หลิวหนิงเทียนรวบรวมจิตกระบี่อย่างรวดเร็ว การต่อสู้ที่ตนเองเสียเปรียบทุกประตูเช่นนี้ต้องอาศัยสมาธิขั้นสูง เมื่อมีคู่ต่อสู้ถึงสามคนที่พร้อมกลุ้มรุมเข้าใส่ หนึ่งเป็นยอดฝีมือที่อาจเหนือล้ำกว่าตนเอง หนึ่งเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับเดียวกัน และอีกหนึ่งเป็นยอดฝีมือที่แม้จะอ่อนด้วยกว่าตนเองขั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจประมาทได้
กระบี่ภูติคร่ำครวญชงไฉ่เดินเข้ามาในระยะที่ได้ยินเสียงฝีเท้าแล้ว ทุกย่างก้าวของมันคล้ายกระแทกเข้าทำลายสมาธิของคู่ต่อสู้ มือของมันกุมด้ามดาบแนบแน่น พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ทายาทมารคล้ายวิญญาณที่ไร้ร่องรอย คล้ายมีคล้ายไม่มี ยอดวิชาอย่างเงามารอเวจีได้สำแดงเดชอีกครั้ง ในขณะที่หลิวจิ้นป้านยังคงจ่อจี้กระบี่ใส่กลางหลังผู้นำของตนเอง มันไม่หลงเหลือเค้าความยำเกรงที่มีต่อพี่ชายหรือเจ้าสำนักของตนเองอีก เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับศัตรูภายนอก จำเป็นที่จะต้องแสดงความอำมหิตออกมา เรื่องนี้ต้องไม่ให้คนในสำนักหรือฝั่งตนเองรู้เรื่องแม้แต่คนเดียว มิฉะนั้นแล้วแผนที่เตรียมเอาไว้ทั้งหมดล้วนพังทลาย
“ศิษย์น้อง ไฉนเจ้าถึงกลายเป็นผู้รับใช้ของพรรคมาร?”
“ข้าไม่ได้เป็นผู้รับใช้ นี่ก็แค่การแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ ทำการยื่นหมูยื่นแมวกันเท่านั้นเอง ความตายของท่านเป็นความต้องการของพวกเราทั้งสองฝ่าย เมื่อมีจุดประสงค์เดียวกัน ความร่วมมือที่เป็นไปไม่ได้ก็สามารถเป็นไปได้”
“ที่ผ่านมาข้าก็ดีต่อเจ้าไม่น้อย ไฉนถึงคิดร้ายต่อเราเช่นนี้”
“เหอ เหอ ท่านทำร้ายข้าสาหัสนัก ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องทนอยู่ใต้ร่มเงาของพี่ชายผู้เป็นอัจฉริยะ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำอย่างท่าน ชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญล้วนล้วนแล้วได้มาจากท่าน ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นของท่านเพียงคนเดียว โอ เงาอย่างข้ายังมีประโยชน์อันใด เงาที่ไม่มีใครสนใจจะลืมตาอ้าปากได้เยี่ยงไร ในเมื่อท่านยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งหมายเลขหนึ่ง ข้าก็จะยังเป็นแค่เงา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องตาย”
หลิวหนิงเทียนทำได้เพียงส่ายหัวและฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา ที่ผ่านมาเขาดูแลคนผู้นี้เป็นอย่างดีมาตลอด ทั้งสั่งสอนวรยุทธ์และฝึกฝนเคี่ยวกรำให้มันมีความก้าวหน้า แท้จริงแล้วเขาต้องการลงจากตำแหน่งเจ้าสำนักมาเนิ่นนานแล้ว แต่พฤติกรรมและอุดมการณ์ของหลิวจิ้นป้านผู้ที่จะขึ้นแทนตำแหน่งไม่มีคุณสมบัติของผู้นำ หากให้มันขึ้นเป็นใหญ่รังแต่จะทำให้สำนักตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวเมืองผิงเหยาไม่รู้จบสิ้น เขาจึงยังคงอยู่ในตำแหน่งไม่ยอมให้มันขึ้นมาแทนที่ ไม่น่าเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วน้องชายผู้นี้จะทำการทรยศต่อตนเอง
“รับมือ”
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่พูดพร้อมกับดีดตัวขึ้นขึ้นไปบนฟ้า กระบี่ในมือทิ่มแทงออกมาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นร่างแหกระบี่ที่ครอบคลุมใส่คู่ต่อสู้จากทุกแง่มุม เงากระบี่บานสะพรั่งเต็มท้องฟ้า สมฉายากระบี่ภูตอย่างแท้จริง ในการประลองครั้งก่อนมันแทบจะไม่มีโอกาสใช้ยอดวิชากระบี่ภูตคร่ำครวญของตนเองแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นครั้งนี้แค่เพียงเริ่มต้นก็ใช้ออกมาด้วยเพลงกระบี่บานสะพรั่งหนึ่งในสามเพลงกระบี่ภูตคร่ำครวญ ทั้งคนทั้งกระบี่ล้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
