หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 27 กายาสุวรรณอมตะนิรันดร์

            “ผลไม้นี้คืออะไร? เขาได้มาจากที่ใดกัน?” เยี่ยชิงหันไปมองไป๋เหลียงแล้วถามเสียงดัง

            ไป๋เหลียงกล่าวอย่างขมขื่น“แน่นอนว่าเขาแย่งมันไปจากข้า เจ้าคิดว่าข้ากินอิ่มไม่มีอะไรทำเลยหาเรื่อง[1]หรืออย่างไร? การไล่ล่าสนุกนักหรือ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเยี่ยชิงก็รู้สึกขุ่นเคืองหากเขารู้ว่าหนิงเทียนมีผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ เขาจะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายกินมันได้อย่างไร?

            โชคดีที่เด็กนั่นยังมีน้ำเต้าน้อยๆอยู่ในมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยชิงต้องการยิ่งกว่า

            “ตายเสียเถิดไอ้หนู!” ปราณกระบี่ของเยี่ยชิงไหลไปอย่างอิสระ เขาโจมตีด้วยพละกำลังทั้งหมด ส่วนไป๋เหลียงก็ยังคงให้ความช่วยเหลือนั่นเพราะเขาเองก็เกลียดหนิงเทียนเข้ากระดูกดำ

            ร่างกายของหนิงเทียนเต็มไปด้วยความร้อนผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นหินหนืดร้อนลวกที่แผดเผาอวัยวะภายใน เลือดเนื้อและกระดูกจนร่างทั้งร่างแทบลุกเป็นไฟ

            หนิงเทียนพุ่งออกไปสิบจั้งราวกับสัตว์ป่าพร้อมส่งเสียงคำรามอย่างดุร้ายแล้วรีบวิ่งเข้าไปในพงไพร

            ก่อนหน้านี้เขายอมอยู่ที่นั่นเพราะเห็นแก่รอยประทับใจกลางพฤกษาทว่ายามนี้เขาได้รอยประทับมาอยู่ในมือแล้ว มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ยังอยู่ต่อ

            “เจ้าบ้านั่น ตามไปเร็ว!” เยี่ยชิงกับไป๋เหลียงคำรามอย่างเดือดดาลและพยายามหยุดเขาไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด

            หนิงเทียนหมุนเวียนพลังกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ระดับแรกยามนี้เขารู้สึกราวกับมีเตาหลอมอันเป็นนิรันดร์อยู่ในกาย ปลดปล่อยความผันผวนน่าสะพรึงกลัวออกมาชำระล้างเลือดเนื้อและกระดูกไม่หยุดหย่อน

            ผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์เป็นยาอายุวัฒนะที่ไม่ธรรมดาและเกี่ยวข้องกับกายาสุวรรณอมตะอีกทั้งยังจำเป็นต่อการขัดเกลาและวางรากฐาน ซึ่งเหมาะกับหนิงเทียนอย่างมาก

            หนิงเทียนเปรียบเสมือนเงาเพลิงผิวของเขาสีแดงดุจเลือดและมีความแข็งแกร่งมากล้นเขาวิ่งอย่างดุเดือดภายใต้การไล่ตามของกระบี่ใบพฤกษาขจี ทั้งยังพบอุปสรรคอีกมากมายระหว่างทาง

            “ให้ตายเถอะเด็กนั่นเป็นใคร? เขาร้ายกาจเพียงนั้นเชียวหรือ?”

            “ดูไม่คุ้นเลยข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน”

            ชะตากรรมของบรรดาผู้สกัดกั้นที่อยู่ต่ำกว่าจิตหยั่งลึกขั้นแปดสถานเบาคือการสูญเสียรากจิตวิญญาณ ส่วนสถานหนักคือการสูญเสียชีวิต

            แม้แต่ผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแปดก็ยังถูกหนิงเทียนทุบตีจนแขนขาหักและกรีดร้องราวกับเห็นภูตผี

            ผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์เพิ่มความแข็งแกร่งให้หนิงเทียนอย่างมากกล้ามเนื้อและเลือดลมของเขาน่าครั่นคร้าม อีกทั้งกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็วยามนี้เขาบรรลุช่วงกลางของระดับแรกมาแล้วและกำลังมุ่งไปยังช่วงต่อไป

            ไป๋เหลียงโกรธจัดจนกระอักเลือดเดิมทีร่างกายอันทรงพลังเช่นนี้ควรเป็นของเขา ทว่าหนิงเทียนกลับพรากมันไป

            “ไอ้หนู ข้าจะฆ่าเจ้า!” ไป๋เหลียงคำรามลั่นขณะที่สีหน้าของเยี่ยชิงเริ่มซีดลง คนผู้นี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกถึงภัยคุกคาม

            ...

