ดังขึ้น นักฆ่าคนสุดท้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่พลันโผพุ่งออกมา กระแทกเข้าใส่เสวี่ยหมิงทางด้านหลัง ร่างล้ากระเด็นลอยไถลออกไปอย่างมิอาจควบคุม
"เด็กน้อยข้าต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเจ้าเก่งกาจเกินกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก น่าเสียดายอนาคตยิ่งนัก เพียงเพราะเจ้าเลือกเป็นศัตรูกับนายน้อยของข้า" เจี้ยนเฉินเอ่ยพร้อมสืบเท้าอย่างช้า ๆ เข้าหาร่างที่บอบช้ำของเสวี่ยหมิง มันไม่รู้ว่าเสวี่ยหมิงแข็งแกร่งเยี่ยงนี้ได้อย่างไร แต่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากทักษะลับ หรือยากระตุ้นบางอย่าง (คล้ายกับที่หย่งสือเคยใช้) ซึ่งเมื่อใช้ออกจนสุดรั้ง จะได้รับผลสะท้อนกลับอันรุนแรง เจี้ยนเฉินจึงรอจนกระทั่งเห็นว่าเสวี่ยหมิงอ่อนแรง จึงปรากฏกายออกมาหมายสังหารเหยื่อยามอ่อนแอถึงขีดสุด