บทที่ 31 ป่วยครั้งใหญ่
ซิงซิงป่วยแล้ว...
เด็กอายุสามขวบครึ่งมีไข้สูง ตัวร้อนอย่างกับเตาเล็ก ๆ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น หางตาเปียกชื้น ปากของเธออ้าเล็กน้อย และการหายใจกระชั้นถี่
อินเสินไม่อยากจะยอมรับว่าหัวใจเขาสั่นไหวแค่ไหนที่เห็นซิงซิงตกอยู่ในสภาพนี้
นับว่าเป็ครั้งแรกที่เขามาทำงานสาย จริง ๆ แล้วเขาจะเรียกให้ผู้ช่วยพาซิงซิงไปโรงพยาบาลแทนก็ได้ แต่อินเสินลังเลอยู่เพียงสองวินาที จากนั้นก็อุ้มซิงซิงและขับรถไปด้วยตัวเอง
เด็กเล็กมีไข้สูงเช่นนี้ถือว่าอันตรายมาก
กุมารแพทย์ที่เก่งที่สุดไม่รู้ว่าอินเสินเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ หล่อนขมวดคิ้วบ่น
“พวกคุณเป็ผู้ปกครองที่ดีจังเลยนะคะ อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาแล้ว หากมาช้ากว่านี้ลูกของคุณคงมีอาการชักไปแล้ว!”
ดวงตาของอินเสินเ็าเล็กน้อย เขาไม่ได้ถูกคนพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้มานานแล้ว หลังจากที่คุณหมอพูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอินเสิน แล้วก็ต้องใจนเงียบปาก
อินเสินไม่อยากจะพูดอะไรมาก เขากล่าวแค่ว่า
“ตรวจให้ละเอียดและใช้ยาที่ดีที่สุดด้วย”
จากนั้นเขาก็หมุนกายเดินจากไป
แพทย์หญิงจ้องไปที่แผ่นหลังของอินเสิน พลางเอามือลูบอก ในใจคิดกับตัวเองว่าผู้ชายคนนี้หล่อจริง ๆ แต่นิสัยของเขาค่อนข้างแย่ ดูท่าแล้วคงเป็คนมีตำแหน่งสูง มีเงินมีอำนาจ แต่เป็พ่อที่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก
อินเสินมายังห้องผู้ป่วยที่เซี่ยจื่ออวี้นอนอยู่
เซี่ยจื่ออวี้ดูแย่ลงไปอีก
เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รักษายังไม่ทันจะหายก็ถูกทุบตีอีกหนึ่งยก ต้องขอบคุณร่างกายที่ยังหนุ่ม หากเทียบกับคนธรรมดาเกรงว่าคงต้องนอนไปอีกหลายเดือน
ขาของเขาต้องใส่น็อต หากรุนแรงมากกว่านี้ ขาของเขาคงใช้การไม่ได้อีกแล้ว
เซี่ยจื่ออวี้และอินเสินพูดคุยเกี่ยวกับเื่ขาที่เกือบจะต้องเสียมันไป น้ำเสียงของพวกเขาดูไม่ได้จริงจังนักราวกับแค่หยอกล้อกัน
“ถ้าขาของผมใช้การไม่ได้แล้ว ก็ให้ฟู่หานทำขาปลอมให้ ขาของเขาก็ไม่ใช่ว่าปลอมด้วยหรือไง”
อินเสินขมวดคิ้วเมื่อเขาได้ยินชื่อนี้
อินเสิน “นายพูดถึงฟู่หานทำไม ไม่ใช่ว่ามันตายไปแล้วเหรอ”
เซี่ยจื่ออวี้เลิกคิ้ว “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตายไหม แค่จู่ ๆ ก็นึกถึงขึ้นมา แต่ถึงยังไงเขาก็เป็พี่รองของผม”
อินเสินไม่อยากพูดไปมากกว่านี้
“พรุ่งนี้ฉันจัดหาเที่ยวบินให้นายออกนอกประเทศ”
“โจวเต๋อเป็คนเ้าเล่ห์เพทุบาย ตอนนี้นายเป็คนไร้ประโยชน์แล้ว หากยังอยู่ที่นี่อีกนายจะกลายเป็ปัญหาสำหรับฉันไม่ช้าก็เร็ว”
“ฉันจะช่วยจัดหาโรงพยาบาลที่นั่นให้ นายก็ไปพักฟื้นที่ต่างประเทศและตั้งใจเรียนซะ”
เซี่ยจื่ออวี้กัดฟันเมื่อเขาได้ยินอินเสินเรียกเขาว่าคนไร้ประโยชน์ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยาแ แต่เขาก็ไม่ได้ซ่อนความดื้อรั้นของความเป็เด็กหนุ่มไว้เลย
“ไม่กลัวว่าผมจะแว้งกัดเหรอ”
อินเสินเพียงแค่ยิ้มอย่างเหยียดหยาม “นายไม่มีความสามารถ”
เซี่ยจื่ออวี้หลับตาลง สักพักเขาก็ลดเสียงลงแล้วพูดว่า
“ซิงซิง เธอ...”
