นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 104 ปล้น

    ตอนที่ 104 ปล้น

     

    เสี่ยวเฉากับนางหลิวที่อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกนางใช้ประโยชน์จากแสงแดดที่อบอุ่นหลังหิมะตกยกหลังคาฟางขึ้นมาสลัดหิมะออก รอยยิ้มบนใบหน้าของสองแม่ลูกนั้นสดใสเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์พวกนางมองผักสีเขียวที่กำลังอาบแดดโดยไม่ได้รับผลกระทบจากหิมะฤดูใบไม้ผลิ

     

    นางฟางที่มาเยี่ยมพร้อมกับลูกสาวก็ตกใจเมื่อเห็นความเขียวขจีตรงหน้าในตอนที่เดินเข้ามานางรู้สึกราวกับได้เข้ามาสู่ฤดูใบไม้ผลิก่อนเวลา นางฟางจึงเอ่ยไม่หยุด “ผักของเจ้าขึ้นดียิ่งนัก! น้องมู่หยุนพวกเราก็ทำหลังคาฟางเช่นกันและพยายามปลูกผักตามที่เจ้าสอนแต่ก็งอกเพียงแค่ไม่กี่เมล็ดเท่านั้นเอง อีกทั้งยังเหี่ยวไปแล้วด้วยจากหิมะที่ตกหนักเมื่อวานข้ามิรู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันจะรอดหรือไม่...”

     

    นางหลิวเก็บสีหน้าที่มีความสุขเอาไว้ไม่ได้นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อของเสี่ยวเฉาแค่ให้นางทำอย่างที่นางอยากทำน่ะ ข้าห้ามพวกเขามิได้ก็เลยปล่อยให้ปลูกกันตอนแรกข้าก็คิดว่าพวกเราคงเสียเมล็ดพืชไปหลายถุง มิคิดเลยว่าผักที่เสี่ยวเฉาปลูกจะงอกขึ้นมาจริงๆ ที่สวนของเจ้าขึ้นมิดีเป็นไปได้หรือไม่ว่าดินมิอุดมสมบูรณ์มากพอ ? เจ้าก็รู้นี่ว่าสวนของบ้านเราถูกทิ้งร้างมาหลายปีมันคงสะสมปุ๋ยใบไม้เอาไว้เยอะ”

     

    เสี่ยวเฉารีบเอ่ยขึ้นว่า“ที่สวนหลังบ้านเมล็ดผักใบเขียวกับผักกาดเขียวถูกหว่านไว้แน่นกว่านี้อีกเจ้าค่ะอีกสองสามวันพออากาศอุ่นขึ้น ท่านป้าโจวเอากลับไปปลูกในสวนของท่านป้าก็ได้นะเจ้าคะ”

     

    โจวชานหู ลูกสาวคนเล็กของนางฟางอายุมากกว่านางไม่มากเท่าใดนักและเป็นคนร่าเริงกระฉับกระเฉง นางจะอิจฉาสวนผักของครอบครัวเสี่ยวเฉาทุกคราที่มาบ้านนี้พอกลับไปที่บ้านของตนเอง นางก็จะรดน้ำและใส่ปุ๋ยสวนผักของครอบครัวนางอย่างดี นางอยากให้ผักในสวนของนางโตเร็วๆ นางจะได้กินพวกมันเร็ว ๆ ตอนที่นางตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้  นางก็ร้องไห้เสียใจเมื่อเห็นสภาพอันน่าสงสารของผักที่พากันแข็งด้วยความหนาวเย็นจากพายุหิมะ

     

    พอโจวชานหูได้ยินที่เสี่ยวเฉาเอ่ย นางจึงคว้ามือเสี่ยวเฉาทันทีพร้อมกับยิ้มกว้างและถามว่า“จริงรึ ? จะแบ่งให้พวกเราจริง ๆ รึ ? แต่...พวกเจ้าจะขายผักในเมืองมิใช่รึ ? ”

     

