สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 196 ก่อนออกสู้

        อันเจิงไม่ได้จากไปไหนไกลตอนนี้พวกเขายังอยู่ในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เพียงแค่ซ่อนตัวในตราประทับท้าทายสวรรค์เท่านั้นเอง ฉะนั้นนอกจากยอดฝีมือแล้วคนทั่วไปก็ยากที่จะรู้การคงอยู่ของพวกเขา

 

        ส่วนด้านนอกสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ มียอดฝีมือปรากฏตัวออกมาจำนวนมากและสืบเรื่องของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างเปิดเผยและอย่างลับ ๆแต่ทุกคนก็ไม่พบเบาะแสอะไรทั้งนั้น

 

        ขณะที่ไทเฮาออกคำสั่งให้จับคนในหน่วยทหารไม่มีใครสนใจสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ไม่มีใครสนใจเด็กหนุ่มที่ชื่ออันเจิงถึงแม้ว่าอันเจิงจะมีชื่อเสียงมาก แต่สำหรับคนที่อยู่เบื้องสูงอันเจิงกลับไม่อยู่ในสายตาพวกเขาเลยสักนิดเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่ออำนาจของบ้านเมืองเช่นนี้ไม่มีใครคิดว่าอันเจิงจะเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

        ถึงแม้อันเจิงจะมีชื่อเสียงโด่งดังแต่ทว่าเขาก็เป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งในสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นแน่นอนว่าบุคคลสำคัญในแคว้นเยี่ยนต้องจับสังเกตคนที่มีอำนาจเหมือนกัน และคนที่สามารถทำให้ตำหนักจิงเซี่ยวเห็นความสำคัญได้ก็เห็นจะมีเพียงเฉินไจ่เหยียน หวังไคไท่ ฟางเต้าจือและคนในระดับเดียวกันเท่านั้น

 

        เพราะแม่ทัพฟางจือจี่ยังนำทัพอยู่ทางชายแดนฉะนั้นต่อให้ไทเฮาจะทรงมีอำนาจมากแค่ไหนก็ไม่ทรงกล้าทำอะไรแม่ทัพฟางจือจี่ใครก็รู้ว่าแม่ทัพท่านนั้นมีนิสัยที่ยากจะต่อกรด้วย ในตอนนั้นเพียงแค่รองแม่ทัพถูกฆ่าในโลกมายา เขาก็นำกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กกว่าสามพันหกร้อยคนพุ่งไปอย่างบ้าคลั่งแล้วฆ่าทหารโยวนับไม่ถ้วน

 

        เพราะแบบนี้ กลุ่มลัทธิเทพแห่งแคว้นโยวจึงสูญเสียเป็นอย่างมากหลายร้อยปีมานี้ นี่เป็นความอัปยศที่เกิดขึ้นครั้งแรก

 

        หากซูไทเฮาทรงกล้าลงมือกับแม่ทัพฟางจือจี่เขาต้องกล้านำกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กกลับมาจากแถบชายแดนอย่างแน่นอน ฉะนั้นต่อให้ไทเฮาจะทรงมีอำนาจมากแค่ไหนก็ตามแต่ทว่าก็ไม่ทรงกล้าประจันหน้ากับความโมโหของแม่ทัพฟางจือจี่

 

        ฉะนั้นจนถึงตอนนี้ ฟางจือจี่เป็นเพียงคนเดียวที่รอดพ้นจากเรื่องนี้ส่วนแม่ทัพหวังไคไท่ก็ใช้การหายตัวของตัวเอง มาช่วยเพิ่มเวลาให้กับอันเจิงและจนถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการหายตัวไปของหม่าจื่อเวยเป็นการบงการของหวังไคไท่

 

        อันเจิงกำลังดื่มชาอย่างสงบ

 

        เขารู้ดีว่าต้องมีคนเข้ามาค้นภายในสำนักแน่แต่ทว่าเขาไม่ได้สนใจ เพราะคนที่เข้ามาสืบค้นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามให้ความสำคัญกับเขามากเพียงใด สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะทางตำหนักจิงเซี่ยวไม่ได้เห็นเขาเป็นคู่ต่อสู้เลยสักนิดจึงไม่ได้ส่งคนที่ถือว่าเป็นยอดฝีมือมาตรวจสอบสำนักของเขา ฉะนั้นไม่ว่าเขาจะทำการใหญ่อะไรในตราประทับท้าทายสวรรค์ก็ตามอย่างไรคนอื่นก็ไม่มีทางสังเกตเห็นแน่นอน

 

        ตู้โซ่วโซ่วอุ้มเสี่ยวช่านแล้วหรี่ตามองอันเจิงส่วนอันเจิงนั่งพิงเก้าอี้แล้วหรี่ตาเช่นกัน

 

        กู่เชียนเยว่ ชวีหลิวซี ตู้โซ่วโซ่ว รวมถึงเสี่ยวชีเต้าถูกกลิ่นอายที่น่าพิศวงทำให้ตื่นตระหนกแต่กลับกัน อันเจิงนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด

 

        “ตอนนี้คนของพวกเรากำลังออกจากเมืองหลวงเดิมทีก็ไม่มีใครสนใจพวกเขาอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงให้พวกเขาปลอมตัวเป็นคนงานบนรถขนส่งการออกจากเมืองก็ไม่ถือว่ายาก พวกเราทำตามที่เจ้าชี้แนะ ทุกคนไม่ได้ออกไปไหนไกลหลังออกจากเมืองหลวงก็หาที่ซ่อนตัวก่อนช่วงหนึ่ง”

 

        ชวีหลิวซีพูดด้วยเสียงที่เบาแต่ทุกคำพูดกลับดูชัดเจน เสียงของนางไม่ได้น่าฟังแบบที่สะดุดหูแต่มันทำให้รู้สึกถึงความนุ่มนวลและอ่อนโยน

 

        นางมีนิสัยที่ต่างจากกู่เชียนเยว่โดยสิ้นเชิงแต่ความสัมพันธ์ของนางทั้งสองก็เข้ากันได้ดีจนเหลือเชื่อกู่เชียนเยว่ดูแข็งกระด้างเหมือนไม่สนใจอะไรแต่ทว่าในใจกลับเป็นกังวลและห่วงอันเจิงไม่น้อย ส่วนชวีหลิวซีดูอ่อนโยนแต่ในเวลาสำคัญก็จะแสดงให้เห็นถึงพลังความแข็งแกร่งในตัว

 

        “เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?” นางถามอันเจิง

 

        อันเจิงลืมตาขึ้น“พวกเจ้าต้องอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์ไปก่อน นอกจากมียอดฝีมือตัวจริงมาไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครรู้ถึงการคงอยู่ของพวกเจ้า อยู่ในนี้ควรฝึกพลังวัตรก็ฝึกไป ควรพักผ่อนก็พักไป”

 

        “เจ้าล่ะ?”กู่เชียนเยว่ถาม

 

        อันเจิงตอบกลับ“ข้าเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นี้แล้ว ฉะนั้นจึงออกมาไม่ได้”

 

        ชวีหลิวซีถาม“ทำไมเจ้าต้องเข้าไปร่วมในเหตุการณ์นี้ด้วย เดิมทีเจ้าก็ไม่เหมาะกับแคว้นเยี่ยนและแน่นอนว่าเจ้าก็ไม่เหมาะจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว อันที่จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ”

 

        กู่เชียนเยว่มองเขม่นอันเจิง“เขาต้องบอกว่า...อนาคตจะบอกพวกเจ้าเอง”

 

        หลังจากอันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้น “เดิมทีข้าไม่อยากบอกพวกเจ้า แต่หากไม่บอก มันก็ดูเหมือนเป็นการไม่รับผิดชอบต่อพวกเจ้าที่ข้าต้องพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้นั่นเพราะมันเกี่ยวข้องกับผู้มีพระคุณของข้า”

 

        สำหรับชวีหลิวซีและคนอื่น ๆการกลับชาติมาเกิดดูเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่อย่างไรเสียอันเจิงก็ต้องให้เหตุผลที่เหมาะสมกับพวกเขาอยู่ดีไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย

 

