เฮือก!!
รินรดาในวัยยี่สิบเก้าปีสะดุ้งตื่นจากความฝันด้วยอาการเหนื่อยหอบ และมีน้ำตาไหลนองหน้าไปตามข้างแก้มทั้งสองข้างจนเปียกไปถึงปลอกหมอน
“ฮึก” เธอลุกขึ้นนั่งชันเข่าทั้งสองข้างแล้วใช้เรียวแขนโอบกอดมันเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะค่อย ๆ ซบหน้าลงไป ปล่อยให้หยาดน้ำตามากมายเปียกชื้นที่หัวเข่าทั้งสอง ในขณะที่คนข้างกายก็รีบหยัดตัวลุกขึ้นมานั่งตาม
กรณ์เอื้อมมือออกไปเปิดสวิตช์โคมไฟข้างเตียงนอนให้พอมีแสงสว่างรำไร ก่อนจะใช้ฝ่ามืออันอบอุ่นลูบปลอบไปตามแผ่นหลังเล็กที่ยังสั่นเทาอย่างช้า ๆ เพราะเขาเข้าใจความรู้สึกของคนเป็ภรรยาดี
“ไม่เป็อะไรแล้วนะริน มันก็แค่ความฝัน”
“ฮะ ฮึก แต่มันเหมือนความจริงมากเลยนะกรณ์” รินรดาเงยหน้าไปตอบทั้งน้ำตาที่ยังไหลรินไม่ขาดสาย
“ริน เื่มันผ่านมาเป็สิบปีแล้วนะ รินอย่าคิดมากเลย เชื่อกรณ์เถอะ” กรณ์ปลอบใจภรรยาสาวอีกครั้ง ในขณะที่รินรดาก็ยังร้องไห้อยู่เช่นเดิม กรณ์จึงรั้งร่างที่สั่นคลอนเพราะแรงสะอื้นเข้ามากอดแน่น
เขารู้ว่าเธอยังเสียใจกับการจากไปของทินภัทรมาก และรู้ว่าภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังตามหลอกหลอนเธอแทบทุกวัน ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีรินรดาก็มักจะฝันถึงมันซ้ำ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน ก่อนที่ตอนจบเธอจะสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งร้องไห้แบบนี้ จนเขาชินชากับมันไปแล้ว
“รินพยายามแล้วกรณ์ พะ พยายามไม่นึกถึง พยายามจะไม่โทษตัวเองแล้ว แต่ว่ามัน ฮึก” พูดไปเธอก็ร้องไห้ไปแต่ก็ไม่สามารถเก็บก้อนสะอื้นไว้ได้ เพราะในใจเธอยังคงรู้สึกผิดกับการจากไปของทินภัทรมาจนถึงทุกวันนี้
ถ้าตอนที่คบกันเธอใส่ใจเขามากกว่านั้น รู้จักถามไถ่เื่ราวส่วนตัวของเขาสักหน่อย หรือวันที่พบศพของเขาเธอตื่นแต่เช้าไปหาเขาเร็วขึ้นอีกสักนิด บางทีเธอก็อาจจะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้
“รินไม่ผิดหรอก”
“รินคิดแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ รินเป็คนที่อยู่ใกล้ชิดกับไทยที่สุด รินคุยกับไทยทุกวัน แล้วทำไม ทำไมรินถึงไม่รู้ว่าไทยมีอาการซึมเศร้าจนคิดที่จะ ที่จะ ฮืออ” รินรดาไม่สามารถพูดคำนั้นออกมาได้ เพราะเพียงแค่คิดหัวใจเธอก็ร้าวระบมอย่างแสนสาหัสแล้ว
“ไม่เป็ไรนะริน เื่แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก” กรณ์ยังคงทำหน้าที่สามีที่ดี เขาปลอบใจรินรดาเสมอโดยไม่มีท่าทีน้อยใจที่เธอยังลืมคนรักเก่าไม่ได้ หรือเบื่อกับความเศร้าโศกเสียใจของเธอเลยสักนิด
กรณ์บรรจงเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของคนรักช้า ๆ ก่อนจะดึงรั้งเธอเข้ามากอดแนบอกอีกครั้งด้วยความรักพร้อมทั้งใช้ฝ่ามือลูบไปบนเส้นผมสีเข้มอย่างปลอบขวัญ
