ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 109 แขกเดินทางมาถึง
“ร่างกายที่ปางตาย หัวใจที่แตกสลาย ค่อยๆ ซ่อมแซมกลับมาอย่างช้าๆ ไม่นานย่าก็รู้ว่าตนเองตั้งท้อง”
เรื่องราวที่ออกมาจากปากของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ทำเอาหานฮวานิ่งค้าง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากหญิงสาวแม้สักคำ
ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่จะประสบความยากลำบาก ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ย่ำยีจนน่าอดสู มันคงเป็นภาพความทรงจำที่เลวร้ายอย่างยิ่ง หากไม่ได้รุ่นพี่ของตนช่วยเอาไว้ เยว่ซินคงตายไปตั้งแต่ตอนนั้น และจะไม่มีสำนักจันทรานิรันดร์ในวันนี้
เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่าให้อีกฝ่ายฟังต่อ
“ไม่นานย่าก็เริ่มรู้ตัวว่าตนเองท้อง......บาดแผลทางใจที่พวกมันฝากเอาไว้ยังคงเหลืออยู่ ท้องก็เริ่มโตขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่เห็นท้องของตนเอง มันเหมือนกับมีมีดแหลมกรีดแทงเข้ามาข้างในตัวอยู่ตลอดเวลา ย่ามักถูกภาพเหตุการณ์ในอดีตตามหลอกหลอน พยายามจะไม่นึกถึง แต่ก็ทำไม่ได้” สีหน้าของเยว่ซินเริ่มหมองหม่น รู้ได้ทันทีว่าเธอไม่สบายใจกับสิ่งนี้จริงๆ
“ช่วงนั้นย่าขังตัวเองอยู่แต่ในห้องพัก แทบไม่ออกไปพบเจอผู้คน ก็มีแต่ท่านพี่ฟางหรูที่แวะเวียนมาพูดคุยกับย่าเวลาว่าง แต่จริงๆ ก็ไม่ว่างนักหรอก ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูกตั้งสามคน จะไปมีเวลาว่างอะไรขนาดนั้น”
“ยิ่งเห็นท้องที่บวมโตย่ายิ่งรู้สึกแย่ ความโกรธเกลียดภายในใจมันพลุ่งพล่านอยู่ตลอด อยากจะกำจัดชิ้นเนื้อในท้องออกไปให้มันรู้แล้วรู้รอด…สุดท้ายก็พยายามแท้งเด็กในท้องไปกว่าสามครั้ง โชคดีที่ชะตาของเด็กในท้องยังไม่ถึงฆาต” หญิงวัยกลางคนค่อยๆ ฝืนยิ้มออกมา จริงๆ แล้วเธอดีใจที่ทำแท้งไม่สำเร็จ แต่เพราะการพยายามแท้งลูกถึงสามครั้งมันทำให้ตัวเธอที่หวนกลับมาคิดรู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
“เวลาช่วยเยียวยาจิตใจได้เสมอ ความเกลียดชังเริ่มลดน้อยลง สุดท้ายย่าเลิกพยายามทำร้ายเด็กในท้อง ปล่อยให้เขาได้ตื่นขึ้นมาดูโลก” เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้
“แต่เด็กที่เกิดมาไม่ได้สมบูรณ์พร้อม…ถึงการแท้งจะไม่สำเร็จ แต่ผลของมันยังคงอยู่ ร่างกายของทารกค่อนข้างแคระแกร็นผิดปกติ อวัยวะบางส่วนไม่สมบูรณ์ โชคดีที่นั่นเป็นยุคหลังโลกาวินาศ การที่นิ้วมือจะหายไปสองสามนิ้วไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร”
“เด็กน้อยลืมตาตื่นดูโลกพร้อมกับร่างกายที่ผิดปกติ และย่าเองก็ถูกความชังเข้าครอบงำ ไม่ได้ดูแลเด็กน้อยให้ดีเท่าที่ควร…จะเรียกว่าทิ้งขว้างเลยก็ได้ ดีที่ยังมีพี่สาวฟางหรูคอยช่วยดูแลอีกทาง ไม่เช่นนั้นย่าเองก็สงสัยเช่นกันว่าเด็กน้อยผู้นั้นจะเติบโตมาเป็นคนเช่นไร... ไม่เคยได้รับความรักจากมารดา มีเพียงปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่เท่านั้นที่ได้รับ” เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ หญิงวัยกลางคนก็นิ่งเงียบไปนาน หลุบตาต่ำ ไม่รู้คิดเรื่องอะไรอยู่
ใบหน้าของหญิงสาวที่เคยสดใสกลับซีดลง ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าเด็กน้อยผู้นั้นเป็นใคร แต่เธอก็พอจะคาดเดาออก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากปากของเจ้าสำนักผู้เคร่งขรึม ไม่น่าเชื่อว่าบุคคลตรงหน้าจะผ่านเรื่องราวเช่นนั้นมาก่อน ทั้งยังทำสิ่งผิดพลาดต่อไปมากมาย……
สายตาของหานฮวาจับจ้องค้างไปที่ย่าของเธอไม่วางตา รอคอยให้อีกฝ่ายพูดต่อไป
ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเธอ มีเพียงตอนที่เธอเป็นเด็กเท่านั้น และมันยังเลือนรางมากเหลือเกิน เธอก็อยากจะรู้ให้มากกว่านี้
หญิงวัยกลางคนค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“เขาเป็นเด็กดี แต่ปมด้อยภายในใจทำให้เขาทำทุกอย่างเพื่อความแข็งแกร่งของตัวเอง น่าเสียดายที่ร่างกายผิดปกติได้ปิดกั้นความฝันของเขา เด็กน้อยเติบใหญ่จนกลายเป็นเด็กหนุ่ม ทว่าความแข็งแกร่งยังคงค้างอยู่ที่อเวกระดับหนึ่งแม้จะตั้งใจฝึกฝนแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นท่านพี่ฟางหรูอีกครั้งที่ช่วยสานฝันของเขาให้สำเร็จ…ตามหาคัมภีร์วิชาที่เหมาะสมกับร่างกายธาตุหยินบริสุทธิ์ให้กับเขาจนได้ และภายหลังย่าก็ได้ดัดแปลงวิชานั้นขนานใหญ่ จนสุดท้ายมันกลายเป็นวิชาฝึกฝนพลังหลักของสำนักจันทรานิรันดร์”
“ท้ายที่สุดเขาก็จากไป มองหามิติที่สูงกว่าเพื่อไล่ตามความแข็งแกร่งที่มากขึ้น โดยที่คนเป็นแม่อย่างข้าไม่เคยออกไปตามหาแม้เพียงครั้งเดียว… ข้าช่างเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ เจ้าเองก็คิดเช่นนั้นใช่หรือไม่?” หญิงวัยกลางคนเปรยขึ้นมาเบาๆ แววตาดูเศร้าสร้อย
“เวลาผ่านพ้นไป ตัวย่าเองก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็เริ่มรับศิษย์เพื่อคลายความรู้สึกผิดในใจ ก่อนจะพัฒนากลายเป็นสำนักจันทรานิรันดร์อย่างที่เจ้าเห็น…ผ่านไปเป็นร้อยปี ในที่สุดเขาก็กลับมาอีกครั้ง ร่างกายที่เคยพิกลพิการกลับกลายเป็นสมบูรณ์พร้อม ดูเหมือนว่าลูกชายคนเดียวของข้าจะกลายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งไปเสียแล้ว” หญิงวัยกลางคนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ
“เขามาพร้อมกับเด็กสาวแบเบาะ ฝากฝังให้ข้ารับเลี้ยงเอาไว้ เพราะสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่อันตรายเกินกว่าเด็กมนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าจึงเติบโตอยู่ในสำนักแห่งนี้โดยปราศจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด” เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ส่งยิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า
“เจ้าอย่าได้ติดใจสงสัย ภาระของเขาในปัจจุบันทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับพวกเราได้ แต่เพราะเรื่องนั้นมันทำให้ย่าเข้าใจ แม้จะเป็นผู้เลี้ยงดูที่ย่ำแย่แค่ไหน แต่เขาไม่เคยดูแคลนความเป็นแม่ของย่าเลย ถึงกับกล้าปล่อยให้ข้าดูแลเจ้าด้วยตัวเองเช่นนี้…” แม้ดวงหน้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาของเจ้าสำนักกลับรื้นไปด้วยหยดน้ำตา
หญิงสาวที่นั่งฟังมาโดยตลอดก็มีใบหน้าแดงก่ำ ความชื้นเอ่ออยู่ในดวงตา ปากสั่นระริก
“และนั่นคือทั้งหมด ย่าเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อของเจ้าอยู่ที่ใด แต่การไขว่คว้าหาพลังของเขาคงไม่ได้ราบรื่นนัก แต่ก็นั่นแหละ มีเพียงสถานการณ์อันยากลำบากเท่านั้นที่จะขัดเกลาให้ผู้คนแข็งแกร่งขึ้นได้” หญิงวัยกลางคนกล่าวเสริมสรุปจบสิ่งที่เล่ามาทั้งหมด
แม้จะมีหลายสิ่งที่หานฮวาอยากถามคนตรงหน้า แต่เมื่อเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนของบุคคลในเรื่องเล่า มันก็ตอบข้อสงสัยไปจนหมดสิ้น ในเมื่อเป้าหมายที่ชายคนนั้นต้องการคือไขว่คว้าหาความแข็งแกร่ง สิ่งอื่นย่อมสำคัญน้อยกว่า
แน่นอนว่าหญิงสาวก็อยากรู้ความเป็นมาของตนเอง แต่สุดท้ายคนที่เลี้ยงดูตนเองมาก็คือท่านย่าคนนี้เท่านั้น แม้ท่านจะเคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่สำหรับเธอ ท่านย่าคือผู้ดูแลเลี้ยงดู เป็นครอบครัวของเธอ และเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกขาดความรักแต่ประการใด
หญิงวัยกลางคนมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสาร สิ่งที่เธอทำได้ตลอดมาก็เพียงแค่เลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้ดี ทดแทนที่เธอไม่เคยมอบมันให้กับลูกชายคนเดียวของเธอ
สำหรับเรื่องราวที่เล่าไปเมื่อครู่เป็นเพราะหานฮวาโตพอที่จะรับรู้สิ่งควรรู้ได้แล้ว อีกไม่นานเธอจะกลายเป็นอีกหนึ่งในอนาคตของสำนัก หากยังคงมีเรื่องกังวลสงสัยภายในใจ มันอาจไปขัดขวางการพัฒนาตนเองของอีกฝ่ายได้ รวมถึงการพบเจอตระกูลพีไรซ์ทำให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมาอีกครั้ง เหตุผลทั้งหลายเหล่านี้ผลักดันให้หวางเยว่ซินเล่าเรื่องของตนเองออกไป
ขณะที่ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบ มีน้ำใสๆ เคล้าคลออยู่ที่เบ้าตา หม่านเอ๋อก็กลับเข้ามา
“เรียนเจ้าสำนัก ตอนที่ข้าออกไปด้านนอกเมื่อครู่ ได้พบคู่ชายหญิงยืนเจรจากับศิษย์ภายในสำนักอยู่ที่หน้าประตู ถามไถ่จนได้ความว่าเป็นแขกตระกูลพีไรซ์ที่ท่านต้องการพบ ข้าจึงให้พวกเขารออยู่ที่เรือนรับรอง” หม่านเอ๋อประสานมือรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
“โอ้! พวกเขามากันแล้วหรือ เร็วยิ่ง โชคดีที่ส่งเจ้าออกไปได้ทัน ไม่งั้นคงเสียมารยาทต่อแขกแน่แล้ว” หญิงวัยกลางคนเบิกตากว้าง ใช้หลังมือค่อยๆ ปาดไปที่ดวงตาพร้อมกับตอบรับข้ารับใช้สาว
“ให้ข้าพาพวกเขาไปที่ห้องโถงกลางเลยหรือไม่?” สาวรับใช้หม่านเอ๋อค้อมหัวลงเล็กน้อยแล้วถามคำถามต่อ
“ไม่ต้องๆ นี่ไม่ใช่การพบเจอที่เป็นทางการขนาดนั้น ข้าแค่อยากจะพูดคุยกับพวกเขาอย่างสบายๆ เป็นกันเอง โปรดพาพวกเขามาที่ห้องนี้เถอะหม่านเอ๋อ” หญิงวัยกลางคนปฏิเสธไป ลูกหลานของท่านพี่ฟางหรูก็ไม่ต่างไปจากญาติสนิท นางไม่ได้นับว่าเป็นคนอื่นคนไกล
สาวรับใช้หม่านเอ๋อยืนนิ่งค้างไปครู่ใหญ่ หากไม่ใช่คนสนิทจริงๆ ก็น้อยนักที่ท่านเจ้าสำนักจะอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้องพักส่วนตัว ขนาดผู้อาวุโสที่เป็นศิษย์ส่วนตัวของเจ้าสำนักยังมีโอกาสน้อยครั้งมากที่จะเข้ามาในที่แห่งนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เธอจะแอบตกใจ
“ยืนนิ่งอะไรอยู่เล่า ไปพาพวกเขามาหาข้าเร็วเข้า” เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์โบกมือให้อีกฝ่ายออกไปทำหน้าที่ของตนเอง
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวที่เพิ่งรู้สึกตัวก็ผงกหัวแล้วทำตามคำสั่งทันที
เพียงไม่นาน สาวรับใช้หม่านเอ๋อก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแขกสองคน หนึ่งเป็นชาย อีกหนึ่งเป็นหญิง
ฝ่ายชายเป็นชายหนุ่มร่างสูง ดูอายุยังน้อยมากทีเดียว ลักษณะองอาจของความเป็นบุรุษเพศยังไม่เด่นชัด แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าน่าสนใจ เต็มไปด้วยพลัง มีความมุ่งมั่นและความจริงจัง
ส่วนแขกฝ่ายหญิงดูเหมือนจะมีอายุมากขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง นับว่าเป็นสาวเต็มตัวแล้ว และมีความกล้าแกร่ง มั่นใจในตนเอง แม้ความแข็งแกร่งจะอ่อนแอกว่าชายหนุ่มด้านข้าง แต่ก็นับว่าไม่เลวร้าย เทียบกับศิษย์ทั่วๆ ไปในสำนักจันทรานิรันดร์ก็ไม่ถือว่าย่ำแย่กว่ากันมาก
“ข้าพาแขกจากตระกูลพีไรซ์มาแล้วเจ้าค่ะ” หม่านเอ๋อมาถึงก็รายงานตามหน้าที่
“ยินดีที่ได้พบเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์!” ชายหญิงจากตระกูลพีไรซ์รีบประสานมือทักทายหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านในสุดของห้องตามหม่านเอ๋อทันที
“เข้ามาก่อนๆ มานั่งข้างๆ ข้านี่ ตรงนี้มีเก้าอี้เพียงพอให้เจ้าทั้งสองคนนั่ง ทำตัวตามสบายเลย ไม่ต้องเกร็งกันถึงขนาดนั้น” หญิงวัยกลางคนส่งยิ้มเย็นๆ ไปให้คนทั้งคู่ ผายมือเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนเดินมานั่งข้างๆ ตน
แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ต้องเกร็ง แต่คาลอสและเคฟลินเป็นเพียงอเวกจากชนบทอันห่างไกล จะกล้าทำตัวไม่สุภาพกับหัวหน้ากองกำลังผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ได้เช่นไร อย่างน้อยๆ ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็ต้องอยู่เหนืออีโวลระดับที่หนึ่งไปแล้ว ไม่เช่นนั้นผู้คนในแถบนี้คงไม่เกรงกลัวและไว้หน้านางถึงเพียงนี้
ต้องรู้ก่อนว่าขอบเขตใหญ่อย่างอีโวลก็มีระดับขั้นแยกย่อยออกไปอีกเหมือนกัน อีโวลระดับที่หนึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงอันยากลำบากมาได้แล้ว ยังมีเส้นทางให้ก้าวเดินต่อไปอีก
แน่นอนว่าการก้าวเดินต่อไปของอีโวลนั้นไม่ได้ยากเย็นเหมือนตอนที่อเวกพยายามจะก้าวข้ามมาสู่ขอบเขตของอีโวล แต่การพัฒนาต่อไปของหลายๆ คนกลับเชื่องช้าอย่างยิ่ง หนึ่งเป็นเพราะพรสวรรค์ที่จำกัด อีกประเด็นเป็นเพราะความหนาแน่นของพลังงานบนโลกที่ต่ำเกินไป การดูดซับพลังงานจากอากาศไม่เพียงพอสำหรับอีโวลอีกต่อไป การที่อีโวลอยากจะพัฒนาระดับจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีมนุษย์โลกอย่างลูกชายของเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ที่ออกจากโลกมนุษย์ไปหามิติที่สูงกว่า เพราะพลังงานในมิติเหล่านั้นมีมากกว่าโลกมนุษย์นั่นเอง
ทั้งคาลอสและเคฟลินต่างเดินตัวเกร็งเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหานฮวา
หญิงสาวที่เพิ่งรับฟังเรื่องราวจากย่าของตนมาหมาดๆ ยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาเล็กๆ ที่คลออยู่ให้หายไป ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ
ทั้งสามคนนั่งประจันหน้ากันโดยมีเจ้าสำนักจันทรานิรันดร์นั่งอยู่ตรงกลาง