        อันเจิงมองไปยังตู้โซ่วโซ่ว “ตอนที่อยู่ในโลกมายาจู่ ๆ ข้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน นั่นเพราะอะไร?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ“เจ้าบอกว่าตัวเองได้รับลิขิตฟ้าไม่ใช่หรือ?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่นั่นเป็นแค่เรื่องหลอก ที่ข้าไม่เคยบอกพวกเจ้าก่อนหน้านี้นั่นเพราะมันเชื่อมโยงไปถึงคนคนหนึ่ง...ฟางเจิงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “สวรรค์! ต่อให้เจ้าจะหาเรื่องโกหกแต่ก็ไม่ควรลากเขามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

 

        อันเจิงพูดต่อ “ยังจำหญิงสาวงดงามที่มาหาข้าในวันนั้นได้หรือไม่?ความจริงนางไม่ได้มาหาข้า แต่มาหาฟางเจิงต่างหาก ยังจำได้หรือไม่ ที่จงจิ่วเกอจากพวกเราไปนานถึงสี่ปี?นั่นเพราะข้าให้เขาไปหาหญิงสาวคนนั้นที่จักรวรรดิต้าซีเอง”

 

        อันเจิงกวาดตามองทุกคน“ความจริงข้าไม่ได้รับลิขิตฟ้า แต่เป็นเพราะถูกใครบางคนเปิดประตูฝึกพลังวัตรตอนอยู่ที่เทือกเขาชางหมาน ข้าพบฟางเจิงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีที่กำลังบาดเจ็บสาหัสทั้งหมดนี้ เขาเป็นคนถ่ายทอดมาให้ข้า ข้าต้องแบกรับความเคียดแค้นแทนเขาฉะนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ข้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

        “ฟางเจิงและเฉินจ่งชวี่ องค์ชายแห่งจักรวรรดิต้าซีเป็นสหายกันฟางเจิงเห็นเขาเป็นพี่น้อง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเฉินจ่งชวี่จึงตัดสินใจฆ่าฟางเจิง เขาเริ่มจัดฉากขึ้น แกล้งมาแคว้นเยี่ยนเพื่อยุติสงครามของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นจากนั้นก็ร่วมมือกับซูไทเฮา ส่งคนไปจักรวรรดิต้าซีแล้วบอกว่าตัวเองถูกจับตัวในแคว้นเยี่ยน”

 

        “หลังจากฟางเจิงรู้เรื่องนี้ เขารีบจนไม่ทันพาลูกน้องไปด้วยเร่งเดินทางจากจักรวรรดิต้าซีมาถึงเทือกเขาชางหมาน แต่เมื่อเขามาถึง ผู้ฝึกพลังวัตรที่มีพลังในขอบเขตจุลภาคหลายคนพร้อมกับผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตแห่งสวรรค์ขั้นล่างกลับลอบโจมตีเขาในป่าฟางเจิงฆ่าคนเหล่านั้นไปมากกว่าครึ่ง แต่เพราะพวกนั้นมีจำนวนคนมากกว่า เขาจึงถูกผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตแห่งสวรรค์ขั้นล่างลอบจู่โจมจนบาดเจ็บสาหัส”

 

        “ข้าพบเขาที่เทือกเขาชางหมานเพื่อเปิดประตูฝึกพลังวัตรของข้า เขาถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองรู้ให้ข้าทั้งหมดจากนั้นก็ขอให้ข้าช่วยเขาแก้แค้น”

 

        อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ“แต่เขาตายเร็วเกินไป จึงไม่ทันบอกว่าศัตรูของเขาคือใครบ้าง เขาก็คือข้า ข้าก็คือเขาฉะนั้นศัตรูของเขาในตอนนั้น ข้าต้องเป็นคนแก้แค้นแทนทั้งหมดที่ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้าในตอนแรก นั่นเพราะเรื่องนี้อันตรายเกินไปข้าไม่อยากให้พวกเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกลืนน้ำลาย “เจ้า...เจ้าบอกว่าอาจารย์ของเจ้า ความจริงแล้วก็คือฟางเจิงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีน่ะหรือ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า “จะพูดแบบนี้ก็ได้ เจ้าสามารถเห็นข้าเป็นคนเดียวกับเขาแต่ข้าไม่เหมือนเขา ข้าอ่อนแอกว่าเขามากถึงมากที่สุด หากข้ามีพลังวัตรเท่าที่เขามีข้าคงเข้าไปฆ่าคนในตำหนักจิงเซี่ยวตั้งนานแล้ว”

 

        ชวีหลิวซียื่นมือออกไปกุมมืออันเจิงด้วยสัญชาตญาณส่วนมือของกู่เชียนเยว่ก็หยุดอยู่กลางอากาศ จากนั้นก็ค่อย ๆ เลื่อนกลับไป

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “แต่อันเจิงในเมื่อนี่ไม่ใช่ความแค้นของเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไรแต่ตอนนี้พละกำลังของเราอ่อนแอเกินไป จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะแก้แค้น”

 

        “ข้ารู้ แต่ข้าก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าคนที่ร่วมขบวนการในครั้งนั้นมีไม่มาก หลี่ชางหลี่เป็นหนึ่งในนั้นแล้วก็ถูกข้าฆ่าไปแล้วยังมีอีกคนคือหมอหลวงจูเก๋อเชียวหยุน ซึ่งตอนนี้ข้าไม่มีทางเข้าใกล้เขาได้เลย”

 

        “ส่วนศัตรูที่อยู่เบื้องหลังแน่นอนว่าเป็นซูไทเฮา”

 

        อันเจิงกำหมัดแน่น “ฉะนั้นตั้งแต่เริ่มแรกก่อนข้าจะเข้ามาในเมืองฟางกู้ เรื่องนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้วเรื่องระหว่างข้าและไทเฮาไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือความแค้น”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตบบ่าอันเจิง“เจ้ามักจะบอกว่าข้าบ้าบิ่น ฉะนั้นเมื่อครู่ข้าจึงเตือนเจ้า ข้าจำเป็นต้องเตือนเพราะเรื่องนี้อันตรายมากเกินไปแต่เราเป็นเหมือนพี่น้องกัน...หากเจ้าตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะเลือกอะไรก็ตามข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเอง”

 

        กู่เชียนเยว่พยักหน้า“พวกข้าก็เหมือนกัน”

 

        เสี่ยวชีเต้าโบกสะบัดหมัดไปด้านหน้า“พี่อันเจิง ข้าสามารถช่วยท่านต่อสู้ได้แล้วนะ”

 

        อันเจิงยิ้มอย่างอดไม่ได้จากนั้นก็ยื่นมือไปลูบหัวของเสี่ยวชีเต้า “เจ้าออกไปต่อสู้ไม่ได้เรื่องต่อสู้แบบนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เจ้ายังเด็กอยู่”

 

        เสี่ยวชีเต้าพูดอย่างไม่พอใจ“แต่ว่าพี่อ้วนโซ่วโซ่วยังสู้ข้าไม่ชนะเลย!”

 

        อันเจิงอุ้มเสี่ยวชีเต้าขึ้นมา “ตอนนี้พวกพี่ๆ โตกว่าเจ้ามาก อีกทั้งยังเป็นช่วงวัยรุ่น ฉะนั้นเจ้าจำเป็นต้องมีพวกพี่ ๆ มาคอยปกป้องเจ้ารอถึงวันหนึ่งที่พวกข้าแก่แล้ว ต่อสู้ไม่ไหวแล้วตอนนั้นก็ต้องให้เสี่ยวชีเต้ามาปกป้องพวกข้าแทน เจ้าว่าถูกหรือไม่?ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้ก็คือตั้งใจฝึกพลังวัตร ฝึกจนถึงวันหนึ่งที่พวกข้าต้องการให้เจ้ามาปกป้องหากถึงวันนั้นแล้วไม่อาจมีใครเป็นคู่ต่อสู้เจ้าได้อีกอย่างนั้นก็คงจะไม่มีใครกล้ามารังแกเราแล้วจริงหรือไม่?”

 

        เสี่ยวชีเต้าเอียงหัวแล้วครุ่นคิด “ดูจะมีเหตุผลเหมือนกัน...งั้นก็ได้ข้าจะตั้งใจฝึกพลังวัตร รอทุกคนแก่ลง ข้าจะเป็นคนปกป้องทุกคนเอง”

 

        อันเจิงวางเสี่ยวชีเต้า“ตอนนี้ไปฝึกพลังวัตรกับผู้เฒ่าฮั่วดีหรือไม่?”

 

        เสี่ยวชีเต้าขานรับ จากนั้นก็ลากแขนผู้เฒ่าฮั่วไปด้านข้าง

 

        อันเจิงนั่งลงอีกครั้ง “ก็เหมือนที่ตู้โซ่วโซ่วพูดเมื่อสักครู่ตอนนี้พละกำลังของเรายังไม่มากพอ ไม่สามารถเผชิญหน้ากับศัตรูพวกนั้นได้ ฉะนั้นเพื่อรักษาความปลอดภัยเอาไว้พวกเราจะเผยตัวตนไม่ได้เด็ดขาด พวกเจ้าอยู่ที่นี่เป็นกองกำลังเสริม หากข้าเจอปัญหาที่หนักจริงๆ ก็ยังมีพวกเจ้าคอยช่วย”

 

        ชวีหลิวซีถามกลับ “งั้นตอนนี้มีเรื่องอะไรจะให้ข้าช่วยหรือไม่?”

 

        อันเจิงยื่นมือออกไป “โอสถวิญญาณมีมากเท่าไหร่ก็เอามาให้หมด ไม่ว่าจะเป็นโอสถอะไรก็ตามตอนนี้เจ้ามีมากเท่าไหร่ก็เอามาให้ข้าทั้งหมด”

 

        ชวีหลิวซีพยักหน้า “ได้ข้าจะไปเอาเดี๋ยวนี้”

 

        กู่เชียนเยว่ยื่นมือไปปลดกระดูกนิ้วมือที่คอของตัวเองแล้วยื่นไปให้อันเจิง “อันนี้ข้าให้เจ้า นี่เป็นของล้ำค่าของเผ่าข้าข้าจะบอกวิธีการใช้ให้”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ได้ประการที่หนึ่ง...นี่เป็นของวิเศษของเผ่าเจ้า ไม่ใช่ของเจ้าเพียงคนเดียวฉะนั้นเจ้าไม่มีอำนาจมอบมันให้ข้า ต่อให้จะเป็นการยืมชั่วคราวก็ไม่ได้ประการที่สอง เจ้าเก็บของชิ้นนี้ไว้เถอะ มันมีค่ามากกว่าให้ข้าเก็บไว้หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้ายังสามารถปกป้องชวีหลิวซี ตู้โซ่วโซ่ว ผู้เฒ่าฮั่วและคนอื่นๆ”

 

        กู่เชียนเยว่อ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

 

        ตู้โซ่วโซ่วถาม “ข้าล่ะ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า“มีเรื่องสำคัญมากที่สุดมอบหมายให้เจ้า...”

 

       เขาหยิบของที่ลักษณะคล้ายเชือกสีแดงออกมาสองเส้น “นี่เป็นของวิเศษที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างขึ้นกลางดึกมันไม่มีประโยชน์อะไรมาก เพราะมันใช้ส่งข่าวได้อย่างเดียวหากข้าเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันและต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเชือกนี้จะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า แต่หากข้าเป็นอะไรไปเชือกนี้ก็จะกลายเป็นสีดำ จำไว้...หากเชือกเส้นนี้เป็นสีฟ้านั่นแสดงว่าข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า แต่หากเชือกนี้เป็นสีดำเจ้าไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น และไม่ต้องถามอะไรด้วยเจ้าต้องรีบออกจากเมืองฟางกู้โดยทันที”

 

        ตู้โซ่วโซ่วขานรับ เขาไม่ได้คัดค้านอะไรแต่เขาก็รู้ดี ไม่ว่าเชือกเส้นนี้จะเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีฟ้าเขาก็ไม่มีทางหนีจากไปคนเดียวแน่

 

       กู่เชียนเยว่รู้สึกแปลกใจจึงหยิบเชือกสองเส้นนั้นมาดู “นี่เป็นของที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างขึ้นหรือ?เขาเข้าใจพวกเจ้าทั้งสองคนจริง ๆ เลยนะ ยังสร้างของแทนใจให้พวกเจ้าอีก”

 

        อันเจิง “...”

 

        ตู้โซ่วโซ่ว “...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน