หลินซือเยว่ยกมือกอดอก หลุบตาลงเล็กน้อย ขณะที่สมองยังทำงานอย่างหนักหน่วง
‘การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด… ของ ตัวนางร้ายอย่างหลินซือเยว่ งั้นเหรอ?’
คำใบ้จากระบบยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับเสียงสะท้อนในหุบเขา
‘แล้วอะไรล่ะ ที่จะนับว่าเป็ไม่คาดคิดสำหรับผู้หญิงอย่างฉัน?’
เธอไม่ต้องใช้เวลาคิดนานซ้ำ เพราะคำตอบ…มันชัดเจนจนไม่ต้องเสียเวลาคิด ความขยัน ความอ่อนน้อม และความเป็แม่บ้านแม่เรือน คือสิ่งที่หลินซือเยว่ในเวอร์ชันก่อนหน้าไม่มีแม้แต่เงา
และที่สำคัญที่สุด…เว่ยหานเจิ้งเอง ก็คงไม่เคยคิดว่าจะมีวันได้เห็นเธอลุกขึ้นมา “ทำอะไรให้ครอบครัวเว่ย” ด้วยมือของตัวเอง
“งั้นก็เริ่มจากการกับข้าวให้ครอบครัวเว่ยก็แล้วกัน…” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนดึงแขนเสื้อขึ้นมาด้วยท่าทางจริงจัง อาหารเย็นนี่แหละ คือโอกาสแรกในการ ‘สร้างความประหลาดใจ’ เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็รีบหมุนตัวเดินไปยังห้องครัวทันที
จ้าวซื่อผู้เป็แม่สามีกำลังนั่งตำเมล็ดถั่วไป พลางบ่นกระหน่ำอย่างออกอารมณ์
“เมิ่งหลานแกอย่ามาทำตัวเลียนแบบพี่สะใภ้ของแกนะ… คนอะไร อยู่บ้านสามี ยังจะทำตัวเป็คุณหนู ไม่เคยตื่นเช้า ไม่เคยช่วยงานบ้านเลยสักวัน เ้าใหญ่ก็อีกคนเมียแบบนี้จะมีไปทำไมแทนที่จะหย่าไปซะ ทำไมต้องเอามาเลี้ยงให้เปลืองข้าวสุกด้วย…ทั้งที่บ้านเราก็ลำบากเงินทองก็ไม่ค่อยมี”
เว่ยเมิ่งหลานหัวเราะคิกคัก “แม่ไม่ต้องเป็ห่วง หนูคงไม่ทำตัวเป็ลูกคุณหนูแบบพี่สะใภ้หรอกค่ะ หนูกลัวขายไม่ออก”
คำพูดนั้นเจือด้วยเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ เจตนาชัดเจนว่า้าให้ใครบางคนได้ยิน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นตรงทางเข้าครัว ก่อนที่ร่างของหลินซือเยว่จะปรากฏขึ้นในเงาแดดยามเย็น
ใบหน้าของเธอเรียบนิ่ง แววตาสงบลงอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็คนละคนกับหญิงสาวที่เคยเอาแต่เถียงฉอด ๆ หรือไม่ก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ทุกครั้งที่ถูกตำหนิ ทั้งจ้าวซื่อ ย่าเว่ย และเว่ยเมิ่งหลานเงยหน้าขึ้นพร้อมกันราวกับนัดไว้
“สะใภ้ใหญ่จะไปไหนอีกล่ะคราวนี้?” จ้าวซื่อเอ่ยถามเสียงห้วน ใบหน้าไม่แม้แต่จะปิดบังความรำคาญ
“จะออกไปนอนเล่นรับลม หรือหาเื่ข้างนอกอีกล่ะ?”
หลินซือเยว่ไม่ได้หลบสายตา เธอหันมามองแม่สามีโดยตรง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“หนูจะทำอาหารเย็นให้ทุกคนทานค่ะคุณแม่”
คำตอบที่ได้รับกลับไม่มีใครคาดคิด ทำให้ครอบครัวเว่ยที่นั่งอยู่หน้าลานนิ่งไปชั่วขณะ เว่ยเมิ่งหลานขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่คำพูดนั้นก็กลืนหายลงไปในลำคอ
จ้าวซื่อถึงกับขมวดคิ้วอ้าปากค้าง ย่าเว่ยที่นั่งอยู่ข้างกระด้งผักยังชะงักมือลง
“ว่าไงนะ?” เว่ยเมิ่งหลานเมื่อได้สติเธอก็กะพริบตาถี่เอ่ยทวนถามอีกครั้ง “เมื่อกี้หนูหูฝาดไปหรือเปล่า?”
“ไม่ฝากหรอกจ้ะ ย่าก็ได้ยินเต็มสองรูหู” ย่าเว่ยพูดขึ้นเบา ๆ แต่แววตายังคงจับจ้องหลานสะใภ้อย่างพิจารณา
จ้าวซื่อหรี่ตาใส่ลูกสะใภ้ ริมฝีปากกระตุกเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงห้วน
“หล่อนเนี่ยนะจะลงมือทำกับข้าว? อย่าบอกนะว่าหล่อนหัวฟาดพื้นตอนที่ฉันลากหล่อนลงเตียงในตอนเช้า เมื่อวานหล่อนยังบอกรังเกียจจะเข้าห้องครัวอยู่เลย”
หลินซือเยว่ยืนตรง เธอจ้องมองแม่สามีโดยไม่หลบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“ใช่แล้วค่ะคุณแม่ วันนี้หนูตั้งใจจะทำอาหารเย็นให้ทุกคนทาน... โดยเฉพาะสามีของหนูค่ะ หนูแค่อยากให้เขาลองชิมดูบ้าง”
คำพูดสั้น ๆ ของเธอ ทำให้บรรยากาศในลานบ้านนิ่งสนิทไปชั่วขณะ เว่ยเมิ่งหลานที่กลั้นขำแทบไม่ไหว ถึงกับหลุดหัวเราะเสียงสูงออกมาอย่างอดไม่อยู่
“พี่สะใภ้จะทำอาหารให้พี่ใหญ่กินเหรอคะ? เอ๊ะ... หรือว่ากำลังจะซ้อมเผาบ้านไว้ก่อนดีล่ะ
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน เหมือนเธอกำลังดูละครฉากใหญ่ที่ใกล้จะเปิดม่าน แต่หลินซือเยว่ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
เธอไม่ตอบโต้อะไร เพียงหมุนตัวเดินไปทางครัว ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะคิกคักของเว่ยเมิ่งหลาน และความเงียบงันของผู้ใหญ่ที่ยังจับตาดูด้วยความไม่ไว้ใจ
เธอก้าวเท้าไปยังเตาไฟดินที่ตั้งอยู่ตรงมุมครัว เตาเก่า ๆ ที่ต้องใช้ฟืน จุดไฟด้วยเศษไม้และถ่านที่ดำคล้ำ กลิ่นเถ้าลอยคลุ้งจนแสบจมูก
แม้เธอไม่ได้เคยใช้ของพวกนี้จริงจังมาก่อน แต่จากการที่เธอดูสารคดีการเอาตัวรอดในป่า...ความรู้เ่าั้ก็พอทำให้เธอเดาทางได้ไม่ยาก มือเรียวหยิบฟืนขึ้นมาเรียงซ้อนเป็ฐาน ทับด้วยเศษใบไม้แห้ง เศษกระดาษเก่า แล้วจึงค่อย ๆ ใช้เหล็กกับหินจุดไฟ
กึก... กึก... แชะ...
