ดารินตอบ “ใช่ คนนั้นแหละ อย่างที่รู้ว่ายุคสมัยนั้นถือเป็ยุคมืดของอาณาจักรธาราเลย พระาาธาราที่สี่ลุ่มหลงในอำนาจ คิดการใหญ่อยากอยู่เหนือทั้งสี่อาณาจักร ในยุคของพระาาธาราที่สี่ไม่มีคนทรงที่สามารถใช้กษาปณ์มีนได้ วิธีการเดียวที่พระาาธาราที่สี่จะสามารถใช้กษาปณ์มีนได้คือต้องสังเวยผู้คนของอาณาจักรธาราหนึ่งร้อยคนในทุกการใช้ในแต่ละครั้ง นั่นแหละคือที่มาของชื่อทรราชธารโลหิต เพราะชาวบ้านต้องสังเวยชีวิตจนกลายเป็แม่น้ำเืเพื่ออำนาจที่เขาถวิลหา”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเทพไทรู้สึกขนหัวตั้งชันขึ้นมาทันที
“เอาเป็ว่า เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า” ผู้กองเกรียงเดชพูดทำลายความเงียบก่อนจะหันไปมองดารินแล้วพูด “ฝากด้วยแล้วกันจอมเวทอัจฉริยะ”
“เรียกดารินเถอะค่ะ” ดารินรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้ยินฉายานี้
แล้วเธอก็เดินไปยังแท่นหินกษาปณ์ เธอสำรวจมองดูไปทั้งแท่นหินรวมถึงแผ่นกระดานหินด้วย
ในระหว่างนั้นเทพไทก็เกิดข้อสงสัยบางอย่างขึ้นมา เขาหันไปหาผู้กองเกรียงเดชแล้วถาม “ผู้กอง แล้วไม่มีใครเคยปลดอาคมอักขระได้เลยเหรอ?”
“อย่างที่ฉันได้บอกว่าไปว่าอาคมอักขระนี้ถูกทำขึ้นโดยศัตรู” ผู้กองเกรียงเดชมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเมื่อพูดต่อ “และศัตรูที่ว่าก็คือทรราชธารโลหิตที่พวกเธอเพิ่งจะพูดถึงไงล่ะ”
เทพไทถึงกับสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงเพราะใ ผู้กองเกรียงเดชพูดต่อ “ทรราชธารโลหิตได้ลงอาคมอักขระไว้ทั้งสามอาณาจักร และมันถูกตั้งเอาไว้ว่ามีเพียงคนจากธาราเท่านั้นที่จะมาปลดมันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราได้ใช้มันกลับไปแก้แค้น และเป็การบีบบังคับให้เราใช้วิธีที่เหลือเท่านั้นหาก้าใช้มัน”
แล้วผู้กองเกรียงเดชก็เงียบลงไป ทุกคนที่ได้ฟังต่างรู้สึกแย่และแอบขอโทษอยู่ภายในใจ เงื่อนไขที่ต้องให้คนธาราเท่านั้นมาปลดอาคมอักขระ ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเองจะให้ความร่วมมือ หากช่วยปลดอาคมอักขระให้ก็ไม่ต่างกับยื่นมีดให้อีกฝ่ายมาฆ่าตัวเอง โดยเฉพาะกับวสุธาที่ได้เปรียบเื่ธาตุ ยิ่งยากที่จะเกิดขึ้นได้
“แสดงว่าทุกวันนี้ที่พวกศิขาเริ่มก่อาก็มีผู้คนล้มตายเพื่อเป็เครื่องสังเวยให้กับอสูรจักรราศีไปไม่น้อยเลยสินะ” ปลายฝนพึมพำออกมาอย่างเศร้าสร้อย
“กับพวกเรา วสุธาและนภาน่ะใช่ หากจำเป็ต้องใช้อสูรจักรราศี” ทุกคนต่างงุนงงกับคำพูดของผู้กองเกรียงเดช เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน ผู้กองเกรียงเดชก็รับรู้ได้ทันทีว่าไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้ “มีข่าวลือว่าพวกศิขาที่พวกมันกล้าเริ่มาเป็เพราะว่าพวกมันปลดอาคมอักขระนี้ได้แล้วต่างหาก แถมพวกมันยังมีคนทรงที่ใช้กษาปณ์ประจำอาณาจักรศิขาได้ด้วย”
“เป็ไปได้ยังไง?” แม้แต่ธัญญ่าก็ยังอดอุทานออกมาไม่ได้
ผู้กองเกรียงเดชพูดต่อ “ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกมันปลดอาคมอักขระได้ยังไง แต่สิ่งที่ยืนยันว่าพวกมันน่าจะปลดอาคมอักขระได้จริงคือการที่พวกมันใช้อสูรจักรราศีโจมตีใส่อาณาจักรนภาได้สำเร็จ ส่วนเื่ที่พวกมันมีคนทรงจริงหรือไม่ยังไม่มีใครยืนยันได้”
เทพไทพยายามคิดและวิเคราะห์ตามให้ทัน แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เขาจึงถามว่า “แล้วการใช้อสูรจักรราศีบุกชนะได้ มันเกี่ยวอะไรกับการปลดอาคมอักขระได้แล้ว? ผมไม่เข้าใจ”
“เพราะกษาปณ์จักรราศีที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้เพราะยังติดอาคมอักขระ จะไม่สามารถใช้นอกเขตของอาณาจักรตนเพื่อไปโจมตีใส่อาณาจักรอื่นได้ยังไงล่ะ นั่นคือเหตุผลที่ทรราชธารโลหิตเลือกใช้อาคมอักขระ ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้อสูรจักรราศีกลับมาโจมตีใส่ธาราเองด้วย” ดารินที่ตอนนี้มือเป็ระวิงเป็คนตอบ
ตลอดเวลาที่ทุกคนพูดคุยเื่อาคมอักขระ ดารินง่วนอยู่กับการปลดอาคมอักขระ เธอยกมือขึ้นมาแล้วใช้ทั้งสองมือกดลงกลางอากาศที่ว่างเปล่าราวกับคนกดแป้นพิมพ์ที่ไม่มีอยู่จริง มีการลากซ้ายทีขวาทีสลับไปมา ทั้งลากขึ้นบนลงล่าง เธอทำทุกอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แต่ถึงกระนั้นแม้ว่าเธอจะใช้เวลาอยู่นานก็ยังไม่สามารถปลดอาคมอักขระได้
ทันใดนั้นอานนท์ที่ไม่มีใครสนใจ เขาเดินมาทางดารินอย่างเงียบ ๆ เขามาหยุดยืนอยู่หน้าแท่นหินกษาปณ์ มีเพียงดารินที่อยู่ตรงแท่นหินกษาปณ์กับธัญญ่าที่เฝ้าสังเกตมองสิ่งที่ดารินกำลังทำอยู่ตลอดเท่านั้นที่สังเกตเห็นการเดินมาของอานนท์
พวกเธอทั้งสองกำลังจะร้องทักอานนท์ว่าเข้าไปยุ่มย่ามอะไรที่แท่นหินโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ทันที่พวกเธอจะทันได้พูดอะไรออกมา
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อานนท์เหมือนเด็กซนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ จู่ ๆ เขาก็กดลงไปที่สิ่งที่ทุกคนต่างเรียกว่ากษาปณ์พฤษภ มันถูกกดเหมือนกับปุ่มอะไรสักอย่าง มันจมลงไปในแผ่นกระดานหินเล็กน้อย หากไม่ได้อยู่ใกล้มากพอคงจะไม่มีใครเห็นสิ่งนี้ แต่ดารินเห็น มือของเธอค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น เธอมองสลับไปมาระหว่างอานนท์กับแผ่นกระดานหิน
ต่างจากธัญญ่าที่ไม่ได้อยู่ใกล้มากพอที่จะสังเกตเห็นการจมลงไปของกษาปณ์พฤษภ คราวนี้เธอะโอย่างเกรี้ยวกราดใส่อานนท์ทันทีพร้อมเข้าไปกระชากคอเสื้อของอานนท์ “นายทำบ้าอะไรของนาย? คิดว่าที่นี่มันสนามเด็กเล่นหรือยังไง?”
ทันทีที่ทุกคนได้ยินเสียงธัญญ่าะโ ทุกคนต่างหันมาเห็นธัญญ่าที่กำลังกระชากคอเสื้อของอานนท์พอดี พวกเขาต่างสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากนิ้วของอานนท์หลุดออกจากแผ่นกระดานหินเพราะถูกกระชากคอเสื้อลากออกมา ทุกคนจึงพอจะสังเกตเห็นสิ่งที่แปลกไปจากเดิมเล็กน้อยที่แผ่นกระดานหินได้ กษาปณ์พฤษภที่เคยราบเรียบไปกับแผ่นกระดานหิน ตอนนี้มันจมลึกลงไปราวครึ่งเิเ
คึ่ก คลืน...
ทันใดนั้นเกิดเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น มันเหมือนเสียงหินเลื่อนเสียดสีกันเอง ในวินาทีต่อมาทุกคนก็ได้รับคำตอบจากการกระทำของอานนท์
ตรงบริเวณฐานหินของรูปปั้นวัวยืนสองขาที่อยู่หลังแท่นหินที่ดารินกำลังปลดอาคมอักขระ ปรากฏช่องที่ดูคล้ายประตูกำลังเลื่อนลงอย่างช้า ๆ
“หมายความว่ายังไง? นึกว่ากษาปณ์นั่นเป็ของจริงเสียอีก” เทพไทถามลอย ๆ ออกมา
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราวสุธาเข้าใจมาตลอดว่ากษาปณ์นั่นเป็ของจริงแต่ถูกอาคมอักขระกักขังเอาไว้จึงนำออกไปไหนมาไหนไม่ได้” ผู้กองเกรียงเดชตอบขณะที่ตาของเขาก็ยังจ้องมองไปยังประตูหินที่กำลังเปิดออกด้วยความตกตะลึง
ดารินที่มือยังค้างอยู่กลางอากาศหันไปมองอานนท์ที่ยังถูกธัญญ่าจับคอเสื้อเอาไว้ก่อนจะพูดกับธัญญ่า “ธัญญ่าช่วยปล่อยอานนท์ก่อน”
ธัญญ่าเหมือนจะลืมตัวไปเลยว่าเธอกำลังกระชากคอเสื้ออานนท์เอาไว้ เมื่อดารินพูดถึงเธอได้สติกลับมา เธอรีบปล่อยทันที เมื่อดารินเห็นว่าธัญญ่าปล่อยอานนท์แล้ว เธอถามอานนท์ทันทีว่า “อานนท์ เธอรู้ได้ยังไงว่าต้องกดที่ตรงนั้น?”
อานนท์ที่กำลังจัดระเบียบเสื้อตัวเองอยู่หันมาหาดาริน เขายักไหล่แล้วตอบว่า “ไม่รู้สิ ผมแค่เบื่อ ๆ เลยหาอะไรทำรอ และผมก็อยากลองัักษาปณ์ดูเท่านั้น”
คำตอบของอานนท์ช่างกวนอารมณ์คนฟัง ถึงมันจะฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก แต่ก็ไม่มีใครคิดสงสัยกับคำพูดที่ฟังดูโง่ ๆ ออกมาจากปากของคนที่ได้คะแนนที่โหล่ของโรงเรียนนัก ไม่แปลกที่คนโง่มักทำอะไรลงไปไม่คิด แต่ก็มักจะโชคดีเช่นกัน
แต่ความเป็จริงไม่ใช่เลย ไม่มีใครรู้ว่าอานนท์นั้นตั้งใจเดินเข้าไปกดปุ่มที่ทุกคนเรียกว่ากษาปณ์พฤษภ ตลอดเวลาเขามองออกั้แ่แรกแล้วว่ากษาปณ์พฤษภนั่นเป็ของปลอม เพียงแต่ขาดการปลดอาคมอักขระให้ ประจวบเหมาะกับที่ดารินได้ทำการปลดอาคมอักขระสำเร็จแล้ว เพียงแต่เธอไม่รู้ตัวว่าอาคมได้ถูกคลายไปแล้ว ส่วนที่เธอกำลังทำอยู่คือกลลวงของอาคมอักขระที่เ้าของอาคมได้ตั้งหลอกเอาไว้ให้หาทางจบไม่ได้ บวกกับมันต้องมีอย่างน้อยสองคนถึงจะปลดอาคมอักขระนี้ได้ คนหนึ่งคอยแก้อาคมอักขระ และอีกคนต้องเป็คนกดปุ่มที่ดูเหมือนกษาปณ์พฤษภปลอมอันนี้
ถึงยังมีข้อคลางแคลงใจในตัวอานนท์ แต่ความสนใจของทุกคนพุ่งไปที่ช่องประตูที่ฐานหินใต้รูปปั้นวัวยืนสองขามากกว่า
ด้วยสัญชาตญาณความเป็ผู้นำ ธัญญ่าหันไปมองเทพไททันที เทพไทก็เหมือนจะรับรู้ได้ทันทีว่าอดีตหัวหน้าทีมของเขาคิดอะไรอยู่ เทพไทส่ายหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่ได้รับสัญญาณถึงสิ่งผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อได้รับคำตอบจากเทพไท ธัญญ่าไม่รอช้า เธอเริ่มก้าวเข้าผ่านช่องที่เหมือนประตูที่ฐานหินทันที คนอื่น ๆ ทำตามเช่นกัน โดยมีอานนท์เป็คนรั้งท้าย
ภายหลังประตูหินที่พวกเขาเดินเข้าไปนั้นมืดมาก ต้องอาศัยแสงไฟเวทมนตร์เพื่อให้เห็นทางเดิน เมื่อแสงสว่างมากพอจะเห็นทางเดิน ทุกคนก็ได้เห็นว่ามันเป็ทางเดินแบบในถ้ำหินที่ลาดลึกลงไป
ทางเดินใน่แรกนั้นไม่กว้างนัก คนรูปร่างใหญ่ที่สูงเกือบสองเมตรอย่างดิเรก หัวแทบจะชนกับเพดานถ้ำจนต้องงอตัวเวลาเดิน และบาง่เขาต้องหันข้างเดินเพื่อให้ผ่านไปให้ได้
มีสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ พวกเขาเหมือนจะเดินเลี้ยวตามโค้งไปทางซ้ายเรื่อย ๆ ไม่มีการเลี้ยวทางขวาหรือแม้แต่ทางตรงแต่อย่างใด มันรู้สึกได้ราวกับพวกเขากำลังลงบันไดหมุนวน เพียงแต่ความกว้างของโค้งค่อย ๆ ขยายยิ่งขึ้น ส่วนทางเดินก็ค่อย ๆ กว้างขึ้นเช่นกัน จากทางเดินที่ต้องเดินเรียงหนึ่งเท่านั้น หลัง ๆ พวกเขาสามารถเดินเคียงข้างพร้อมกันทีละสองถึงสามคนได้
ไม่มีใครแน่ใจว่าพวกเขาลงมาลึกกันขนาดไหนแล้ว กะประมาณแล้วน่าจะเดินกันลงมาเกือบสิบนาทีเห็นจะได้ แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ยิ่งลงลึกขึ้นพวกเขาราวกับเห็นแสงสีฟ้าจาง ๆ ส่องสว่างกลับมา ยิ่งลงแสงนั้นยิ่งสว่างขึ้นเรื่อย ๆ มีใครบางคนเริ่มคิดออกตัววิ่งด้วยความสนใจในแสงสีฟ้าที่ส่องกลับมา แต่ธัญญ่าที่เดินนำใครได้รั้งปรามเอาไว้ เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าแสงสีฟ้าที่เห็นกันอยู่คือแสงที่มาจากสิ่งใด
ไม่นานพวกเขาก็ได้รับคำตอบ เมื่อลงไปจนสุดทาง พวกเขาเจอเข้ากับห้องโถงถ้ำขนาดใหญ่ ส่วนคำตอบของแหล่งที่มาของแสงสีฟ้าที่พวกเขาเห็นนั้นทำให้พวกเขาตกตะลึงจนตัวแข็ง
กลางห้องโถงถ้ำมีก้อนผลึกสีฟ้าที่ดูเหมือนก้อนน้ำแข็งที่มีหนามชี้ออกมาอย่างไร้ทิศทางมากมาย ก้อนผลึกน้ำแข็งอยู่ติดกับสิ่งที่ดูเหมือนกับเสาหินกลางห้องที่ค้ำเพดานถ้ำเอาไว้
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาตกตะลึง สิ่งที่ทำให้พวกเขาใคือ มีผู้หญิงคนหนึ่งติดอยู่ภายในผลึกน้ำแข็งราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้