“ถ้าไทยพูดได้ มันคงบอกให้รินเลิกโทษตัวเองได้แล้ว การตายของมันไม่ได้มีสาเหตุมาจากรินเลยสักนิด แล้วอีกอย่างนะ กรณ์เชื่อว่าไทยก็อยากให้รินใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มันคงไม่อยากให้คนที่มันรักต้องนอนร้องไห้แบบนี้บ่อย ๆ หรอกนะริน เชื่อกรณ์นะ”
“อื้ม รินจะพยายามไม่คิดมากนะกรณ์”
กรณ์พยักหน้าตอบรับคำพูดของรินรดาแล้วลูบศีรษะเธออีกครั้งด้วยความทะนุถนอม ก่อนจะประคองเรือนร่างบอบบางให้นอนลงข้างกายเหมือนเดิม
“ไม่ร้องนะครับคนเก่งของกรณ์ ไว้เราค่อยหาเวลาว่างไปเยี่ยมไทยกันนะ”
“ขอบคุณนะกรณ์ ขอบคุณจริง ๆ” รินรดายิ้มบาง ๆ ให้สามีอย่างซึ้งใจแล้วเอื้อมมือไปกอดเขาเช่นกัน
“ฝันดีนะครับริน”
“ฝันดีค่ะ”
กรณ์ประทับจูบลงไปบนหน้าผากมนอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนที่ทั้งเขาและเธอจะกลับสู่ห้วงนิทรากันอีกครั้ง
ถัดมาไม่กี่วันกรณ์ก็ได้ทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับรินรดา นั่นคือการพาเธอกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งเพื่อทำในสิ่งที่ทั้งเธอและเขามักจะทำเป็ประจำทุกปี นั่นก็คือการมาเยี่ยมหลุมศพในวันครบรอบวันเกิดและวันตายของทินภัทร
เมื่อมาถึงบ้านเกิดของรินรดา เธอก็พาสามีแวะไปเยี่ยมครอบครัวเสียก่อน ครอบครัวของเธอค่อนข้างสนิทสนมกับกรณ์อยู่แล้ว เนื่องจากเธอกับเขาเรียนโรงเรียนเดียวกันมาั้แ่มัธยมและยังสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันอีกด้วย แม้สมัยก่อนเธอจะสนิทกับทินภัทรมากกว่า แต่หลังจากที่ทินภัทรเสียชีวิตตอนเรียนมหาวิทยาลัย กรณ์ก็เข้ามาปลอบและดูแลเธอจนสภาพจิตใจเข้มแข็งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกรณ์จึงพัฒนาจนกลายมาเป็สามีภรรยากันหลังเรียนจบ แม้ลึก ๆ เธอจะรู้อยู่แก่ใจดีว่ายังไม่สามารถลืมคนรักเก่าไปได้ แต่กรณ์ก็เป็คนดีและสามารถทำให้เธอมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับเขา นั่นจึงเป็เหตุผลให้เธอตอบรับคำขอแต่งงานของเขาโดยไม่ลังเล
“พ่อ แม่ สวัสดีค่ะ”
“ไหว้พระเถอะลูก แล้ววันนี้เป็ไงมาไงได้ล่ะ ถึงได้หอบข้าวหอบของมาให้พ่อกับแม่ซะเยอะขนาดนี้” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับรับของที่ลูกสาวกับลูกเขยหิ้วมาฝาก
“นั่นสิลูก มีอะไรหรือเปล่า แม่จำได้ว่าหนูกับกรณ์เพิ่งจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อกับแม่เมื่อเดือนที่แล้วนี้เองนี่”
“อ๋อ คือว่าหนู...”
“ผมกับรินกลับมาเยี่ยมไทยน่ะครับ” กรณ์ที่เห็นภรรยาสาวมีสีหน้าอึดอัดยามที่ต้องพูดถึงอดีตคนรักจึงเป็ฝ่ายตอบแทน
บิดาของรินรดาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะยิ้มเศร้า ๆ เพราะตอนเป็เด็กทินภัทรเคยมาเล่นกับรินรดาที่บ้านหลังนี้บ่อย ๆ
“จะว่าไปนี่ก็สิบปีแล้วเนอะที่ไทยไม่อยู่ ถ้าอยู่ป่านนี้ละก็...”
“คงจะโตเป็หนุ่มหล่อเหมือนกรณ์นี่แหละ” แม่ของรินรดายิ้มเศร้าตอบเมื่อนึกถึงการจากไปอันฉุกละหุกของทินภัทร
พอได้ยินแบบนั้นรินรดาก็ยิ่งเสียใจมากขึ้นกว่าเดิม เธอนั่งกำมือแน่นและหลุบสายตามองตักตัวเองแทบจะตลอดเวลาที่คนทั้งสามสนทนากันต่อ
กรณ์แอบสังเกตดูอาการของภรรยาเป็ระยะก็เห็นว่าเธอยังไม่เงยหน้า จนกระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นแ่เบาลอดออกมา
“ฮะ ฮึก”
“ผมขอตัวพารินไปทำธุระต่อก่อนนะครับ”
“ขับรถดี ๆ นะลูก”
“ครับผม ลาล่ะครับคุณพ่อ คุณแม่” กรณ์ยกมือลาผู้ใหญ่ทั้งสองแล้วรีบจูงมือภรรยาเดินออกจากบ้านทันที เขาขับรถพารินรดามายังสถานที่ที่เธออยากมา ซึ่งก็คือสุสานที่ฝั่งร่างไร้ิญญาของทินภัทร
รินรดาเดินถือช่อดอกทานตะวันแนบอกมาเรื่อย ๆ ในขณะที่กรณ์เดินตามหลังมา เธอเดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง ทั้งที่ภายในใจยังรู้สึกผิดและบอบช้ำต่อการจากไปของทินภัทรอย่างหนักหน่วง ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้วก็ตาม ทว่าสำหรับเธอแล้ว การจากไปของเขาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
“ฮึก ไทย รินมาเยี่ยมไทยแล้วนะ รินซื้อ ฮึก ดอกทานตะวันมาฝากไทยด้วย สวยไหม” รินรดาเอ่ยออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอย่างไม่ขาดสาย แม้จะรู้ว่าพูดออกไปแล้วเ้าของชื่อบนป้ายหลุมศพไม่มีวันได้ยิน แต่เธอก็ยังอยากคุยกับเขาอยู่ดี เพราะนี่คือสิ่งที่เธอไม่ทันได้พูดตอนที่เขายังมีชีวิต
“นี่ก็สิบปีแล้วนะที่ไทยไม่อยู่ ฮะ ฮึก ทำไมรินยัง อึก! รินยังร้องไห้อยู่เลยล่ะ” ยิ่งพูดรินรดาก็ยิ่งร้องไห้ออกมา เธอมีเื่อยากจะบอกกับเขามากมาย
กรณ์ไม่อยากอยู่รบกวนเวลาส่วนตัวของภรรยาสาวจึงค่อย ๆ เดินออกมาช้า ๆ แล้วไปรออยู่ในรถ
เมื่อเห็นว่าร่างสูงของสามีไม่อยู่แล้ว รินรดาก็ไม่คิดจะเก็บกักคำพูดอีกต่อไป เธอย่อตัวลงนั่งเพื่อวางช่อดอกทานตะวันที่หน้าหลุมศพ ก่อนวางฝ่ามือบอบบางลูบคลำไปยังแผ่นป้ายที่ทำจากหินอ่อน ซึ่งมีชื่อ นามสกุล รวมถึงวันเดือนปีเกิด และปีที่เสียชีวิตของทินภัทรสลักอยู่ เธอลูบมันช้า ๆ พลางทอดสายตาอ่านชื่อของเขาด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ
“ฮืออ ไทย รินรักไทยนะ” รินรดาเอ่ยคำที่ทั้งชีวิตนี้มีให้ได้แค่ทินภัทรเพียงคนเดียว
หวืดด
พลันสิ้นเสียงบอกรัก บรรดาสายลมมากมายก็พัดเข้ามาหารินรดาทันที ราวกับคำพูดของเธอเมื่อกี้ได้ส่งไปหาเ้าของชื่อเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งอีกฝ่ายได้บอกรักกลับมาด้วย