ณ พระราชวัง
อ๋องจินอู่เดินทางเข้ามาในวังตามรับสั่งของฮ่องเต้เขาพอจะเดาได้ว่าที่ถูกเรียกมาครั้งนี้เป็เื่อะไร และสำหรับตัวเขาเองก็มีเื่ที่จะกราบทูลขอจากฮ่องเต้เช่นกัน
“ถวายบังคมฝ่าา...”
“เ้ามาแล้วหรือ... ตามสบายเถอะ...” ฮ่องเต้ที่นั่งอ่านรายงานหลังจากประชุมเสร็จ เงยหน้ามองอ๋องจินอู่ผู้เป็น้องชายของตน
“ขอบพระทัยฝ่าา...” อ๋องจินอู่ลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่นั่งของตน
“วันนี้ที่ข้าเรียกเ้ามา อยากจะพูดคุยกับเ้าในฐานะพี่ชายไม่ใช่ในฐานะฮ่องเต้ ดังนั้น ไม่ต้องมากพิธี เ้าเข้าใจใช่ไหม จินอู่”
“พะยะคะ วันนี้ที่ท่านเรียกข้ามา มีเื่อันใด”อ๋องจินอู่เริ่มเปิดประเด็นขึ้นก่อนทันที เพราะเขาไม่อยากเสียเวลา
“ฮ่าๆๆ เ้านี่ใจร้อนไม่เปลี่ยนเลย เอาล่ะๆข้ามีเื่จะถามเ้าไม่กี่เื่หรอก”
“เชิญท่านถามข้ามาได้เลย”
“เมื่อวาน ข้าออกไปเดินเล่นกับหยางเซียง นางจะพาข้าไปชิมบะหมี่ร้านนึงแต่พอไปถึงกลับมีคนมาขวาง เขาโทษว่าเ้า เป็คนไปทำไม่ดีเอาไว้ ดังนั้นเขาเลย...”
“หึ! ข้าก็นึกว่าเื่อะไร!ที่แท้ก็เื่ของหยางเซียง...” อ๋องจินอู่พูดสวนขี้นทันทีเพราะเขารู้ว่า ฮ่องเต้รู้สึกอย่างไรกับองค์หญิงหยางเซียง และเพื่อไม่ให้เสียนางไปและไม่ยอมให้ไปไกลหูไกลตาเลยได้มอบหยางเซียงให้เป็คู่หมั้นเขาซึ่งเป็เพียงแค่เื่ตบตาเท่านั้น และมีเพียงเขาและฮ่องเค้เท่านั้นที่รู้เื่นี้
“นี่เ้าหึงนางงั้นหรือ!ที่นางออกไปไหนมาไหนกับข้า” ฮ่องเต้ถามผู้เป็น้องชาย
“ข้าจะไปหึงทำไม ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้มีใจฝักใฝ่สตรีเพศ”
“ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้ฝักใฝ่สตรีเพศ และข้าก็รู้อีกว่าเ้าฝักใฝ่ผู้ใด”
อ๋องจินอู่หันควับไปสบตากับฮ่องเต้ทันทีเพราะเขารู้ทันทีเลยว่าถ้าผู้เป็พี่ชายกล้าเปิดเผยเกริ่นนำมาขนาดนี้ ย่อมต้องรู้เื่มาไม่น้อยเกี่ยวกับตน...ก็ดี ท่านรู้แล้วก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องพูดอะไรให้ยืดยาว ข้าจะได้ทูลขอท่านตามตรง...อ๋องจินอู่ตัดสินใจจะบอกถึงความสัมพันธ์ของเขาและฉีซื่อ พร้อมกับจะขอถอนหมั้นจากองค์หญิงหยางเซียงแต่ก้ไม่รู้ว่าจะง่ายเหมือนที่คิดหรือไม่
“เถ้าแก่ร้านบะหมี่คนนั้น เขาชื่อ...”
“ฉีซื่อพะยะคะ เขามีนามว่า ฉีซื่อ” อ๋องจินอู่ย้ำตอบกับฮ่องเต้
“เอายังไงดีเ้าจะให้ข้าถามเื่ราวของพวกเ้า หรือเ้าจะเป็คนเล่าั้แ่ต้น” ฮ่องเต้ถามกลับ เพราะเห็นแล้วว่าอ๋องจินอู่เองก็อยากจะคุยเื่นี้เช่นกันไหนๆก็อยากจะพูดเขาก็จะลองฟัง ไม่อยากมาตั้งคำถามให้เสียเวลา
“พะยะคะ กระหม่อมจะเล่าเอง...”
อ๋องจินอู่ได้ตัดสินใจเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟังั้แ่ต้นว่าหลังจากที่ตนนั้นได้ย้ายออกไปอยู่นอกวัง ก็ใช้วีวิตอย่างสามัญชนที่มีอันจะกินท่องเที่ยวบ้าง ค้าขายบ้าง ไปสถานเริงรมณ์บ้างตามประสาคนหนุ่ม แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาออกไปเดินเล่นเหมือนอย่างเช่นทุกวันด้บังเอิญเดินผ่านร้านบะหมี่ร้านหนึ่งเขาได้กลิ่นหอมของน้ำแกงลอยออกมายั่วน้ำลายถึงหน้าร้าน เห็นแบบนั้นแล้วเขาเลยอยากจะเข้าไปลิ้มลองแต่น่าเสียดาย ที่วันนั้นเขามาช้าไป บะหมี่ถูกขายจนหมด ทำให้เขาต้องมาอีกทีในรอบตอนเย็นแต่พอถึงตอนเย็น เขาก็ยังมาไม่ทันอยู่ดี ร้านก็ปิดไปเสียก่อน และเป็อยู่แบบนี้อยู่3-4 วัน จนในที่สุด ในเช้าของวันที่5เขาก็ได้กินบะหมี่ของร้านนี้สมใจอยาก และทันทีที่ได้ลิ้มรสถึงได้รู้ว่า อร่อยจนเหมือนได้ขึ้น์มันมีอยู่จริงๆ แต่พอเขาจะต่ออีกชามบะหมี่ก็ถูกขายหมดไปเสียแล้วทำให้วันนั้นเขาโมโหมาก เพราะยังกินไม่อิ่ม เลยเรียกเถ้าแก่ร้านออกมาคุย หวังจะมาต่อว่าต่อขานเสียหน่อยแต่พอทันทีที่ได้พบหน้าของเถ้าแก่ คำพูดที่คิดจะด่าทอกลับกลายเป็คำชมไปเสียหมดและแต่นั้นมา เขาก็ได้ไปเป็ลูกค้าประจำร้านนี้อยู่บ่อยๆ จนเวลาผ่านล่วงเลยมา 3 ปีทุกครั้งที่ไป เขามักจะเห็นเถ้าแก่เดินไปเดินมา ดูแลร้าน แต่งตัวสะอาดสะอ้าน หน้าตาจิ้มลิ้มร่างกายผอมบาง พิวพรรณเนียนระเอียดผุดผ่อง ท่วงท่างดงาม เขาเฝ้ามองอยู่แบบนั้นมานานนับ3ปี
จนกระทั้งคืนหนึ่งได้แอบปีนเข้าห้องนอนของเถ้าแก่ร้านบะหมี่เห็นเถ้าแก่นอนหลับอยู่ เขาเลย-อดใจไม่ไหว จึงได้ทำการล่วงเกินเขาไปและก่อนจะกลับเขาก็ได้มอบพู่หยกไว้เป็ของแทนใจหลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร เขาได้ทราบข่าวมาว่าเถ้าแก่จะออกไปทำการค้านอกเมืองเขาเลยตามไปด้วยเพื่อสานสัมพันธ์ต่อ และระหว่างนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปด้วยดี จนกระทั้งวันกลับเถ้าแก่หนีกลับก่อนแถมพอถึงเมืองหลวงก็ยังไม่มาพบเขาที่จวน ไม่มาอธิบายเหตุผลถึงการกระทำนั้นประจวบกับฮ่องเต่เรียกเข้าวังเพื่อคุยเื่หมั้นกับองค์หญิงหยางเซียง ทำให้ขาดการติดต่อกันไปจนกระทั้งถึงวันที่ร้านบะหมี่ได้ทำการเปิดฉลองเนื่องจากขยายร้านเสร็จสิ้น เขาจึงได้ไปพบหน้าเถ้าแก่อีกครั้งแต่พอไปถึงเขากลับต้องตกตะลึง เพราะในร้านมีชายอีกเข้ามาเป็คู่ค้า แถมเถ้าแก่ยังดูสนิมสนมกับเขาอีกด้วยเื่นี้เขาจึงยอมไม่ได้แต่เพราะวันนั้นองค์หญิงหยางเซียงไปด้วย เลยทำอะไรไม่สะดวก เขาจึงได้แต่รอโอกาสที่จะพูดคุยจนกระทั่งเถ้าแก่ได้ฝากของแทนใจที่เคยให้ไว้มาคืน ยิ่งทำให้ข้าโกรธมากไปอีก
