“พวกเจ้าพบเบาะแสอะไรบ้างหรือยัง?”
รอยเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองทั่วห้องเพื่อสังเกตปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากทุกคน
“หน่วยพิทักษ์เมืองยังไม่พบร่องรอยปีศาจเพิ่มเติมเลย นอกจากศพในบึงน้ำกับคลอง เสี้ยวปีศาจคงหลอมรวมกลายเป็นแกนปีศาจทั้งสามตัวไปแล้ว”
เอลดริกตอบพลางยกเหล้าขึ้นดื่ม เพื่อระบายความอึดอัดที่กดทับในอก
“พวกมันโผล่มาจากไหนกัน! ตอนนั้นเรากวาดล้างไปหมดแทบพลิกเมืองหลวงหาอยู่แล้ว!”
ธีโอดอร์บ่นเสียงดัง น้ำเสียงไม่ปิดบังความขุ่นเคือง
หน่วยของเขาไม่ได้เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้ เนื่องจากทหารมีหน้าที่ดูแลเฉพาะพื้นที่นอกเมือง จะเข้าไปปฏิบัติการภายในเขตเมืองได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งพิเศษเท่านั้น
“การลักลอบนำเสี้ยวปีศาจผ่านประตูเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ข่ายดักปีศาจมีทุกจุดตรวจ อีกทั้งเมืองหลวงชั้นนอกห้ามบินเข้าโดยเด็ดขาด สัตว์พาหนะที่บินได้ต้องผ่านการตรวจสอบและเดินเท้าเข้ามาทางประตูเมืองเท่านั้น และเมื่ออยู่ในเขตเมืองก็ห้ามบินเหนือหลังคาด้วย แต่หากเป็นสัตว์ปีกขนาดเล็กที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ บินผ่านเข้ามาก็พอเป็นไปได้… นั่นคือช่องโหว่เดียวของเรา”
เอสมอนด์ เจ้ากรมสัตว์อสูร กล่าวถึงความเป็นไปได้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เราพยายามหาทางอุดช่องโหว่นี้มานานแล้ว แต่มันยากมาก ถ้าเป็นพื้นที่เล็ก ๆ เรายังสามารถสร้างกำแพงเวทป้องกันได้ แต่กับเมืองหลวงขนาดนี้ ไม่มีทางเลย”
จอมเวทจูเลียนถอนหายใจยาว ราวกับหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อ เขาใช้เวลาหลายสิบปีพยายามแก้ปัญหานี้โดยไม่ประสบผลสำเร็จ
“จุดนั้นเราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่สิ่งที่เราทำได้ คือหาต้นตอของวิญญาณแค้น เพราะพิธีกรรมแบบนั้นต้องจัดภายในเมืองหลวงแน่นอน”
คอนราดเอ่ยขึ้น แม้เขาจะเป็นนักประดิษฐ์ที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แต่เรื่องพิธีกรรมและศาสตร์ต้องห้ามก็พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง
“เห็นด้วย พวกเจ้าควรโฟกัสที่ผู้สร้างวิญญาณแค้น จากลักษณะของมอร์วินน์ทั้งสามตัว พอจะไล่หาเหยื่อได้ คงต้องเริ่มสืบจากตรงนั้น”
รอยเสนอแนะด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้องกัน แม้จะรู้ว่าศัตรูที่มีเป้าหมายซ่อนตัวแนบเนียนนั้น ยากจะสืบเจอได้ง่าย ๆ ก็ตาม
ค่ำคืนอันผ่อนคลายของชายชราทั้งหกทอดยาวไปจนล่วงเข้าหลังเที่ยงคืน หากไม่ใช่เพราะหน้าที่การงานที่รัดตัว พวกเขาคงนั่งคุยต่อจนเช้า
หลังจากคืนนั้น นิโคลัสมุ่งมั่นฝึกฝนเวทมนตร์อย่างเต็มกำลัง โดยมีจอมเวทรอยคอยควบคุมและชี้แนะด้วยตนเอง
เวทธาตุต่าง ๆ เริ่มใช้งานได้คล่องขึ้น เขาค่อย ๆ คุ้นเคยกับพลังของแต่ละธาตุ และเรียนรู้การควบคุมอย่างเป็นธรรมชาติ
ยามเช้ามืด เขามักพูดคุยกับเหล่าสหายมีปีกและขนฟูทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์ปราบปีศาจคืนก่อน
