มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 170 แพทย์อันดับหนึ่งผู้ยากเข้าถึง

    บทที่170แพทย์อันดับหนึ่งผู้ยากเข้าถึง


            เยี่ยหานที่เคยต่อสู้กับฮุ่ยจวินเมื่อตอนอยู่ที่พรรคภูษิตฟ้ามันมองฮุ่ยจวินมาจากบนกำแพงสูง ก่อนกล่าวกับอาจารย์ซึ่งก็คือแพทย์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่เคยสู้กับฮุ่ยจวินด้วยเช่นกัน

            “อาจารย์ท่านพอจะมีคำชี้แนะแก่มันหรือไม่"

             

            แพทย์ศักดิ์สิทธิ์แสดงสีหน้าครุ่นคิดพลางทอดถอนใจ

            “ลักษณะของอาการข้าวิเคราะห์ดูแล้วก็จนปัญญาดูเหมือนพิษนี้จะร้ายกาจมิแพ้กับท่านประมุขทึ่ได้ประสบ"

             

            “ที่นี่มีแพทย์อันดับหนึ่งอยู่พอดีให้มันเข้ามาได้หรือไม่”

             

            “แพทย์อันดับหนึ่งที่เจ้าพึ่งเอ่ยถึงเมื่อครู่มิใช่สั่งห้ามผู้ใดเข้าออกหรอกหรือ”

             

            “มันมิใช่คนของแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์หรือพวกเราต้องฟังมัน"

             

            “แต่นี่เกี่ยวพันธ์ถึงความปลอดภัยของท่านประมุขพวกเรามิอาจไม่ฟัง”

             

            “เทพดาเร้นกายผู้นี้จิตใจคับแคบไม่รู้สิ่งที่มันถ่ายทอดใช่เป็นความจริงหรือไม่"

             

            “ระวังปากของเจ้าไว้อย่างไรเทพดาเร้นกายก็กำลังทุ่มเทรักษาให้แก่ประมุขของพวกเรา"

             

            เยี่ยหานเป็นเพราะถูกชะตาและนับถือคุณธรรมในตัวของฮุ่ยจวินเช่นนั้นพอเห็นฮุ่ยจวินมีปัญหามันก็อดที่จะออกตัวพูดให้มิได้ ทว่ามันก็เป็นเพียงคนรุ่นเยาว์มิได้มีอำนาจในการสั่งการใดจึงทำได้แต่พูดเท่านั้น สุดท้ายก็ยังมิอาจช่วยให้ฮุ่ยจวินเข้าสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้

             

            เช่นเดียวกับเสวี่ยนฉีนางเองก็อยากช่วยฮุ่ยจวินให้เข้ามา บุรุษหนุ่มผู้นี้ตลอดเวลาที่นางพบเจอมัน มันก็มักช่วยเหลือสรรพสิ่งอยู่เสมอมันกระทำแต่ความดี สมควรได้รับเรื่องดีๆ ตอบแทน แต่เรื่องตรงหน้านี้กลับเกี่ยวพันธ์กับความปลอดภัยของอาจารย์นางเทพดาเร้นกายออกปากไว้อย่างหนักแน่น หากนางฝ่าฝืนช่วยผู้อื่นอาจทำให้เทพดาเร้นกายไม่พอใจจนไม่ช่วยอาจารย์ต่อนี่จะเป็นการเนรคุณต่ออาจารย์แล้ว

             

            ถึงแม้นางจะออกไปไม่ได้ต้อนรับผู้ใดก็มิได้ ทว่านางสามารถสื่อสารกับคนได้ นางจึงถ่ายทอดเสียงลงมาจากกำแพงหิน

            “มีเหตุผลสำคัญบางประการที่มิอาจให้ท่านเข้ามาอย่าได้รั้งอยู่ให้ทรมานใจต่อไปเลย"

             

            ฮุ่ยจวินจดจำน้ำเสียงนี้ได้นางก็คือสตรีอัปลักษณ์ ไม่สิ.. นางเป็นสตรีสะคราญโฉมศิษย์เอกของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นเมื่อมีเสียงตอบรับ มันจึงคล้ายมีความหวัง จึงกล่าวขอร้องออกไป