    เสี่ยวเฉาจับมือนางแล้วเดินไปที่สวนด้านหลังพร้อมกับเอ่ยว่า “ชานหู เจ้าควรรู้ด้วยว่าถ้าปลูกพืชแน่นเกินไปก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพวกมันถ้าเจ้ากับพี่หลิงหลงมาเอามันไปพรุ่งนี้ ครอบครัวของข้าก็จะได้ประโยชน์ด้วย พวกเราก็จะได้แรงงาน2 คนฟรี ๆ เลยมิใช่รึ ? ”

     

    “ไอหยา !เยี่ยงนั้นนี่คือสิ่งที่เจ้าวางแผนเอาไว้รึ ? ”โจวชานหูหัวเราะและพยายามจะหยิกแก้มนุ่ม ๆ ของนาง ขณะที่เสี่ยวเฉายิ้มและได้เอี้ยวตัวหลบเด็กหญิงทั้ง 2 คนวิ่งไล่กันและเล่นกันอยู่ข้างสวนผักอย่างมีความสุขขณะที่โจวหลิงหลงก็เดินตามหลังพวกนางและยิ้มอย่างเงียบ ๆ

     

    ในบ้านใหญ่ของตระกูลหยูนางหลี่กำลังบ่นกับแม่สามีของนาง

     

    “ท่านแม่ ข้าว่าครอบครัวของน้องรองต้องได้เงินจากการขายอาหารตุ๋นมากกว่า10 อีแปะต่อวันเป็นแน่ ! มิว่าเยี่ยงไรพวกเขาก็น่าจะได้มากกว่า100 อีแปะ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้เงิน 3 ตำลึงต่อเดือนมากกว่ารายได้ของพวกเราที่ได้จากเรือหาปลาอีกนะ! ” ขณะที่นางหลี่คิดถึงเงินที่ส่องประกาย นางก็รู้สึกคันยุบยิบในหัวใจเหมือนมีลูกแมว25 ตัว 100 กรงเล็บช่วยกันข่วนหัวใจของนางอยู่ !

     

    แน่นอนว่านางจางก็อิจฉารายได้ของบ้านสองเช่นกันแต่นางก็ไม่สามารถไปเอามันมาจากพวกเขาได้ ตาเฒ่าไม่เห็นด้วยเป็นแน่คราวที่แล้วตอนที่นางไปเอาสูตรอาหารตุ๋นจากบ้านสองมา ตาเฒ่านั่นก็โกรธนางไปหลายวัน!

     

    เมื่อนางจางคิดถึง ‘ความลำเอียง’ ของชายชรา นางก็กระแทกถ้วยดินเผาลงบนโต๊ะอย่างแรงและระบายความโกรธใส่นางหลี่“จะเอ่ยให้ได้อะไรขึ้นมา ? เอาเงินมาได้รึ ? ความผิดเจ้ามิใช่รึ ! ทำความสะอาดเครื่องในหมูให้ดีก็มิได้ ทำให้พวกลูกค้ามิพอใจ ตอนนี้ต่อให้พวกเราขโมยอาหารตุ๋นที่เสี่ยวเฉาทำแล้วเอาไปขายก็มิมีใครยอมซื้อแล้ว ! ”

     

    ใบหน้าของนางหลี่เปลี่ยนจากเขียวเป็นขาวหลังถูกด่านางคิดในใจว่า ‘ข้าเป็นคนทำให้ลูกค้ามิพอใจรึ ?เจ้ามิใช่รึที่โลภมากมิยอมคืนเงินให้ลูกค้า ? อีกทั้งยังอาละวาดแบบหน้าไม่อายอีก ! แม้แต่พวกอันธพาลที่ท่าเรือเจอกับเจ้าเขายังพากันหลบเลย...’

     

    ตาของนางล่อกแล่กอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความโกรธของแม่สามี  “ท่านแม่ ข้ามิอยากจะเชื่อเลยนะว่าน้องรองจะทำตัวเช่นนี้! เขาได้เงินมากขนาดนั้นทุกวันแต่มิคิดถึงท่านพ่อท่านแม่บ้างเลยเมื่อก่อนก็ดูเหมือนจะเป็นลูกที่ดีอยู่นะ ใครจะรู้ว่า...จุ๊ ๆ ๆ เขามิเคยจริงใจและก็ทำเสแสร้งมาตลอดเลยสินะ! ”

     

    นางหลี่กำลังสร้างปัญหาขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลก่อนที่ครอบครัวของหยูไห่จะแยกบ้าน พวกเขาต้องส่งมอบรายได้ทั้งหมดให้ ถ้าตอนนี้พวกเขาส่งเงินให้ทั้งหมดทั้ง ๆ ที่แยกกันอยู่ครอบครัวของพวกเขาจะกินอะไรกัน ?

     

    นางจางร้อง หึ ! ออกมาและตอบอย่างโกรธเคืองว่า “เขาน่ะหรือลูกที่ดี ? มิคิดถึงความเป็นความตายของพ่อแม่ขณะที่ครอบครัวตนเองกินดีอยู่ดี! จะเป็นลูกที่ดีได้เยี่ยงไร ?  สมควรแล้วที่พิการ !มันเป็นกรรม ! ”

     

    แม่สามีและลูกสะใภ้ระบายความโกรธเคืองและทำให้หยูไห่กลายเป็นคนไร้ค่ากันอยู่ในห้องแต่พวกนางไม่ได้คิดเลยว่าความคิดชั่วร้ายจะผุดขึ้นในใจของร่างสีดำใต้หน้าต่างซึ่งแอบได้ยินสิ่งที่พวกนางสนทนากันอยู่

     

    วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าแจ่มใส หิมะเมื่อ 2วันก่อนก็ละลายและซึมลงไปในดินหมดแล้วเสี่ยวเฉากับพี่สาวกำลังเดินกลับบ้านพร้อมด้วยตะกร้าที่อยู่ในมือ

     

    ตะกร้าของพวกนางว่างเปล่าเสี่ยวเฉาฮัมเพลงอย่างมีความสุขขณะแตะกระเป๋าเงินของนางเสี่ยวเหลียนก็มีสีหน้าดีใจเช่นกัน นางเอ่ยกับเสี่ยวเฉาว่า “น้องสามผู้จัดการร้านอาหารที่ท่าเรือขอให้เจ้าช่วยทำอาหารให้ 1 โต๊ะตอนเช้า เจ้าจะเตรียมอาหารแบบคราก่อนหรือไม่? ”

     

    เสี่ยวเฉายิ้มและเอ่ยว่า “ครานี้แขกเป็นคนจากทางใต้พวกเขามิชอบอาหารรสเผ็ดแต่ชอบรสหวานกับอาหารประเภทผักมากกว่า ข้าจะทำอาหารแบบใหม่บนพื้นฐานของลูกชิ้นไข่มุกกับหมูเส้นผัดซอสถั่วหวานสำหรับปลา ข้าวางแผนจะทำปลาเปรี้ยวหวานเนื่องจากมันมีรสเปรี้ยวกับหวานชาวใต้จะต้องชอบมันเป็นแน่ ผักกวางตุ้งกับผักกาดเขียวของบ้านเราก็น่าจะพร้อมกินได้แล้วจานผักจะเป็นผัดเห็ดกับผักกวางตุ้งกับผักกาดเขียวโรยกระเทียม ส่วนอาหารหลัก...ซาลาเปาผักสามสหายก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี  ทั้งสวยและอร่อย! ได้กินผักกวางตุ้งกับผักกาดเขียวตอนนี้ แขกจะต้องเพลิดเพลินกับอาหารอย่างแน่นอน! ”

     

    ขณะที่สองพี่น้องกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุขเรื่องอาหารและพวกเขาจะทำเยี่ยงไรกับกับเงิน2 ตำลึงที่ได้รับมา ทันใดนั้นร่างเงาดำ ๆ ร่างหนึ่งก็กระโจนออกมาจากพุ่มไม้เหี่ยว ๆข้างถนนและขวางทางสองพี่น้องเอาไว้

     

    เสี่ยวเฉาตื่นตระหนกอยู่ในใจ นางมองไปรอบๆ และเห็นว่ามิมีผู้คนอยู่บนถนนเลย แม้ว่าพวกนางจะมีกันถึง 2 คน แต่พวกนางก็เป็นเพียงเด็กที่อายุยังไม่ถึง9 ขวบเลยด้วยซ้ำ อีกคนหนึ่งนั้นปิดหน้าด้วยหน้ากาก เขามิได้สูงมากนักแต่ดูแข็งแรงเป็นอย่างมากดังนั้นแค่จัดการเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ 2 คนย่อมไม่เกินความสามารถของเขาเป็นแน่

