วีรบุรุษอหังการ

    43 จอมโจรสำราญชงเมิ่ง


           

              หลิวหนิงเทียนรวบรวมจิตกระบี่อย่างรวดเร็ว การต่อสู้ที่ตนเองเสียเปรียบทุกประตูเช่นนี้ต้องอาศัยสมาธิขั้นสูง  เมื่อมีคู่ต่อสู้ถึงสามคนที่พร้อมกลุ้มรุมเข้าใส่  หนึ่งเป็นยอดฝีมือที่อาจเหนือล้ำกว่าตนเอง  หนึ่งเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับเดียวกัน และอีกหนึ่งเป็นยอดฝีมือที่แม้จะอ่อนด้วยกว่าตนเองขั้นหนึ่ง  แต่ก็ไม่อาจประมาทได้

     

              กระบี่ภูติคร่ำครวญชงไฉ่เดินเข้ามาในระยะที่ได้ยินเสียงฝีเท้าแล้ว  ทุกย่างก้าวของมันคล้ายกระแทกเข้าทำลายสมาธิของคู่ต่อสู้  มือของมันกุมด้ามดาบแนบแน่น  พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ  ในขณะที่ทายาทมารคล้ายวิญญาณที่ไร้ร่องรอย  คล้ายมีคล้ายไม่มี  ยอดวิชาอย่างเงามารอเวจีได้สำแดงเดชอีกครั้ง ในขณะที่หลิวจิ้นป้านยังคงจ่อจี้กระบี่ใส่กลางหลังผู้นำของตนเอง  มันไม่หลงเหลือเค้าความยำเกรงที่มีต่อพี่ชายหรือเจ้าสำนักของตนเองอีก  เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมกับศัตรูภายนอก  จำเป็นที่จะต้องแสดงความอำมหิตออกมา  เรื่องนี้ต้องไม่ให้คนในสำนักหรือฝั่งตนเองรู้เรื่องแม้แต่คนเดียว มิฉะนั้นแล้วแผนที่เตรียมเอาไว้ทั้งหมดล้วนพังทลาย

     

              “ศิษย์น้อง  ไฉนเจ้าถึงกลายเป็นผู้รับใช้ของพรรคมาร?”


              “ข้าไม่ได้เป็นผู้รับใช้  นี่ก็แค่การแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์  ทำการยื่นหมูยื่นแมวกันเท่านั้นเอง  ความตายของท่านเป็นความต้องการของพวกเราทั้งสองฝ่าย  เมื่อมีจุดประสงค์เดียวกัน  ความร่วมมือที่เป็นไปไม่ได้ก็สามารถเป็นไปได้”


              “ที่ผ่านมาข้าก็ดีต่อเจ้าไม่น้อย  ไฉนถึงคิดร้ายต่อเราเช่นนี้”


              “เหอ เหอ  ท่านทำร้ายข้าสาหัสนัก  ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องทนอยู่ใต้ร่มเงาของพี่ชายผู้เป็นอัจฉริยะ  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำอย่างท่าน  ชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญล้วนล้วนแล้วได้มาจากท่าน ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นของท่านเพียงคนเดียว  โอ เงาอย่างข้ายังมีประโยชน์อันใด เงาที่ไม่มีใครสนใจจะลืมตาอ้าปากได้เยี่ยงไร  ในเมื่อท่านยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งหมายเลขหนึ่ง  ข้าก็จะยังเป็นแค่เงา  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องตาย”


              หลิวหนิงเทียนทำได้เพียงส่ายหัวและฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา  ที่ผ่านมาเขาดูแลคนผู้นี้เป็นอย่างดีมาตลอด ทั้งสั่งสอนวรยุทธ์และฝึกฝนเคี่ยวกรำให้มันมีความก้าวหน้า แท้จริงแล้วเขาต้องการลงจากตำแหน่งเจ้าสำนักมาเนิ่นนานแล้ว แต่พฤติกรรมและอุดมการณ์ของหลิวจิ้นป้านผู้ที่จะขึ้นแทนตำแหน่งไม่มีคุณสมบัติของผู้นำ  หากให้มันขึ้นเป็นใหญ่รังแต่จะทำให้สำนักตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวเมืองผิงเหยาไม่รู้จบสิ้น เขาจึงยังคงอยู่ในตำแหน่งไม่ยอมให้มันขึ้นมาแทนที่  ไม่น่าเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วน้องชายผู้นี้จะทำการทรยศต่อตนเอง