เสียงเหล็กเสียดกันดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนจะมีประกายเล็ก ๆ ดีดขึ้นแตะใบไม้แห้ง เปลวไฟค่อย ๆ ลาม ช้า จนไฟเริ่มติดอย่าช้าๆ ก่อนค่อย ๆ ลามขึ้นจากไม้ฟืนในเตาเก่า กลิ่นควันจาง ๆ เริ่มลอยแตะจมูก
ย่าเว่ยที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเผลอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ อย่างลืมตัว“นี่หล่อน… จุดไฟติดด้วย”
เว่ยเมิ่งหลานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หรี่ตามองพี่สะใภ้ด้วยแววตาไม่ไว้ใจ ก่อนจะกระแทกเสียงพูดออกมาอย่างหงุดหงิด
“หึ คงจะทำเป็เล่นละครอีกละสิ” เธอกอดอก เอ่ยเสียงแข็งพร้อมสายตาเยาะเย้ย
“เดี่ยวหนูจะจับตาดูเลยนะ ว่าคราวนี้หล่อนจะทำหม้อไหม้ก่อน หรือจะเผาบ้านของพวกเราก่อนกันแน่”
หลินซือเยว่ไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง เธอเดินตรงไปยกหม้อดินขึ้นมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือที่เคยไม่เคยััครัวเลยแม้แต่ปลายนิ้ว กลับหยิบจับทุกอย่างได้อย่างมั่นคง
เธอใช้ผ้าผืนเก่า ๆ ที่พับไว้อย่างดีจับหูหม้อ ก่อนจะวางลงบนเตาอย่างแเี ราวกับทำเื่นี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ภายในครัวมีเพียงของใช้พื้นฐาน ข้าวสารในถังไม้เก่า ๆ ผักไม่กี่ชนิด หัวไชเท้า ต้นหอม ใบตำลึงจากสวนหลังบ้าน และเนื้อหมูติดมันที่ดูเหมือนจะเก็บไว้สำหรับวันสำคัญ
รวมถึงเครื่องปรุงแสนจำกัด อย่างเกลือ ซีอิ๊วขาว และน้ำมันพืชที่เหลือก้นขวด
เธอมองของเ่าั้ด้วยสายตาจริงจังราวกับเป็ทรัพยากรสำคัญในภารกิจเอาชีวิตรอด
“หึ... แบบนี้สินะ ที่เรียกว่าเอาตัวรอดในยุค 80 ของจริง” เธอบ่นพึมพำพลางลงมือล้างผักด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
ภารกิจของเธอไม่ใช่แค่ทำอาหารเย็น แต่คือการสร้างความประหลาดใจและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของนางร้ายไร้ค่าให้กลายเป็คนที่ทุกคนต้องหันมามองใหม่
'สงสัยฉันต้องรีบทำภารกิจเพื่อปลดล็อกคลังสินค้ามิติให้ได้เร็วที่สุดแล้ว…ไม่อย่างนั้น ชีวิตนี้คงได้กินแต่กับข้าวจืด ๆ จนตายแน่' เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง
ทั้งสามคน ยังคงจับจ้องเธออยู่ไม่ห่าง สายตาของพวกเขามีทั้งความสงสัย ความระแวง และความรู้สึกเหมือนกำลังดูละครตลกเื่หนึ่ง
หลินซือเยว่เริ่มหุงข้าว กลิ่นข้าวสวยที่ค่อยๆ สุกขึ้นมาทำให้เธอรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นหญิงสาวก็จัดการกับเนื้อหมูและผัก เธอตั้งใจจะทำซุปผัก และผัดผักใส่เนื้อหมู
ร่างบางหั่นผักอย่างบรรจง ล้างเนื้อหมูอย่างสะอาดสะอ้าน ทุกขั้นตอนดูผิดแปลกไปจากท่าทางสะเปะสะปะของหลินซือเยว่คนเดิม
เมื่อซุปผักใส่เนื้อหมูและผัดผักเริ่มส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วครัว แม่สามีถึงกับขมวดคิ้วแน่น กลิ่นหอมนี้มัน… เหมือนกลิ่นอาหารที่คนอื่นทำ ไม่ใช่กลิ่นอาหารไหม้แบบที่หลินซือเยว่คนเดิมเคยก่อไว้
“ติ๊ง ความประหลาดใจจากครอบครัว +5 คะแนน วันที่ 1 ของภารกิจ ‘ปรับปรุงภาพลักษณ์ในสายตาของเว่ยหานเจิ้ง’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
เสียงระบบดังขึ้นในหัว ทำให้เธอรู้ว่าเธอกำลังมาถูกทาง แค่เธอต้มซุปแล้วไม่ไหม้ กับผัดผักโดยไม่เผาครัว มันน่าประหลาดใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
เธอหันไปมองเว่ยหานเจิ้งที่พึ่งกลับมาถึงบ้าน เขายืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าเขายังคงเ็าเหมือนเดิม แต่ในแววตานั้น... มีแววสับสนปนใเล็กน้อยจนเธอแทบกลั้นขำไม่ไหว
หรือว่านี่คือครั้งแรกที่เขาเห็น “เมียตัวเอง” ใช้ตะหลิวเป็?
เธอก้มหน้าลง ยิ้มน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ มันแปลกดีนะ... ที่การกระทำง่าย ๆ อย่างทำกับข้าว กลับกลายเป็ “เหตุการณ์ไม่ธรรมดา” สำหรับบ้านหลังนี้ไปได้
ทางด้านเว่ยหานเจิ้งหลังจากกลับมาจากในเมือง ทันทีชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านเขาก็ััได้ถึง กลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้งออกมาจากครัว ซึ่งไม่ใช่กลิ่นอาหารที่แม่หรือน้องสาวของเขาเคยทำ มันเป็กลิ่นที่แปลกใหม่… และหอมกว่าที่เคย
เขาเห็นหลินซือเยว่กำลังยืนตักอาหารใส่จานอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าของเธอมีร่องรอยคราบเขม่าเล็กน้อย แต่กลับดูมีชีวิตชีวาผิดปกติ
ทุกคนนั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร แม่สามียังคงมองหลินซือเยว่ด้วยความไม่ไว้วางใจ แต่น้องสามีแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเห็นอาหารที่ดูน่ากินวางอยู่ตรงหน้า
เว่ยหานเจิ้งนั่งลงตรงข้ามเธอ เขากวาดสายตาสำรวจอาหารที่วางอยู่ ก่อนจะเหลือบมองไปยังใบหน้าของเธอที่ยังคงมีร่องรอยของการจุดเตาไฟ
“อาหารพวกนี้… เธอทำเองเหรอ?” เสียงของเขาเอ่ยถามที่แฝงด้วยความไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
“ใช่ค่ะ” หลินซือเยว่ตอบสั้นๆ ไม่ได้มองหน้าเขาโดยตรง
เว่ยหานเจิ้งไม่พูดอะไรอีก เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผัดผักเข้าปาก รสชาติแรกที่ััได้คือความเค็มกำลังดี ผักยังคงความกรอบ เนื้อหมูไม่เหนียวจนเกินไป นี่มัน… อร่อยกว่าที่เขาคาดไว้มากนัก
แม่สามีเองก็เริ่มตักซุปเข้าปาก ดวงตาของหญิงวัยกลางคนเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อรสชาติกลมกล่อมของซุปแพร่กระจายไปทั่วลิ้น ส่วนเว่ยเมิ่งหลาน ที่ไม่เชื่อมาั้แ่แรกก็รีบตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เคยเต็มไปด้วยคำบ่นและการเหน็บแนม บัดนี้กลับมีเพียงเสียงเคี้ยวอาหารเบาๆ เท่านั้น
หลินซือเยว่แอบลอบมองเว่ยหานเจิ้ง เขาดูสงบและยังคงรับประทานอาหารอย่างช้าๆ แต่เธอสังเกตเห็นว่าเขาคีบผักและเนื้อที่เธอทำบ่อยกว่าปกติ
“ติ๊ง เว่ยหานเจิ้งประหลาดใจ (+10 คะแนนความประหลาดใจ) ภารกิจวันที่ 1 สำเร็จแล้วครับ”

เอ้าาาใครจะไปคิดว่าหลินซือเยว่จะหันมาใช้ตะหลิวแทนตบคน
จากเมียนางร้ายสายเถียงกลายเป็แม่ศรีเรือนมือหุงข้าวแบบไม่มีเตาไฟฟ้า!
...เธอคือเวอร์ชันอัปเดตของ "แม่บ้านยุค 80 ฝ่าระบบ x ไฟเตา x แม่ผัว"
ส่วนแม่ผัวคือนั่งเหวอ ส่วนน้องผัวคือตั้งแคมป์รอซีนหม้อไหม้
ส่วนอีผัวเดินเข้ามาเจอกลิ่นหอม คิ้วกระตุก คืองง ว่าทำไมเมียตัวเองเปลี่ยนไปเยอะ
ยัยน้องก็ได้คะแนนไปแบบงงๆ เลยจ้า มาเอาใจช่วยน้องให้ทำภารกิจสำเร็จนะคะ