จนหลายวันก่อนเขาได้รู้มาว่าขบวนสินค้าจากชายแดนของร้านบะหมี่จะเข้ามาส่ง อ๋องจินอู่เลยได้ไปดักรอเพื่อจะพูดคุยปรับความเข้าใจกับเถ้าแก่เป็การส่วนตัว แต่ที่ไหนได้ พอเถ้าแก่เห็นหน้าเขากลับทำหน้าเหมือนเห็นผีแถมวิ่งหนีไปคิดชีวิต ทำให้เขาเกิดโทสะ จึงจับตัวเถ้าแก่ไปที่โรงเลี้ยงม้าหลังจวนอ๋องและได้กระทำการล่วงเกินอีกครั้งอย่างขาดสติยั้งคิดและการกระทำของตนในครั้งนี้ มันรุนแรงจนทำให้ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลงทันที แถมเถ้าแก่ยังหวาดตัวตนจนแทบเสียสติใช้เวลารักษาตัวอยู่หลายวัน
“แล้วั้แ่วันนั้น เ้าได้ไปเยี่ยมไข้เขาหรือไม่” ฮ่องเต้ถามขึ้นมาหลังจากนั่งฟังมาพักใหญ่
“แบบเปิดเผยข้าก็ไป แต่ไม่ได้พบ เลยต้องแอบไปพะยะคะถึงจะได้พบหน้าเขา แต่ต้องไปตอนที่เขาหลับแล้วเท่านั้น”
“เ้าจะทำเช่นไรกับเื่นี้ จินอู่เ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เ้ากระทำมีโทษอย่างไร”
“ที่ข้ายอมมาพบท่านในวันนี้เพราะข้า้าจะทูลขออะไรบางอย่างจากพระองค์พะยะคะ”
“เข้าจะขออะไร...”
“ข้าอยากจะถอนหมั้นกับองค์หญิงหยางเซียงพะยะคะ”
“นี่เ้า!!” ฮ่องเต่ขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจกับคำขอของอ๋องจินอู่
“เ้าคิดว่าเื่นี้เป็เื่เล่นรึไงตอนนั้นทำไมเ้าไม่บอกข้า ว่าเ้ามีคนในใจอยู่แล้ว หากบอกข้าั้แ่ตอนนั้นข้าคงไม่...เฮ่ย!!”
“เพราะตอนนั้น กระหม่อม...” อ๋องจินอู่พูดไม่ออก เพราะรู้ว่าตนผิด
“เพราะตอนนั้นเ้าโกรธฉีซื่อยังไงละ โกรธที่เขาหนีเ้ากลับก่อนใช่ไหม เ้าเลยเอาเื่การหมั้นมาประชดเขา หวังให้ฉีซื่อเสียใจ และมาอ้อนวอนขอความรักจากเ้าใช่หรือไม่” ฮ่องเต้พูดอย่างโมโหกับความงี่เง่าและสิ้นคิดของน้องชายตน
“แต่เขาก็ไม่มา...” อ๋องจินอู่ตอบกลับฮ่องเต้
“เป็ข้า ข้าก็ไม่ไป เพราเ้ามีคู่หมั้นแล้วจะให้ข้าไปในฐานะอะไร เพราะที่ผ่านมาเ้าก็ไม่เคยบอก ว่าพวกเ้าคบกันในฐานะอะไร”สิ้นประโยคนี้ทำให้อ๋องจินอู่นึกขึ้นมาได้ ถึงประโยคที่ฉีซื่อเคยถามเขาที่คลังสินค้าตระกูลโจว
...ความสัมพันธ์ระหว่างเรา เรียกว่าอะไร พี่จิน...
... พี่จิน ที่ข้าถามท่านเพราะเผื่อมีคนมาถามข้า ข้าจะได้ตอบได้อย่างไรเล่า...
...ใช่แล้ว นี่เป็คำถามที่ฉีซื่อเคยถามข้าในวันนั้น แต่คำตอบของข้า คงจะทำให้เขาผิดหวังเขาเลยเลือกที่จากข้ามาแบบนี้...
“เ้าไม่ทำให้ชัดเจน จนกระทั้งเ้าได้รู้ว่าเ้าเสียเขาไปแล้ว แต่เ้ามันดันทุรัง ไม่ยอมเสียไป อยากจะได้คืน แทนที่จะทำให้เขากลับมายอมรับเ้าอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อนแต่เ้ากลับไปทำร้ายเขาซะจนเกือบตาย ความรักของเ้าช่างน่ากลัวจริงๆ” ฮ่องเต้กล่าวทิ้งท้ายพลางเดินมาตบที่บ่าผู้เป็น้องชายเบาๆ
“สรุปท่านจะไม่ยอมให้ข้าถอนหมั้นใช่หรือไม่ หึ! เพื่อความรักของท่านแล้ว ท่านก็น่ากลัวไม่แพ้ข้าเช่นกัน เพื่อตัวเอง ท่านเลือกผูกมัดหยางเซียงไว้ใกล้ตัวโดยที่ท่านไม่รู้เลยว่านางนั้น้าอิสระเพียงใด ” อ๋องจินอู่โต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้เพราะยังไง วันนี้เขาจะต้องปลดพันธะที่ตัวเองก่อขึ้นมาให้ได้
“เื่นี้ขามีวิธีรับมือ เ้าไปจัดการเื่ของเ้าเถอะหากเ้ายังอยากจะคืนดีกับฉีซื่อ ก็ไปทำซะ ทำสำเร็จเมื่อไหร่ เื่ถอนหมั้นย่อมเป็ไปได้” ฮ่องเต้ยื่นข้อเสนอให้อ๋องจินอู่อีกครั้ง
“พะยะคะ งั้น กระหม่อมทูลลา” อ๋องจินอู่รีบขอตัวกลับ เพราะจริงๆวันนี้เขาตั้งใจจะไปหาฉีซื่ออยู่แล้ว แต่เพราะถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังเลยต้องมาที่นี่เสียก่อน เพราะตั้งใจจะมายกเลิกเื่การหมั้นอยู่แล้ว
“ข้าหวังว่าเ้าจะทำได้น่ะ จินอู่” ฮ่องเต้ะโพูดตามหลัง เพราะเขาก็หวังใจเช่นนั้นจริงๆ ั้แ่ไหนแต่ไรน้องชายของเขาคนนี้ทั้งฉลาด เก่งด้านการทหารและการค้า เก่งทั้งบู๊และบุ๋นเลยก็ว่าได้ แต่เสียอย่างเดียวที่เขาเป็คนใจร้อน ไม่ชอบที่จะอดทนรอ อยากได้อะไรต้องเดี๋ยวนั้นทันที แถมบางครั้งยังขาดสติโมโหร้ายอยู่บ่อยๆ และนี่ก็เลยเป็สาเหตุที่ทำให้เขาไม่ถูกเลือกให้เป็ฮ่องเต้ แต่ใครจะรู้เล่าว่าหลังจากที่ได้พบกับเถ้าแก่ร้านบะหมี่นั้น “ฉีซื่อ” ผู้นี้ ทำให้น้องของเขารู้จักที่จะอดทนรอได้ขนาดนี้
“ทูลฝ่าา เื่ที่พระองค์ให้กระหม่อมไปสืบ กระหม่อมทำเสร็จแล้วพะยะคะ” องครักษ์ เดินออกมาจากมุมเสา เพื่อรายงานถึงเื่ที่ให้ไปสืบเกี่ยวกับเถ้าแก่ร้านบะหมี่
“ไหนเ้าลองว่ามาซิ ว่าเื่ที่เ้าไปสืบมามันจะสอดคล้องกับเื่ที่น้องชายข้าเล่าหรือไม่”
องครักษ์ได้เล่าเื่ที่ไปสืบมาให้ฮ่องเต้ฟังโดยมีทั้งหลักฐานและเื่เล่าต่างๆ พอฮ่องเต้ได้ฟังก็เอาแต่ยิ้มที่มุมปาก จิบชาอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะมาสะดุดประโยคสุดท้ายที่ว่า ...แต่ตอนนี้เถ้าแก่ฉี ได้ไปจากเมืองนี้แล้วพะยะคะ...
“ไปแล้ว! ได้อย่างไรกัน”
...เห็นทีเ้าจะช้าไปก้าวนึงนะจินอู่ ตอนนี้เขาจากไปแล้ว เ้าจะทำยังไงละ...