              “รับมือ”


                    กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่พูดพร้อมกับดีดตัวขึ้นขึ้นไปบนฟ้า  กระบี่ในมือทิ่มแทงออกมาอย่างรวดเร็ว  กลายเป็นร่างแหกระบี่ที่ครอบคลุมใส่คู่ต่อสู้จากทุกแง่มุม  เงากระบี่บานสะพรั่งเต็มท้องฟ้า  สมฉายากระบี่ภูตอย่างแท้จริง  ในการประลองครั้งก่อนมันแทบจะไม่มีโอกาสใช้ยอดวิชากระบี่ภูตคร่ำครวญของตนเองแม้แต่ครั้งเดียว  ดังนั้นครั้งนี้แค่เพียงเริ่มต้นก็ใช้ออกมาด้วยเพลงกระบี่บานสะพรั่งหนึ่งในสามเพลงกระบี่ภูตคร่ำครวญ ทั้งคนทั้งกระบี่ล้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

     

              หลิวหนิงเทียนถูกปราณประบี่ของฝั่งตรงข้ามจนเสื้อผ้าและเส้นผมปลิวพลิ้วไปด้านหลัง  เขายกกระบี่ขึ้นพร้อมกับทิ่มแทงออกไปหนึ่งกระบี่  เป็นกระบี่ที่บรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม คล้ายวางเดิมพันด้วยกระบวนท่าเดียวตัดสินผลแพ้ชนะ เมื่อกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เห็นดังนั้นก็รู้สึกยินดียิ่ง  มันรีบเสือกส่งกระบี่เข้าปะทะกับปลายกระบี่ฝั่งตรงข้ามทันที มันมั่นใจว่าศัตรูจะใช้หลักเวิ้งว้างสลายพลังของตนเองจึงทำการหยุดรั้งลมปราณไว้ในตัวกระบี่ จากนั้นจะใช้จังหวะที่ศัตรูสลายหลักเวิ้งว้างทำการจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว  แต่เมื่อกระบี่สองเล่มปะทะกัน ลมปราณของฝ่ายตรงข้ามทะลักเข้าใส่ดุจน้ำป่าไหลหลาก มันรีบดันลมปราณของตนเองเข้าปะทะกับลมปราณของศัตรู  แต่นั่นก็คล้ายกับว่ามันชักช้าไปเสี้ยวหนึ่ง พลังลมปราณของฝ่ายตรงข้ามกระแทกใส่พลังลมปราณของมันจนแตกกระจาย  ทำลายเกราะป้องกันจนหมดสิ้น  คนถูกกระแทกลอยละลิ่วปลิวไปไปไกลห้าหกวา  โลหิตพุ่งออกจากปากเป็นฟูฝอย  ตกลงบนพื้นหญ้าเสียงดังโครม  แต่มันยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้  รีบพยุงกายลุกขึ้นมาในท่านั่งขัดสมาธิ  รวบรวมลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บในทันใด


              หลิวหนิงเทียนสุดเสียดายที่ไม่สามารถจู่โจมซ้ำเติมสังหารชงไฉ่ได้  เนื่องจากความรู้สึกอันว่างเปล่าอึดอัดกำลังเข้าควบคุมตนเอง  บรรยากาศรอบด้านกลายเป็นมืดครึ้ม  นั่นหาใช่ความมืดมัวแท้จริงไม่  แต่เป็นเพราะเขาถูกวิชามารควบคุมจิตใจ  ไม่สามารถมองเห็นศัตรูอีกคนที่ฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่เขาทุ่มเทสมาธิในการรับมือกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่  เสียงย่ำเท้าปรากฏขึ้นรอบกายนับหมื่นนับแสนครั้ง  คนทำได้เพียงรวบรวมสมาธิเพื่อให้หลุดพ้นจากยอดวิชามารอย่างเงามารอเวจี โดยที่หารู้ไม่ว่าทายาทมารที่สวมใส่หน้ากากเหล็กกำลังคืบคลานเข้ามาถึงด้านหลังของตนเองแล้ว  มันกำลังรวบรวมลมปราณไปที่ฝ่ามือ  ฝ่ามือที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีม่วง หากฝ่ามือนี้ฟาดใส่กลางหลังอย่างเต็มเหนี่ยว  ทั้งร่างคงแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

     

              ทายาทมารยกฝ่ามือขึ้นอย่างเชื่องช้า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจอมมารกำลังจะสำเร็จลุล่วง ขอเพียงฟาดฝ่ามือเมฆม่วงนี้ใส่ศัตรูหมายเลขหนึ่งของพรรคคราหนึ่ง  แต่ยังไม่ทันที่จะลงมือก็ปรากฏพลังกลุ่มหนึ่งจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง  มันรีบหันกลับไป  ก็พบกับหมัดที่ปกคลุมไปด้วยเปลวไฟลุกโชน  ความร้อนจากหมัดแทบทำให้ผืนหญ้าลุกไหม้เป็นเปลวเพลิง จึงฟาดฝ่ามือเมฆม่วงที่เกรงพลังไว้อย่างเต็มเปี่ยมเข้าปะทะทันที  หนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือปะทะกัน เกิดแรงระเบิดของพลังจนเศษหินดินทรายปลิวว่อน  ร่างของทายาทมารต้องลอยไปตามแรงหมัด  ฝ่ายตรงข้ามเองก็ต้องลอยตัวกลับไปทางเดิม  วิชาเงามารอเวจีถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง


              หลิวหนิงเทียนฟื้นตื่นจากการถูกสะกด  ไม่ได้เห็นว่าเงาร่างของทายาทมารลอยไปทางขวา  ร่างของบุรุษที่มาช่วยเหลือลอยไปอีกทาง แต่ที่เห็นตำตากลับหนึ่งกระบี่ที่จู่โจมมาถึงเบื้องหน้าแล้ว เป็นกระบี่ของมือกระบี่ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เล็ก หลิวจิ้นป้านฉวยโอกาสที่เขาถูกสะกดด้วยวิชามารลงมือพร้อมกับทายาทมารเพื่อสังหารเขา มันทุ่มเทใช้เพลงกระบี่ที่แอบคิดค้นขึ้นมาเอง  ทุ่มเทพลังลมปราณทั้งหมดใส่ในกระบี่นี้  ไม่มีทางที่หลิวหนิงเทียนจะหลบหลีกพ้น ในที่สุดกระบี่ก็ทิ่มแทงใส่หน้าอกของผู้เป็นพี่ชาย แทนที่มันจะมีสีหน้าดีใจที่การจู่โจมประสบผลสำเร็จ  กลับมีสีหน้าแตกตื่นลนลานจนไม่เหลือสารรูปของยอดฝีมือหลงเหลืออยู่  เนื่องด้วยพลังจู่โจมทั้งหมดที่ทุ่มเทออกไป  คล้ายตกลงสู่หลุมลึกอันเวิ้งว้าง ไม่สามารถทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามได้แม้แต่นิดเดียว  จากนั้นก็รู้สึกถึงพลังลมปราณมหาศาลพุ่งย้อนกลับมา  กระแทกใส่ลมปราณป้องกันตัวของมันจนพังทลายหมดสิ้น พลังเหล่านั้นแทรกซึมเข้าสู่ชีพจรเส้นแล้วเส้นเล่า  ทำการกระแทกทำลายชีพจรเหล่านั้นจนหมดสิ้น  อวัยวะภายในล้วนถูกบีบอัดด้วยพลังลมปราณจนแหลกเละจากภายใน  โลหิตไหลหลั่งออกจากรูทวารทั้งเจ็ด  ปรากฏหมัดสองหมัดกระหน่ำต่อยใส่ลำตัวของมันต่อเนื่องสิบสองหมัด ร่างของหลิวจิ้นป้านปลิวลิ่วลอยขึ้นฟ้าแล้วตกลงมากระแทกใส่พื้นหญ้าโดยแรง  คนสิ้นใจในทันที

     

              หลิวหนิงเทียนยืนจ้องมองซากศพของน้องชายด้วยใบหน้าสุดแสนจะเจ็บปวด น้ำตาสองสายไหลลงมาอาบแก้มของยอดบุรุษผู้นี้ หลิวจิ้นป้านนับเป็นพี่น้องที่ตนเองสนิทสนมด้วยมากที่สุด  มีแต่มันที่ออกท่องยุทธภพเพราะยึดถือตนเองเป็นแบบอย่าง คอยอยู่เคียงข้างในทุกวีรกรรมที่เขาได้กระทำ ทำหน้าที่เป็นรองเจ้าสำนักได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอมา  แต่ท้ายที่สุดแล้วมันกลับต้องมาตายในสภาพเช่นนี้  ตายด้วยมือคู่นี้  นับเป็นเรื่องที่สร้างความเสียใจให้กับเขาสุดประมาณ

     

              “เจ้าเรียกว่าจอมโจรสำราญชงเมิ่งไม่ใช่หรือ?  ไฉนถึงได้โผล่มาที่นี่”


              ทายาทมารพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน จ้องมองดูบุรุษที่โผล่หน้ามาช่วยเหลือหนิวหนิงเทียนให้รอดพ้นจากความตาย นามจอมโจรสำราญชงเมิ่งอยู่ในสายตาของพรรคมารตลอดมา  จากการวิเคราะห์ของเหล่าผู้นำล้วนเห็นว่าคนผู้นี้ไม่เป็นอุปสรรคต่องานของพรรคมาร แต่คราครั้งนี้มันกลับโผล่มาทำลายผลงานอันใหญ่หลวงของตนเอง  ต้องบังเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง


              “ใช่ เราเอง  เจ้าคงประหลาดใจว่าเรามาได้ยังไงใช่หรือไม่”


              “นั่นก็ส่วนหนึ่ง  แต่อีกส่วนหนึ่งกลับเป็นพลังฝีมือของเจ้าที่เหนือความคาดหมายมากนัก  หรือว่าที่ผ่านมาเจ้าเก็บงำพลังฝีมือเอาไว้”


              “เปล่าเลย เพียงแต่เมื่อไม่นานมานี้เราได้รับประสบการณ์พิสดารมาบ้าง ช่วยให้เราทะลวงผ่านด่านของการฝึกยุทธ์แบบดั้งเดิม  สู่การครอบครองพลังยุทธ์ไร้ขอบเขตของเหล่าเทพ”


              “พลังยุทธ์ไร้ขอบเขตของเหล่าเทพ?”


              จอมโจรสำราญชงเมิ่งผงกศีรษะตอบรับคราหนึ่ง แล้วหันไปทางหลิวหนิงเทียนที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ที่ลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง  กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรว่า


              “ท่านหลิว  ต้องขออภัยที่เรามาช้าไป  วายุเทพเซียวเหลิ่งฝากความคำนึงถึงท่าน  เนื่องจากเขาต้องค้นหาปริศนาบางอย่าง  จึงส่งเรามาเป็นลิ่วล้อให้กับท่าน  หากต้องการให้เรากระทำอันใด  โปรดเอ่ยปากสั่งการมาได้ทุกเมื่อ  ชงเมิ่งคนนี้พร้อมบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่าน”


              “ฮา ฮา สหายชงเมิ่งกล่าวหนักไปแล้ว  แค่ท่านลงเรือลำเดียวกับเรา  ก็ถือเป็นวาสนาของเราผู้เฒ่าแล้ว  หลังจากขับไล่มารร้ายเหล่านี้กลับบ้านไป ขอเชื้อเชิญท่านเข้าไปดื่มสุราในเรือนรับรองของเรา  สนทนาพาทีถึงเรื่องราวในยุทธภพ  คงสนุกสนานน่าสนใจไม่น้อย”


              “ทุกประการล้วนแล้วแต่ท่าน”


              ทั้งสองคุยกับคล้ายไม่เห็นยอดฝีมือพรรคมารอย่างทายาทมารและกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่อยู่ในสายตา ทั้งให้พวกมันล้วนบังเกิดเพลิงอำมหิตในดวงตา  แต่น่าแปลกใจที่พวกมันไม่ได้ลงมือต่อ  กลับเดินถอยออกมาจากสมรภูมิอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานสองยอดฝีมือพรรคมารล้วนจากไปไกลลิบ  และหายไปจากสายตาในที่สุด  หลิวหนิงเทียนที่กล้ำกลืนฝืนทนมาอย่างยาวนาน  ต้องอ้าปากกระอักโลหิตคำโตออกมา การปะทะอย่างต่อเนื่องกับยอดฝีมือสามคนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย โชคดีที่จอมโจรสำราญชงเมิ่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หาไม่แล้วคนคงตกตายภายใต้เงื้อมมือมารอย่างแน่นอน


              จอมโจรสำราญชงเมิ่งพลิ้วร่างมาประคองหลิวหนิงเทียนเอาไว้  ใช้ฝ่ามือซ้ายทาบกับกลางหลังของเจ้าสำนักกระบี่อมตะ ถ่ายทอดพลังลมปราณเข้าไปเพื่อให้เจ้าของร่างรักษาอาการบาดเจ็บ  ทั้งสองอยู่ในท่ายืนอย่างเนิ่นนาน  จนกระทั่งพระอาทิตย์ลอยลับขอบฟ้าไปแล้ว  ยามที่รัตติกาลกำลังจะมาเยือน  ทั้งสองจึงหยุดมือแล้วหันมามองหน้ากัน


              “ชงไฉ่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่าเราเป็นสองเท่า น่าเสียดายที่เราไม่สามารถซ้ำเติมใส่มันหนึ่งกระบี่  เพียงแค่กระบี่เดียวก็สามารถปลิดชีพมันได้แล้ว”


              “การที่ท่านรอดพ้นจากความตายนับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว  โอ ทายาทมารมีวรยุทธ์ล้ำเลิศยากรับมือ  ขนาดเราใช้ยอดวิชาที่เพิ่งคิดค้นมาได้  ยังไม่อาจทำร้ายมันได้”


                    “สมกับเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจอมมารอย่างแท้จริง  วิชามารของมันเหนือกว่าทายาทมารในครั้นกระโน้นเสียอีก  แต่ดูเหมือนว่าท่านเองก็มีวรยุทธ์ที่เหนือกว่ากว่าแต่ก่อนมากมาย  หรือว่าที่ผ่านมาได้ซุกงำฝีมือเอาไว้?”


              จอมโจรสำราญชงเมิ่งหัวร่อออกมา  พร้อมกับแหงนหน้าเหม่อมองไปบนท้องฟ้า  คล้ายกับกำลังระลึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เคยประสบพบเจอมา  สุดท้ายจึงกล่าวว่า


            “เรายังเรื่องมากมายที่ปรารถนาจะเล่าให้ท่านฟัง  แต่ตอนนี้กลับต้องการสุรามาล้างคอเสียก่อน  ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าถิ่น  สมควรให้การดูแลต้อนรับเราสักครั้ง


            หลิวหนิงเทียนผายมือไปยังค่ายใหญ่ของตนเองที่อยู่ห่างไกลออกไป  จากนั้นก็เดินนำหน้าแขกคนสำคัญไป  แม้ทั้งจะเคยพบพานกันไม่กี่ครั้งในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่าน  แต่ด้วยพฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน   ทำให้สองบุรุษต่างวัยคู่นี้คล้ายเป็นสหายสนิทมาเนิ่นนาน