หลิวหนิงเทียนถูกปราณประบี่ของฝั่งตรงข้ามจนเสื้อผ้าและเส้นผมปลิวพลิ้วไปด้านหลัง เขายกกระบี่ขึ้นพร้อมกับทิ่มแทงออกไปหนึ่งกระบี่ เป็นกระบี่ที่บรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม คล้ายวางเดิมพันด้วยกระบวนท่าเดียวตัดสินผลแพ้ชนะ เมื่อกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เห็นดังนั้นก็รู้สึกยินดียิ่ง มันรีบเสือกส่งกระบี่เข้าปะทะกับปลายกระบี่ฝั่งตรงข้ามทันที มันมั่นใจว่าศัตรูจะใช้หลักเวิ้งว้างสลายพลังของตนเองจึงทำการหยุดรั้งลมปราณไว้ในตัวกระบี่ จากนั้นจะใช้จังหวะที่ศัตรูสลายหลักเวิ้งว้างทำการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว แต่เมื่อกระบี่สองเล่มปะทะกัน ลมปราณของฝ่ายตรงข้ามทะลักเข้าใส่ดุจน้ำป่าไหลหลาก มันรีบดันลมปราณของตนเองเข้าปะทะกับลมปราณของศัตรู แต่นั่นก็คล้ายกับว่ามันชักช้าไปเสี้ยวหนึ่ง พลังลมปราณของฝ่ายตรงข้ามกระแทกใส่พลังลมปราณของมันจนแตกกระจาย ทำลายเกราะป้องกันจนหมดสิ้น คนถูกกระแทกลอยละลิ่วปลิวไปไปไกลห้าหกวา โลหิตพุ่งออกจากปากเป็นฟูฝอย ตกลงบนพื้นหญ้าเสียงดังโครม แต่มันยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ รีบพยุงกายลุกขึ้นมาในท่านั่งขัดสมาธิ รวบรวมลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บในทันใด
หลิวหนิงเทียนสุดเสียดายที่ไม่สามารถจู่โจมซ้ำเติมสังหารชงไฉ่ได้ เนื่องจากความรู้สึกอันว่างเปล่าอึดอัดกำลังเข้าควบคุมตนเอง บรรยากาศรอบด้านกลายเป็นมืดครึ้ม นั่นหาใช่ความมืดมัวแท้จริงไม่ แต่เป็นเพราะเขาถูกวิชามารควบคุมจิตใจ ไม่สามารถมองเห็นศัตรูอีกคนที่ฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่เขาทุ่มเทสมาธิในการรับมือกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ เสียงย่ำเท้าปรากฏขึ้นรอบกายนับหมื่นนับแสนครั้ง คนทำได้เพียงรวบรวมสมาธิเพื่อให้หลุดพ้นจากยอดวิชามารอย่างเงามารอเวจี โดยที่หารู้ไม่ว่าทายาทมารที่สวมใส่หน้ากากเหล็กกำลังคืบคลานเข้ามาถึงด้านหลังของตนเองแล้ว มันกำลังรวบรวมลมปราณไปที่ฝ่ามือ ฝ่ามือที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีม่วง หากฝ่ามือนี้ฟาดใส่กลางหลังอย่างเต็มเหนี่ยว ทั้งร่างคงแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
ทายาทมารยกฝ่ามือขึ้นอย่างเชื่องช้า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจอมมารกำลังจะสำเร็จลุล่วง ขอเพียงฟาดฝ่ามือเมฆม่วงนี้ใส่ศัตรูหมายเลขหนึ่งของพรรคคราหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่จะลงมือก็ปรากฏพลังกลุ่มหนึ่งจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง มันรีบหันกลับไป ก็พบกับหมัดที่ปกคลุมไปด้วยเปลวไฟลุกโชน ความร้อนจากหมัดแทบทำให้ผืนหญ้าลุกไหม้เป็นเปลวเพลิง จึงฟาดฝ่ามือเมฆม่วงที่เกรงพลังไว้อย่างเต็มเปี่ยมเข้าปะทะทันที หนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือปะทะกัน เกิดแรงระเบิดของพลังจนเศษหินดินทรายปลิวว่อน ร่างของทายาทมารต้องลอยไปตามแรงหมัด ฝ่ายตรงข้ามเองก็ต้องลอยตัวกลับไปทางเดิม วิชาเงามารอเวจีถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง
หลิวหนิงเทียนฟื้นตื่นจากการถูกสะกด ไม่ได้เห็นว่าเงาร่างของทายาทมารลอยไปทางขวา ร่างของบุรุษที่มาช่วยเหลือลอยไปอีกทาง แต่ที่เห็นตำตากลับหนึ่งกระบี่ที่จู่โจมมาถึงเบื้องหน้าแล้ว เป็นกระบี่ของมือกระบี่ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เล็ก หลิวจิ้นป้านฉวยโอกาสที่เขาถูกสะกดด้วยวิชามารลงมือพร้อมกับทายาทมารเพื่อสังหารเขา มันทุ่มเทใช้เพลงกระบี่ที่แอบคิดค้นขึ้นมาเอง ทุ่มเทพลังลมปราณทั้งหมดใส่ในกระบี่นี้ ไม่มีทางที่หลิวหนิงเทียนจะหลบหลีกพ้น ในที่สุดกระบี่ก็ทิ่มแทงใส่หน้าอกของผู้เป็นพี่ชาย แทนที่มันจะมีสีหน้าดีใจที่การจู่โจมประสบผลสำเร็จ กลับมีสีหน้าแตกตื่นลนลานจนไม่เหลือสารรูปของยอดฝีมือหลงเหลืออยู่ เนื่องด้วยพลังจู่โจมทั้งหมดที่ทุ่มเทออกไป คล้ายตกลงสู่หลุมลึกอันเวิ้งว้าง ไม่สามารถทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามได้แม้แต่นิดเดียว จากนั้นก็รู้สึกถึงพลังลมปราณมหาศาลพุ่งย้อนกลับมา กระแทกใส่ลมปราณป้องกันตัวของมันจนพังทลายหมดสิ้น พลังเหล่านั้นแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรเส้นแล้วเส้นเล่า ทำการกระแทกทำลายชีพจรเหล่านั้นจนหมดสิ้น อวัยวะภายในล้วนถูกบีบอัดด้วยพลังลมปราณจนแหลกเละจากภายใน โลหิตไหลหลั่งออกจากรูทวารทั้งเจ็ด ปรากฏหมัดสองหมัดกระหน่ำต่อยใส่ลำตัวของมันต่อเนื่องสิบสองหมัด ร่างของหลิวจิ้นป้านปลิวลิ่วลอยขึ้นฟ้าแล้วตกลงมากระแทกใส่พื้นหญ้าโดยแรง คนสิ้นใจในทันที
หลิวหนิงเทียนยืนจ้องมองซากศพของน้องชายด้วยใบหน้าสุดแสนจะเจ็บปวด น้ำตาสองสายไหลลงมาอาบแก้มของยอดบุรุษผู้นี้ หลิวจิ้นป้านนับเป็นพี่น้องที่ตนเองสนิทสนมด้วยมากที่สุด มีแต่มันที่ออกท่องยุทธภพเพราะยึดถือตนเองเป็นแบบอย่าง คอยอยู่เคียงข้างในทุกวีรกรรมที่เขาได้กระทำ ทำหน้าที่เป็นรองเจ้าสำนักได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอมา แต่ท้ายที่สุดแล้วมันกลับต้องมาตายในสภาพเช่นนี้ ตายด้วยมือคู่นี้ นับเป็นเรื่องที่สร้างความเสียใจให้กับเขาสุดประมาณ
“เจ้าเรียกว่าจอมโจรสำราญชงเมิ่งไม่ใช่หรือ? ไฉนถึงได้โผล่มาที่นี่”
ทายาทมารพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน จ้องมองดูบุรุษที่โผล่หน้ามาช่วยเหลือหนิวหนิงเทียนให้รอดพ้นจากความตาย นามจอมโจรสำราญชงเมิ่งอยู่ในสายตาของพรรคมารตลอดมา จากการวิเคราะห์ของเหล่าผู้นำล้วนเห็นว่าคนผู้นี้ไม่เป็นอุปสรรคต่องานของพรรคมาร แต่คราครั้งนี้มันกลับโผล่มาทำลายผลงานอันใหญ่หลวงของตนเอง ต้องบังเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
“ใช่ เราเอง เจ้าคงประหลาดใจว่าเรามาได้ยังไงใช่หรือไม่”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเป็นพลังฝีมือของเจ้าที่เหนือความคาดหมายมากนัก หรือว่าที่ผ่านมาเจ้าเก็บงำพลังฝีมือเอาไว้”
“เปล่าเลย เพียงแต่เมื่อไม่นานมานี้เราได้รับประสบการณ์พิสดารมาบ้าง ช่วยให้เราทะลวงผ่านด่านของการฝึกยุทธ์แบบดั้งเดิม สู่การครอบครองพลังยุทธ์ไร้ขอบเขตของเหล่าเทพ”
“พลังยุทธ์ไร้ขอบเขตของเหล่าเทพ?”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งผงกศีรษะตอบรับคราหนึ่ง แล้วหันไปทางหลิวหนิงเทียนที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ที่ลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรว่า
