จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 38 การสอบเข้า ตอนที่ 1

    “พวกเจ้าพบเบาะแสอะไรบ้างหรือยัง?”

    รอยเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองทั่วห้องเพื่อสังเกตปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากทุกคน

    “หน่วยพิทักษ์เมืองยังไม่พบร่องรอยปีศาจเพิ่มเติมเลย นอกจากศพในบึงน้ำกับคลอง เสี้ยวปีศาจคงหลอมรวมกลายเป็นแกนปีศาจทั้งสามตัวไปแล้ว”

    เอลดริกตอบพลางยกเหล้าขึ้นดื่ม เพื่อระบายความอึดอัดที่กดทับในอก

    “พวกมันโผล่มาจากไหนกัน! ตอนนั้นเรากวาดล้างไปหมดแทบพลิกเมืองหลวงหาอยู่แล้ว!”

    ธีโอดอร์บ่นเสียงดัง น้ำเสียงไม่ปิดบังความขุ่นเคือง

    หน่วยของเขาไม่ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ เนื่องจากทหารมีหน้าที่ดูแลเฉพาะพื้นที่นอกเมือง จะเข้าไปปฏิบัติการภายในเขตเมืองได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งพิเศษเท่านั้น

     

    “การลักลอบนำเสี้ยวปีศาจผ่านประตูเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ข่ายดักปีศาจมีทุกจุดตรวจ อีกทั้งเมืองหลวงชั้นนอกห้ามบินเข้าโดยเด็ดขาด สัตว์พาหนะที่บินได้ต้องผ่านการตรวจสอบและเดินเท้าเข้ามาทางประตูเมืองเท่านั้น และเมื่ออยู่ในเขตเมืองก็ห้ามบินเหนือหลังคาด้วย แต่หากเป็นสัตว์ปีกขนาดเล็กที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ บินผ่านเข้ามาก็พอเป็นไปได้… นั่นคือช่องโหว่เดียวของเรา”

    เอสมอนด์ เจ้ากรมสัตว์อสูร กล่าวถึงความเป็นไปได้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    “เราพยายามหาทางอุดช่องโหว่นี้มานานแล้ว แต่มันยากมาก ถ้าเป็นพื้นที่เล็ก ๆ เรายังสามารถสร้างกำแพงเวทป้องกันได้ แต่กับเมืองหลวงขนาดนี้ ไม่มีทางเลย”

    จอมเวทจูเลียนถอนหายใจยาว ราวกับหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อ เขาใช้เวลาหลายสิบปีพยายามแก้ปัญหานี้โดยไม่ประสบผลสำเร็จ

     

    “จุดนั้นเราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่สิ่งที่เราทำได้ คือหาต้นตอของวิญญาณแค้น เพราะพิธีกรรมแบบนั้นต้องจัดภายในเมืองหลวงแน่นอน”

    คอนราดเอ่ยขึ้น แม้เขาจะเป็นนักประดิษฐ์ที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แต่เรื่องพิธีกรรมและศาสตร์ต้องห้ามก็พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง

    “เห็นด้วย พวกเจ้าควรโฟกัสที่ผู้สร้างวิญญาณแค้น จากลักษณะของมอร์วินน์ทั้งสามตัว พอจะไล่หาเหยื่อได้ คงต้องเริ่มสืบจากตรงนั้น”

    รอยเสนอแนะด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้องกัน แม้จะรู้ว่าศัตรูที่มีเป้าหมายซ่อนตัวแนบเนียนนั้น ยากจะสืบเจอได้ง่าย ๆ ก็ตาม

    ค่ำคืนอันผ่อนคลายของชายชราทั้งหกทอดยาวไปจนล่วงเข้าหลังเที่ยงคืน หากไม่ใช่เพราะหน้าที่การงานที่รัดตัว พวกเขาคงนั่งคุยต่อจนเช้า

     

    หลังจากคืนนั้น นิโคลัสมุ่งมั่นฝึกฝนเวทมนตร์อย่างเต็มกำลัง โดยมีจอมเวทรอยคอยควบคุมและชี้แนะด้วยตนเอง

    เวทธาตุต่าง ๆ เริ่มใช้งานได้คล่องขึ้น เขาค่อย ๆ คุ้นเคยกับพลังของแต่ละธาตุ และเรียนรู้การควบคุมอย่างเป็นธรรมชาติ

     

    ยามเช้ามืด เขามักพูดคุยกับเหล่าสหายมีปีกและขนฟูทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์ปราบปีศาจคืนก่อน

    นอกจากนกฮูกแล้ว บรรดานกกลางวันหลายชนิดก็เข้ามาร่วมด้วย ตามการชักนำของซิลฟี่และฮอร์ค รวมถึงสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างกระรอก แมว และแม้แต่สุนัขก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองสอดแนม

     

    เขาฝึกฝนให้พวกมันคอยสังเกตสิ่งผิดปกติในเมืองตามสัญชาตญาณของแต่ละตัว และหากพบสิ่งใดน่าสงสัยให้มารายงาน

    ช่วงแรกพวกมันยังสับสน รายงานกันวุ่นวายไปหมด บ้างเล่าเรื่องของเล่นหาย บ้างแจ้งว่ามีขนมตกพื้น แต่ไม่นานนัก พวกมันก็เริ่มแยกแยะได้ดีขึ้น และภารกิจเงียบ ๆ นี้ก็เริ่มกลายเป็นกลไกสำคัญของนิโคลัส

     

    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้จะเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่สถาบันวาลเดียลาเริ่มเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่

    เมืองหลวงที่เคยครึกครื้นกลับแน่นขนัดยิ่งขึ้นไปอีก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาจนถนนแทบเดินไม่ได้

    รถม้าติดขัดจนสัญจรไม่ได้ ร้านรวงในเขตชั้นในแน่นไปด้วยผู้คนจนถึงขั้นต่อแถวเข้าใช้บริการ

     

    แม้ในสัปดาห์นี้จะเป็นเพียงช่วงรับสมัคร โดยมีการสอบจริงในสัปดาห์ถัดไป แต่ผู้คนจำนวนมากก็ทยอยเดินทางล่วงหน้าเพื่อจับจองที่พัก โรงแรมต่าง ๆ ในเมืองหลวงถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว

    รวมถึง โรงแรมสโตนบริดจ์ ที่เพิ่งกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังการบูรณะ

    จอมเวทรอยได้สั่งปรับปรุงโรงแรมตั้งแต่วันแรกที่กลับมา พร้อมจ้างคนงานเพิ่ม และเมื่อสองวันก่อน โรงแรมก็กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

     

    เขาย้ายกลับไปพักในบ้านหลังเดิม โดยมีวิคเตอร์ อีริน อาริน และนิโคลัสร่วมอยู่ด้วย

    ส่วนสมาชิกคนอื่น ๆ อยู่กันในบ้านเล็กอีกสองหลัง สลับเวรกันไปดูแลโรงแรมวันละสองคน

     

    โรงแรมที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อน

    ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าหลายคนเริ่มพูดถึงความแปลกตาเมื่อเห็นฝูงสัตว์น้อยใหญ่แวะเวียนไปมาตามบริเวณโรงแรม

    นกหลากสีเกาะตามชายคาและยอดไม้ เพิ่มความสดชื่นและชีวิตชีวาให้กับสถานที่แห่งนี้อย่างน่าประหลาด

    ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ แม้จะมีสัตว์จำนวนมาก แต่กลับไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นหรือมูลสัตว์เลยแม้แต่น้อย ทำให้แขกหลายคนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามีเวทมนตร์ชนิดใดซ่อนอยู่หรือไม่

     

    นิโคลัสเลือกไปสมัครกลางสัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด กระบวนการสมัครไม่ยุ่งยากนัก เพียงกรอกประวัติส่วนตัว ระบุวิถีที่ตนฝึกฝน และจ่ายเงินค่าสมัคร ก็จะได้รับบัตรประจำตัวสอบ

    บัตรดังกล่าวเป็นเพียงแผ่นไม้เล็ก ๆ ที่สามารถถือไว้ในฝ่ามือ แต่ภายในกลับบรรจุข้อมูลและอัตลักษณ์พลังเฉพาะของผู้ครอบครอง ไม่มีผู้ใดสามารถปลอมแปลง หรือใช้แทนกันได้แม้แต่น้อย

     

    ในช่วงเวลารับสมัครห้าวัน มีผู้สมัครสอบกว่าห้าหมื่นคนจากทั่วทั้งจักรวรรดิ แสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงอันล้นหลามของสถาบันวาลเดียลา

    แม้เขาจะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ลึก ๆ แล้ว นี่คือประสบการณ์ที่ไม่เคยมีในชีวิตก่อนหน้า ในโลกเดิม เขาไม่เคยมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ชีวิตมัธยมปลายเขาก็ไม่มี…

    ชีวิตวัยรุ่นของเขาจบสิ้นลงในคืนที่พ่อแม่ถูกฆาตกรรม และการไล่ล่าเริ่มต้น

    ลึกในใจ เขาหวังว่าโอกาสครั้งที่สองนี้ จะเปิดทางให้เขาได้สัมผัสช่วงชีวิตวัยเยาว์… อย่างที่เขาควรจะมี

     

    เช้าวันสอบเข้า นิโคลัสตื่นแต่เช้ามืดเช่นเคย เพื่อทักทายและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเหล่าสหายน้อยของเขา

    ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาพบว่าตนเองสามารถสื่อสารกับพวกมันทางจิตได้โดยตรง โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด ทั้งที่พวกมันไม่เคยเข้าสู่มิติสัตว์เลี้ยงของเขาเลย

    แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เพราะมุ่งเน้นการเตรียมสอบ เขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก ตำราสรรพสัตว์ก็ไม่ได้ถูกเปิดมานานแล้ว เหล่าสัตว์สหายต่างพากันอวยพรให้เขาโชคดีก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่

    “นิค วันนี้ข้าไปด้วยได้ไหม?”

    เสียงของซิลฟี่ดังขึ้นในขณะที่เขากำลังแต่งตัว

    “ได้สิ ไม่น่ามีปัญหา ถ้าตอนสอบเจ้าก็บินเล่นอยู่ข้างบน คอยดูข้าก็พอ แต่อย่ารบกวนคนอื่นล่ะ”

    “ขอบคุณ!”

    หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ นิโคลัสก็เตรียมตัวออกเดินทางตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เพราะเกรงว่าผู้คนจะหนาแน่น โดย วิคเตอร์ อีริน และอารินเดินทางไปเป็นเพื่อน

    “เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม?”

    วิคเตอร์ถามเสียงเรียบ ดวงตานิ่งสงบตามแบบฉบับของเขา

    “ขอรับ พี่วิคเตอร์”

    “งั้นไปกันเถอะ”

    “ขอให้โชคดีนะนายน้อย!”

    เสียงให้กำลังใจจากทุกคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันไปโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม ก่อนออกเดินทางไปยังเขตสอบ

     

    ด้านหน้าโรงแรม ลูกค้าหลายคนกำลังออกเดินทางเช่นกัน ต่างทักทายกันพอเป็นมารยาท แม้การสอบจะเป็นการวัดผลส่วนตัว แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต่างแข่งกันเพื่อแย่งชิงที่นั่งจำกัด

     

    สถาบันวาลเดียลาเปิดรับนักศึกษาหลายวิถี ไม่ว่าจะเป็น นักเวท, อัศวิน, นักรบ/นักสู้, นักล่า, ผู้รักษา/นักเวทสนับสนุน, นักประดิษฐ์, นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักฝึกสัตว์

    วิถีต่อสู้และสนับสนุน วิถีละ หนี่งร้อยยี่สิบคน

    วิถีสร้างสรรค์, อัลเคมิสและฝึกสัตว์ วิถีละ แปดสิบคน

    ร่วมกับนักศึกษาพิเศษจากอาณาจักรอัลมอรีสอีกราวหกสิบคน ทำให้รวมนักศึกษาใหม่ทั้งหมด เก้าร้อยคน

     

    เด็กบางคนอาจได้รับสิทธิพิเศษล่วงหน้าโดยไม่ต้องดูผลคะแนนสอบ เช่น อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์, ลูคัส วาลเดียลา และเจ้าหญิงเซอริน่า วาลเดียลา ที่ได้รับหนังสือเชิญจากทางสถาบันตั้งแต่ครึ่งปีก่อน

    “นายน้อย ท่านตั้งใจทำคะแนนเท่าไหร่เพื่อให้แน่ใจว่าติดหนึ่งในสิบ?”

    อีรินเอ่ยถามขณะเดิน

    “ราว ๆ สามร้อยห้าสิบ อันดับที่สิบของปีก่อน ๆ อยู่ที่เฉลี่ยสามร้อยสามสิบ อันดับสิบคะแนนมากสุดคือสามร้อยสี่สิบคะแนน ข้าเลยคิดว่าสามร้อยห้าสิบน่าจะปลอดภัย ถ้าไม่ได้ติดหนึ่งในสิบก็แค่หลุดไปเล็กน้อย ทุนลดลงบ้างก็ไม่เป็นไร ดีกว่าทำตัวเด่นเกิน”

    เขาวางแผนเรื่องนี้กับจอมเวทรอยไว้ก่อนแล้ว แม้จะเรียกว่าแผนร่วมกันก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาเป็นฝ่ายพูดอยู่คนเดียว ส่วนท่านตาก็แค่พยักหน้ารับ

    “ตามที่แจ็คสืบมา การสอบข้อเขียนจะรู้ผลทันที แต่สอบปฏิบัติท่านกะคะแนนยาก เพราะกรรมการจะประเมินจากการตอบสนองและการเคลื่อนไหวด้วย เป็นคะแนนตามความสามารถทางปฏิบัติ แล้วจะทำยังไงดี?”

    อารินถามจากอีกฝั่ง

    “ข้าก็คิดถึงเรื่องนั้น ข้าเลยตั้งใจโชว์แค่การควบคุมเวท ไม่เน้นพลังทำลาย พลังทำลายจะรั้งไว้ให้อยู่ในระดับสิบของปีก่อน ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตา ถ้าไม่ได้ทุน ข้าก็หาทางทำงานเพิ่ม รายได้น่าจะพอ”

    เขายิ้ม พลางชี้นิ้วไปที่ขมับตนเองอย่างมั่นใจ

     

    ถนนสู่เขตเหนือแน่นขนัด ผู้คนหลั่งไหลราวกับขบวนพาเหรด ทั้งผู้สอบและครอบครัว ต่างสีหน้าเคร่งเครียด แม้พยายามยิ้ม แต่แววตาก็ไม่อาจปิดซ่อนความกังวลได้

    เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้า พวกเขาก็มาถึงเขตสอบ ทุ่งโล่งกว้างทั้งฝั่งตะวันออกและตกที่เคยเห็นเมื่อครั้งก่อน กลายเป็นสนามสอบอย่างน่าอัศจรรย์

    ทั้งสองฝั่งมีอัฒจันทร์หินสีขาวขนาดใหญ่ทอดยาวขนาบพื้นที่สอบไว้ตรงกลางไปจนถึงประตูสถาบัน

    ด้านบนมีทางเดินกว้างและห้องน้ำกระจายอยู่เป็นระยะ ร้านอาหารจากในเมืองพากันมาออกร้านขายของจนดูคล้ายงานเทศกาล

     

    ด้านบนของอัฒจันทร์มีสะพานอุโมงค์ใสอยู่ทุก ๆ จุดเริ่มด่านสอบ ให้ผู้ชมสามารถเดินข้ามไปมาได้สะดวก

    เหนือพื้นที่สอบแต่ละด่านจะมีถ่ายทอดบรรยากาศการสอบของด่านนั้น ๆ ขึ้นแสดงให้ผู้ชมได้เห็น

     

    พื้นที่สนามสอบที่แบ่งออกเป็นฝั่งละสี่วิถี

    ลานกว้างฝั่งตะวันตกสำหรับสายต่อสู้ ได้แก่ นักเวท, อัศวิน, นักรบ/นักสู้ และนักล่า

    ส่วนอีกฝั่งสำหรับสายสนับสนุน ได้แก่ ผู้รักษา/นักเวทสนับสนุน, นักประดิษฐ์, นักเล่นแร่แปรธาตุหรือที่เรียกว่าอัลเคมิส และผู้ฝึกสัตว์

     

    “มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ!”

    นิโคลัสร้องออกมาด้วยความแปลกใจ สายตากวาดมองสำรวจไปทั่วบริเวณโดยรอบ

    “ข้าไม่แปลกใจแล้วว่า ทำไมการสอบห้าด่านสำหรับคนหลายหมื่นคนสามารถเสร็จในวันเดียวได้ สมกับเป็นสถาบันเวทมนตร์อันดับหนึ่งของจักรวรรดิจริง ๆ”

     

    พื้นที่สอบถูกแบ่งออกเป็นห้าด่านใหญ่ ด่านที่สองถึงห้ามีคะแนนด่านละหนึ่งร้อยคะแนน รวมสี่ร้อยคะแนน

    โดยแต่ละด่านมีการทดสอบดังนี้

    ด่านที่หนึ่ง: คุณสมบัติ ผู้เข้าสอบต้องผ่านอุโมงค์เวทเพื่อตรวจอายุร่างกายและตรวจหาสิ่งแปลกปลอม เช่น อุปกรณ์เสริมค่าสถานะ ห้ามพกสิ่งใดนอกจากอาวุธหลักและแผ่นเวทสื่อสาร รวมถึงถุงเก็บของ

    ต่อจากนั้น ต้องจับเสาทดสอบพลัง หากพลังที่ส่งเข้าไปทำให้เสาเปล่งแสงได้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าสอบผ่าน หากไม่ผ่านจะถูกคัดออกทันที

     

    ด่านที่สอง: ความรู้ เป็นการสอบข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และทฤษฎีของวิถีตนเอง ในระดับผู้ฝึกหัด มีเพียงสิบข้อ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง

    เมื่อทำเสร็จ จะมีผู้ตรวจประเมินและแจ้งคะแนนทันที หากไม่ถึงครึ่งถือว่าสอบไม่ผ่านและคัดออก หากผ่าน สามารถเข้าสู่ด่านต่อไปได้ทันที

     

    ด่านที่สาม: ความสามารถพื้นฐาน เข้าสู่ภาคปฏิบัติ หุ่นทดสอบจะยืนนิ่ง โดยมีจุดให้โจมตีคือ ศีรษะ หัวใจ ลำตัว หัวไหล่ แขน และขา โดยศีรษะและหัวใจให้คะแนนสูงสุด

    สายต่อสู้จะโจมตีด้วยอาวุธของตนเอง ส่วนนักเวทโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่าง ยี่สิบเมตร นักล่าต้องยิงธนูที่ระยะ สามสิบเมตร

    สายสนับสนุนจะต้องปฏิบัติงานพื้นฐาน เช่น การรักษาเบื้องต้น การปรุงยา หรือทำให้สัตว์เชื่อง

     

    ด่านที่สี่: ความไวและประสิทธิภาพ ทดสอบการตอบสนองแบบเคลื่อนไหว หุ่นจะไม่อยู่กับที่อีกต่อไป การประเมินจะยกระดับทั้งความเร็วและความแม่นยำ

    สายสนับสนุนก็เช่นกัน จะมีการทดสอบในระดับที่ยากขึ้น

     

    ด่านที่ห้า: ความเชี่ยวชาญ เป็นด่านสุดท้ายและยากที่สุด ผู้สอบต้องต่อสู้กับหุ่นที่สามารถโจมตีกลับภายในเวลาสามนาที

    ด่านนี้หุ่นจะเริ่มจากระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นต้น หากหุ่นถูกโจมตีครบ ห้าสิบ ครั้ง จะเลื่อนเป็นขั้นกลาง และเมื่อถึง เจ็ดสิบ ครั้ง จะกลายเป็นขั้นสูง และสุดท้ายคือขั้นสมบูรณ์ที่ต้องโจมตีถึง แปดสิบ ครั้ง ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน

    สถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ เจ็ดสิบหก ครั้ง เพราะผู้เข้าสอบไม่เพียงแต่โจมตีให้แรงพอนับคะแนน แต่ยังต้องป้องกันการโจมตีที่รุนแรงของหุ่นด้วย โดยเฉพาะกับนักเวทที่ร่างกายเปราะบางหากฝืนเกินไปอาจบาดเจ็บได้

    สายสนับสนุนจะต้องแสดงความสามารถสูงสุดในวิถีของตนเอง โดยมีคณะกรรมการประเมินอย่างยุติธรรม เพื่อสามารถเปรียบเทียบคะแนนกับสายต่อสู้ได้

     

    ตั้งแต่ด่านที่สาม จะไม่มีการคัดผู้สมัครออก โดยจะใช้วิธีเก็บคะแนนและรวมเข้ากับภาคทฤษฎี จากนั้นนำผลคะแนนของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งถึงหนึ่งร้อยห้าสิบของแต่ละวิถี ประกาศออกไป

    ที่น่าตื่นเต้นคือ รายชื่อจะปรากฏอยู่บนฟ้าหน้าประตูทางเข้าสถาบันฯ และจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากมีคะแนนที่สูงกว่าปรากฏขึ้นใหม่ ใครที่อยู่อันดับต้น ๆ ในช่วงแรก หากคะแนนไม่สูงมาก อาจลดต่ำลงเรื่อย ๆ และหายไปได้ตลอดเวลา

    แม้มีผู้เข้าสอบเป็นการสอบกว่าห้าหมื่นคน แต่สามารถทำให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตก

    การประกาศผลครั้งสุดท้าย เมื่อผู้เข้าสอบคนสุดท้ายสอบเสร็จ

     

    สำหรับคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกในวันนี้ พรุ่งนี้ยังมีความหวังเข้าสถาบันฯ อื่น เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้ จะถูกใช้เป็น ‘เทศกาลรับนักศึกษาใหม่’ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ทดสอบสถาบันวาลเดียลาในวันนี้ นำคะแนนของตนเองที่แสดงอยู่ในแผ่นป้ายประจำตัวสอบไปยื่นสมัครกับสถาบันอื่นได้

    ความเข้มข้นของการแย่งชิงนักศึกษาในวันพรุ่งนี้ ตื่นเต้นไม่แพ้กับวันนี้แม้แต่น้อย

     

    “นิคพวกข้าขึ้นไปที่อัฒจันทร์ก่อนนะ ขอให้เจ้าโชคดี”

    ทั้งสามคนบอกลานิโคลัสก่อนเดินไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันตกที่คนน้อยกว่า

     

    ใกล้เวลาแปดโมงเช้า ผู้สมัครสอบทุกคนต่างไปต่อแถวหน้าอุโมงค์ตรวจสอบ แต่ละฝั่งมีเครื่องทดสอบยี่สิบชุด และการตรวจร่างกายใช้เวลาไม่เกินสิบวินาทีต่อคน ทุกอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครกล้าแซงคิวแม้แต่คนเดียว

     

    นิโคลัสคิดเพลิน ๆ เมื่อเห็นหนุ่มสาวมากมายเบื้องหน้า ส่วนใหญ่มีความตึงเครียดและตื่นเต้นแสดงออกมาให้เห็น

    มีเพียงส่วนน้อยที่มีความมั่นใจพร้อมไม่แสดงอาการใดออกมา

    หัวใจของเขาเต้นอย่างปกติ ราวกับการสอบเข้าไม่มีผลกับเขาเลย แม้โลกของเขากำลังจะเปลี่ยนไป

    ‘นี่หรือคือการสอบเข้า ข้าควรรู้สึกตื่นเต้นไหมนะ…’

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน