“สวัสดีค่ะพี่แววมีอะไรคะโทรมาเสียดึกเชียว” มัทรีวางหวีลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียงหญิงสาวอาบน้ำเตรียมจะเข้านอนและกำลังหวีผมอยู่แต่เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ทำให้ต้องเดินมารับ
“ตอนเย็นพี่ลืมบอกว่าพรุ่งนี้มีงานแข่งกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ต้านยาเสพติด”เสียงของคนปลายสายติดจะมีแววกังวลนิด ๆ จนเธอรู้สึกได้แต่ก็ยังสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเธออย่างไร
“แข่งที่ไหนคะพี่แววใครแข่งกับใคร”
“ตำรวจกับหน่วยงานราชการพวกอบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ละตำบลนี่แหละ” ปลายสายตอบกลับมา
“ค่ะพี่แววมีอะไรให้มัทช่วยหรือเปล่าคะ” หน้าที่ของเธอคงอยู่ตรงนี้
“ไม่มีแค่อยากจะชวนว่าพรุ่งนี้มาด้วยกันไหม” ปากเอ่ยว่าไม่มีแต่น้ำเสียงของแววดาวบอกว่ามีแน่นอน
“มัทไม่แน่ใจค่ะพอดีเขียนงานค้างอยู่” หญิงสาวอยากปฏิเสธแต่ไม่กล้า
“มาเถอะมัทนักเรียนโรงเรียนเราต้องไปถือป้ายเดินนำนักกีฬา แล้วก็มีพวกพาเหรดนำขบวนด้วยนะนี่ก็บอกกระชั้นเหลือเกินพี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะให้แต่งตัวกันยังไงจะไปแต่งหน้าเช่าชุดที่ไหนทัน” จากชวนเปลี่ยนเป็บ่น จนมัทรีได้แต่ยิ้มบาง ๆกับโทรศัพท์
“ทำไมครูที่รับงานเขาไม่จัดการให้หรือคะ”
“ทางนั้นก็จัดการส่วนของเขาอยู่หรอกแต่เด็กที่จะไปร่วมงานน่ะมันเด็กห้องที่พี่เป็ที่ปรึกษาอยู่น่ะสิ เด็กก็ไลน์มาถามว่าครูหนูจะแต่งตัวยังไงดีไหนจะค่าเช่าชุดเช่าเสื้ออะไรอีกคนมาบอกเด็กยังเกทับอีกว่าคราวก่อนได้รับคำชมอย่างนั้นอย่างนี้แต่ไม่มีแนวทางหรือคำแนะนำอะไรให้เด็กมันเลย” ถ้าคำพูดชุดก่อนหน้าของแววดาวเรียกว่าบ่นอันนี้คือการบ่นคูณสอง
มัทรีครุ่นคิดหากครู่เดียวเธอก็คิดออก
“เอาอย่างนี้สิคะพี่แววแต่งเป็คนติดยาไปเลย มีชุดอะไรก็เอามาใส่เก่า ๆ ขาด ๆ บ้างก็ได้เดี๋ยวมัทจะไปช่วยแต่งหน้า” เธอเสนอ งานการไม่ต้องทำมันละ ผลัดไปทำวันหลังก็ได้
“เออดีๆ เดี๋ยวพี่ส่งไลน์ไปบอกเด็กในกลุ่ม”
แววดาววางสายไปแล้วมัทรีจึงจัดหาเครื่องสำอางที่ตัวเองพอมีอยู่ แม้จะไม่ใช่คนที่ชอบแต่งหน้าหากความเป็หญิงทำให้เธอเก็บสะสมของเ่าั้เอาไว้พอควร
หญิงสาวนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เธอแต่งหน้าก่อนจะยิ้มขำเมื่อนึกถึงว่าเธอไปนั่งหน้างออยู่ในงานเพราะเจอกับคนที่ไม่ชอบใจโดยบังเอิญแล้วหลังจากนั้นไม่นานเธอกลับยิ้มและหัวเราะกับเขาราวกับไม่เคยมีเื่หมางใจกัน
วันรุ่งขึ้นมัทรีตื่นไปโรงเรียนแต่เช้าพอไปถึงก็พบว่าแววดาวกับเด็กในที่ปรึกษาของฝ่ายนั้นรออยู่ในห้องเรียนเรียบร้อยแล้วหญิงสาวมองนักเรียนบางคนที่สวมเสื้อผ้าตามคำบอกของเธอเมื่อคืนแล้วอดยิ้มไม่ได้แม้บางคนจะแต่งชุดสวยตัวเก่งแต่มัทรีเชื่อว่าการแต่งหน้าของเธอจะสื่อความหมายและทำให้คนเห็นตีความออกมาได้ตรงประเด็น...
ขบวนพาเหรดเริ่มเดินเข้าสู่สนามในเวลาเก้าโมงหลังจากเดินวนรอบชุมชนละแวกนั้นเป็ระยะทางร่วมสองกิโลเมตรไม่มีเสียงบ่นเื่รองเท้าส้นสูงกัดเท้า หรือต้องตามซับหน้าคนถือป้ายให้วุ่นวายเพราะยิ่งหน้าเปรอะเครื่องสำอางเยิ้มยิ่งได้อารมณ์ของคนติดยาเข้าไปอีก
จนกระทั่งงานพิธีการสิ้นสุดลงหญิงสาวเห็นครูที่รับงานยิ้มหน้าบานแล้วบานอีก ส่วนเด็กนักเรียนที่ได้รับมอบหมายงานก็ถ่ายรูปยิ้มแหย่กันสนุกสนานก่อนจะมาไหว้ขอบคุณและลาเธอกับแววดาวแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
“มัทอยู่ดูฟุตบอลนัดเปิดสนามด้วยกันแล้วค่อยกลับนะ”แววดาวกล่าวชวนหลังจากมองส่งลูกศิษย์คนสุดท้ายแล้ว
“มัทเห็นจะต้องขอตัวนะคะพี่แววอยากกลับไปทำงานจริง ๆ” ั้แ่โดนตำรวจตั้งข้อหาเพราะเข้าใจผิดมัทรีก็แทบจะไม่ได้เขียนนิยายจริงจังสักวันหญิงสาวยอมรับว่าเธอไม่ค่อยมีสมาธิเอาเสียเลย
“น่ามัท...อยู่ให้กำลังใจคนแถวนี้ก่อนเถอะ”
“ทีมไหนเตะคะพี่แวว”มัทรีเริ่มเอะใจ เธอน่าจะรู้ั้แ่แรกว่านอกจากขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆจากเธอแล้ว ฝ่ายนั้นยังมีแผนการอื่นอยู่ในใจ
“ทีมตำรวจกับทีมตำบลบุญเรืองจ้ะอยู่ให้กำลังใจผู้กองเขาก่อนนะ” ในที่สุดแววดาวก็หลุดปากออกมา
“ไม่เห็นเกี่ยวกับมัทเลยนี่คะ”หญิงสาวแย้ง ไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงไหว้วานหรือมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือเปล่า
“มัทไม่อยากเห็นขาอ่อนตำรวจหรือไงถามจริง นี่อยู่ดูด้วยกันเถอะได้เห็นง่าย ๆ เสียที่ไหนปกติเขาก็ใส่แต่กางเกงขายาวกัน”
คำชวนนั้นอาจจน่าสนใจถ้าคนที่พูดถึงคือนักกีฬาตัวจริงหรือนายแบบหุ่นเท่ รูปหล่อ แต่พอมาเป็นายตำรวจแม้บางคนจะออกกำลังกายอยู่บ้าง ทว่าคงไม่ได้น่าดูชมขนาดนั้น
“พี่แววเห็นมาทั้งตัวแล้วยังไม่พออีกเหรอคะ”เธออดแซวอีกฝ่ายไม่ได้ ขณะที่ใช้มือปัดปอยผมที่ถูกลมพัดมาปรกหน้าไปทัดหู วันนี้หญิงสาวไม่ได้มัดผมหรือถักเปียอย่างที่ชอบทำเป็ประจำ
“โอ๊ย! รายนั้นน่ะ พี่ดูจนเบื่อแล้ว แต่ก็ยังหาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหน”แววดาวจีบปากจีบคอพูด
“เจอแต่ที่แข็งๆ ตรงหว่างขาใช่ไหมละคะ” หญิงสาวกระซิบล้อ
“ตายแล้วมัท! เธอนี่มัน... ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ” แววดาวสะบัดปลายนิ้วลงมาบนต้นแขนของหญิงสาวขณะแค่นเสียงต่อว่าไม่จริงจังนัก
“พี่แววลืมแล้วหรือคะว่ามัทน่ะสายไหนไอ้นิยายที่มัทเขียนเนี่ยมันก็ฟ้องอยู่แล้วนะคะ”
พอหญิงสาวพูดจบแววดาวก็หัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ
เพราะมัวแต่คุยกันเพลินมัทรีจึงไม่เห็นว่ามีผู้ชายสองคนเดินเข้ามาหา
“เด็กๆ ห้องแววแต่งตัวแต่งหน้าได้ตรงคอนเซ็ปต์ดีเหลือเกิน ใครเป็ต้นคิดเหรอ”หมวดเสริมศักดิ์เอ่ยชมคนเป็ภรรยา แต่สายตามองมาที่มัทรี
“โน่นไอเดียคนโน้นแต่งหน้าก็ฝีมือเขาแววช่วยนิดหน่อยเอง” แววดาวแกล้งทำท่าขัดเขินพอน่ารักก่อนจะบุ้ยใบ้ไปทางนักเขียนสาว
“ว่าแล้วอย่างแววนี่คิดเองไม่ได้แน่ ๆ” จากคำชมเลยกลายเป็คำสบประมาท
“พี่แต้ม”ครูสาวเอ็ดสามี ก่อนจะหยิกเขาที่แขนจนได้รับเสียงหัวเราะขำจากคนที่เหลือ
“ไอเดียนี้ไม่เลวเลยนะครับเคยเห็นแต่คนถือป้ายใส่ชุดไทยสวย ๆ หวาน ๆ มาเจอแบบนี้เข้าอึ้งกันทั้งงานเลย” น้ำเสียงติดแหบของผู้ชายอีกคนพูดขึ้นทว่า... ใจของมัทรีลอยไปไกลเสียแล้ว
ดวงตาสีน้ำตาลใสในกรอบตากว้างกลมลอบมองคนพูดั้แ่หัวจรดเท้า
เทพทัตสวมชุดกีฬาสีเืหมูเนื้อผ้าที่เป็มันลื่นและพลิ้ว เมื่อถูกลมพัดมันจึงแนบไปกับลำตัวของอีกฝ่ายจนเห็นมัดกล้ามบริเวณหน้าอกตึงพอมองต่ำลงไปเรื่อยคำพูดของแววดาวก็แวบเข้ามาในหัว
กางเกงขาสั้นที่ชายหนุ่มสวมอยู่แนบกระชับไปกับต้นขาแข็งแรงซึ่งอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อเครียดครัด จนไม่แน่ใจว่าคนออกแบบกลัวเปลืองผ้าหรือว่าขาคนสวมใหญ่กันแน่เลยขอบกางเกงลงไปคือผิวเนื้อแท้ ๆ ที่เส้นขนเรียงรายก่อนจะหายไปภายใต้ถุงเท้าที่ยาวจนถึงครึ่งน่อง
“มัทจ๊ะมัท ผู้กองคุยด้วยแน่ะทำไมทำท่าใจลอย ๆ” แม้ผู้กองหนุ่มจะไม่ได้ระบุว่าพูดกับใครแต่แววดาวก็หาคนรับได้อย่างรู้หน้าที่
“ขอโทษค่ะ”มัทรีรีบเงยหน้าขึ้นสบตาทุกคน
“ดูมัทหน้าแดงๆ นะครับ ไม่สบายหรือเปล่า”แทนที่น้ำเสียงติดแหบนั้นจะแสดงความห่วงใยทว่ากลับมีแววล้อเลียนอยู่ในที
“มัทไม่ได้เป็อะไรนี่คะมัทสบายดี” หญิงสาวปฏิเสธเก้อ ๆ เวลานี้หน้าตาของเธอคงเลิ่กลั่กเหลอหลาน่าขันทีเดียว
“จะเริ่มไม่สบายก็ตอนที่แอบบมองขาอ่อนผมนี่แหละใช่ไหมครับ”
“พอดีพี่แววบอกว่าขาอ่อนตำรวจหาดูไม่ได้ง่ายๆ มัทก็เลยต้องมองเอาไว้ค่ะ” หญิงสาวโบ้ยความผิดให้แววดาวไปเสียและถ้าเทพทัตคิดว่าจะต้อนให้เธออายได้ เขาก็เข้าใจผิดคิดไปเองแล้วละ
“ผู้กองของผมโดนอ่านกินซะแล้วแววนี่ก็ชวนครูมัทเขาเสียคนเหมือนตัวเอง” เหมือนหมวดเสริมศักดิ์จะอยากช่วยหญิงสาวแก้ไขสถานการณ์แต่ไม่รู้ว่ามันเข้าทางใครเยอะกว่า
“มองเฉยๆ ผมไม่ว่าหรอกหมวด แต่มองแล้วหน้าแดงด้วยนี่ มันชักจะยังไงอยู่นะไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่” เทพทัตมองหญิงสาวไม่วางตา นึกสนุกที่ได้ยั่วหยอกให้เธอได้ขัดเขิน
“ผู้กองคิดอะไรมัทก็คิดอย่างเดียวกันนั่นแหละค่ะ”
พอถูกยั่วกลับผู้กองหนุ่มเลยถึงกับหัวเราะเบาๆ
“ผู้กองเคยอ่านหนังสือที่มัทเขียนแล้วนี่คะที่ผู้กองคิดน่ะไม่ผิดหรอก”
“อ้าวเป็งั้นไป”หมวดเสริมศักดิ์อุทานแล้วก็หัวเราะ
“นี่มัทเริ่มเปิดเผยตัวตนจริงๆ แล้วใช่ไหม” แววดาวสำทับกลั้วเสียงหัวเราะ
“พี่แววก็...รู้ทันตลอดเลย” มัทรีต่อว่าอีกฝ่าย
คราวนี้เลยกลายเป็ผู้กองหนุ่มที่เขินเสียเองบางทีมัทรีก็ออกจะก๋ากั่นเกินหญิง แม้จะขี้เล่นในบางครั้งอ่อนหวานในบางคราจนน่าแปลกใจว่ามารวมอยู่ในคนคนเดียวกันได้อย่างไรทว่าทั้งหมดนี้ทำให้ชายหนุ่มนิยามเป็คำอื่นไม่ได้นอกจากคำว่าน่ารักน่าเอ็นดูพอคิดถึงอนาคตที่จะมีหญิงสาวเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตแล้วเทพทัตก็ต้องเผลอยิ้มออกมา แน่นอนว่าชีวิตของเขาคงห่างไกลจากคำว่าน่าเบื่อ
“ผมว่าทางโน้นน่าจะพร้อมแล้วนะหมวดไปกันดีกว่า” ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็กลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองด้วยการหลีกหนี
มัทรีมองตามต้นขากำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไล่ลงมาถึงน่องก่อนจะลับหายไปในถุงเท้ายาวและรองเท้าสตั้ดนึกอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะรู้สึกถึงสายตาของเธอไหมั้แ่เทพทัตประกาศตัวจีบเธออย่างเป็ทางการ หญิงสาวยังไม่เห็นเขามีท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยทำอะไรหวาน ๆ เป็การเอาอกเอาใจ นอกเหนือจากการไปมาหาสู่อย่างเสมอต้นเสมอปลายเท่านั้น
แล้วหญิงสาวก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากกั้นเสียงหัวเราะเพราะการกระทำของเธอสัมฤทธิผล เดินไปยังไม่ถึงกลางสนามชายหนุ่มก็เกิดสะดุดขาตัวเองจนแม้แต่ผู้ประกาศประจำสนามยังอดใจไม่ไหวต้องเอ่ยแซวผ่านไมโครโฟนซึ่งมัทรีมารู้ภายหลังว่าเขาคือจ่าถวัลย์นั่นเอง