ท้องฟ้ากระจ่าง เมฆสีขาวลอยตัวราวกับปลาแหวกว่ายอยู่ในน้ำ มีสายลมเย็นพัดผ่าน หวูไว่นั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่ มองต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าใบไม้ร่วงหล่นจนหมด เหลือแต่กิ่งก้านแตกขยายออกไปทั่ว ยาวบ้าง สั้นบ้างมีนกน้อยใหญ่พากันเกาะอยู่ตามกิ่งเหล่านั้น ส่งเสียงร้องจุ๊บจิ๊บ มีทั้งอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่
ชายหนุ่มยิ้มกว้างดวงตาสุกใส รู้สึกอยากเป็นผีเสื้อโบยบิน พลิ้วไสวอยู่ในสายลม มองเห็นต้นไม้ใหญ่นกเกาะบนกิ่ง กลายเป็นวงหน้าด้านของของสตรีผู้หนึ่ง ริมฝีปากบางเผยอขึ้น จมูกเรียวนกตัวน้อยสองตัวลอยขึ้นไปเกาะกิ่งอ่อนช่างคล้ายนัยน์ตาคนยิ่งนัก
มิทราบว่าตัวเองเหม่อมองภาพเบื้องหน้ามานานเท่าใดแล้วและจะมีโอกาสได้พบหญิงสาวในจินตนาการอีกครั้งหรือไม่
แน่นอนว่านางมีตัวตนอยู่จริงๆ แต่จะมีวาสนาพานพบอีกละหรือ
“องค์ชายมาหลบอยู่ที่นี่เอง” เสียงพูดหนึ่งดังโหวกเหวกอยู่
หวูไว่หันมาช้าๆชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ผมยาวถูกรวบไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ เดินตรงเข้ามาหายื่นผลสาลี่ให้
“ข้าไปปีนเก็บผลไม้มานี่เป็นของเจ้า เอ๊ย!ของราชันน้อย”
เขาเอื้อมมือไปรับกัดสาลี่คำโต แล้วพูดขึ้นว่า
“เรียวข้าบอกกับเจ้าแล้วไงว่าอย่าเรียกชื่อนั้นให้ข้าได้ยินอีก ตอนเราอยู่กันแค่สามคนข้าก็คือหวูไว่เพื่อนของเจ้าเท่านั้น”
“ทราบแล้ว”เรียวว่าแล้วจ้องหน้า
“มองหน้าข้าทำไมมีอะไรผิดปกติหรืออย่างไร”
เรียวดึงเส้นผมของตัวเองหลุดออกมาเส้นหนึ่งแล้วยื่นให้
“ข้ามีเส้นผมสีดำมาตั้งแต่เกิดแต่เจ้านะสิ-หวูไว่ เมื่อก่อนเส้นผมบนศีรษะเจ้าเป็นสีทองแล้วทำไมเดี๋ยวนี้ทำไมถึงได้…”
ชายหนุ่มยกมือลูบผมบนศีรษะตัวเองมองหน้าคนถาม พูดอะไรไม่ออก เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในหลี่เต๋อและเมื่อตัดสินใจเดินทางกลับมาแผ่นดินซึ่งเคยเป็นถิ่นเกิดเส้นผมสีทองกลายเป็นผมสีดำ
ตอนนี้ “ราชันน้อย”แห่งอาณาจักรที่สาบสูญ กลับมาไหว่หลายอีกครั้งพร้อมคำเตือนจากอาจารย์ปู่ว่าจะต้องรีบเดินทางกลับโดยเร็วอย่าพาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์เดิมอีก
“เจ้าเด็กโง่ จำคำข้าไว้ข้าให้เวลาเจ้าเพียงสามเดือนเท่านั้น ตัดสินใจทำสิ่งที่ใจต้องการแล้วรีบเดินทางกลับมาโดยด่วน ทิ้งอดีตไว้”
แต่ตอนนี้ผมสีทองกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนฟ้ายามราตรีและนัยน์ตาสีฟ้าน้ำก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำอีกเช่นกัน น่าประหลาดนัก