            “แม้นไม่รั้งอยู่หรือยังจะสบายใจได้…สหายข้าถูกพิษร้ายยากแก้ไข ขอเพียงคำชี้แนะจากเทพดาเร้นกาย ข้ารบกวนเพียงเท่านี้จริงๆ"

             

            “แต่ท่านเทพดาเร้นกายมีสิ่งที่ต้องกระทำจนไม่สามารถพบผู้ใด"

             

            ได้ยินคำตอบนี้ก็เป็นสิ่งยืนยันที่เด่นชัดนั่นย่อมหมายความว่าเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงอยู่ที่นี่จริงๆ

            “พบหรือไม่สำหรับข้าไม่สำคัญขอเพียงท่านช่วยชี้แนะสิ่งหนึ่งก็เพียงพอ"

             

            ในเมื่อเพียงถ่ายทอดคำก็เป็นทางออกสำหรับชายหนุ่มเสวี่ยนฉีจึงอยากช่วย

            “ถ่ายทอดสิ่งนั้นมาข้าจะนำไปเรียนถามต่อผู้อาวุโสให้"

             

            ฮุ่ยจวินบังเกิดความยินดีแม้มิอาจเข้าไปได้ อย่างน้อยมีคนคอยช่วยก็ยังดีกว่าความเงียบที่มันได้รับมาตลอดห้าวันเป็นไหนๆ

            “รบกวนท่านแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินจึงอธิบายความแปลกพิสดารทั้งหมดที่ประสบออกไปบอกเล่าถึงแนวทางและวิธีการรักษาที่ใช้ออก จนกระทั่งถึงข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้มันพบหนทางตันเสวี่ยนฉีจดจำคำกล่าวของฮุ่ยจวินจนหมดสิ้น จากนั้นก็นำไปถ่ายทอดแก่เทพดาเร้นกาย

             

            ในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ผู้ที่สามารถเข้าออกที่พำนักของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้ได้มีเพียงนางนางจึงนำสิ่งที่ฮุ่ยจวินบอกกล่าวมาถ่ายทอดทั้งหมด ซึ่งเทพดาเร้นกายก็ทำราวกับหูทวนลมราวกับว่าเรื่องที่ถ่ายทอดนั้นเป็นเพียงธาตุอากาศหอบหนึ่ง มันยังคงมุ่งสมาธิไปที่การปรับปรุงยารักษาอาการของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

             

            “ท่านผู้เฒ่าได้โปรดชี้แนะด้วย"

             

            ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มองศิษย์รักตนเสมอมานางมิเคยออกหน้าช่วยเหลือผู้ใดเป็นพิเศษมากเพียงนี้ ทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งที่ตนเคยทุ่มเทเพื่อคนผู้หนึ่งจึงเอ่ยกับเทพดาเร้นกายว่า

            “เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคท่านจะไม่เอ่ยออกมาเลยหรือ"

             

            เทพดาเร้นกายได้ยินจึงหยุดมือก่อนหันมามองที่สตรีชราตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า

            “แม้แต่เจ้าข้ายังมิอาจรักษาแนะนำมันไปจะมีประโยชน์อันใด"

             

            เสวี่ยนฉีได้ฟังก็คิดในใจว่าเทพดาเร้นกายผู้นี้ใจแคบยิ่งนักแค่คำชี้แนะสั้นๆ มันยังไม่คิดกล่าวออกมา แต่นางไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบีบบังคับหรือคาดคั้นจากยอดคนระดับนั้นได้นางจึงได้แต่ประสานมือและขอตัวออกมาอย่างจนใจ

             

            หยุดยืนที่กำแพงหินสูงในใจไม่รู้จะอธิบายคำตอบของเทพดาเร้นกายออกมาอย่างไรดี สุดท้ายนางจึงเพียงถ่ายทอดคำกล่าวของเทพดาเร้นกายอย่างไม่ขาดตกคำกล่าวที่คล้ายแร้งน้ำใจนี้ ผู้อื่นได้ฟังก็คงต้องผิดหวังกันอย่างถ้วนทั่ว ทว่าสำหรับฮุ่ยจวินกลับตรึกตรองในวาจาดังกล่าวทั้งยังตรึกตรองในเรื่องการมาแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพดาเร้นกาย มันนิ่งคิดชั่วครู่เสวี่ยนฉีกลัวมันจะผิดหวังจึงคิดกล่าวปลอบ ทว่าเป็นฮุ่ยจวินที่พลันกล่าวถามขึ้นมาก่อน

             

            “การมาของเทพดาเร้นกายเพื่อช่วยรักษาอาการของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่"

             

            “เป็นเช่นนั้น"

             

            ฮุ่ยจวินจึงกล่าวถามอย่างต่อเนื่อง

            “อาการของท่านประมุขเป็นเช่นไร"

             

            เสวี่ยนฉีนิ่งคิดไปชั่วครู่อาการสำคัญของอาจารย์ คนนอกจะรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะคนจากวิหารมุทรา ตั้งแต่แรกที่เห็นสตรีที่บาดเจ็บซึ่งแพทย์ไร้นามคอยประคองรักษาอาการอยู่นางก็จดจำได้ทันทีว่าสตรีนางนั้นคือใคร แม้นางจะมิเคยออกจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่ความขัดแย้งระหว่างอาจารย์และธรรมบาลมุทรามีอยู่อย่างต่อเนื่อง ครั้งหนึ่งธรรมบาลมุทราพาศิษย์ในวัยเยาว์มาที่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์อาศัยอำนาจที่มากกว่านำเอาหยกน้ำแข็งเย็นของศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเหมันต์ไป ธรรมบาลมุทราชิงไปก็เพราะต้องการใช้ฝึกเด็กหญิงอายุเยาว์ผู้นั้นซึ่งแม้เวลาผ่านไปกว่าหกปีแล้ว เสวี่ยนฉีนางก็ยังจดจำเด็กหญิงผู้นั้นได้ เด็กหญิงในวัยเยาว์ผู้นั้นก็คือสตรีที่ถูกพิษนางนี้ผู้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของธรรมบาลมุทราและถูกขนานนามว่า แสงสังหารแห่งวจนะ

             

            แต่สำหรับบุรุษหนุ่มอย่างแพทย์ไร้นามกลับแตกต่างนางยังเชื่อในคุณธรรมของมัน เรื่องราวของอาจารย์ย่อมไม่แพร่งพรายหากมันรับทราบ นางจึงรอจนสัมผัสมิได้ถึงการดำรงอยู่ของสติของไป๋เหิ่นซินจากนั้นค่อยกล่าวออกมา

             

            ตอนแรกเห็นนางเงียบไปฮุ่ยจวินก็คิดว่าตนคงมิอาจทราบข้อมูลสำคัญนี้แล้วความเจ็บป่วยของตัวตนสำคัญจะแพร่งพรายต่อคนนอกได้อย่างไร โดยเฉพาะยิ่งเป็นประมุขด้วยแล้วยิ่งต้องคำนึงถึงความมั่นคงภายในพรรคเป็นที่สุดแต่พอได้ยินเสวี่ยนฉีอธิบาย มันจึงรู้สึกสำนึกในน้ำใจของสตรีนางนี้ยิ่งนัก

             

            เสวี่ยนฉีถ่ายทอดลักษณะอาการและความแปรเปลี่ยนที่เกิดกับอาจารย์เท่าที่รู้ทำให้ฮุ่ยจวินทราบว่าสตรีชรานางนั้นได้ถูกพิษก่อนที่จะมาจัดการตนที่พรรคภูษิตฟ้าแล้วและประการสำคัญ ลักษณะอาการของประมุขจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นไปตามที่มันคาดคำกล่าวของเทพดาเร้นกายไม่ผิด ‘แม้แต่เจ้าข้ายังรักษาไม่ได้แนะนำมันไปจะมีประโยชน์อันใด' ประโยคนี้และอาการเช่นนี้ชี้ชัดแล้วว่าเทพดาเร้นกายก็กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกับมัน

             

            ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เองก็ถูกพิษชนิดเดียวกับไป๋เหิ่นซิน!

             

            “แม้แต่เทพดาเร้นกายยังจนปัญญาหรือนี่พิษนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว"

             

            ยิ่งรู้เช่นนี้ฮุ่ยจวินยิ่งคล้ายเห็นหนทางนั่นย่อมแสดงว่าเทพดาเร้นกายคงได้คิดค้นหนทางการรักษามาหลากวิธีแล้ว บางทีสิ่งที่บุรุษชราคิดไว้อาจนำมาต่อยอดหรือส่งเสริมกับสิ่งที่มันเข้าใจได้แต่การจะขอร้องให้ท่านผู้เฒ่าอธิบายหรือถ่ายทอด ในเวลาเช่นนี้บุรุษชรามันย่อมไม่สนใจเพราะการที่มันดั้นด้นจากทุ่งร้างมาเพื่อรักษาให้แก่ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ นั่นย่อมหมายความว่าประมุขผู้นั้นมีความสำคัญกับบุรุษชราคนสำคัญประสบภัยตรงหน้า มันคงไม่มีทางเจียดสมาธิไปที่อื่น

             

            เมื่อรู้ว่าการเซ้าซี้มิใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่จะนำพาให้ประสบผลชายหนุ่มจึงใช้ความคิดอื่น มันไม่จำเป็นต้องขอร้องเทพดาเร้นกาย แต่มันต้องทำให้บุรุษชราสนใจมาที่มันอีกคราหากได้ความคิดเห็นของเทพดาเร้นกายร่วมด้วย มิแน่ผลลัพธ์ที่คิดมิตกก็อาจคลี่คลาย

             

            คิดดังนี้ฮุ่ยจวินจึงไม่ไหว้วานเสวี่ยนฉีเพื่อถ่ายทอดคำกล่าวอีกชายหนุ่มเพียงลองถามนางเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการรักษาของเทพดาเร้นกาย เสวี่ยนฉีที่เห็นการรักษามาบ้างแม้นางไม่เข้าใจแต่ก็พออธิบายส่วนสำคัญได้ ด้วยวิชาแพทย์ที่ตกทอดมาจากเทพดาเร้นกายเช่นนั้นเพียงฟังไม่กี่ประโยคฮุ่ยจวินก็สามารถคิดตามและวิเคราะห์ถึงแนวทางการรักษาของเทพดาเร้นกายอย่างคร่าวๆทำให้มันคาดเดารูปแบบการรักษาที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เทพดาเร้นกายรักษาท่านประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์มิต่างจากที่ตนรักษาไป๋เหิ่นซินแต่มีบางกฎเกณฑ์ที่เทพดาเร้นกายอาศัยประสบการณ์ที่มากมายมาแทรกแซง ซึ่งความสามารถและความรู้นี้ของเทพดาเร้นกายคล้ายดั่งเป็นใบเบิกทางเปราะหนึ่งส่งเสริมในส่วนที่มันค้างคาและมิอาจก้าวข้ามมันจึงลองนำวิธีและกฎเกณฑ์ดั่งกล่าวมาหักล้างในสิ่งที่มันเริ่มมองเห็น หนทางที่เคยมืดมนก็เสมือนมีแสงสว่างที่ปลายทางผุดแทรกขึ้น

             

            ฮุ่ยจวินประสานมือแก่เสวี่ยนฉีด้วยความยินดีตลอดหลายวันมานี้ที่เสวี่ยนฉีคอยเข้าไปสังเกตการรักษาของเทพดาเร้นกาย แล้วนำมาบอกกล่าวต่อฮุ่ยจวินส่งเสริมวิธีการรักษาใหม่ๆ ให้แก่ฮุ่ยจวินได้มิน้อย

             

            คลื่นลูกใหม่มักไล่คลื่นลูกเก่าด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมของฮุ่ยจวิน เพียงอาศัยรับฟังแนวทางจากปากต่อปาก มันก็สามารถดัดแปลงเสริมแต่งในสิ่งที่ขาดตก พัฒนาวิชาแพทย์รูปแบบใหม่ขึ้นมาได้อีก วิธีการฝังเข็มก็ดัดแปลงตัวยาสมุนไพรที่จะนำมาพัฒนาก็ล้วนแหวกขนบธรรมเนียมเดิมไปไกลมาก

             

            ยุคสมัยเก่าการจะรักษาจำเป็นต้องอาศัยตัวสมุนไพรชั้นดีเพื่อสร้างตัวยาทว่าแนวทางใหม่ที่ฮุ่ยจวินได้เริ่มค้นพบก็คือ พิษร้ายก็สามารถทำให้เป็นยารักษาคนได้เกลือจิ้มเกลือ พิษล้างพิษ บางทีกฎเกณฑ์ที่เหมือนเส้นกั้นบางๆ ระหว่างความเป็นความตายที่มันมิอาจก้าวข้ามหรือแม้แต่เทพดาเร้นกายแพทย์อันดับหนึ่งยังมิอาจคิดข้าม อาจเป็นคำตอบที่มันและเทพดาเร้นกายต้องการอยู่ก็เป็นได้

             

            ฮุ่ยจวินจึงผนึกลมปราณมาไว้ที่กล่องเสียงมันไม่กล่าวกับเสวี่ยนฉี แต่มันถ่ายทอดกระแสเสียงอันดังก้องให้เทพดาเร้นกายได้ยินร่วมด้วย

             

            “หรือพิษจะล้างพิษมิได้"

             

            ได้ยินวาจานี้ มือที่ถือเข็มเงินของเทพดาเร้นกายอยู่ก็ชะงักไปบุรุษชราทอดสายตาผ่านกำแพงหิน

            “เจ้าเด็กนี่"

             

            ฮุ่ยจวินเมื่อได้รับทราบวิธีการรักษาบางส่วนของเทพดาเร้นกายและนำมาผสานกับสิ่งที่ตนคิดได้ มันจึงเห็นข้อเท็จจริงประการนี้ และเพราะความเป็นไปได้นี้ก็ต้องใจของเทพดาเร้นกายเช่นเดียวกันอีกทั้งบุรุษชรามันก็ได้คิดไปถึงคำกล่าวแรกที่ฮุ่ยจวินเอ่ยออกมาเมื่อตอนนั้น อาการของเด็กหญิงวิธีที่ชายหนุ่มใช้รักษา บุรุษชราจึงรู้ว่ามีแต่ต้องนำสิ่งที่ตนรู้ผสานกับสิ่งที่มันรู้จึงจะมีหนทางรักษาสตรีตรงหน้าได้

             

            เข็มเงินในมือของมันจึงวางลงเสมอมามันทำตัวไม่ใส่ใจต่อตัวตนของบุรุษหนุ่มและสตรีนางนั้น ทว่าตอนนี้มันจะไม่สนใจไม่ได้แล้วพอวางเข็มเงินคนก็ลุกยืนขึ้น นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่มันได้พานพบเด็กชายครั้งแรก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

             

            “ความฉลาดของเจ้าทำให้ข้าต้องทำลายกฎของตนเองทุกที"

             

            ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มองแผ่นหลังของบุรุษชราที่ตลอดมายากจะสนใจสิ่งใดนอกจากตนเองพอนึกถึงบุรุษหนุ่มฉายาแพทย์ไร้นามผู้นั้นที่ทำให้คนหลายคนต้องเอนเอียงเข้าหาได้ นางจึงยิ้มออกมาแล้วกล่าวขึ้น

            “บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"

             

            ตั้งแต่ที่เทพดาเร้นกายมายังแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็มิเคยรับคนอีกเลย ห้ามคนในออกคนนอกเข้าแดนศักดิ์สิทธิ์ นี่คือคำทำนายที่ปนไปด้วยกฎเหล็กซึ่งเทพดาเร้นกายทิ้งเอาไว้เพื่อรักษาท่านประมุขแต่ผู้อื่นเข้าไม่ได้ มิได้หมายว่ามันจะออกไม่ได้ เพราะว่ามันมิใช่คนของแดนศักดิ์สิทธิ์

             

            ประตูแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์จึงเปิดออกเทพดาเร้นกายปรากฏขึ้นตรงหน้าของฮุ่ยจวิน

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน