หวังอีฮังยังคงสับสน “หวังอีฮังเ้าเป็อะไรหรือไม่”เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น มันเป็น้ำเสียงที่ดูคุ้นเคยและรู้สึกเ็ปเช่นเดียวกัน “ลู่เอ๋อเ้า…”หวังอีฮังอ้ำอึ้งอยู่นานและไม่มีคำพูดใดออกจากปากเขาเลย เขายังคงจ้องมองสตรีที่เขานั้นตกหลุมรักอย่างไม่กระพริบตา และเกิดคำถามมากมายภายใจใน
“หวังอีฮังเ้าเป็ไรไป ทำวันนี้เ้าดูแปลกไปนะ ข้าว่าเ้าคงพบกับโชคร้ายอีกแน่ ไม่เป็ไรเ้ายังคงมีข้าอยู่ตรงนี้”ลูเอ๋อพูดเสร็จจากนั้นนางก็ร้องเพลงออกมา เนื้อเพลงนี้ทั้งฟังดูเศร้าและสับสนเป็เพลงที่ฟังแล้วรู้สึกใจเสีย หวังอีฮังมีน้ำใสๆไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างของเขา
“ลู่เอ๋อ…เ้าพอเถอะ”หวังอีฮังนั้นรู้สึกเศร้าเกินไปจนรู้สึกฟังไม่ไหวจึงขอให้ลู่เอ๋อหยุดร้อง ก่อนที่เขาจะจมอยู่ในความทุกต่อไป ลู่เอ๋อหยุดร้องเพลงและหันมองหวังอีฮังแก้มทั้งสองข้างของนางนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลหลินในระหว่าที่นางร้องเพลง “ข้าชอบเพลงนี้มากเพราะข้ารู้สึกว่าโลกใบนี้มันไม่ยุตติธรรมแค่ไหน”นางพูดและมองหวังอีฮังที่นอนอยู่บนเตียง
“ข้าคิดว่าเ้านั้นไม่เหมาะกับเพลงเศร้าเหล่านี้หลอก ท้องฟ้าที่สดใสและงดงามถึงแม้จะถูกความมืดกลืนกินจนดูหม่นหมองแต่เมื่อมีแสงสว่างท้องฟ้าเ่าั้ก็กลับมางดงามดังเดิม”หวังอีฮังพูดขึ้น ลู่เอ๋อที่ได้ยินหวังอีฮังพูดอย่างนี้นางก็ยิ้ม
รอยยิ้มของลู่เอ๋อนั้นทำให้หัวใจของหวังอีฮังเต้นแรงมากขึ้น”หวังอีฮังในตอนนี้เราก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว อีกสามปีก็จะถึงวันที่เราจะได้แต่งงานกัน”ลู่เอ๋อพูดและมองออกจากหน้าต่าง “ท้องฟ้าถึงแม้มันจะมืดมิด แต่สักวันแสงสว่าจะทำให้มันดูงดงาม”ลู่เอ๋อพรึมพัม
จากนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้ม”ข้าจะรอแสงสว่างจากตัวเ้า” เมื่อคำพูดของลู่เอ๋อจบลงหวังอีฮังก็รู้สึกหน้ามืดและจากนั้นโลกทั้งใบก็หมุนวนไปมาอีกครั้ง
“หวังอีฮัง เฮ้ เ้าตื่นสิ” เสียงของชายคนหนึ่งกำลังเรียกหวังอีฮัง หวังอีฮังลืมตาขึ้นมาและเห็นชายที่อยู่ตรงหน้าของเขา “เหม่า?” หวังอีฮังยังคงรู้สึกสับสนกับเื่ราวที่พึ่งจะเกิดขึ้น จากนั้นน้ำตาของเขาก็ไหลออกมา ‘ลู่เอ๋อนี่เ้าหมายความว่าเช่นไรกัน’หวังอีฮังคิดในใจ
“หมื่นปีที่ผ่านมาเ้าจะเป็เช่นไร”หวังอีฮังพรึมพัม “อะไรคือหมื่นปี เฮ้ หวังอีฮังเ้าได้ยินเสียงข้าหรือไม่ ตอบที” เหม่ายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ หลังจากที่เขาฟื้นลมปราณเสร็จก็พบว่าหวังอีฮังนั้นหลับอยู่เขาจึงรีบปลุกหวังอีฮัง เพราะค่ายอาคมมันเริ่มจะหมดพลังแล้ว
หวังอีฮังตั้งสติ”เกิดอะไรขึ้นทำไมเ้าถึง…นี่เ้าคิดจะทำอะไรข้า”หวังอีฮังรู้สึกใและใช้แรกผลักเหม่าออกไปสุดแรง เขานั้นไม่คิดเลยว่าหลังจากที่เขานั้นได้สติขึ้นมา จะพบสภาพของตนเองที่กำลังนอนอยู่กับพื้นและมีชายคนหนึ่งกำลังข่มตัวเขาอยู่
เหม่าที่โดนผลักก็รีบลุกขึ้นมาและใช้มือทั้งสองข้างจับกดไปที่ไหลของหวังอีฮัง”นี่เ้าหวังอีฮัง เ้าจะเลิกทำให้ข้าเป็ห่วงสักทีจะได้มั้ย”เหม่านั้นไม่รู้สึกตัวเลยว่าเขานั้นกำลังกดหวังอีฮังลงติดอยู่กลับพื้น หวังอีฮังนั้นรู้สึกกระอักกระอวนในตอนนี้เขานั้นรู้สึกเหนื่อยและเหลือแรงไม่มากเขาจึงไม่อาจที่จะผลักเ้าบัดซบเหม่าออกไปจากตัวเขาได้
จากนั้นก็มีเสียฝีเท้านับสิบที่กำลังเดินมาและหยุดลง”เอ่อ…ศิษย์พี่”ศิษย์น้องที่นำทางมารู้สึกกระอักกระอวนเล็กน้อย เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาคือ ชายสองคนที่กำลังนอนประกบกันอยู่ ศิษย์พี่นั้นไม่สนใจและพูดขึ้น “โลกใบนี้มีหลายสิ่งที่แปลกประหลาดมากมาย เพียงแค่นี้ข้านั้นไม่รู้สึกว่ามันแปลกหลอก”ศิษย์พี่พูดขึ้นมา
ศิษย์น้องที่นำทางมารู้สึกผ่อนคลาย แต่เขายังคงสับสนอยู่ ว่าทำไมศิษย์พี่คนนี้ถึงยังคงเอาแต่จ้องคู่รักที่อยู่ตรงหน้าตาไม่กระพริบแถมยังเอามือปิดจมูกอีก 'หรือว่าศิษย์พี่นั้นรู้สึกขยะขแยงกับภาพที่อยู่ตรงหน้ากัน ต้องใช่แน่ไม่เพราะศิษย์พี่คือชายที่แข็งแกร่งภาพที่อยู่ตรงหน้าจึงทำให้เขาไม่อยากที่จะสูดหายใจอากาศร่วม”
‘วันนี้คุ้มแล้วสินะ’ ศิษย์น้องยังคงเดินนำทางต่อไปจากนั้นก็เกิดเหตุการบางอย่างขึ้นศิษย์พี่ที่เขาเดินทางนำมากับมีเืไหลออกจากจมูกจึงทำให้พวกเขานั้นต้องหยุดพักก่อน หลายคนที่มาด้วยรู้สึกใ “หรือว่าแถวนี้จะมีพิษกัน”ทุกคนต่างละแวงโดยที่ไม่เห็นใบหน้าของศิษย์พี่แดงขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อคนเ่าั้จากไป สีหน้าของเหม่าก็เขียวขจีขึ้นมา “บัดซบใครกันที่เป็คู่รักกัน”เหม่าสบดออกมาอย่างหัวเสีย หวังอีฮังกุมขมับและส่ายศรีษะ เขานั้นรู้สึกแย่อย่างมากที่โดนถูกมองว่าเป็คู่รักกับชายด้วยกันเอง แค่คิดก็ทำให้เขารู้สึกคลื่นใส้ในทันที
“แล้วจะเอายังไงต่อดีละ”หวังอีฮังพูดขึ้น เหม่าเองก็คิดและะพูด”ไปแอบบดูพวกมันอีกครั้ง”เมื่อเหม่าพูดจบหวังอีฮังก็อดที่จะสบดในใจไม่ได้ ‘เ้าตัวบัดซบนี่จะไปแอบดูอีกแล้ว ครั้งที่แล้วโดนมอนสเตอร์ไล่มามันยังไม่เข็ดอีกหรือไงกัน” ทั้งสองเดินทางกล่าหนึ่งชั่วยามจากนั้นเขาทั้งสองก็ได้ยินเสียงของการต่อสู้