     

    “เอาเงินมา ! มิเยี่ยงนั้นแกตาย ! ” ชายสวมหน้ากากพยายามทำเสียงให้ต่ำและฟังดูชั่วร้ายแต่ยังมีความเป็นเด็กแฝงอยู่ในเสียงของเขา

     

    เมื่อได้ยินเสียงเสี่ยวเฉาก็บอกได้ว่าเขาอายุไม่มากและน่าจะอยู่ในวัยที่เสียงกำลังเปลี่ยน  พวกนางได้เงินจากการขายของเช้าวันนี้มากกว่า200 อีแปะ ในกระเป๋าของนางไม่ได้มีเพียงแค่เงินที่ได้จากการขายของ แต่ยังมีเงิน 2ตำลึงจากเจ้าของร้านอาหารอีกด้วย นางจึงไม่อยากส่งเงินให้อย่างว่าง่าย

     

    นางจนมุมแล้วแต่ก็พยายามคิดหาทางออก “อย่าทำอะไรหุนหันเยี่ยงนี้เลย! บนถนนเวลานี้มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย การปล้นเป็นความผิดทางอาญาถ้าถูกจับได้และถูกส่งไปที่ศาลาว่าการ จะถูกโบย 50 ที ต่อให้มิตายก็หนังขาดเป็นแน่! ”

     

    เมื่อชายสวมหน้ากากได้ยินเขาก็สั่นไปทั้งตัวเขากำไม้ในมือแน่นและชี้มาทางสองพี่น้องพร้อมกับเอ่ยด้วยโทสะว่า“หยุดพล่ามแล้วส่งเงินมาได้แล้ว ! ”

     

    เสี่ยวเฉามองไปรอบ ๆ แล้วแอบบีบมือเสี่ยวเหลียนเงียบๆ ทันใดนั้นนอกก็ทำสีหน้าแปลกใจและตะโกนเสียงดังไปทางด้านหลังเขาว่า “ลุงจ้าว ! มาขายสัตว์รึเจ้าคะ ? ”

     

    ทันทีที่ได้ยินชื่อพรานจ้าวชายสวมหน้ากากก็กลัวจนไม้หล่นจากมือ เขาหันไปมองด้านหลังและเตรียมพร้อมจะหลบหนี

     

    พอเขาหันหน้าไปเสี่ยวเฉาก็ดึงเสี่ยวเหลียนวิ่งไปทางตรงกันข้ามแบบสุดกำลังที่มี

     

    เมื่อชายสวมหน้ากากเห็นถนนที่ว่างเปล่าด้านหลังเขาก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองถูกหลอกเข้าเสียแล้วและได้สบถออกมา “นังเด็กสารเลว ถ้าจับได้ข้าจะถลกหนังทั้งเป็นเลย! ” หลังจากนั้นเขาก็วิ่งตามสองพี่น้องไปทันที

     

    แม้ว่าสองพี่น้องจะเป็นฝ่ายวิ่งนำไปก่อนแต่ขาของพวกนางสั้นและร่างกายก็มิแข็งแรง ไม่นานก็โดนจับได้ เขายื่นมือไปผลักเสี่ยวเฉากระเด็นออกไปไกลมากด้วยโทสะและเอ่ยอย่างดุร้ายว่า “กล้ามาก ! กล้าหลอกข้ารึ ! ถ้าข้ามิตีเจ้าจนร้องไห้หาแม่ล่ะก็ ข้าก็มิใช่แซ่...”

     

    เขาก็มิได้โง่เสียทีเดียว ขณะที่กำลังจะเอ่ยชื่อแซ่ของตนเองออกมาเขาก็หยุดตนเองไว้ได้ทัน เขาฟาดฝ่ามือเข้าใส่เสี่ยวเฉาด้วยโทสะที่สั่งสมมา

     

    ตอนนั้นเองเสี่ยวเหลียนก็ก้าวเข้ามาบังน้องสาวเอาไว้เสียงเพียะดังขึ้น เสี่ยวเหลียนเซถลาไปด้านหลังหลายก้าวและล้มลงบนพื้น ใบหน้าขาวเนียนของนางบวมขึ้นมาทันที

     

    เสี่ยวเฉารีบวิ่งไปหานางเพื่อช่วยพยุง หัวใจของนางปวดร้าวขณะเป่าใบหน้าที่บวมแดงของเสี่ยวเหลียนนางมักจะปกป้องคนใกล้ชิดของนางอยู่เสมอ นางเคยสู้กับคนที่รังแกน้อง ๆ ของนางเมื่อชาติก่อนมานับไม่ถ้วนและได้รับฉายาอัน‘ทรงเกียรติ’ ว่าแม่เสือร้าย !

     

    นางกัดฟันและกำมือแน่น การต่อสู้กันตรง ๆจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของนาง ดูจากปฏิกิริยาของเขาตอนที่นางหลอกเขาเมื่อครู่เขาน่าจะรู้จักพรานจ้าว อีกทั้งยังมีความรู้สึกคุ้น ๆ กับโจรผู้นี้ นางสงสัยว่าเขาจะเป็นคนที่นางรู้จักและเป็นไปได้ว่าจะเป็นคนจากหมู่บ้านตงชาน...

     

    [ หาวววววว...เลิกเดาเถอะน่า มิใช่ใครที่ไหนหรอกนอกจากลูกพี่ลูกน้องจอมขี้เกียจตะกละ และมิมีอะไรดีของเจ้า ! ] เสียงขี้เกียจของหินศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นข้างหูของนางขณะที่เจ้าลูกแมวสีทองบนไหล่เหยียดหลังของมัน

     

    หยูไห่สือรึ ? เสี่ยวเฉามองร่างอวบอ้วนของอีกฝ่ายที่มีเสียงแหลมเหมือนไก่ภายนอกดูน่ากลัว แต่ภายในขี้ขลาด...เป็นเขาจริง ๆ !

     

    หินศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า [เด็กน้อย เจ้าต้องการให้ข้า หินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ใช้พลังของข้าสั่งสอนเจ้านั่นหรือไม่ ? ] แม้ว่าหินศักดิ์สิทธิ์จะรู้ว่าเสี่ยวเฉาเป็นเจ้านายของมันแต่มันก็ไม่ได้ปฏิบัติกับนางอย่างให้เกียรติมากนัก

     

    เสี่ยวเฉารู้ว่าหยูเก่อเพียงแค่แสร้งทำท่าทางดุร้ายแต่ภายในใจจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนขี้ขลาด นางนึกถึงวันที่นางฟื้นขึ้นมาเขากลัวมากจนเกือบฉี่ราดเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ แผนการเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวของนางทันที...

     

    หยูไห่สือแอบฟังแม่กับย่าของเขาสนทนากันเขารู้ว่าเสี่ยวเฉาไปที่ท่าเรือทุกวันและได้เงินเกิน 100 อีแปะ ตอนเขายังเยาว์ย่าที่ขี้เหนียวของเขามักจะแอบเอาอาหารอร่อยๆ มาให้เขาลับหลังน้อง ๆ ของบ้านสอง แต่นางไม่เคยให้เงินเขามากกว่า 2 อีแปะเลย มันมิพอซื้อขนมน้ำตาลจากพ่อค้าเร่ด้วยซ้ำ

     

    เงิน 100 อีแปะเป็นเหมือนโชคลาภสำหรับเขาเขาคิดถึงทุกอย่างที่สามารถทำได้ถ้ามีเงิน 100 อีแปะ เขาจะสามารถซื้อหมั่นโถวยัดไส้ด้วยเนื้อหลายๆ ชิ้นและได้กินอาหารดี ๆ ในเมืองและยังสามารถซื้อปิ่นมุกให้เสี่ยวเซียงที่ชอบแต่งตัวเพื่อทำให้นางมีความสุขได้อีกด้วย

     

    เช้าวันรุ่งขึ้นเขาได้ยินว่าเสี่ยวเฉากับเสี่ยวเหลียนเป็นคนไปที่ท่าเรือในวันนี้เขาจึงเกิดความคิดนี้ขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน