ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 171 อายอะไร?

            หลงเซี่ยวอวี่ค่อยๆเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาตกลงไปที่หลงเซี่ยวเจ๋อเล็กน้อยและเขาก็ส่งเสียงขู่ขึ้นจมูกว่า “หือ?” ออกมาหนึ่งคำ

            มันเป็นเพียงเสียงที่แผ่วเบาแต่ร่างกายของหลงเซี่ยวเจ๋อก็ยังคงสั่นสะท้าน และเขาก็ฟื้นคืนสติกลับมาจากความคิดของตนด้วยหัวใจที่สั่นไหวก่อนที่เขาจะถามอย่างระมัดระวังว่า “เกิด...เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?”

            เพิ่งถามเสร็จหลงเซี่ยวเจ๋อก็เข้าใจได้ขึ้นมาในทันทีว่า ‘หือ?’ของหลงเซี่ยวอวี่ที่เปล่งเสียงออกมานั้นเป็นอันตราย ไม่ว่ามันจะหมายถึงสิ่งใดเขาก็ไม่กล้าที่จะรอให้หลงเซี่ยวอวี่พูดมันออกมาอีกครั้งและยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความเชื่อฟังต่อหน้าหลงเซี่ยวอวี่

            ไม่ว่ามู่จื่อหลิงจะเขินอายเพียงใดนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น นางจึงหันไปมอง...

            หลงเซี่ยวอวี่วางนิ้วบนข้อมือของหลงเซี่ยวเจ๋อตรวจจับชีพจรของเขาอย่างตั้งใจ

            ในเวลาเดียวกันสายตาของหลงเซี่ยวอวี่ก็จับจ้องไปที่มู่จื่อหลิงในอ้อมแขนของตนอีกครั้ง

            การถูกคนเช่นนี้จ้องมองแม้ว่ามู่จื่อหลิงจะพยายามเพิกเฉย แต่นางก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทันใดนั้นนางนึกถึงเหตุการณ์ที่น่าอับอายขายหน้าเมื่อครู่นี้ขึ้นมาอีกครั้ง

            จากหางตาของมู่จื่อหลิงนางมองเห็นรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายของหลงเซี่ยวอวี่ซึ่งมันทำให้นางรู้สึกเสียหน้ามากยิ่งขึ้น

            ช่างน่าชิงชัง!

            มู่จื่อหลิงคร่ำครวญอย่างหดหู่ใจกำมือที่กำลังโอบรอบเอวบางของหลงเซี่ยวอวี่ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว หัวเล็กๆของนางยังคงถูกับแขนของหลงเซี่ยวอวี่ พยายามหาที่ที่นางสามารถฝังใบหน้าของตนได้

            ยามนี้ผู้หญิงตัวเล็กๆในอ้อมแขนของเขากำลังกอดเขาไว้แน่นเช่นนี้ ฉีอ๋องคิดในใจว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆ มู่มู่ของเขาช่างน่ารักในยามที่นางเขินอายและมันเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับเขา

            ช่วงเวลาที่หลงเซี่ยวอวี่วางมือบนมือของหลงเซี่ยวเจ๋อหลงเซี่ยวเจ๋อไม่คิดว่ามือของเขาจะถูกตัดออก ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกปลาบปลื้มเล็กน้อย

            เพราะวันนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่พี่สามของเขาอดทนและบอกเขาในเรื่องเดิมซ้ำๆ

            ครั้งที่สาม...ครั้งที่สามหมายความว่าอย่างไร?

            รู้ไหมพี่สามของเขาจะไม่มีวันอดทนกับเรื่องไร้สาระแม้แต่น้อยไม่ว่าจะต่อผู้ใดหรือสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            ดังนั้นตั้งแต่เด็กจนโตหากเกินครั้งที่สอง พี่สามของเขาจะไม่เคยกล่าวสิ่งใดกับเขาอีกเลยหากเกินครั้งที่สองเขาจะถูกพาไปที่อวี่กงเพื่อให้ไปทนทุกข์สักสองสามวันอย่างแน่นอนด้วยความทรงจำอันยาวนาน ในวันนี้หากเขาพูดเรื่องไร้สาระออกมาอีกเพียงคำเดียวเขาจะยังอยู่ต่อได้อย่างไร

            วันนี้มีฝนแดงตกแล้ว [1]!

            ไม่ใช่ มันไม่ใช่ฝนแดงมันคือ...

            หลงเซี่ยวเจ๋อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วแอบมองไปทางมู่จื่อหลิงซึ่งยังคงอยู่ในอ้อมแขนของหลงเซี่ยวอวี่และยังคงมองหารูเพื่อมุดลงไป

            เขาอยากรู้จริงๆว่าเมื่อครู่นี้มันเกิดสิ่งใดขึ้น พี่สะใภ้สามของเขาที่มีความกล้าจากการกินน้ำดีเสือเหตุใดในยามนี้จึงได้ทำตัวแปลกไป!

            มู่จื่อหลิงในยามนี้ดูไม่เหมือนคนที่มีความกล้าจากการกินน้ำดีเสือแต่นางกลับดูเหมือนกระต่ายตัวน้อยที่หวาดกลัวซึ่งพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาที่หลบภัย

            ไม่ว่านางจะเป็นเสือหรือกระต่ายตัวน้อยมู่จื่อหลิงก็เป็นพี่สะใภ้สามของเขา...และจะเป็นตลอดไป

            หลงเซี่ยวเจ๋อกัดฟันแน่นขจัดความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ

            บางสิ่งถูกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจของเขาและเป็นการดีที่จะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ควรถูกค้นพบ

            บางที เมื่อมันผ่านไปนานก็คงจะสามารถค่อยๆ ลืมมันไปได้

            ไม่ว่าจะเป็นการหลอกตัวเองหรือไม่ก็ตาม

            เมื่อมองไปที่หลงเซี่ยวอวี่ที่โอบกอดมู่จื่อหลิงราวกับสมบัติล้ำค่าต่อหน้าเขามุมปากสีแดงสดใสของหลงเซี่ยวเจ๋อก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยเผยให้เห็นรอยยิ้มราวกับหนุ่มน้อยผู้น่ารัก และมันเป็นรอยยิ้มที่มีความจริงใจ

            นอกจากนี้...เพราะเมื่อครู่มีฉากรักใคร่ของกระต่ายขี้กลัวตัวนี้กับพี่สามของเขาจึงอาจจะไม่สะดวกที่จะพูดคุยกับพี่สามของเขาในยามนี้ก็เป็นได้

            หลงเซี่ยวเจ๋อคิดอย่างชาญฉลาดทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าการมีพี่สะใภ้สามนั้นดีจริงๆและดูเหมือนว่าชีวิตของเขาจะดีขึ้นมากในภายภาคหน้า

            เมื่อรู้สึกว่าวันที่ยากลำบากใกล้จะจบลงแล้วหลงเซี่ยวเจ๋อจึงคิดฝันอย่างมีความสุข...ตั้งตารอวันที่สวยงามและสะดวกสบายในภายภาคหน้า

            หลงเซี่ยวเจ๋อผู้น่าสงสารกลับไม่รู้ว่าเป็นเขาที่คิดมากไปเอง

            เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังฝันกลางวันเหมือนกับที่ใครอีกคนฝันเมื่อครู่นี้ แต่มีเพียงการฝันกลางวันเท่านั้นที่ไม่ต่างกันแต่ฐานะที่ได้รับนั้นกลับแตกต่างกัน

            หลังจากนั้นไม่นานหลงเซี่ยวอวี่ก็หยุดตรวจชีพจรของหลงเซี่ยวเจ๋อ

            สายตาของหลงเซี่ยวอวี่จับจ้องไปที่ผู้หญิงตัวเล็กในอ้อมแขนของเขาอีกครั้งมู่มู่ของเขาทำให้เขาประหลาดใจได้เสมอ สิ่งที่เขาแก้ไม่ได้นางก็แก้มันให้โดยไม่ได้ตั้งใจ

            ดูเหมือนว่านางจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาที่ตนจากเหนือศีรษะมู่จื่อหลิงอยากจะร้องไห้โดยไร้น้ำตานางฝังหัวของตนไว้ในอ้อมแขนของหลงเซี่ยวอวี่อีกครั้งแนบแน่นจนแม้แต่อากาศก็ไม่อาจผ่านไปได้

            เมื่อคิดถึงการกระทำที่เสียหน้าซึ่งมันน่าอับอายจนลามไปถึงเรือนท่านยาย[2] ของนางเมื่อครู่นี้ในใจของมู่จื่อหลิงนั้นมีความรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่ง...ช่างไม่มีความละอายเลยจริงๆ

            จะมีคนสักกี่มากน้อยที่เห็นนางกระทำการอย่างกล้าหาญและลุ่มหลงในมารร้ายผู้มีรูปโฉมงดงามโดดเด่นกว่าใครผู้นี้มันช่างน่าอายเหลือเกิน

            ริมฝีปากของหลงเซี่ยวอวี่ยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัวอย่างอดไม่ได้ หญิงขี้อายผู้นี้ไม่กลัวว่าจะหายใจไม่ออกตายเลยหรือ?

            เขายื่นมือออกมาแล้วค่อยๆดึงหัวของมู่จื่อหลิงออกมาเบาๆ ราวกับกำลังจับสมบัติล้ำค่าก่อนที่มู่จื่อหลิงจะฝังใบหน้าของนางลงไปอีกครั้งเขาก็ห่อตัวของนางไว้เกือบทั้งตัวด้วยชุดคลุมขนาดใหญ่ของตน...

            เมื่อเห็นการกระทำของหลงเซี่ยวอวี่มู่จื่อหลิงซึ่งถูกชุดคลุมของเขาปกปิดใบหน้าไว้ก็ยิ่งเขินอายและหดหู่ใจมากขึ้นไปอีกเหตุใดนางถึงรู้สึกราวกับว่าที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง?

            หลงเซี่ยวอวี่ถอนมือออกความฝันอันแสนหวานของหลงเซี่ยวเจ๋อก็จางหายไปเช่นกัน

            เพียงแค่สัมผัสข้อมือหรือ? นี่คือจบแล้วหรือ? หลงเซี่ยวเจ๋อรู้สึกสับสน แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

            เขาจ้องไปที่หลงเซี่ยวอวี่อย่างว่างเปล่าถามอย่างโง่เขลา “พี่สาม ท่านจะไม่ตัดมือข้าใช่ไหม?”

            หลงเซี่ยวอวี่เหลือบมองหลงเซี่ยวเจ๋อด้วยสายตาราวกับมองคนโง่และคร้านเกินกว่าจะพูดเรื่องไร้สาระกับเขา จึงพูดอย่างเย็นชาว่า “ใช้วิธีเดิมไปนั่งควบคุมพลังปราณ ปลดปล่อยตันเถียนที่ถูกปิดกั้นให้สามารถไหลได้ตามปกติให้เวลาเจ้าครึ่งชั่วยาม”

            สิ่งที่เขาพูดนั้นค่อนข้างแปลกประหลาดและเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงหลงเซี่ยวเจ๋อจึงชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “อะไรนะ?”

