เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 38 หายไป

     “ลงมือตั้งแต่เมื่อไหร่งั้นหรือ? เพราะทำไมข้าถึงต้องบอกต่อเจ้าด้วย? หึหึ เจ้าก็รอความตายไปเสียเถอะ!ยังไงเสียข้าก็มีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว มีเจ้าลงหลุมเป็นเพื่อนก็นับว่าดีเหมือนกัน” เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังมองสีหน้าเริ่มจะมีสีขาวแกมเข้ามาของอ่าวเหมิง ในใจพลันเกิดเป็นความปิติยินดี มุมปากยังแฝงเอาไว้ด้วยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ: “บัดนี้เจ้าไม่ลงมือแล้วอย่างงั้นหรือ? อา? เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ใช่ว่าร้ายกาจนักเก่งกาจหนาหรอกหรือไง? เหตุใดถึงได้กลายเป็นขวัญอ่อนเสียแบบนี้กันแล้ว?” เจวี๋ยหวู่หมิงยิ่งพูดออกมาเยี่ยงนี้ อ่าวเหมิงก็ยิ่งมีแต่ไม่กล้าที่จะลงมือกันแล้ว มิหนำซ้ำเจวี๋ยหวู่หมิงยังสาดทอแววตาเย็นเยียบจนถึงก้นบึ้งจิตใจของเขา : “เจ้า เจ้ากล้า! รีบมอบยาถอนพิษออกมา! มิเช่นนั้น องค์ชายอย่างข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน!” “แค๊กแค๊ก ข้ายังต้องขอเวลาคิดดูก่อน ทางที่ดีเจ้าก็อยู่ห่างจากข้าหน่อย ให้เวลาข้าได้คิดดูหน่อยก็แล้วกัน” เจวี๋ยหวู่หมิงส่ายหน้า แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่มิสั่นคลอน คล้ายกับไม่ได้หวาดเกรงต่ออำนาจของอ่าวเหมิงเลยด้วยซ้ำ อ่าวเหมิงเองก็จนปัญญา จึงทำได้แต่เพียงถอยจนห่างออกไปไกลนับสิบจั้ง ด้วยระยะห่างนี้ยังคงนับว่าอยู่ในระยะการควบคุมของอ่าวเหมิงอยู่ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปกลัวว่าเจวี๋ยหวู่หมิงจะเล่นลูกไม้อะไรอีก ส่วนตัวเขาเองก็ทำแค่จ้องมองเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยแววตาอาฆาต จากนั้นก็ก้มหน้าตรวจสอบอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด เจวี๋ยหวู่หมิงจึงได้ฉวยโอกาสเพื่อแสดงหน้าต่างสถานะจากระบบในใจ แต้มสะสมที่ยังคงเพิ่มพูนขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ก็ยังคงถือว่าห่างไกลจากคำว่าสิบหมื่นแต้มอยู่ดี หลังจากนั้นเอง เมื่อขุมสมบัติของนางพญางูจิตบริสุทธิ์กลายเป็นว่างเปล่าไป ตัวเลขของแต้มสะสมกลับหยุดอยู่ที่ 55000แต้มเท่านั้น จนกระทั่งไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีก “บัดซบ!ยังขาดอีกตั้งครึ่งหนึ่งถึงจะมากพอ ทำยังไงดี? หรือว่าสวรรค์จะต้องการให้เราตายจริง ๆ?” เจวี๋ยหวู่หมิงทำได้แต่ลอบแตกตื่นในใจ ในขณะที่กำลังสิ้นหวัง ทันใดนั้นสายตาก็พลันเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้น วินาทีนั้นดวงตาพลันเปล่งเป็นประกาย ระหว่างนั้นก็ได้ปรากฏความหวังเล็กน้อยขึ้นมาเป็นสาย “ใช่แล้ว สมบัติวิเศษชิ้นนี้ ทำไมเราถึงลืมไปได้กัน! ช่างมีความอัจฉริยะในโลกที่มืดมนจริง ๆ !” ที่เจวี๋ยหวู่หมิงเอ่ยถึงย่อมไม่ใช่อื่นใด แท้จริงแล้วก็คือกระดิ่งสมบัติวิเศษนั้นที่เปี่ยมอิทธิฤทธิ์ที่เป็นของจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ก่อนหน้านี้นั้นเอง ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะถูกเขาทำลายไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่อาจที่จะไม่ยอมรับได้ว่าสมบัติวิเศษชิ้นนี้นับว่ามีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง อีกทั้งยังจัดอยู่ในระดับที่เหนือกว่า “คร่าวิญญาณ” มิหนำซ้ำยังมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะต้องเป็นอุปกรณ์ปราณชั้นเลิศชิ้นหนึ่งอยู่เหมือนกัน และก็เป็นเช่นนั้นก็สอดคล้องกับวลีที่ว่า—— “เมื่อในตอนที่อยากจะนอน ก็มีคนยื่นหมอนมาให้หนุนแล้ว” เจวี๋ยหวู่หมิงที่ในใจบังเกิดความคลุ้มคลั่งระคนยินดี แม้แต่การจะเอากระดิ่งโยนเข้าไปยังภายในสถานีย้อนคืน ชั่วขณะต่อมา—— “ติ้ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้อุปถัมภ์ กระดิ่งใบหน้าผีสางได้รับการย้อนคืน คุณได้รับ 90000แต้มสะสม。” “ติ้ง!แต้มสะสมเพียงพอ ต้องการที่จะกระตุ้นใช้มิติแลกเปลี่ยนหรือไม่?” “ถูกต้อง!” “ติ้ง!ทำการใช้แต้มสะสมสิบหมื่นแต้ม กระตุ้นใช้มิติแลกเปลี่ยนเป็นที่สำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับผู้อุปถัมภ์ คุณได้รับสมญานาม ‘นักล่ากาลเวลา’ ” เจวี๋ยหวู่หมิงที่ครุ่นคิดจนกระทั่งเข้าใจที่มาที่ไปของสมญานามนี้แล้ว แท้จริงแล้วก็เป็นฉายาที่อยู่ภายในเกม《นักล่ากาลเวลา》 ขอเพียงผู้เล่นสามารถได้รับสมญานามนี้มา ก็จะสามารถท่องไปทุกพิภพได้ เข้าช่วงชิงสมบัติทรัพยากร เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเอง นี่จึงถือเป็นสาเหตุหลักที่เกมตัวนี้ถูกตั้งชื่อว่า “นักล่ากาลเวลา” และความหมายนี้เอง หลังจากนี้ขอเพียงแค่สำเร็จเงื่อนไขได้ เขาก็จะสามารถข้ามภพโดยการท่องกาลเวลาไปในที่ต่าง ๆ ได้โดยการถูกสุ่ม เพื่อค้นหาทรัพยากรแต่ละชนิด กลืนกินและวิวัฒนาการต่อไป จนสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไม่มีวันหยุดยั้งแล้ว ขอเพียงแค่ลองคิดคิดดูก็เรียกได้ว่าน่าตื่นเต้นมากเป็นอย่างยิ่งกันแล้ว! และในเวลาเดียวกันนี้เอง ก็พลันเกิดเป็นเสียงอสนีบาตถล่มเข้ามาเพื่อหยุดยั้งความคิดของเจวี๋ยหวู่หมิงเอาไว้ เมื่อเจวี๋ยหวู่หมิงตั้งสติกลับคืนมาได้ ในขณะที่กำลังเกิดความอับอายขึ้นเป็นเท่าทวี ถึงกับต้องแสดงสีหน้าชาด้านออกมาเป็นสาย “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้าถึงกับกล้ามาหลอกลวงข้า!” เจวี๋ยหวู่หมิงยิ้มแล้วกล่าว: “ฮาฮา เจ้าโง่!พึ่งจะตอบโต้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เป็นข้าเองที่ประเมินเจ้าสูงส่งจนเกินไป ที่ในหัวเอาแต่คิดว่าเผ่ามังกรนั้นเลิศล้ำมากขนาดไหนถึงขนาดไหนจนไม่ต่างอะไรไปจากสุกร ข้าใช้วาจาเพียงสามประโยคก็สามารถเล่นงานเจ้าจนสับสนวุ่นวายได้แล้ว” อ่าวเหมิงเองก็ไม่อาจที่จะสะกดเพลิงโทสะเอาไว้ได้อีก จนบังเกิดจิตใจสังหารระเบิดออกมา ทันใดนั้นก็ได้ฟาดง้าวฟางเทียนฮว่าเข้ามา ภายใต้พละกำลังที่ปลดปล่อยออกมานี้ แทบจะไม่ได้มีการยั้งมือไว้เลยแม้แต่น้อย เนื่องด้วยการที่ถูกหลอกลวงจนแทบให้เขาแทบอยากฉีกเจวี๋ยหวู่หมิงเป็นชิ้น ๆ อีกทั้งยังถึงขั้นที่คิดจะฉีกกระชากจนวิญญาณแตกซ่านหลุดลอยออกไป ภายใต้การเผชิญหน้ากับการโจมตีที่หมายถึงชีวิต เจวี๋ยหวู่หมิงที่ยังคงแสดงสีหน้าเคร่งขรึม แล้วพูดกับระบบขึ้นในใจ: “ระบบ ข้าต้องการข้ามภพ!” “ติ้ง!พลังแห่งกาลเวลาได้สะสมไว้จนเต็มแล้ว การทะลวงข้ามมิติเวลากำลังจะถูกใช้งานในทันที ขอให้ผู้อุปถัมภ์เตรียมใจเอาไว้ให้พร้อม!” “ติ้ง!