ดึกสงัด... หลังจากแยกทางกับหลิวหรูเยียนและรอดพ้นจากสายตาของนางปีศาจซูเม่ยมาได้ เย่หวงลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมาถึงเขตเรือนพักของสำนักกระบี่เมฆา
บรรยากาศในสำนักเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายเมื่อวันก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่ทว่า... ณ ลานฝึกยุทธ์เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาหลังเรือนพัก กลับยังมีเงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์
ร่างบอบบางในชุดสีขาวพลิ้วไหวกำลังร่ายรำเพลงกระบี่อย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น แม้ท่วงท่าจะงดงามดุจเทพธิดา แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเจ็บปวด
"ศิษย์พี่หญิง..."
เย่หวงหยุดยืนดูอยู่ห่างๆ หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นภาพนั้น หลันซินที่เพิ่งฟื้นจากพิษร้าย ร่างกายยังไม่สมบูรณ์ดี แต่กลับออกมาฝึกกระบี่กลางดึก... และที่สำคัญ ในมือของนางไม่ใช่กระบี่ แต่เป็นเพียงกิ่งไม้แห้งๆ กิ่งหนึ่งเท่านั้น
"ฮึบ... ยะ!"
หลันซินกัดฟัน ออกแรงแทงกิ่งไม้ไปข้างหน้า แต่ด้วยร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้ ทำให้นางเสียหลักเซถลาเกือบจะล้มลง
"ระวัง!"
เย่หวงพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วสูง (AGI 100) คว้าเอวบางของนางไว้ได้ทันก่อนที่นางจะล้มกระแทกพื้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิจากกายสาวโชยมาแตะจมูก สัมผัสที่นุ่มนิ่มในอ้อมแขนทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย
"อะ... อาหวง?"
หลันซินเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่มาช่วยนางไว้ ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอหน่วยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"เจ้า... เจ้ากลับมาแล้วเหรอ? ข้าได้ยินว่าเจ้าออกไปข้างนอก... เจ้าบาดเจ็บตรงไหนไหม?"
นางรีบผละออกจากอ้อมแขนเขา แล้วจับแขนจับตัวเขาหมุนดูด้วยความร้อนรน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยจนลืมความเจ็บปวดของตัวเอง
เย่หวงยิ้มอ่อนโยน จับมือนางไว้เบาๆ เพื่อให้หยุดวุ่นวาย "ข้าไม่เป็นไรขอรับศิษย์พี่หญิง... ข้าแค่ไปเดินเล่นสูดอากาศมานิดหน่อย ท่านต่างหาก... เพิ่งหายป่วยแท้ๆ ทำไมถึงมาตากน้ำค้างฝึกวิชาแบบนี้?"
หลันซินชะงักไป นางก้มหน้าลงมองกิ่งไม้ในมือที่หักงอ แววตาหม่นหมองลงจนน่าใจหาย
"ข้า... ข้าแค่อยากจะลองดูว่า... ข้ายังรำกระบี่ได้เหมือนเดิมไหม..."
เสียงของนางสั่นเครือ น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนหลังมือของเย่หวง
"แต่มันไม่เหมือนเดิม... อาหวง... เจ้ารู้ไหม กระบี่เล่มนั้น... ท่านพ่อมอบให้ข้าตั้งแต่วันแรกที่รับข้าเข้ามา มันเป็นเหมือนเพื่อนตาย เป็นเหมือนแขนขาของข้า... แต่มันหักไปแล้ว... หักไปตอนที่ข้ารับฝ่ามือนั้น..."
นางกำกิ่งไม้แน่นจนสั่น
"คนในสำนักเอากระบี่เล่มใหม่มาให้ข้าเลือกมากมาย... แต่พอกำด้ามกระบี่พวกนั้น ข้ากลับรู้สึกว่างเปล่า... เหมือนวิญญาณกระบี่ของข้าได้ตายไปแล้ว ข้าจับกระบี่เล่มไหนก็ไม่มั่นใจเหมือนเดิม... จอมยุทธ์ที่สูญเสียกระบี่คู่ใจไป ก็เหมือนคนที่สูญเสียจิตวิญญาณ... ข้าคง... กลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว"
คำตัดพ้อที่พรั่งพรูออกมาจากความผูกพันอันลึกซึ้ง ทำให้เย่หวงเข้าใจทันที มันไม่ใช่เรื่องของการไม่มีอาวุธใช้ แต่เป็นเรื่องของ "ใจ" ที่แตกสลายไปพร้อมกับอาวุธคู่กาย
"ใครบอกว่าท่านกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้?"
เย่หวงเอ่ยเสียงนุ่มนวล
"กระบี่เล่มเก่าทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว... มันสละชีพเพื่อปกป้องเจ้าของที่มันรัก เพื่อให้ท่านมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้... ถ้าท่านมัวแต่เศร้าโศกและหมดอาลัยตายอยาก การเสียสละของมันก็จะสูญเปล่ามิใช่หรือ?"
"แต่ข้า..."
หลันซินเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาสิ้นหวัง
เย่หวงยิ้มบางๆ เขาปล่อยมือนาง แล้วทำท่าเหมือนเล่นกล วาดมือผ่านอากาศวูบหนึ่ง "การจากลาคือจุดเริ่มต้นของการพบเจอสิ่งใหม่... ลองดูนี่สิ"
วิ้ง! แสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด! ในมือของเย่หวง ปรากฏกระบี่เล่มงามที่งดงามวิจิตรตระการตา ตัวกระบี่เรียวยาวตีขึ้นจากโลหะผลึกวารีสีฟ้าใสราวกับน้ำแข็ง แผ่ไอเย็นสดชื่นและพลังปราณธาตุน้ำที่บริสุทธิ์ออกมา ด้ามจับสลักลวดลายเกลียวคลื่นประดับอัญมณีสีน้ำเงิน
นี่คือ [กระบี่ประกายวารี (ระดับ R)] รางวัลระดับ S จากภารกิจกอบกู้สำนัก!
หลันซินเบิกตากว้าง จ้องมองกระบี่ในมือเขาตาไม่กะพริบ นางสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลและความอ่อนโยนที่อัดแน่นอยู่ในนั้น มันช่างเข้ากับปราณธาตุน้ำของนางอย่างน่าประหลาด
"นี่มัน... ศาสตราวุธระดับวิญญาณ!? อาหวง... เจ้าไปเอามาจากไหน?"
"ข้าได้มาระหว่างการเดินทาง..."
เย่หวงตอบเลี่ยงๆ ยื่นกระบี่ส่งให้นาง
"รับไปเถอะครับ... ข้ารู้ว่ามันอาจจะแทนที่เล่มเก่าในใจท่านไม่ได้ทันที แต่กระบี่เล่มนี้มีจิตวิญญาณของวารีที่นุ่มนวลแต่แข็งแกร่ง... ข้าเชื่อว่ามันจะเข้ากับท่านได้ดี"
หลันซินยื่นมืออันสั่นเทาไปรับกระบี่ ทันทีที่มือนางสัมผัสกับด้ามกระบี่ ความเย็นสบายสายหนึ่งก็ไหลผ่านเข้าสู่ร่าง ทำให้นางรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับได้พบเพื่อนใหม่ที่เข้าใจกัน
"สวยงามเหลือเกิน..." นางพึมพำ
"ถือซะว่ากระบี่เล่มนี้เป็นตัวแทนของข้า..."
เย่หวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ในอนาคต... เส้นทางยุทธ์ของข้าอาจจะพาข้าไปเจอกับอันตรายมากมาย หรืออาจต้องเดินทางไกล... ข้าอาจจะไม่ได้อยู่ปกป้องท่านตลอดเวลา แต่กระบี่เล่มนี้จะอยู่กับท่านเสมอ"
เขาสบตานาง แววตาฉายแววมุ่งมั่นของลูกผู้ชายที่เติบโตขึ้น
"ใช้มันปกป้องตัวท่านเอง... และปกป้องสำนักที่เป็นบ้านของเรา... ส่วนเรื่องอันตรายข้างนอกนั่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
คำพูดที่เปลี่ยนไปจาก 'เด็กที่ต้องคอยดูแล' กลายเป็น 'บุรุษผู้ปกป้อง' ทำให้หัวใจของหลันซินเต้นแรง นางกอดกระบี่แนบอก น้ำตาแห่งความปิติไหลริน นางรู้ดีว่าน้องชายคนนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปไกลจนนางอาจจะตามไม่ทันแล้ว... แต่นางก็ภูมิใจ และยินดีที่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ดูแลบ้านหลังนี้ให้เขาได้กลับมาพักพิง
"ขอบใจนะ... อาหวง"
นางยิ้มทั้งน้ำตา
"ข้าสัญญา... ข้าจะดูแลกระบี่เล่มนี้ และดูแลบ้านของเราให้ดีที่สุด รอวันที่เจ้ากลับมาอย่างยิ่งใหญ่"
บรรยากาศซึ้งกินใจอบอวลไปทั่วลานหน้าผา ความสัมพันธ์ของทั้งสองก้าวข้ามจากศิษย์พี่ศิษย์น้อง กลายเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไอแห้งๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งโหยงรีบผละออกจากกัน ที่ทางเข้าลานฝึก... เย่เทียน (ท่านพ่อ) ยืนเอามือไพล่หลังมองดูอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มๆ (และแอบหมั่นไส้ลูกชายนิดหน่อย) ข้างๆ กันคือ พ่อบ้านชรา ที่ถือซองจดหมายสีทองใบใหญ่ไว้ในมือ
"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะนะ..."
เย่เทียนเดินเข้ามา แววตาเป็นประกายระยิบระยับ
"แต่ดูเหมือนเราจะมีเรื่องด่วนต้องคุยกัน... เทียบเชิญทองคำจากจวนเจ้าเมืองเพิ่งมาถึง!"
พ่อบ้านยื่นซองจดหมายสีทองที่มีตราประทับรูป "มังกรทะยาน" ให้เย่หวง
"ท่านเจ้าเมืองเชิญท่าน ไปร่วมงานเลี้ยงรับรอง 'ทูตพิเศษจากเมืองหลวง' ในวันพรุ่งนี้เช้า! และดูเหมือนว่า... จะเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักยุทธ์หลวงด้วยขอรับ!"
เย่หวงรับเทียบเชิญมาดู ตราประทับมังกรทองส่องประกายวาววับ...
(ความคิดในใจเย่หวง: 'ทูตจากเมืองหลวง? Event เปลี่ยนแมพ (Map Change) มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ! เอาล่ะ... ได้เวลาไปโชว์ตัวให้พวกชาวเมืองหลวงมันเห็นหน่อยแล้วว่า เด็กบ้านนอกอย่างข้ามีดีแค่ไหน!')