            ในป่าบนภูเขาดวงตาของหนิงเทียนแดงก่ำ พลังการรักษาของผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์นั้นมีประสิทธิภาพน่าสะพรึงกลัวมากกว่ายาอายุวัฒนะทั่วไปถึงร้อยเท่าหากหนิงเทียนไม่มีกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ก็อาจถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว

            ร่างของหนิงเทียนกลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆเปลวเพลิงโลกันต์พุ่งออกมาจากรูขุมขน จนบงกชสีมรกตแทบจะเปลี่ยนเป็นบงกชสีทับทิม

            เมื่อเขางอแขนและดีดนิ้ว พลันใบมีดคมกริบก็ปรากฏขึ้นพลังหมัดหนักหน่วงดุจสายฟ้าฟาด และมีความแข็งแกร่งราวอสนีบาต

            หนิงเทียนระบายพลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างพร้อมบริหารกล้ามเนื้อและกระดูกผ่านวิชาทะยานหลงเงาตัดผกาและทะลวงพันชั้นเพื่อกระตุ้นอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย และทำให้การขัดเกลาร่างกายจากกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์สมบูรณ์แบบ!

            การวิ่งตามจับคราวนี้ใช้เวลาจากวันเป็นคืนจนเยี่ยชิงและไป๋เหลียงแทบกระอักเลือดอีกครา พวกเขาไม่รู้ว่าต้องไล่ล่าเช่นนี้อีกนานเพียงใดสุดท้ายจึงยอมแพ้ด้วยความหดหู่ใจอย่างยิ่ง

            หนิงเทียนวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆโดยไม่หลับไม่นอน เขาวิ่งทั้งวันทั้งคืนก่อนจะตัดสินใจซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลึกกลางป่าไม้แล้วค่อยย้ายไปหลบในถ้ำหน้าผา

            ผิวสีแดงค่อยๆกลายเป็นสีทองซีด เส้นสายจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกายด้วยแสงอุไรทำให้เขาดูคล้ายเทพแห่งสงคราม

            นิมิตแห่งสนธยากาลปรากฏขึ้นในใจพร้อมเสียงไพเราะจากลัทธิเต๋าซึ่งเป็นอมตะนิรันดร์มีการต่อสู้ระหว่างทวยเทพและจอมมารบนสวรรค์ ทั้งยังเห็นสุริยันจันทราร่วงหล่นดาราจักรแตกสลาย ซึ่งภาพเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้หนิงเทียนเป็นอย่างยิ่ง

            การฟื้นฟูร่างกายดูดซึมพลังจากผลไม้ทองคำศักดิ์สิทธิ์ไปสองในสามแล้วส่วนที่เหลือก็สะสมอยู่ในเส้นลมปราณที่สองต่อไป

            ความแข็งแกร่งในการบ่มเพาะของหนิงเทียนเพิ่มขึ้นอย่างมากยามนี้เขามาถึงช่วงสมบูรณ์ของขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกแล้ว อีกทั้งยังเข้าสู่ระยะต้นของกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ระดับสองด้วย

            นี่เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ซึ่งทำให้เลือดเนื้อของหนิงเทียนพุ่งสูงขึ้นด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์และเส้นสีทองบนหมัดก็เปรียบเสมือนถุงมือที่ยากจะต้านทาน

            ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมาก็มีแสงสีทองทอประกายในดวงตาซึ่งดูเย็นชาและทรงพลังจนน่าหวาดเกรง

            เมื่อเปิดกำไลหยกหยวนหินวิญญาณทั้งหมดที่เคยอยู่ด้านในก็หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงรากบ่มเพาะและไข่มุกอสูรหยินเท่านั้น

            หนิงเทียนลอยออกมาด้านนอก เขามองหาแหล่งน้ำเพื่อชำระล้างคราบบนร่างกายจากนั้นก็สวมเสื้อผ้าใหม่ด้วยความรู้สึกสดชื่นและมีความสุข

            เป็นเวลาสี่วันแล้วนับตั้งแต่เขาเข้าสู่แดนลับผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดของหนิงเทียนคือกายาสุวรรณอมตะนิรันดร์ และยามนี้เขายังขาดรอยประทับใจกลางพฤกษาอีกหกต้นซึ่งต้องรวบรวมให้ครบทั้งหมดก่อนจะจากไป

            หนิงเทียนเคลื่อนผ่านภูเขาด้วยฝีเท้าแผ่วเบาระหว่างทางเขามักจะได้กลิ่นอายของรากบ่มเพาะอยู่เสมอ แต่เขาก็ไม่สนใจมากนัก

            หลังจากปีนขึ้นไปบนภูเขา ภาพตรงหน้าคือคลื่นสีฟ้าเหมือนกระจกช่างเป็นทิวทัศน์ที่น่าทึ่ง

            ตั้งแต่เข้ามาในแดนลับนี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเทียนได้พบทะเลสาบจึงให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่อย่างยิ่ง

            กลางทะเลสาบมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่เกาะนั้นมีต้นไม้ยักษ์สูงประมาณร้อยจั้ง ซึ่งดึงดูดเหล่าลูกศิษย์ทั้งสี่สำนักมาที่แห่งนี้

            เมื่อมาถึงริมทะเลสาบ หนิงเทียนก็บังเอิญชนกับใครบางคนนางคือหญิงชุดเขียววัยยี่สิบเก้า ใบหน้าเปลือยเปล่า และถักผมเปีย

            หนิงเทียนรู้สึกถึงความแตกต่างเล็กน้อยศิษย์หญิงส่วนใหญ่ที่เขาเคยเจอมักจะแต่งกายด้วยชุดหรูหราและทรงเสน่ห์ ทว่าหญิงชุดเขียวนางนี้กลับมีใบหน้าละเอียดอ่อนแย้มยิ้มอย่างเอียงอาย ทั้งยังดูเป็นมิตรต่อมนุษย์และสัตว์

            ทั้งสองคนจ้องมองกันด้วยระยะห่างหลายจั้งหญิงสาวเผยยิ้มบางเบา ขณะที่หนิงเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย

            “จะไปที่เกาะหรือ?” นางถามด้วยเสียงแผ่วเบาและท่าทางเขินอาย

            “แค่อยากลองไปสำรวจดู” หนิงเทียนตอบ

            ศิษย์จำนวนมากจากสี่สำนักมารวมตัวกันบนเส้นทางสายนั้นแน่นอนว่าต้องมีของล้ำค่ามากมาย และเขาก็ต้องอยากไปสำรวจอยู่แล้ว

            หญิงชุดเขียวเคลื่อนกายไปบนใบบัวย่างก้าวของนางแผ่วเบาราวแมลงปอตัวน้อยแตะผิวน้ำ

            ดวงตาของหนิงเทียนเป็นประกายเขาเห็นใบไม้สีเขียวปรากฏอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหญิงสาว แล้วหอบพานางไปยังใจกลางทะเลสาบ

            “ศิษย์สำนักเชียนเฉ่า?”

            หนิงเทียนก้าวออกไปโดยมีบงกชสีมรกตตามติดรากของมันยื่นทแยงออกมา ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังเดินบนพื้นราบ

            ทะเลสาบแห่งนี้ไม่ใหญ่นักทว่ามีน้ำใสสะอาดและน่าแปลกที่ไม่มีปลาให้เห็นสักตัว

            ใต้ทะเลสาบสามารถมองเห็นต้นไม้แห้งเหี่ยวและใบที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ทั้งยังมีพืชน้ำที่พลิ้วไหวไปตามแรงคลื่นอีกด้วย

            เกาะใจกลางทะเลสาบมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายสิบจั้งสูงจากระดับน้ำประมาณสามสิบจั้ง และพื้นดินบนเกาะเป็นดินสีแดงอ่อน

            หลังจากหญิงชุดเขียวร่อนลงบนเกาะต้นหญ้าในบริเวณใกล้เคียงก็มีชีวิตชีวาขึ้นทันที หญ้าเหล่านั้นกระโดดไปรอบกายของนางราวกับภูติตัวน้อยที่กำลังเต้นรำ

            หนิงเทียนประหลาดใจมากหรือว่าหญิงผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือด้านการพัฒนาจิตวิญญาณเช่นกัน?

            บงกชสีมรกตแกว่งไกวครู่หนึ่งมันหลีกเลี่ยงดินแดนที่หญิงชุดเขียวก้าวผ่าน และนำหนิงเทียนไปยังใจกลางเกาะจากอีกด้าน

            ยามนี้ผู้คนหลายร้อยชีวิตมารวมตัวกันใต้ต้นไม้ใหญ่และมีการต่อสู้เกิดขึ้นแล้ว

            “จะส่งมาเองหรือจะให้ข้าลงมือ?หนึ่งในสามสาวงามจากฝ่ายในของสำนักร้อยบุปผา ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้ามาตั้งนานเพิ่งมีโอกาสได้สัมผัส”

            “เจ้าคนแซ่หลาน อย่าเกินเลยนัก!”

            พลั่ก!

            จากหนึ่งหมัดกลายเป็นการกอดรัดฟัดเหวี่ยงในสนามรบทันใดนั้น ก็เกิดเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับเลือดที่กระเซ็นไปทั่ว

            “ศิษย์พี่เฉิน!” เสิ่นซินจู๋กรีดร้องอย่างไม่สบายใจและวิตกกังวลเนื่องจากเฉินจี๋ที่ยืนหยัดเพื่อนางกำลังได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงกับพื้น

            ศิษย์สำนักร้อยบุปผาคนอื่นๆล้วนเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมา นั่นเพราะพวกเขารู้ว่าไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับหลานซานหู่ได้

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยขมวดคิ้ว นางมองหลานซานหู่ที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา พลันร่องรอยความลังเลก็ปรากฏขึ้นบนหน้าของนาง “ซินจู๋ เจ้าก็แค่มอบรากบ่มเพาะให้เขาไป”

            ทว่าเสิ่นซินจู๋กลับส่ายหน้าปฏิเสธนั่นคือรากบ่มเพาะที่สำนักร้อยบุปผาจ่ายไปเจ็ดชีวิตเพื่อให้ได้มา แล้วนางจะมอบให้พวกเขาได้อย่างไร?

            เฉินจี๋พยายามลุกขึ้นแล้วกล่าวกับเสิ่นซินจู๋ว่า“ขะ...ข้าจะหยุดเขาไว้ เจ้ารีบหนีไปเถิด”

            หลานซานหู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“หนี? จะหนีไปที่ใดกัน? หากเจ้าไม่ส่งรากบ่มเพาะมาให้ข้าก็อย่าแม้แต่จะคิดออกไปจากที่นี่!”

            เฉินจี๋เหลือบมองฉินเสี่ยวเยวี่ยและพูดเสียงแผ่วเบา“ศิษย์น้องฉิน ช่วยปกป้องศิษย์น้องเสิ่นในยามที่พวกเจ้ารอดไปด้วยเจ้าคนแซ่หลานย่อมไม่กล้าทำร้ายเจ้า”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยมองหลานซานหู่อีกหนร่องรอยความลังเลแวบขึ้นในดวงตาก่อนจะส่ายหัวปฏิเสธคำขอร้องของเฉินจี๋

            “เสี่ยวเยวี่ย เจ้า...” เสิ่นซินจู๋ตกตะลึงและเต็มไปด้วยความผิดหวังนางไม่คาดคิดเลยว่าในช่วงเวลาจนตรอกเช่นนี้ ฉินเสี่ยวเยวี่ยจะปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือนาง

            หลานซานหู่ยิ้มแล้วกล่าวเย้ย“ฮ่าๆๆ ผู้มองสถานการณ์ออกคือผู้เฉลียวฉลาด แม้ศิษย์น้องฉินจะอยู่สำนักร้อยบุปผาแต่นางมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับข้า ข้าย่อมไม่ทำร้ายนาง และนางก็ไม่ใช่ศัตรูของข้าด้วยเอาละ! ในเมื่อเจ้าไม่ส่งให้ ข้าก็จะไปชิงมันมาเอง!”

            ทันใดนั้นหลานซานหู่ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าพร้อมเอื้อมมือออกไปลวนลามเสิ่นซินจู๋

            เดิมทีเขาต้องการจับไหล่ของนางแต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปคว้าหน้าอกของนางแทน ซึ่งนี่เป็นการจงใจกลั่นแกล้งให้เสิ่นซินจู๋รู้สึกอับอาย

            เฉินจี๋คำรามด้วยความโกรธและพุ่งเข้าหาหลานซานหู่พร้อมด้วยภาพมายารอบกายเขาพยายามขัดขวางอีกฝ่าย แต่กลับถูกพลังหมัดกระแทกจนร่างกระเด็นและหมดสติไปทันที

            เสิ่นซินจู๋อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหกเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า นางจึงถอยหลังกลับตามสัญชาตญาณ

            “เสี่ยวเยวี่ย!” เสิ่นซินจู๋ตะโกนขึ้นอีกครั้ง

            ความลังเลฉายทั่วใบหน้าของฉินเสี่ยวเยวี่ยริมฝีปากของนางขยับเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา

            “ศิษย์น้องเสิ่นระวัง!” หนึ่งในผู้ชื่นชอบเสิ่นซินจู๋ตะโกนลั่นก่อนจะออกแรงผลักนาง เป็นเหตุให้เขาถูกกรงเล็บของหลานซานหู่ปัดป่ายจนร่างปลิดปลิว

            “ศิษย์พี่หมิง!”

            เสิ่นซินจู๋กรีดร้องอย่างเศร้าใจในดวงตามีเพียงความเกลียดชัง

            “หลานซานหู่ข้าจะสู้กับเจ้า!”

            รอยยิ้มโกรธปนโศกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสิ่นซินจู๋เมื่อไม่มีทางหนีพ้น นางจึงเลือกที่จะฮึดสู้

            หลานซานหู่หัวเราะอย่างเย่อหยิ่ง“เจ้าคิดจะสู้กับข้าหรือ? ได้! ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าเอง”

            เขาไล่สายตามองส่วนโค้งส่วนเว้าอันงดงามของนางอย่างเย้าแหย่และรอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนมุมปาก

            หลานซานหู่งอแขนเก็บกรงเล็บความแข็งแกร่งทะลุผ่านห้วงอากาศ เขาปัดแขนของเสิ่นซินจู๋ออกไปแล้วคว้าหน้าอกของนางซึ่งทำให้เสิ่นซินจู๋โกรธแทบตายด้วยความอับอาย แต่ก็ยากที่จะหลบหนี

            ศิษย์สำนักร้อยบุปผาที่เห็นเหตุการณ์ล้วนเคียดแค้นทว่าไม่มีผู้ใดกล้าออกปาก พวกเขาต่างรู้สึกโศกเศร้าและละอายใจ

            ดวงตาของฉินเสี่ยวเยวี่ยฉายแววซับซ้อนนางสามารถช่วยหยุดอีกฝ่ายได้ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่หนิงเทียนเมินนางทว่ากลับไปพูดคุยและหัวเราะกับเสิ่นซินจู๋ นางก็รู้สึกตะขิดตะขวงขึ้นมา

            “เจ้าเต่าตาบอดหน้าไหนกล้ารังแกศิษย์พี่ของข้า?”ชายหนุ่มชุดขาวปรากฏตัวขึ้นข้างกายเสิ่นซินจู๋ในยามคับขันทันใดนั้นใบมีดคมก็เผยออกมา เพียงเขาสะบัดนิ้ว อากาศรอบด้านก็ระเบิดออกปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวบดขยี้กรงเล็บของหลานซานหู่ นิ้วของเขาหลั่งโลหิตจนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและถอยกลับไป

            ลมกระโชกแรงอย่างเกรี้ยวกราดและหนุ่มชุดขาวก็ดูสง่างามอย่างยิ่ง

            เหตุการณ์พลิกผันไปอย่างกะทันหันจนหลายคนตกใจแม้แต่เสิ่นซินจู๋เองก็ยังคิดว่านางคงไม่อาจหนีจากความอัปยศนี้ได้

            “หนิงเทียน! เป็นเจ้านี่เอง” ดวงตาของเสิ่นซินจู๋เต็มไปด้วยหยาดน้ำตานางทั้งตื่นตระหนกและคับข้องใจ

            ไม่เคยคิดเลยว่าหนิงเทียนจะปรากฏตัวในช่วงวิกฤตเช่นนี้

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยประหลาดใจอย่างมากสีหน้านางค่อนข้างหมองคล้ำ เหตุใดเจ้าบ้านี่ถึงมักโผล่มาในเวลาที่ไม่เหมาะสมอยู่เรื่อย?

            “บ้าเอ๊ย!” หลานซานหู่สบถ เจ้าเด็กหน้าเหม็นผู้นี้มาจากที่ใด? ทั้งยังทำร้ายตนได้ด้วย

            หนิงเทียนเห็นน้ำตาแห่งห้วงอารมณ์ของเสิ่นซินจู๋ทุกความอับอาย ความโกรธ และความเกลียดชังที่นางส่งมา ทำให้เขารู้สึกหดหู่ตามไปด้วย“ศิษย์พี่อย่าร้อง ข้าจะลากเขามาคุกเข่ารับผิดต่อหน้าท่านเอง”

            “ศิษย์น้องหนิง...” เสิ่นซินจู๋ยังคงโศกเศร้ายิ่งนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ นางก็ยิ่งหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความคับข้องใจ

    ---------------------------------------

    [1] กินอิ่มไม่มีอะไรทำเลยหาเรื่อง (吃饱了没事) หมายถึง ผู้ที่อยู่ดีไม่ว่าดี หรือผู้ที่ว่างเกินไปจนต้องหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเอง

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258