ยืนยันจะทำการข้ามมิติเวลาหรือไม่?” เจวี๋ยหวู่หมิงกัดฟัน จนแทบจะคำรามเสียงดังกึกก้องออกมาด้วยความมั่นคง: “ถูกต้อง!” นี่ถือเป็นครั้งที่เขาใช้งานการข้ามภพจากระบบ การจะข้ามภพไปยังต่างภพที่แปลกประหลาด ไม่ว่ายังไงก็ยังถือเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง แต่หากยังอยู่ที่นี่แม้กระทั่งชีวิตน้อย ๆ ก็ยังไม่อาจเก็บรักษาเอาไว้ได้ เขาเองก็ไม่มีทางเลือก ยังไงก็คงต้องเดิมพันกันสักตั้งแล้ว ท่ามกลางส่วนลึกของจิตใต้สำนึก บนหน้าต่างสถานะจากระบบ ได้ปรากฏสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับแป้นเข็มนาฬิกากับฟันเฟืองขยับเคลื่อนไหวอยู่ ที่ดันบนฟันเฟืองยังได้เคลื่อนไหวพร้อมกับแสงที่ดูดแล้วสับสนปรากฏ แล้วยังมียันต์อักขระที่ดูลึกลับซ่อนเร้นสถิตอยู่ภายใน ในระหว่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นั้นเอง แล้วยังได้สาดบรรยากาศของความกว้างใหญ่ ความยิ่งใหญ่ เจิดจ้าและโบราณออกมา ทันทีที่ยันต์อักขระรวมตัวกันจนถึงสมบูรณ์ พลังแห่งกาลเวลาก็ได้ปกคลุมไปทั่วร่างเจวี๋ยหวู่หมิงเอาไว้ จนทำให้ตลอดทั่วทั้งคนเกิดความบิดเบี้ยว แปรผันเหมือนสายน้ำไหลเหมือนหลุดลอกจากพันธะของฟ้าดินแห่งนี้ไป “ตำหนักมังกรเป่ยไห่!อ่าวเหมิง!ความแค้นในวันนี้ ข้าจะจำเอาไว้ รอจนกระทั่งถึงวันที่ข้ากลับมา ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ตำหนักมังกรเป่ยไห่ต้องชดใช้หนี้เลือดในครั้งนี้ พวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดีเถอะ ฮาฮาฮา……” ต่อมา เจวี๋ยหวู่หมิงก็พลันหายวับไปจากที่เดิม จนคล้ายกับว่าเหมือนกับไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้กระทั่งเสียงก็ยังดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน บรึม! ง้าวที่แฝงเอาไว้ด้วยโทสะของอ่าวเหมิง พุ่งผ่าอากาศเข้ามา แต่กลับทำให้ขุนเขาลูกเล็ก ๆ ลูกหนึ่งแทบจะพังทลายลงจนห่างออกไปหลายพันหมี่ ระเบิดแหลกลาญจนกลายเป็นผง “อะไรกัน?แล้วคนล่ะ?” อ่าวเหมิงที่ยื่นเท้าหมายกะทึบใส่ไปหนึ่งเท้า ทันใดนั้นก็ถึงกับต้องมีสีหน้าเปลี่ยนไป เพราะว่าเขารู้สึกเหมือนกับเหยียบใส่กลางอากาศที่ว่างเปล่า เจวี๋ยหวู่หมิงแน่นอนว่าย่อมไม่ได้ใช้วิชาอำพรางนัยน์ตาอย่างแน่นอน เห็นชัดกันอยู่แล้วว่าเจวี๋ยหวู่หมิงที่อยู่ทางด้านนั้นที่จู่ ๆ ก็ได้หายตัวไปอย่างกะทันหันแล้ว โดยที่ไม่มีพลังมนตราเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย จนคล้ายกับระเหยขึ้นมาอย่างเบาบาง “เป็นไปไม่ได้ วิชาอำพรางนัยน์ตา เป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้จนถึงขั้นที่ไร้ร่องรอยถึงขั้นนี้ได้ ถึงขั้นที่ทำให้องค์ชายอย่างข้าเองก็ยังไม่อาจตรวจพบได้ แท้จริงแล้วนี่เป็นพลังฝีมืออะไรกัน? เจ้าเด็กเหลือขอที่น่าชัง ข้าจะต้องควานหาตัวเจ้าให้เจอให้จงได้!” อ่าวเหมิงทอแววตาแข็งทื่อ คล้ายกับยังไม่ยอมแพ้ตายใจแต่เพียงเท่านี้ บนร่างที่แลบเต็มไปด้วยประกายแสงไฟ พลังมนตราอันรุนแรงพลันแผ่ซ่านกระจายไปทุกสารทิศ ตูมตูมตูมตูม! ภายในอาณาบริเวณพื้นที่กว่าร้อยลี้ ทั่วทั้งเทือกเขา คล้ายกับได้พบเจอกับปรากฏการณ์แผ่นดินใหญ่อย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน ฟ้าสั่นพสุธาคลอน แผ่นดินถล่มภูผาทลาย หมื่นแมกไม้ล้มกันระเนระนาด…… แต่ว่าเจวี๋ยหวู่หมิงเมื่อในขณะที่คิดว่าได้หายลับไปอย่างสมบูรณ์แล้วนั้นเอง ภายใต้การห่อหุ้มด้วยสำนึกความคิดและพลังมนตราที่แพร่กระจายออกมา ถึงกับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่หลงเหลือแม้แต่เงาหรือร่องรอยใด...

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน