หลังจากภัทรแยกย้ายกับพวกชีต้าห์และนัทแล้ว เขาก็พุ่งมายังโกดังหมายเลขสี่ทันทีพร้อมกับเจ้าจิ๊ดริดที่เป็นไกด์นำทาง พวกเขาพยายามค้นหาหนังสือเกี่ยวกับการสร้างเครื่องประดับ แต่พบว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนเลยที่เกี่ยวข้อง
ลุงประดิษฐ์ที่กลับมาจากไปกินข้าวกับเพื่อนเก่า ก็กลับมานอนในโกดัง ตอนที่กำลังจะเดินผ่านห้องหนังสือไป แกเห็นภัทรเข้าพอดีจนตกใจเผลอซ่อนขวดเหล้าไว้ข้างหลังแทบจะในทันที ก่อนจะวางฟอร์มทำมือกระแอมไอแล้วพูดขึ้น "ไปโดนทัณฑ์บนมาอีกแล้วรึ"
"แย่กว่าทัณฑ์บนอีกครับลุง คือเรื่องมันเป็นแบบนี้..." ภัทรเล่าเรื่องตั้งแต่ไปงานประมูลจนถึงวันนี้ จู่ๆ ลุงประดิษฐ์ก็เขกหัวเขาเข้าให้
"โอ๊ยลุง! เขกหัวผมทำไมเนี่ย"
"หาเจอแล้ว ไอ้ตัวต้นเหตุ! เพราะเอ็งเลยทำข้าหัวหมุนเป็นสกรูอยู่นี่ไง แม่หนูริศแทบจะปล่อยให้ข้าถูกกองงานทับตาย ไหนเอ็งมีแผนยังไง ข้าจะช่วย ไม่งั้นข้าได้ตายก่อนหมดอายุขัยแน่"
"ผมว่าจะทำเครื่องประดับให้พี่ริศน่ะครับ"
"แล้วเอ็งมีวัตถุดิบอะไรบ้างล่ะ"
"เอ่อ ผมไม่มีอะไรเลย มีแต่ไอ้นี่" ภัทรล้วงกระเป๋าหยิบหินสุ่มดวงขนาดเท่าลูกบอลขึ้นมาให้ลุงประดิษฐ์ดู
ลุงประดิษฐ์ลูบเคราแพะ "หินสุ่มเหรอ มาลองเปิดกันดูดีกว่า" ลุงแอบเอาขวดเหล้าใส่กระเป๋าแล้วหยิบพลั่วยุทธวิธีขนาดเล็กกว่าปกติขึ้นมา แกปรับเป็นโหมดอีเต้อแล้วทุบลงไปสองสามครั้ง จากนั้นปรับโหมดใหม่เป็น 'ค้อน' โหมดที่สามของพลั่วยุทธวิธีที่เป็นค้อนทรงกลมด้านหนึ่งและทรงสี่เหลี่ยมอีกด้านหนึ่ง แล้วทุบลงไปอีกครั้ง หินสุ่มดวงก็แตกออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน... มันมีแร่เหล็กสีเงินและสีครามอยู่เต็มไปหมด
"เอ๋ ทำไมเยอะจัง" ภัทรอุทานออกมาด้วยความดีใจ
ลุงประดิษฐ์เองก็แปลกใจเช่นกัน แกหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาของแกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสที่พาดด้วยเส้นสีขาวมากมาย
ภัทรมองดูอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือ เนตรพิมพ์เขียวระดับสาม แถมยังเป็นการใช้งานจากต้นตำรับวิชาอีกด้วย ลุงประดิษฐ์หลับตาลงอีกครั้งจนสายตากลับมาเป็นปกติแล้วพูดขึ้น
"ไอ้หนู เอ็งลองใช้เนตรพิมพ์เขียวมองดูสิ"
"ได้ครับ... เนตรพิมพ์เขียว!" ภัทรลืมตาขึ้นมา ดวงตามีแสงสีฟ้าประกายอ่อนจางมองไปยังก้อนแร่ เขาเห็นด้านหนึ่งที่หงายอยู่มีสีเงินครามงดงามเต็มไปด้วยมานาของแร่ธรรมชาติ ลุงประดิษฐ์พลิกอีกครึ่งหนึ่งให้ดู พบว่าเขามองไม่เห็นพลังงานใดๆ เลย ภัทรเริ่มใกล้หมดพลังจึงคลายดวงตาออกแล้วถามขึ้น
"พอพลิกแล้วผมมองไม่เห็นอะไรเลย มันเป็นเพราะอะไรเหรอครับ?"
"เพราะในระหว่างชั้นหินส่วนกลางกับชั้นหินภายนอกมันมีชั้นตะกั่วธรรมชาติบางๆ เคลือบอยู่น่ะสิ พวกนั้นเลยสแกนกันไม่เห็น เนตรของพวกเราก็มองไม่ทะลุหินอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงชั้นตะกั่วเลย... งั้นเดี๋ยวข้าเอาไปถลุงให้เอง เพราะมันอันตราย พรุ่งนี้เย็นๆ ก็น่าจะได้แล้ว"
"ขอบคุณมากครับ" ภัทรยิ้มขอบคุณ
"ภัทร..." อยู่ๆ ลุงก็ทำหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
"ครับ?" ภัทรรู้สึกแปลกใจกับท่าทีนั้น
"เอ็งอยากเป็นช่างมนตรามั้ย?"
"ช่างมนตรา? ที่ผมมาประกอบพลั่วได้ไม่ทำให้ผม... โอ๊ยลุง! เขกหัวผมทำไมอีกเนี่ย"
"ไอ้นี่นิ! ถ้าเป็นง่ายขนาดนั้น ผู้วิเศษคงเป็นกันครึ่งโลกแล้ว"
"แล้วช่างมนตราคืออะไรล่ะครับ?" ภัทรกุมหัวที่ปูดเล็กน้อยถามขึ้นด้วยความกลัวว่าลุงประดิษฐ์จะเขกซ้ำ
ลุงประดิษฐ์ถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองไปในอากาศ "ไอ้หนูภัทร ผู้วิเศษทั่วไปอาจจะคิดว่าช่างมนตราก็เหมือนช่างศาสตรา แค่เคาะเหล็กไม่กี่ที ใส่รูนนิดหน่อย ก็ได้อุปกรณ์เวทมนตร์แล้ว เทียบกับนักประดิษฐ์เวทมนตร์ที่พวกเขาเทิดทูนไม่ได้เลย... แต่พวกเขาเข้าใจผิดกันไปเอง"
"ช่างมนตราคือศาสตร์เริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ทั้งหมด สิ่งที่ช่างมนตราทำคือการสร้างชีวิตให้กับสิ่งประดิษฐ์"
"สร้างชีวิตเหรอครับ?" ภัทรแปลกใจกับคำตอบ
"พูดให้ถูกคือการฟังว่าพวกเขาอยากเป็นอะไร มันก็เหมือนการบรรเลงดนตรีนั่นแหละ พวกเขาคือท่วงทำนองหนึ่งที่อยู่ตามธรรมชาติ แต่พวกเราคือคนที่จับทำนองเหล่านั้นมาเรียบเรียงเป็นบทเพลงที่ขับขานออกมาแก่โลกนี้"
"น่าเสียดาย เพราะศาสตร์แห่งช่างมนตราเดี๋ยวนี้เสื่อมถอยไปแล้ว อย่าว่าแต่ระดับเจ็ดอันเป็นระดับสูงสุดเลย แม้แต่ระดับสี่ระดับห้าก็ยังพบเห็นได้ยาก เพราะผู้คนต่างต้องการสิ่งประดิษฐ์เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือดาบเวทมนตร์ที่มีอานุภาพรุนแรงจนหลงลืมที่จะรับฟังเสียงของธรรมชาติ ทำให้กลับกลายเป็นว่าเราต้องอยู่ใต้ร่มเงาของช่างศาสตราและนักประดิษฐ์เวทมนตร์ที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างตรงไปตรงมาแทน"
ลุงประดิษฐ์จ้องมองเขา "แล้วเอ็งล่ะ... อยากเป็นช่างมนตรารึเปล่า?"