นอกจากนกฮูกแล้ว บรรดานกกลางวันหลายชนิดก็เข้ามาร่วมด้วย ตามการชักนำของซิลฟี่และฮอร์ค รวมถึงสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างกระรอก แมว และแม้แต่สุนัขก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองสอดแนม
เขาฝึกฝนให้พวกมันคอยสังเกตสิ่งผิดปกติในเมืองตามสัญชาตญาณของแต่ละตัว และหากพบสิ่งใดน่าสงสัยให้มารายงาน
ช่วงแรกพวกมันยังสับสน รายงานกันวุ่นวายไปหมด บ้างเล่าเรื่องของเล่นหาย บ้างแจ้งว่ามีขนมตกพื้น แต่ไม่นานนัก พวกมันก็เริ่มแยกแยะได้ดีขึ้น และภารกิจเงียบ ๆ นี้ก็เริ่มกลายเป็นกลไกสำคัญของนิโคลัส
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้จะเป็นวันแรกของสัปดาห์ที่สถาบันวาลเดียลาเริ่มเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่
เมืองหลวงที่เคยครึกครื้นกลับแน่นขนัดยิ่งขึ้นไปอีก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาจนถนนแทบเดินไม่ได้
รถม้าติดขัดจนสัญจรไม่ได้ ร้านรวงในเขตชั้นในแน่นไปด้วยผู้คนจนถึงขั้นต่อแถวเข้าใช้บริการ
แม้ในสัปดาห์นี้จะเป็นเพียงช่วงรับสมัคร โดยมีการสอบจริงในสัปดาห์ถัดไป แต่ผู้คนจำนวนมากก็ทยอยเดินทางล่วงหน้าเพื่อจับจองที่พัก โรงแรมต่าง ๆ ในเมืองหลวงถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว
รวมถึง โรงแรมสโตนบริดจ์ ที่เพิ่งกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังการบูรณะ
จอมเวทรอยได้สั่งปรับปรุงโรงแรมตั้งแต่วันแรกที่กลับมา พร้อมจ้างคนงานเพิ่ม และเมื่อสองวันก่อน โรงแรมก็กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เขาย้ายกลับไปพักในบ้านหลังเดิม โดยมีวิคเตอร์ อีริน อาริน และนิโคลัสร่วมอยู่ด้วย
ส่วนสมาชิกคนอื่น ๆ อยู่กันในบ้านเล็กอีกสองหลัง สลับเวรกันไปดูแลโรงแรมวันละสองคน
โรงแรมที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าหลายคนเริ่มพูดถึงความแปลกตาเมื่อเห็นฝูงสัตว์น้อยใหญ่แวะเวียนไปมาตามบริเวณโรงแรม
นกหลากสีเกาะตามชายคาและยอดไม้ เพิ่มความสดชื่นและชีวิตชีวาให้กับสถานที่แห่งนี้อย่างน่าประหลาด
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ แม้จะมีสัตว์จำนวนมาก แต่กลับไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นหรือมูลสัตว์เลยแม้แต่น้อย ทำให้แขกหลายคนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามีเวทมนตร์ชนิดใดซ่อนอยู่หรือไม่
นิโคลัสเลือกไปสมัครกลางสัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัด กระบวนการสมัครไม่ยุ่งยากนัก เพียงกรอกประวัติส่วนตัว ระบุวิถีที่ตนฝึกฝน และจ่ายเงินค่าสมัคร ก็จะได้รับบัตรประจำตัวสอบ
บัตรดังกล่าวเป็นเพียงแผ่นไม้เล็ก ๆ ที่สามารถถือไว้ในฝ่ามือ แต่ภายในกลับบรรจุข้อมูลและอัตลักษณ์พลังเฉพาะของผู้ครอบครอง ไม่มีผู้ใดสามารถปลอมแปลง หรือใช้แทนกันได้แม้แต่น้อย
ในช่วงเวลารับสมัครห้าวัน มีผู้สมัครสอบกว่าห้าหมื่นคนจากทั่วทั้งจักรวรรดิ แสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงอันล้นหลามของสถาบันวาลเดียลา
แม้เขาจะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ลึก ๆ แล้ว นี่คือประสบการณ์ที่ไม่เคยมีในชีวิตก่อนหน้า ในโลกเดิม เขาไม่เคยมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ชีวิตมัธยมปลายเขาก็ไม่มี…
ชีวิตวัยรุ่นของเขาจบสิ้นลงในคืนที่พ่อแม่ถูกฆาตกรรม และการไล่ล่าเริ่มต้น
ลึกในใจ เขาหวังว่าโอกาสครั้งที่สองนี้ จะเปิดทางให้เขาได้สัมผัสช่วงชีวิตวัยเยาว์… อย่างที่เขาควรจะมี
เช้าวันสอบเข้า นิโคลัสตื่นแต่เช้ามืดเช่นเคย เพื่อทักทายและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเหล่าสหายน้อยของเขา
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาพบว่าตนเองสามารถสื่อสารกับพวกมันทางจิตได้โดยตรง โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด ทั้งที่พวกมันไม่เคยเข้าสู่มิติสัตว์เลี้ยงของเขาเลย
แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เพราะมุ่งเน้นการเตรียมสอบ เขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก ตำราสรรพสัตว์ก็ไม่ได้ถูกเปิดมานานแล้ว เหล่าสัตว์สหายต่างพากันอวยพรให้เขาโชคดีก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่
“นิค วันนี้ข้าไปด้วยได้ไหม?”
เสียงของซิลฟี่ดังขึ้นในขณะที่เขากำลังแต่งตัว
“ได้สิ ไม่น่ามีปัญหา ถ้าตอนสอบเจ้าก็บินเล่นอยู่ข้างบน คอยดูข้าก็พอ แต่อย่ารบกวนคนอื่นล่ะ”
“ขอบคุณ!”
หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ นิโคลัสก็เตรียมตัวออกเดินทางตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เพราะเกรงว่าผู้คนจะหนาแน่น โดย วิคเตอร์ อีริน และอารินเดินทางไปเป็นเพื่อน
“เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม?”
วิคเตอร์ถามเสียงเรียบ ดวงตานิ่งสงบตามแบบฉบับของเขา
“ขอรับ พี่วิคเตอร์”
“งั้นไปกันเถอะ”
“ขอให้โชคดีนะนายน้อย!”
เสียงให้กำลังใจจากทุกคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันไปโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้ม ก่อนออกเดินทางไปยังเขตสอบ
ด้านหน้าโรงแรม ลูกค้าหลายคนกำลังออกเดินทางเช่นกัน ต่างทักทายกันพอเป็นมารยาท แม้การสอบจะเป็นการวัดผลส่วนตัว แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต่างแข่งกันเพื่อแย่งชิงที่นั่งจำกัด
สถาบันวาลเดียลาเปิดรับนักศึกษาหลายวิถี ไม่ว่าจะเป็น นักเวท, อัศวิน, นักรบ/นักสู้, นักล่า, ผู้รักษา/นักเวทสนับสนุน, นักประดิษฐ์, นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักฝึกสัตว์
วิถีต่อสู้และสนับสนุน วิถีละ หนี่งร้อยยี่สิบคน
วิถีสร้างสรรค์, อัลเคมิสและฝึกสัตว์ วิถีละ แปดสิบคน
ร่วมกับนักศึกษาพิเศษจากอาณาจักรอัลมอรีสอีกราวหกสิบคน ทำให้รวมนักศึกษาใหม่ทั้งหมด เก้าร้อยคน
เด็กบางคนอาจได้รับสิทธิพิเศษล่วงหน้าโดยไม่ต้องดูผลคะแนนสอบ เช่น อเล็กซ์ ฟาร์เมียร์, ลูคัส วาลเดียลา และเจ้าหญิงเซอริน่า วาลเดียลา ที่ได้รับหนังสือเชิญจากทางสถาบันตั้งแต่ครึ่งปีก่อน
“นายน้อย ท่านตั้งใจทำคะแนนเท่าไหร่เพื่อให้แน่ใจว่าติดหนึ่งในสิบ?”
อีรินเอ่ยถามขณะเดิน
“ราว ๆ สามร้อยห้าสิบ อันดับที่สิบของปีก่อน ๆ อยู่ที่เฉลี่ยสามร้อยสามสิบ อันดับสิบคะแนนมากสุดคือสามร้อยสี่สิบคะแนน ข้าเลยคิดว่าสามร้อยห้าสิบน่าจะปลอดภัย ถ้าไม่ได้ติดหนึ่งในสิบก็แค่หลุดไปเล็กน้อย ทุนลดลงบ้างก็ไม่เป็นไร ดีกว่าทำตัวเด่นเกิน”
เขาวางแผนเรื่องนี้กับจอมเวทรอยไว้ก่อนแล้ว แม้จะเรียกว่าแผนร่วมกันก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาเป็นฝ่ายพูดอยู่คนเดียว ส่วนท่านตาก็แค่พยักหน้ารับ
“ตามที่แจ็คสืบมา การสอบข้อเขียนจะรู้ผลทันที แต่สอบปฏิบัติท่านกะคะแนนยาก เพราะกรรมการจะประเมินจากการตอบสนองและการเคลื่อนไหวด้วย เป็นคะแนนตามความสามารถทางปฏิบัติ แล้วจะทำยังไงดี?”
อารินถามจากอีกฝั่ง
“ข้าก็คิดถึงเรื่องนั้น ข้าเลยตั้งใจโชว์แค่การควบคุมเวท ไม่เน้นพลังทำลาย พลังทำลายจะรั้งไว้ให้อยู่ในระดับสิบของปีก่อน ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตา ถ้าไม่ได้ทุน ข้าก็หาทางทำงานเพิ่ม รายได้น่าจะพอ”
เขายิ้ม พลางชี้นิ้วไปที่ขมับตนเองอย่างมั่นใจ
ถนนสู่เขตเหนือแน่นขนัด ผู้คนหลั่งไหลราวกับขบวนพาเหรด ทั้งผู้สอบและครอบครัว ต่างสีหน้าเคร่งเครียด แม้พยายามยิ้ม แต่แววตาก็ไม่อาจปิดซ่อนความกังวลได้
เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้า พวกเขาก็มาถึงเขตสอบ ทุ่งโล่งกว้างทั้งฝั่งตะวันออกและตกที่เคยเห็นเมื่อครั้งก่อน กลายเป็นสนามสอบอย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งสองฝั่งมีอัฒจันทร์หินสีขาวขนาดใหญ่ทอดยาวขนาบพื้นที่สอบไว้ตรงกลางไปจนถึงประตูสถาบัน
ด้านบนมีทางเดินกว้างและห้องน้ำกระจายอยู่เป็นระยะ ร้านอาหารจากในเมืองพากันมาออกร้านขายของจนดูคล้ายงานเทศกาล
ด้านบนของอัฒจันทร์มีสะพานอุโมงค์ใสอยู่ทุก ๆ จุดเริ่มด่านสอบ ให้ผู้ชมสามารถเดินข้ามไปมาได้สะดวก
เหนือพื้นที่สอบแต่ละด่านจะมีถ่ายทอดบรรยากาศการสอบของด่านนั้น ๆ ขึ้นแสดงให้ผู้ชมได้เห็น
พื้นที่สนามสอบที่แบ่งออกเป็นฝั่งละสี่วิถี
ลานกว้างฝั่งตะวันตกสำหรับสายต่อสู้ ได้แก่ นักเวท, อัศวิน, นักรบ/นักสู้ และนักล่า
ส่วนอีกฝั่งสำหรับสายสนับสนุน ได้แก่ ผู้รักษา/นักเวทสนับสนุน, นักประดิษฐ์, นักเล่นแร่แปรธาตุหรือที่เรียกว่าอัลเคมิส และผู้ฝึกสัตว์
“มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ!”
นิโคลัสร้องออกมาด้วยความแปลกใจ สายตากวาดมองสำรวจไปทั่วบริเวณโดยรอบ
“ข้าไม่แปลกใจแล้วว่า ทำไมการสอบห้าด่านสำหรับคนหลายหมื่นคนสามารถเสร็จในวันเดียวได้ สมกับเป็นสถาบันเวทมนตร์อันดับหนึ่งของจักรวรรดิจริง ๆ”
พื้นที่สอบถูกแบ่งออกเป็นห้าด่านใหญ่ ด่านที่สองถึงห้ามีคะแนนด่านละหนึ่งร้อยคะแนน รวมสี่ร้อยคะแนน
โดยแต่ละด่านมีการทดสอบดังนี้
ด่านที่หนึ่ง: คุณสมบัติ ผู้เข้าสอบต้องผ่านอุโมงค์เวทเพื่อตรวจอายุร่างกายและตรวจหาสิ่งแปลกปลอม เช่น อุปกรณ์เสริมค่าสถานะ ห้ามพกสิ่งใดนอกจากอาวุธหลักและแผ่นเวทสื่อสาร รวมถึงถุงเก็บของ
ต่อจากนั้น ต้องจับเสาทดสอบพลัง หากพลังที่ส่งเข้าไปทำให้เสาเปล่งแสงได้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าสอบผ่าน หากไม่ผ่านจะถูกคัดออกทันที
ด่านที่สอง: ความรู้ เป็นการสอบข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และทฤษฎีของวิถีตนเอง ในระดับผู้ฝึกหัด มีเพียงสิบข้อ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
เมื่อทำเสร็จ จะมีผู้ตรวจประเมินและแจ้งคะแนนทันที หากไม่ถึงครึ่งถือว่าสอบไม่ผ่านและคัดออก หากผ่าน สามารถเข้าสู่ด่านต่อไปได้ทันที
ด่านที่สาม: ความสามารถพื้นฐาน เข้าสู่ภาคปฏิบัติ หุ่นทดสอบจะยืนนิ่ง โดยมีจุดให้โจมตีคือ ศีรษะ หัวใจ ลำตัว หัวไหล่ แขน และขา โดยศีรษะและหัวใจให้คะแนนสูงสุด
สายต่อสู้จะโจมตีด้วยอาวุธของตนเอง ส่วนนักเวทโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่าง ยี่สิบเมตร นักล่าต้องยิงธนูที่ระยะ สามสิบเมตร
สายสนับสนุนจะต้องปฏิบัติงานพื้นฐาน เช่น การรักษาเบื้องต้น การปรุงยา หรือทำให้สัตว์เชื่อง
ด่านที่สี่: ความไวและประสิทธิภาพ ทดสอบการตอบสนองแบบเคลื่อนไหว หุ่นจะไม่อยู่กับที่อีกต่อไป การประเมินจะยกระดับทั้งความเร็วและความแม่นยำ
สายสนับสนุนก็เช่นกัน จะมีการทดสอบในระดับที่ยากขึ้น
ด่านที่ห้า: ความเชี่ยวชาญ เป็นด่านสุดท้ายและยากที่สุด ผู้สอบต้องต่อสู้กับหุ่นที่สามารถโจมตีกลับภายในเวลาสามนาที
ด่านนี้หุ่นจะเริ่มจากระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นต้น หากหุ่นถูกโจมตีครบ ห้าสิบ ครั้ง จะเลื่อนเป็นขั้นกลาง และเมื่อถึง เจ็ดสิบ ครั้ง จะกลายเป็นขั้นสูง และสุดท้ายคือขั้นสมบูรณ์ที่ต้องโจมตีถึง แปดสิบ ครั้ง ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน
สถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ เจ็ดสิบหก ครั้ง เพราะผู้เข้าสอบไม่เพียงแต่โจมตีให้แรงพอนับคะแนน แต่ยังต้องป้องกันการโจมตีที่รุนแรงของหุ่นด้วย โดยเฉพาะกับนักเวทที่ร่างกายเปราะบางหากฝืนเกินไปอาจบาดเจ็บได้
สายสนับสนุนจะต้องแสดงความสามารถสูงสุดในวิถีของตนเอง โดยมีคณะกรรมการประเมินอย่างยุติธรรม เพื่อสามารถเปรียบเทียบคะแนนกับสายต่อสู้ได้
ตั้งแต่ด่านที่สาม จะไม่มีการคัดผู้สมัครออก โดยจะใช้วิธีเก็บคะแนนและรวมเข้ากับภาคทฤษฎี จากนั้นนำผลคะแนนของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งถึงหนึ่งร้อยห้าสิบของแต่ละวิถี ประกาศออกไป
ที่น่าตื่นเต้นคือ รายชื่อจะปรากฏอยู่บนฟ้าหน้าประตูทางเข้าสถาบันฯ และจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากมีคะแนนที่สูงกว่าปรากฏขึ้นใหม่ ใครที่อยู่อันดับต้น ๆ ในช่วงแรก หากคะแนนไม่สูงมาก อาจลดต่ำลงเรื่อย ๆ และหายไปได้ตลอดเวลา
แม้มีผู้เข้าสอบเป็นการสอบกว่าห้าหมื่นคน แต่สามารถทำให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตก
การประกาศผลครั้งสุดท้าย เมื่อผู้เข้าสอบคนสุดท้ายสอบเสร็จ
สำหรับคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกในวันนี้ พรุ่งนี้ยังมีความหวังเข้าสถาบันฯ อื่น เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้ จะถูกใช้เป็น ‘เทศกาลรับนักศึกษาใหม่’ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ทดสอบสถาบันวาลเดียลาในวันนี้ นำคะแนนของตนเองที่แสดงอยู่ในแผ่นป้ายประจำตัวสอบไปยื่นสมัครกับสถาบันอื่นได้
ความเข้มข้นของการแย่งชิงนักศึกษาในวันพรุ่งนี้ ตื่นเต้นไม่แพ้กับวันนี้แม้แต่น้อย
“นิคพวกข้าขึ้นไปที่อัฒจันทร์ก่อนนะ ขอให้เจ้าโชคดี”
ทั้งสามคนบอกลานิโคลัสก่อนเดินไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันตกที่คนน้อยกว่า
ใกล้เวลาแปดโมงเช้า ผู้สมัครสอบทุกคนต่างไปต่อแถวหน้าอุโมงค์ตรวจสอบ แต่ละฝั่งมีเครื่องทดสอบยี่สิบชุด และการตรวจร่างกายใช้เวลาไม่เกินสิบวินาทีต่อคน ทุกอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครกล้าแซงคิวแม้แต่คนเดียว
นิโคลัสคิดเพลิน ๆ เมื่อเห็นหนุ่มสาวมากมายเบื้องหน้า ส่วนใหญ่มีความตึงเครียดและตื่นเต้นแสดงออกมาให้เห็น
มีเพียงส่วนน้อยที่มีความมั่นใจพร้อมไม่แสดงอาการใดออกมา
หัวใจของเขาเต้นอย่างปกติ ราวกับการสอบเข้าไม่มีผลกับเขาเลย แม้โลกของเขากำลังจะเปลี่ยนไป
‘นี่หรือคือการสอบเข้า ข้าควรรู้สึกตื่นเต้นไหมนะ…’