ตอนที่ 3 เ้าสำนัก (2)
เมิ่งฉิวคล้ายจะรู้ถึงท่าทีเช่นนี้ของหลินเฉินั้แ่เนิ่นๆแล้ว จึงประชิดเข้าไปโอบไหล่อีกฝ่ายเอาไว้อย่างไม่ถือสา พร้อมพูด “ศิษย์น้องได้ยินว่าเ้าอุ้มเด็กคนหนึ่งกลับมาหรือ”
หลินเฉินผลักอีกฝ่ายออกเบาๆหลังตรวจสอบว่าเสื้อผ้าของตนเรียบร้อยดีแล้ว จึงทอดสายตามองเมิ่งฉิว“ศิษย์พี่เ้าสำนักสงสัยในเื่นี้หรือ”
“ย่อมเป็เช่นนั้นผู้คนต่างเล่าลือกันว่าศิษย์น้องไม่ชมชอบนารี...แค็กๆ! ไม่เห็นใจผู้อื่น ไม่สนใจเื่ราวใดๆ ทั้งสิ้นข้าจึงแปลกใจพอสมควร เมื่อได้ยินว่าครั้งนี้เ้าอุ้มเด็กคนหนึ่งกลับมาด้วย”
แพขนตางอนยาวของหลินเฉินขยับลงเล็กน้อยเขาเอ่ยขึ้นราวกับไม่ใช่เื่สลักสำคัญ “เป็เื่น่าแปลกขนาดนั้นเชียวหรือ”
ไม่ใช่แค่แปลกธรรมดา...แต่แปลกมากต่างหาก! ตอนแรกเขาเองก็ไม่เชื่อเข้ามาหาอีกฝ่ายอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย พอตอนนี้เห็นสีหน้าศิษย์น้องดูท่าเื่นี้ก็คงจะเป็จริงตามนั้นอย่างมิต้องสงสัยแล้ว
เพียงแต่การที่ศิษย์น้องไปอุ้มเด็กคนหนึ่งเื่นี้ก็ทำให้เขาสงสัยเหมือนกัน หรือว่าในที่สุดเ้าตัวก็คิดได้แล้วงั้นหรือแต่คิดได้แล้วก็เป็การดี อีกฝ่ายอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียวมานานหลายปีควรมีคนคอยอยู่เคียงข้างสักคน จริงด้วยสิ! ยังไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นหน้าตาเป็อย่างไรแต่จากรสนิยมด้านความงามของศิษย์น้องแล้ว คงจะไม่แย่สักเท่าไรกระมังอีกอย่างไม่รู้ว่าศิษย์น้องได้พูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กคนนั้นแล้วหรือไม่เขาเชื่อมั่นว่าคนอย่างศิษย์น้องผู้นี้ สามารถกระทำเื่อันยิ่งใหญ่อย่างการสกัดกั้นโจมตีผู้อื่นระหว่างทางได้แน่...
“ศิษย์พี่เ้าสำนักขอรับ ศิษย์พี่เ้าสำนัก...”
เมิ่งฉิวส่งเสียงอืมขานตอบคำหนึ่งแล้วถามกลับ “มีอันใดรึ”
หลินเฉินส่ายศีรษะั์ตาหงส์ส่องประกายคู่นั้นจ้องมองเมิ่งฉิว แววตาแฝงไปด้วยการไต่สวนเนืองๆ“ศิษย์พี่กำลังคิดอะไรอยู่หรือ ถึงได้เหม่อลอยเยี่ยงนี้ข้าเรียกท่านตั้งหลายรอบก็ไม่ยอมตอบ”
“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร” เมิ่งฉิวหัวเราะ พลางบ่นอุบอิบในใจ ‘จะบอกว่าคิดเื่ของศิษย์น้องอยู่ก็คงไม่ได้จริงไหม’
หลินเฉินเหลือบมองทีหนึ่ง มือข้างหนึ่งไพล่อยู่ด้านหลังเอ่ยถามขึ้นโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรอยู่ “ศิษย์พี่ท่านคิดว่าข้อเสนอของข้าเป็อย่างไร”
“แน่นอนว่าย่อมดีอยู่แล้ว...ย่อมดีอยู่แล้ว”เมิ่งฉิวปาดเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก พลางตอบเสียงรัว
หางตาหลินเฉินชี้ขึ้นเล็กน้อย เขาไม่พูดอะไรให้มากความ“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรับเด็กคนนั้นเป็ศิษย์สายตรงของตัวเองหวังว่าศิษย์พี่จะช่วยข้าเตรียมบางอย่างด้วยสักหน่อยนะขอรับ”
ศิษย์...ศิษย์สายตรงงั้นรึ! เมิ่งฉิวใหันขวับไปมองหลินเฉินนี่สมองของศิษย์น้องเขาได้รับการกระทบกระเทือนมาจากที่ไหนเหตุใดถึงได้เสนอว่าจะรับศิษย์ด้วยตัวเองเช่นนี้ ในสำนักเชวี่ยอวิ๋นนอกจากเ้าสำนักแล้วยังมีประมุขยอดเขาคนอื่นอีกหกคน แบ่งกันควบคุมดูแลซู่ิ หลิงเซียว ฟู่เซิงฉางเจี้ยน อวี้หัว และเทียนกัง
หลินเฉินคือหนึ่งในประมุขนั้นเขาเป็ประมุขแห่งยอดเขาซู่ิ ในเวลาปกติไม่แม้แต่จะออกไปข้างนอก คลุกคลีหรือทำความรู้จักกับผู้คนเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในยอดเขา ศึกษาค้นคว้าวิชาของตนั้แ่เช้าจรดเย็นน้อยนักที่จะสนใจเื่ภายนอก
เขายังจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในพิธีรับศิษย์ได้ศิษย์น้องชี้ไปที่คนผู้หนึ่งแล้วเอ่ยถามว่าอีกฝ่ายคือใครเขาแทบจะหัวเราะจนทนไม่ไหว คนผู้นั้นคือศิษย์น้องเวินแท้ๆตอนนั้นศิษย์น้องเวินแค่เปลี่ยนทรงผมใหม่เท่านั้น เขาก็จำอีกฝ่ายไม่ได้แล้วภายหลังพอศิษย์น้องเวินรู้เื่นี้เข้า ก็จะมาท้าดวลตัวต่อตัวผลสุดท้ายผู้ที่เป็เ้าของเื่คนนั้นกลับพูดหน้าขรึม พลางทำตัวน่าเกรงขามว่า“ศิษย์น้องเวิน เ้าอาละวาดบ้าบออะไรกัน”
เื่ราวในตอนนั้นเล่าลือกันในสำนักไปหลายวันหลายคืนท้ายที่สุดก็เป็เวินอวี่ที่ลงดาบสั่งห้ามมิให้ใครพูดถึงเื่นี้อีกเสียงซุบซิบนินทาในเื่นี้ถึงได้เงียบลง
กลับมาเข้าเื่ ในพิธีรับศิษย์ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเขาจะเกลี้ยกล่อมหลินเฉินให้ตายอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่ยินยอมฉะนั้นจนถึงตอนนี้ หลินเฉินจึงไม่มีศิษย์ในสังกัดเลยสักคน
พอเมิ่งฉิวได้ยินว่าหลินเฉินจะรับศิษย์ทั้งยังเป็ศิษย์สายตรงเสียด้วย เขาเลยใขึ้นมาจริงๆ
ลูกศิษย์มีทั้งหมดสามประเภท แบ่งออกเป็ศิษย์นอกสำนักศิษย์ในสำนักและศิษย์สายตรง ในบรรดาศิษย์เหล่านี้ ศิษย์สายตรงสำคัญที่สุดศิษย์ประเภทนี้จะได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้และตำรับกลยุทธ์ทั้งหมดจากอาจารย์พูดอีกอย่างก็คือ อาจารย์ผู้นั้นเห็นว่าศิษย์สายตรงเป็ผู้สืบทอดของตนนั่นเอง
คิดไม่ถึงว่าถ้าอีกฝ่ายไม่รับลูกศิษย์เลยก็คือไม่รับแต่พอรับลูกศิษย์แล้ว กลับรับแบบจัดหนักเช่นนี้ แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยเขาติดใจสงสัยในตัวเด็กคนนั้นมากกว่า
ขณะกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆก็มีเด็กคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาที่ประตู เด็กคนนั้นดูดีมากใบหน้าผ่องนวลจิ้มลิ้มงดงาม ั์ตาดำขลับราวไข่มุก อีกทั้งเวลาที่ยิ้มยังมีลักยิ้มบางๆ ปรากฏตรงมุมปากที่แก้มด้านซ้ายราวกับสุราหอมหวานที่ปริ่มถ้วยแบบนั้น
เมื่อเห็นเมิ่งฉิวฝีเท้าของเด็กคนนั้นก็ชะงักลงอย่างเห็นได้ชัด สุดท้ายก็หยุดยืนอยู่ที่ประตูราวกับลังเลว่าจะก้าวเข้าไปดีหรือไม่
พอหลินเฉินเห็นฉือม่อก็กวาดตาไปบนเรือนร่างอีกฝ่ายรอบหนึ่งพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดูท่ายาขวดนั้นยังถือว่าช่วยได้อยู่บ้างเขามองออกว่าฉือม่อฟื้นฟูร่างกายจนดีขึ้นไม่น้อย
หลินเฉินกวักมือเรียกฉือม่ออีกฝ่ายก็เดินเข้าไปหาอย่างเชื่อฟังทันที จากนั้นหลินเฉินก็แนะนำให้เขารู้จัก“ผู้นี้คือท่านเ้าสำนัก”
ฉือม่อเอ่ยทักทายอย่างเชื่อฟัง“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านเ้าสำนัก”
เมิ่งฉิวก้มตัวไปบีบแก้มเขาแล้วยิ้มสดใส“เรียกข้าว่าอาจารย์อาก็พอ”
“ขอรับอาจารย์อา” ฉือม่อยิ้มหวานขณะเอ่ย
หลินเฉินผลักมือเขาออกแล้วปกป้องฉือม่อเอาไว้ข้างหลังตนเองเมิ่งฉิวส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองที จากนั้นก็เห็นอีกฝ่ายแบมือมาตรงหน้าตน
อะไรกัน
“ของขวัญรับศิษย์อย่างไรเล่า”อีกฝ่ายใช้สายตาในแบบที่มองคนโง่เง่าทอดมองเขา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ท่านคงไม่คิดจะเฉไฉหรอกใช่ไหม”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8