ภัทรตอบทันทีจนลุงประดิษฐ์ต้องแปลกใจ "แน่นอนครับผมอยากเป็น อย่างน้อยที่สุดผมก็จะมีข้าวกินใช่ไหมล่ะครับ"
ภัทรยิ้มแฉ่งจนลุงประดิษฐ์อดหัวเราะตามไม่ได้ "ฮ่าๆๆ ดี! ข้าจะสอนเอ็งเกี่ยวกับการเป็นช่างมนตราเอง"
"ลุงจะรับผมเป็นลูกศิษย์เหรอครับ?" ภัทรทำตาเป็นประกาย
"เปล่า" ลุงประดิษฐ์ยิ้มกวนประสาทกลับมา
"อ้าว..." ภัทรทำหน้าหงอย เขานึกว่าลุงประดิษฐ์พูดขึ้นมาเพื่อรับเขาเป็นลูกศิษย์
"ข้าแก่แล้ว แถมไม่มีกะจิตกะใจจะไปสอนใครขนาดนั้นหรอก อีกอย่างข้าก็ให้วิชาหากินกับเอ็งไปแล้วนี่... ไม่ต้องห่วง มีคนที่อยากรับเอ็งเป็นศิษย์อยู่"ลุงประดิษอธิบาย
ภัทรเงยหน้าขึ้นมาอย่างมีความหวัง "งั้นใครเหรอครับ?"
"อีกไม่นานเอ็งจะได้รู้เอง แต่วันนี้ข้าจะสอนพื้นฐานของช่างมนตราก่อน"
"ได้เลยครับ!" ภัทรพยักหน้า หยิบสมุดจดบันทึกขึ้นมาเตรียมพร้อม
"พื้นฐานของช่างมนตราฝึกหัดมีด้วยกันสี่อย่าง... หนึ่งคุมไฟ สองหลอมโลหะ สามขึ้นรูป และสี่สลัก"
สิ่งแรกที่ต้องเรียนคือการควบคุมเปลวเพลิงเวทมนตร์ ให้มีความร้อนที่เหมาะและเสถียร เพื่อหลอมละลายโลหะเวทมนตร์
สองหลอมโลหะ คือการนำโลหะเวทมนตร์มาหลอมละลาย กำจัดสิ่งสกปรก ปรุงโลหะให้มีคุณสมบัติที่ต้องการ
สามคือการนำน้ำโลหะมาขึ้นรูปแบบตามสิ่งประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ที่ต้องการโดยจะต้องสร้างแม่พิมพ์ที่มีการวางวงจรเวทมนตร์มาติดตั้งไว้เพื่ออุปกรณ์เวทมนตร์นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และสี่การสลักรูป ในขั้นตอนนี้นอกจากขัดเงา การเก็บรายละเอียด ตกแต่งลวดลายแล้วยังต้องสลักรูนเวทมนตร์ เพื่อทำให้อุปกรณ์เวทมนตร์นั้นมีความสามารถพิเศษขึ้นมาด้วย
ช่างมนตราฝึกหัดมาตฐานขั้นต่ำคือ ควบคุมเพลิง หลอม ขึ้นรูป และสลักรูนเวทมนตร์พื้นฐานลงบนโลหะทองแดงเวทมนตร์ได้ เป็นไงมีคำถามมั่ย
"ลุง แล้วผมจะควบคุมเปลวเพลิงยังไง ผมไม่มีธาตุไฟเลยนะครับ" ภัทรเงยหน้าจากสมุดจดด้วยความกลุ้มใจ
"เอ่อ ก็จริงอย่างที่เอ็งพูดนั่นแหละ ความจริงอาชีพนี้ ผู้วิเศษที่สามารถเป็นช่างมนตราได้จะต้องมีธาตุไฟและธาตุโลหะในร่างกาย หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะต้องมีธาตุไฟ ร่างกายเอ็งไม่มีก็จริงแต่ว่า..."
ลุงประดิษฐ์จะเอามือจับที่หัวภัทร แต่ภัทรหลบโยกหัวไปมาเพราะกลัวลุงเขกกะโหลกอีก สุดท้ายลุงก็ทนไม่ไหวเขกหัวไปอีกหนึ่งที
โป๊ก!!!
"อยู่เฉยๆ สิวะ เอ็งนี่! หลับตาด้วย"
"ครับ" ภัทรที่เจ็บจนน้ำตาไหลก็หลับตาปี๋ยอมให้ลุงจับหัวของเขาอย่างว่าง่ายเพราะกลัวโดนเขกอีก
"เอาล่ะ โคจรพลังเวท"
"ครับ" ภัทรพยายามโคจรพลังเวทของเขาด้วยวิธีการคล้ายการนั่งสมาธิ
"เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ลืมตาได้" ลุงประดิษฐ์เอามือลง
"ผมทำไมเหรอลุง"
"เอ็งไม่มีรากมานาอยู่ก็จริง แต่ข้ารู้สึกได้ว่ามานาในอากาศที่อยู่รอบตัวเอ็งมักจะเป็นธาตุไฟ พอให้เอ็งโคจรพลังเวทมนตร์ในร่างกายก็พบว่า ร่างกายเอ็งดูดซับมานาธาตุไฟในอากาศได้ดี ไม่เพียงเท่านั้นยังดูดซับมานาพื้นฐานอื่นได้ด้วย โคตรจะแปลก... ดังนั้นเมื่อดูดซับมานาธาตุไฟได้ ตามทฤษฎีเอ็งก็น่าจะจุดไฟเตาหลอมเวทมนตร์ได้ แต่อาจจะต้องใช้สื่อกลางในการใช้เวทมนตร์นะ จะให้ร่ายคาถาเองด้วยมานาระดับ 0.4 ของเอ็ง คงได้หมดก่อนจุดไฟติดแน่"
"0.4? ผมน่ะเหรอมาถึงระดับศูนย์จุดสี่แล้ว" ภัทรถามอย่างตกใจ เขาไม่เคยรู้เลยว่าระดับพลังของเขามาถึงไหนแล้ว
"เยอะกว่าเด็กสิบขวบนิดนึง ดีใจอะไรนักหนา เอ็งอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว" ลุงประดิษฐ์บ่นภัทร
"แต่ผมเพิ่งมาโลกผู้วิเศษยังไม่ถึงครึ่งปีเลยนะครับ ถึงระดับศูนย์จุดสี่แล้ว"
"เออ จริงของเอ็ง... ไหนลองอีกที อย่าต่อต้านมานาของข้าล่ะ" ลุงประดิษฐ์เอามือวางบนหัวภัทร จู่ๆ ก็มีพลังความร้อนเข้ามาในร่างกายของเขา เขาพยายามไม่ต่อต้าน ก็เห็นหน้าลุงขมวดคิ้วเป็นปมไม่ต่างจากคุณยายเรไรของรินเลย
"ร่างกายผมผิดปกติเหรอครับ" ภัทรถามขึ้น
ลุงประดิษฐ์เอามือออกแล้วพูด "ก็คงใช่ ขั้นพลังของเอ็งขึ้นเร็ว เป็นเพราะกระเปาะมานาเวทมนตร์ของเอ็งเล็กกว่าคนทั่วไปเกือบครึ่ง ถ้าแค่ระดับช่างมนตราฝึกหัดคงฝึกได้ไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าเริ่มหลอมแร่เงินขึ้นไปอาจจะต้องพึ่เพลิงมนตราแล้วล่ะ"
"แล้วเพลิงมนตรานี่คืออะไรหลอครับ" ภัทรถามด้วยความสนใจ