หรือว่าจะเกี่ยวกับธาตุมืด-กายมาร ที่แทรกซึมอยู่ในร่างหรือไม่นะ แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้หรอก
“แล้วอากิละ”
“มันบอกว่าจะล่าสัตว์ป่ามาเป็นอาหารของพวกเราป่านนี้ยังไม่เห็นมา
แต่พูดไม่ทันขาดคำร่างของเด็กหนุ่มร่างท้วม วงหน้ากลมเหมือนลูกซาลาเปาก็ทะยานมาถึงในมือหิ้วกระต่ายสีขาวตัวหนึ่ง
“กระต่ายป่ามื้อนี้ของพวกเรา”
หวูไว่กระโจนผลุงไปถึงเจ้าอ้วนกล่าวว่า
“ขอข้า”
อากิมองหน้า“ราชันน้อย” ขึ้นลงครั้งหนึ่ง ขมวดคิ้วก่อนยิ่งกระต่ายที่ดิ้นขลุกขลักในมือให้ด้วยท่าทีไม่เต็มใจนัก
“ข้าอุตส่าห์ใช้เวลาครึ่งค่อนวันจับมันมาได้อย่าบอกนะว่า…”
หวูไว่ลูบคลำกระต่ายอย่างนุ่มนวลมองตาแป๋วของสัตว์ตัวน้อยแล้วหัวร่อ
“น่ารักออกอย่างนี้ข้ากินไม่ลงหรอก ปล่อยมันไปเถอะ”
อากิเอามือทึ้งผมตัวเองแยกเขี้ยวบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ
“ราชันน้อย”วางกระต่ายสีขาวลงมองมันวิ่งหายไปในพงป่าด้านหนึ่ง แล้วยืนกอดอกนิ่งอยู่
“ไปจับปลามากินดีหรือไม่อากิ” เรียวบอกเพื่อน
หวูไว่ยิ้มกว้างพยักหน้าเห็นชอบด้วยทันที
“เมื่อวานก็จับปลาวันก่อนนั่นก็ด้วย เบื่อจะตายชัก ข้าอยากกินเนื้อ สุรารสดี” หนุ่มร่างอ้วนบ่นอุบ
“เถอะน่าเจ้าอ้วน ดีกว่าไม่มีอะไรกิน” เรียวบอก
หวูไว่เดินเอามือไปตบบ่าเพื่อนทั้งสองคนแล้วถอดเสื้อของตัวเองออก มองเห็นแผ่นอกตึงแน่น กล้ามแขนแข็งแรง จากเด็กชายขี้โรคหวาดกลัวต่อทุกสิ่ง แต่หลังจากผ่านการผจญภัย ประสบการณ์อันยากลำบาก “ราชันน้อย”เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว
เรียวและอากิถอดเสื้อของตัวเองออกเช่นกันแล้วพากันพาดไว้บนไหล่ขวาเดินตามหลังหวูไว่ไป ชั่วครู่ก็เดินมาเลาะตามชายป่า สุมทุมพุ่มไม้สีเขียวสดปีนข้ามโขดหินก้อนเล็กใหญ่อยู่สองสามครั้ง ก็มาถึงหน้าผาสูงชัน เมื่อยื่นหน้าลงไปเห็นน้ำตกสีขาวไหลซาดซัด ได้ยินเสียงซู่ซ่าของน้ำกระแทกหิน เบื้องล่างเป็นธารน้ำใส
“พร้อมหรือไม่”หวูไว่ถามเพื่อนที่ยื่นหน้าลงไปมอง
“จะดีหรือ”เรียวถามเสียงสั่น
“เจ้านี่นับวันจะยิ่งประหลาดทำไมชอบทำอะไรเสี่ยง พลั้งพลาดขึ้นมาละก็” อากิบ่นบ้าง
หวูไว่แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังยื่นมือให้เพื่อนทั้งสองคนจับไว้แน่น พูดว่า“เอาละนะ พวกเรา”
ร่างคนทั้งสามพุ่งออกจากริมผาสูงลอยคว้างกลางอากาศ ทะยานผ่านสายน้ำเย็นจากธารน้ำตก แล้วหล่นลงบนสายน้ำเบื้องล่างแล้วเสียงใครบางคนก็แผดลั่นออกมา
“หวูไว่ เจ้าบ้า”
………………………………………………….
หวูไว่แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำอย่างสุขใจ ที่แห่งนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเรียวอากิ รอบตัวมีแต่ความเงียบ นานๆ ครั้งได้ยินเสียงร้องของสัตว์ป่าฟังไม่ออกว่าเป็นเสือคำราม หรือหมียักษ์แผดเสียงแต่ไม่ว่าอย่างไรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัวตนที่แท้จริงถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้งได้นอนนิ่งอยู่ในดินแดนแห่งแม่ธรรมชาติ เห็นดอกไม้เบ่งบาน สายน้ำไหลทำให้นึกถึงชีวิตวัยเยาว์อันแสนเรียบง่าย เมื่อครั้งยังเป็นเด็กบ้านนอกแห่งหมู่บ้านเซียงอู่มีชีวิตคลุกคลีอยู่กับโลกรอบตัว มีเพื่อนสนิทที่เพียงมองตาก็รู้ใจมีลุงกับป้าแสนใจดี เพื่อนบ้านผู้มีน้ำใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปชั่วพริบตาตอนนี้อดีตคือสิ่งสวยงามอันไม่อาจหวนกลับอีกแล้ว ตอนนี้เขาคือ “ราชันน้อย”ผู้ปกครองดินแดนปริศนาซึ่งมีชื่อว่าหลี่เต๋อ มีภาระต้องรับผิดชอบมากมายต้องดูแลชีวิตผู้คนถูกคาดหวังจะนำความรุ่งเรืองกลับคืนมาเหมือนยุคที่บิดาเคยกระทำไว้แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ลู่สิงคง-อาจารย์ปู่เป็นคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกส่วนลึกของชายหนุ่มได้ดีที่สุดเมื่อแสงเหนือเปิดอีกครั้ง จึงยินยอมให้เขากลับมาให้เวลาและโอกาสทำตามความปรารถนาของตัวเองแน่นอนว่าเขารู้ดีว่าอาจารย์ปู่หมายถึงอะไรแต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะกล้าพอที่จะเอ่ยปากออกไปหรือไม่
ที่สำคัญคำเตือนของอาจารย์ปู่ทำให้ชายหนุ่มต้องคิดหนักดินแดนแห่งนี้มีอันตราย มีอุปสรรคขวากหนามรออยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีเพื่อน พี่น้องซึ่งรอความช่วยเหลือของเขาอยู่ หากเกิดมีสถานการณ์เลวร้าย ผู้คนล้มตายเพราะสงครามจะเพิกเฉย มองดูโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ละหรือ
ก่อนหน้าจะรู้ตัวว่าตัวเองมีศักดิ์ฐานะเป็น“ราชันน้อย” เขายังเคยเป็นหนึ่งใน “นักรบป่า” ที่มีปณิธานยิ่งใหญ่มีชีวิตเพื่ออยู่ช่วยเหลือคนอื่นอยู่ด้วย
อาจารย์ปู่มองเห็นอะไรถึงได้ออกปากห้ามไม่ให้เดินทางกลับมาที่นี่
“หวูไว่ขึ้นมาเถอะ”
ชายหนุ่มมองไปบนฝั่งเรียวและอากิ กำลังปิ้งปลา กลิ่นช่างหอมหวนชวนกินยิ่งนัก ทั้งสองคนนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับเขาอยากกลับมาอีกครั้งทั้งคู่เกิดในเซียงอู่ บิดา มารดา และญาติมิตรถูกฆ่าตายหมดซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขานั่นเอง ทั้งคู่จึงเป็นยิ่งกว่าเพื่อนเป็นเหมือนญาติสนิท เป็นดั่งสายน้ำฉ่ำเย็น เป็นท้องฟ้ากระจ่างให้ความเบิกบาน
หวูไว่เดินไปนั่งลงข้างๆยื่นมือรับปลามาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย มองเรียวและอากิ แล้วยิ้มจนนัยน์ตายิบหยี
“เราจะไปไหนต่อไปดีหวูไว่” อากิถาม
“จะที่ไหนได้ละก็ต้อง…”เรียวแทรกขึ้น
“ไปหาอาหลิงไงดีหรือไม่”
ทูตซ้ายและขวามองตากันทำสีหน้าเลิ่กลั่ก
“หรือพวกเจ้ายังลืมนางไม่ลงอีกตัดสินใจเสียเถอะน่า”
“แล้วเจ้าละ…” อากิพูดพลางชี้หน้า
หวูไว่ได้แต่หัวเราะพูดอะไรไม่ออก ออกจะอายด้วยซ้ำไปที่เพื่อนรู้ทัน ภาพของสตรีในดวงใจผุดวาบขึ้นมา
“ไปป่าสำราญจากนั้นละ” อากิยังสงสัยไม่เลิก
ชายหนุ่มกินปลาจนหมดตัวคว้าเสื้อขึ้นมาสวมตามเดิม ความตั้งใจของเขาก็คือ เดินทางกลับไปที่เซียงอู่ซึ่งกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้ว ตั้งใจไปเคารพศพท่านลุง-ท่านป้าที่เลี้ยงดูเขามา รวมถึงผู้เสียชีวิตคนอื่นด้วยแต่ก็ยังไม่อยากบอกคนทั้งสอง
“รีบไปเมืองเกียะหยูนั่นแหละดีแล้วไปหาคุณหนู…”
“อากิ”เรียวร้องห้ามเสียงหลง
หวูไว่พยักหน้ารับรู้เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ความมั่นใจแทบไม่เหลืออยู่อีกในใจแม้มีความต้องการจะพูดออกมามากมาย แต่กลับพูดไม่ออก แสดงความรู้สึกยิ่งไม่กล้าแม้ว่าจะยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเอง แต่บางอย่างไม่เคยเปลี่ยน
นั่นคือนอกจากปากยังไม่กล้าขายังสั่นพั่บๆ อีกด้วย
“แต่ยังมีอีกเรื่องที่เราพลันลืมเลือนไป”เรียวบอก
หวูไว่อ้าปากกว้างเมื่อนึกขึ้นได้ “ศิษย์น้อง” นั่นเอง ตอนเดินทางมาถึงเรียวและอากิหลอกมอมสุรานางจนหลับใหลไป แล้วหนีออกมา ป่านนี้คงแค้นใจไม่เลิก แต่ก็นั่นแหละ-อยู่กับนางมาทุกวัน อดปวดเศียรเวียนกล้าไม่ได้ ยังสงสัยอยู่ว่าอาจารย์ปู่ให้ศิษย์น้องร่วมเดินทางมาด้วยทำไม
“แค่นึกก็กลัวแล้วเป็นนังมารน้อยที่รับมือยากยิ่ง เจอพวกเราขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็…” อากิบ่นอุบ แล้วถอนหายใจลึกยาวครั้งหนึ่ง
“ยังไง หลีกหนีไม่พ้นหรอกน่านางย่อมรู้ดีอยู่แล้วนี่ว่า เป้าหมายของบรรดาศิษย์พี่อยู่ที่ไหนกัน” เรียวว่า
หวูไว่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยศิษย์น้องถึงเป็นสตรี แต่ความสามารถไม่ใช่ธรรมดา ฉลาด เอาตัวรอดเก่งนางจะต้องไปหาพวกเขาที่เมืองเกียะหยูอย่างแน่นอน
หวังว่าจะไม่ก่อเรื่องใหญ่โตเสียก่อนหรอกนะ