            หลงเซี่ยวเจ๋อตกตะลึงไปครู่หนึ่งทันใดนั้นก็นึกถึงความทรมานที่เขาได้รับหลังจากกินยาแก้พิษที่มู่จื่อหลิงโยนเข้าไปในปากของเขาโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาได้มันเป็นความทรมานจากความหนาวเหน็บและความเร่าร้อน

            หลังจากที่มู่จื่อหลิงมอบกระบอกน้ำหอมกรุ่นให้เขาในขณะนั้นเขาก็รู้สึกแปลกๆ ในจุดตันเถียนของตน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยแต่ยามนี้หลงเซี่ยวอวี่พูดมันออกมาแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเชื่อ

            หลงเซี่ยวเจ๋อเบิกตากว้างมันเหลือเชื่อจริงๆ “พี่สาม ท่านหมายถึงข้า ข้า...”

            อย่างไรก็ตามหลงเซี่ยวอวี่ไม่ต้องการคุยกับเขาเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระนี่แม้แต่คำเดียวดังนั้นเขาจึงเหยียดขาเรียวยาวและเตะเขาออกไป

            หลงเซี่ยวเจ๋อถูกเตะจนเหมือนสุนัขกลืนอาจม[3] ไม่เพียงแต่ไม่มีท่าทางเศร้าโศกหรือไม่พอใจเท่านั้นแต่เขายังนั่งลงบนพื้นอย่างโง่เขลาและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อมีความสุขเพียงใดในยามนี้

            หลังจากคลอดออกมาหลงเซี่ยวเจ๋อสูญเสียมารดาของตนไปและมักถูกข่มเหงรังแกโดยนางสนมและองค์ชายคนอื่นๆ มีครั้งหนึ่งที่เขาเกือบเสียชีวิตจากการถูกทรมาน

            แม้ว่าเขาจะได้รับการช่วยเหลือในภายหลังแต่รากของอาการเจ็บป่วยยังคงมีอยู่ จึงถูกตราหน้าว่าอ่อนแอ

            แม้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะรักเขาอย่างสุดซึ้งแต่ฮ่องเต้ก็ไม่อาจปกป้องเขาได้ตลอดเวลา ต่อมาเนื่องจากมีจิ่นเฟยกับหลงเซี่ยวอวี่เขาจึงได้มีความรู้สึกถึงความอบอุ่นยามอยู่ภายในวังหลวง

            เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กหลงเซี่ยวอวี่เฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์มีไหวพริบ ในขณะเดียวกันก็เป็นคนหัวแข็งดื้อรั้นยโสโอหังอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่าเป็นผู้ทรงอำนาจที่ยากจะหาผู้ใดมาเทียบได้

            อย่างไรก็ตามไม่ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะดุร้ายและโหดเหี้ยมมากเพียงใดเขาก็มีความโดดเด่นที่สุดในบรรดาองค์ชายและได้รับความรักจากฮ่องเต้เหวินอิ้นและอดีตฮ่องเต้

            ดังนั้น หลงเซี่ยวอวี่จึงมีศัตรูมากมายมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็กแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ายั่วยุเขา

            เนื่องจากไม่มีผู้ใดที่เข้ายั่วยุเขาแล้วมีจุดจบที่ดีเลยและเนื่องด้วยการปกป้องของหลงเซี่ยวอวี่ หลงเซี่ยวเจ๋อจึงไม่ค่อยถูกองค์ชายคนอื่นๆรังแกอีก

            นอกจากนี้ยังเป็นเพราะการดูแลเอาใจใส่ของจิ่นเฟยร่างกายที่อ่อนแอของหลงเซี่ยวเจ๋อที่ได้รับการดูแลจึงค่อยๆ หายเป็นปกติและยามนี้เขาก็มีร่างกายที่แข็งแรงราวกับวัว [4] แล้ว

            แต่การมีร่างกายที่แข็งแรงนั้นยังไม่เพียงพอและการถูกรังแกน้อยลงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกรังแก หลงเซี่ยวเจ๋อจึงต้องการเรียนรู้วรยุทธ์แต่เขากลับสามารถเรียนรู้ได้เพียงหนึ่งถึงสองกระบวนท่าเท่านั้น

            ในตอนแรกหลงเซี่ยวเจ๋อยังมีความอดทนที่จะเรียนและฝึกฝนอย่างหนักต่อมาเขาก็หมดความอดทน จนกลายเป็นสามวันจับปลา สองวันตากแห [5] และต่อมาก็ฝึกเมื่ออยากฝึกเท่านั้น

            ต้องรู้ว่าสิ่งที่หลงเซี่ยวเจ๋อทนไม่ได้มากที่สุดก็คือการอดทนต่อความยากลำบากในท้ายที่สุดแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเชื่อว่าเขาเป็นคนไร้ค่าที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในด้านวรยุทธ์

            แต่แล้วก็มีบางอย่างเกิดขึ้นทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป

            จากเหตุการณ์หนึ่งทำให้ฐานะของหลงเซี่ยวอวี่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากผู้ทรงอำนาจที่ยากจะหาผู้ใดมาเทียบได้ กลับกลายเป็นคนที่เฉยเมยและเย็นชาให้ความรู้สึกที่สุขุมจริงจัง

            เนื่องจากเหตุการณ์นี้หลงเซี่ยวเจ๋อจึงเริ่มถูกรังแกบ่อยขึ้นอีกครั้งหลังจากนั้นหลงเซี่ยวอวี่ก็บังคับให้หลงเซี่ยวเจ๋อฝึกฝนวรยุทธ์แต่หลงเซี่ยวเจ๋อไม่แข็งแกร่งพอ การเรียนรู้ยังคงทำได้เพียงฝึกฝนวิชาเล็กๆ น้อยๆอย่างหมัดเท้าปักบุปผา [6] เท่านั้น

            ในความเป็นจริงหลงเซี่ยวเจ๋อรู้จักวิชาแมวสามขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเขาขี้เกียจ แต่เพียงเพราะมีกระแสลมในจุดตันเถียนที่ขัดขวางไม่ให้เขาฝึกวรยุทธ์ต่างหาก

            เนื่องจากการขัดขวางของกระแสลมนั้นเขาจึงไม่สามารถเรียนรู้ทักษะภายในใดๆ ได้ดังนั้นไม่ว่าเขาจะศึกษาและฝึกฝนหนักเพียงใดเขาก็เรียนรู้ได้เพียงหมัดเท้าปักบุปผาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

            นั่นเป็นเหตุผลที่เขามักจะถูก ‘รังแก’ โดยคนรอบข้างหลงเซี่ยวอวี่ที่มีวรยุทธ์อยู่เสมอ ตัวอย่างเช่นกุ่ยหยิ่งที่มักรับผิดชอบในการพาเขาไปลงโทษ

            เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตมันก็ช่างน่าเหลือทน เรียกได้ว่าช่างขมขื่น!

            หลงเซี่ยวเจ๋อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเงียบๆทั้งยังมีน้ำตาเศร้าในดวงตาของเขา

            ในที่สุดเขาก็สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้แล้วในภายภาคหน้าเขาจะทนทุกข์น้อยลงและสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานได้

            หลงเซี่ยวเจ๋อคิดว่าหากปราศจากอาหารของฮองเฮา หากมู่จื่อหลิงไม่ได้แอบป้อนยาให้เขาอย่างลับๆและบังเอิญทำให้ปลดกระแสลมที่อยู่ภายในร่างกายของเขาจนมันทลายลงได้เขาคงจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

            พี่สะใภ้สามเป็นดาวนำโชคของเขาจริงๆหลงเซี่ยวเจ๋อแอบชำเลืองมองเข้าไปในอ้อมแขนของหลงเซี่ยวอวี่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามเขาถูกหลงเซี่ยวอวี่มองกลับมาด้วยประกายแสงเย็นชา

            “ยังไม่ไปอีก?” เสียงของหลงเซี่ยวอวี่แผ่วเบาแต่มันกลับแฝงไปด้วยอารมณ์ที่น่าเกรงขามและทรงพลัง

            ดังนั้นหลงเซี่ยวเจ๋อจึงตัวสั่นสะท้านเช็ดน้ำตาที่มาจากความขมขื่นออกจากดวงตาของตน ค่อยๆ ลุกขึ้นและไปนั่งฝึกฝนในรถม้าที่นั่งมากับมู่จื่อหลิงในตอนแรก

            แม้ว่ามู่จื่อหลิงจะฝังใบหน้าของนางไว้ในอ้อมแขนของหลงเซี่ยวอวี่แต่นางก็ยังเปิดหูตั้งใจฟัง แต่สิ่งที่ฟังนั้นกลับมีเพียงกลุ่มเมฆและหมอก [7]

            สองคนนี้คุยอะไรกัน?

            นางรู้สึกว่าหลงเซี่ยวเจ๋อเพิ่งถูกเตะแต่แทนที่จะกรีดร้อง เจ้าเด็กโง่นั่นกลับยังหัวเราะอย่างโง่เขลา มันเกิดอะไรขึ้น?

            มู่จื่อหลิงแอบแหวกชุดคลุมที่คลุมใบหน้าของตนออกจนเกิดเป็นช่องว่างแต่กลับพบเพียงหลงเซี่ยวอวี่ที่กำลังจ้องมองนางอยู่

            มุมปากของหลงเซี่ยวอวี่มีรอยยิ้มที่น่าสยดสยองซึ่งไม่สามารถเพิกเฉยได้ฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นของเขาสัมผัสใบหน้าที่แดงระเรื่อของนาง ยิ่งดูยิ่งชอบเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือมาจับเบาๆ “มู่มู่เด็กโง่จะเขินอายอะไรถึงเพียงนี้?”

            เมื่อมองดูใบหน้าที่หล่อเหลาราวปีศาจที่มีความชั่วร้ายที่สามารถสะกดทุกสรรพสิ่งได้หัวใจของมู่จื่อหลิงก็กดดันจนหายใจไม่สะดวก

            ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่ามันกวนประสาทจนอยาก นางอยากต่อยมันจริงๆ

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ฝนแดงตกแล้ว (下红雨了) เป็นวลี มีความหมายว่ามีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่คาดฝันเกิดขึ้น

            [2] อับอายจนลามไปถึงเรือนท่านยาย(丢到姥姥家) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าเรื่องที่น่าอายเป็นอย่างมาก แปลตรงตัวว่าอับอายจนลามไปถึงบ้านคุณยายซึ่งมาจากการที่ในสมัยโบราณหากสามีภรรยาทะเลาะเบาะแว้งกัน ลูกสะใภ้จะหนีกลับบ้านเดิมและหากฝ่ายหญิงบอกความคับแค้นใจใดๆ ออกไป ทางบ้านเดิมอาจทำให้เรื่องอื้อฉาวใหญ่โต

            [3] สุนัขกลืนอาจม (狗吃屎) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าหกคะเมนหรือล้มหัวคะมำ ส่วนมากใช้ในความหมายลักษณะเหยียดหยาม

            [4] แข็งแรงราวกับวัว (健壮如牛) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า แข็งแกร่งและสง่างามหรือแข็งแรงและกระฉับกระเฉง

            [5] สามวันจับปลา สองวันตากแห (三天打鱼,两天晒网) เป็นสำนวน มีความหมายว่าขาดความเพียรในการศึกษาและการทำงาน ทั้งยังมักถูกขัดจังหวะทำให้ไม่สามารถทำได้นานหรือทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไม่จริงจัง

            [6] หมัดเท้าปักบุปผา (花拳绣腿) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าเพลงมวยที่มีกระบวนท่างดงามแต่ใช้การจริงไม่ได้

            [7] กลุ่มเมฆและหมอก (云里雾里) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่า งง ไม่เข้าใจ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498