“ท่านหลิว ต้องขออภัยที่เรามาช้าไป วายุเทพเซียวเหลิ่งฝากความคำนึงถึงท่าน เนื่องจากเขาต้องค้นหาปริศนาบางอย่าง จึงส่งเรามาเป็นลิ่วล้อให้กับท่าน หากต้องการให้เรากระทำอันใด โปรดเอ่ยปากสั่งการมาได้ทุกเมื่อ ชงเมิ่งคนนี้พร้อมบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่าน”
“ฮา ฮา สหายชงเมิ่งกล่าวหนักไปแล้ว แค่ท่านลงเรือลำเดียวกับเรา ก็ถือเป็นวาสนาของเราผู้เฒ่าแล้ว หลังจากขับไล่มารร้ายเหล่านี้กลับบ้านไป ขอเชื้อเชิญท่านเข้าไปดื่มสุราในเรือนรับรองของเรา สนทนาพาทีถึงเรื่องราวในยุทธภพ คงสนุกสนานน่าสนใจไม่น้อย”
“ทุกประการล้วนแล้วแต่ท่าน”
ทั้งสองคุยกับคล้ายไม่เห็นยอดฝีมือพรรคมารอย่างทายาทมารและกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่อยู่ในสายตา ทั้งให้พวกมันล้วนบังเกิดเพลิงอำมหิตในดวงตา แต่น่าแปลกใจที่พวกมันไม่ได้ลงมือต่อ กลับเดินถอยออกมาจากสมรภูมิอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานสองยอดฝีมือพรรคมารล้วนจากไปไกลลิบ และหายไปจากสายตาในที่สุด หลิวหนิงเทียนที่กล้ำกลืนฝืนทนมาอย่างยาวนาน ต้องอ้าปากกระอักโลหิตคำโตออกมา การปะทะอย่างต่อเนื่องกับยอดฝีมือสามคนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย โชคดีที่จอมโจรสำราญชงเมิ่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หาไม่แล้วคนคงตกตายภายใต้เงื้อมมือมารอย่างแน่นอน
จอมโจรสำราญชงเมิ่งพลิ้วร่างมาประคองหลิวหนิงเทียนเอาไว้ ใช้ฝ่ามือซ้ายทาบกับกลางหลังของเจ้าสำนักกระบี่อมตะ ถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าไปเพื่อให้เจ้าของร่างรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งสองอยู่ในท่ายืนอย่างเนิ่นนาน จนกระทั่งพระอาทิตย์ลอยลับขอบฟ้าไปแล้ว ยามที่รัตติกาลกำลังจะมาเยือน ทั้งสองจึงหยุดมือแล้วหันมามองหน้ากัน
“ชงไฉ่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่าเราเป็นสองเท่า น่าเสียดายที่เราไม่สามารถซ้ำเติมใส่มันหนึ่งกระบี่ เพียงแค่กระบี่เดียวก็สามารถปลิดชีพมันได้แล้ว”
“การที่ท่านรอดพ้นจากความตายนับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว โอ ทายาทมารมีวรยุทธ์ล้ำเลิศยากรับมือ ขนาดเราใช้ยอดวิชาที่เพิ่งคิดค้นมาได้ ยังไม่อาจทำร้ายมันได้”
“สมกับเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจอมมารอย่างแท้จริง วิชามารของมันเหนือกว่าทายาทมารในครั้นกระโน้นเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าท่านเองก็มีวรยุทธ์ที่เหนือกว่ากว่าแต่ก่อนมากมาย หรือว่าที่ผ่านมาได้ซุกงำฝีมือเอาไว้?”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งหัวร่อออกมา พร้อมกับแหงนหน้าเหม่อมองไปบนท้องฟ้า คล้ายกับกำลังระลึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เคยประสบพบเจอมา สุดท้ายจึงกล่าวว่า
“เรายังเรื่องมากมายที่ปรารถนาจะเล่าให้ท่านฟัง แต่ตอนนี้กลับต้องการสุรามาล้างคอเสียก่อน ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าถิ่น สมควรให้การดูแลต้อนรับเราสักครั้ง
หลิวหนิงเทียนผายมือไปยังค่ายใหญ่ของตนเองที่อยู่ห่างไกลออกไป จากนั้นก็เดินนำหน้าแขกคนสำคัญไป แม้ทั้งจะเคยพบพานกันไม่กี่ครั้งในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่าน แต่ด้วยพฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน ทำให้สองบุรุษต่างวัยคู่นี้คล้ายเป็นสหายสนิทมาเนิ่นนาน