อินเสินขัดจังหวะเขา “ฉันจะถามนายพอดี”
“เมื่อวานก่อนที่โจวเต๋อจะบอกฉัน เธอแค่บอกว่านายตกอยู่ในอันตรายและพาฉันไปที่นั่น”
“เด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษ”
ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็ประโยคบอกเล่า
เซี่ยจื่ออวี้เงยหน้าขึ้นและจ้องมองอินเสิน
“ใช่ แต่อย่าคิดจะใช้ประโยชน์จากเธอ!”
อินเสินแค่นเสียงเย็น “เซี่ยจื่ออวี้ นายจะต้องให้ฉันบอกกี่ครั้งว่าตอนนี้นายไม่มีคุณสมบัติที่จะมาต่อรองกับฉัน”
เซี่ยจื่ออวี้บีบฝ่ามือของเขาแน่นแล้วหายใจเข้าลึก ๆ
“อย่างน้อยก็ต้องสัญญากับผมว่าจะไม่ส่งซิงซิงกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”
อินเสิน “ไม่เป็แบบนั้นแน่”
“เอาละเซี่ยจื่ออวี้ ฉันไม่อยากฟังเื่ไร้สาระอีกแล้ว อีกครึ่งชั่วโมง คนของฉันจะมารับนายไปสนามบิน”
หลังจากพูดจบ อินเสินก็หันหลังกลับและออกจากห้องไป
ใน่ไม่กี่วันมานี้ เขาเสียเวลาไปกับสิ่งอื่นนอกเหนือจากเื่งานมากเกินไป ตอนนี้เขากับโจวเต๋อแตกหักกันแล้ว เกรงว่าต่อไปจะมีเื่ยุ่งยากกว่านี้เกิดขึ้นแน่
แต่แล้วยังไงล่ะ?
แต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็คนโเี้ไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินมาตลอด
อินเสิน้ากลับไปที่บริษัททันที แต่เขาหยุดชะงักขณะเดินไปที่ลานจอดรถ และในที่สุดก็กลับไปที่ห้องของซิงซิงอีกครั้ง
เด็กน้อยใบหน้าขาวซีด หลับตาพริ้มนอนอยู่บนเตียง เธอตัวเล็กและบอบบางมาก
หมอเข้ามาหาเขา ในเวลานี้หมอรู้สถานะของอินเสินแล้ว เธอจึงยิ้มออกมา
“ประธานอิน ไข้ของลูกสาวของท่านลดลงแล้ว และไม่พบปัญหาใด ๆ จากการตรวจร่างกายค่ะ”
“เหมือนกับว่าเด็กมีอาการกลัว…ไม่ต้องรักษาใด ๆ เลยค่ะ แค่ได้รับการดูแลอย่างดีก็พอแล้ว”
“ท่านอยากจะให้นอนโรงพยาบาลต่อหรือว่าจะพากลับไปพักฟื้นที่บ้านคะ”
ใบหน้าของอินเสินไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร
“ให้อยู่ต่อ...ช่างเถอะ ฉันพากลับแล้วกัน”
เขาก้าวไปข้างหน้าและอุ้มซิงซิงที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงขึ้นมา พลันรู้สึกว่าเด็กน้อยตัวเบาขึ้น การเคลื่อนไหวของเขาในการอุ้มเด็กนั้นมีทักษะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซิงซิงนอนบนไหล่ของเขาและงึมงำด้วยความงุนงง
เหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยที่าเ็ทำท่าทางออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว ช่างเปราะบางและไร้ประโยชน์
อินเสินขมวดคิ้วขณะเดินอุ้มซิงซิงออกจากห้องผู้ป่วย ตอนที่กำลังจะเดินออกไป จู่ ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยืนนิ่งและหันไปพูดกับหมอ
“เธอไม่ใช่ลูกสาวของฉัน”
หมอยิ้มส่งประธานออกไป พลางคิดในใจ
ดูเหมือนว่าเด็กน้อยน่ารักคนนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากประธานอินสินะ!
อินเสินอุ้มซิงซิงกลับมาที่บ้านด้วยรู้สึกเสียใจภายหลัง เพราะเขาไม่มีพี่เลี้ยงเด็กหรือแม่บ้านอาศัยอยู่ที่นี่ และเขาก็ไม่ได้อยากให้ใครย้ายเข้ามาด้วย ยิ่งส่งไปที่บ้านของเซี่ยจื่ออวี้เขาเองก็ไม่วางใจ
จิตใจมนุษย์ยากหยั่งถึง
เขาสร้างศัตรูไว้มากมาย และตอนนี้เขาก็เป็ศัตรูกับโจวเต๋อ ซิงซิงอาจตกอยู่ในอันตรายหากเขาไม่ได้อยู่เคียงข้าง ไม่เช่นนั้นก็ต้องส่งเธอกลับไปที่โรงพยาบาล
ซิงซิงลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลานี้พอดี ดวงตาดำขลับดูมึนงง แต่มันกลับเปล่งประกายแวววับ
มือเล็ก ๆ ััใบหน้าของเขา ใบหน้าเล็กดวงนั้นยับยู่เข้าหากัน
“พี่ใหญ่… ซิงซิงรู้สึกไม่สบายใจ…”
เสียงนุ่มนวลเจือด้วยเสียงสะอื้นไห้ แต่เมื่อเห็นเป็อินเสินชัดเจนแล้ว เธอก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“พี่ใหญ่ พวกเรากลับบ้านแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าใบหน้าที่ซีดเซียวปรากฏรอยยิ้มบริสุทธิ์อย่างจริงใจ ดูเหมือนว่าความมัวหมองพวกนั้นไม่สามารถอยู่ในดวงตาคู่นี้ได้
หัวใจของอินเสินเต้นรัว ไม่นานเขาก็ถอนหายใจ
“เอาเป็ว่าไปอยู่กับฉันที่บริษัทเถอะ”
อย่างน้อยเลขาซุนก็ยังจัดการได้ แต่คราวนี้ผู้หญิงเ่าั้จะไม่ได้รับอนุญาตให้จุ๊บซิงซิงจนกว่าใบหน้าของเธอจะดีขึ้นแล้ว!
เมื่อประธานอินปรากฏตัวในบริษัทอีกครั้งโดยมีเ้าก้อนแป้งอยู่ในอ้อมแขน ทุกคนต่างใแต่ก็ชินกับมันเช่นกัน
เมื่อเห็นซิงซิงถูกส่งมอบให้กับเลขาซุน เธอก็แฮปปี้ขึ้นทันที บรรดาผู้ที่พยายามจะทำให้ซิงซิงพอใจถูกปฏิเสธไปทั้งหมด ใบหน้าของเลขาซุนเ็าจนดูคล้ายกับประธานอิน
“ประธานอินสั่งไว้แล้วว่าซิงซิงป่วย จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เด็ดขาด”
ประตูห้องรับรองถูกปิดไว้อย่างไร้ความปรานี ผู้คนด้านนอกทำเบะทันทีและแอบค่อนแคะเลขาซุนว่าเป็นังตัวแสบ
เลขาซุนหันกลับมายิ้มจนตาหยี
“เอ๋ ซิงซิงตัวน้อยของฉันช่างน่าสงสารจริง ๆ”
“นี่คือของอร่อยและของเล่นที่พี่เตรียมให้หนู”
“ซิงซิงง่วงแล้ว ไปนอนไหม อยากฟังนิทานก่อนนอนหรือเปล่า…”
ซิงซิงค่อย ๆ หลับใหลไปท่ามกลางเื่ราวอันแสนอ่อนโยน
เลขาซุนมีประสบการณ์ความเป็แม่ที่ไม่ต้องเจ็บคลอดและได้รับค่าตอบแทนในการเลี้ยงดูเด็ก เธอรู้สึกว่าเธอสามารถอุทิศทั้งชีวิตให้กับบริษัทอินซื่อกรุ๊ปได้
ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้ตระกูลโจวตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายเข้าแล้ว