บทที่ 83
บทเรียน
แม้จะยังเดินไปไม่ถึงโบสถ์ที่คุ้นเคย แต่เสียงไม้ที่กระทบกันเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องก็ดังให้ได้ยินตลอดเวลา ไม่นานนักภาพที่เห็นก็ทำให้เขามีรอยยิ้ม น้องชายตัวแสบกำลังเป็นแกนนำร่วมการฝึกฝนกระบวนดาบของครูฝึกจากเทราส พร้อมกับพี่ชายวัยกระเตาะทั้งหลาย
คิทรู้สึกว่าน้อง ๆ ของเขาโตไวมาก น้องอลันที่เคยติดเจมส์ตลอดเวลาดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลความคิดจากพี่ชายคนโปรดมากทีเดียว ไม่นานมานี้เขาเพิ่งรู้ว่าอลันอยากเป็นทหารเหมือนเจมส์ แต่ไม่นึกว่าด้วยวัยเพียง 12 เขาก็ตัดสินใจจะเริ่มฝึกดาบแล้ว
มันเป็นอิทธิพลจากเทราสที่ต้องฝึกกำลังพลพร้อมรบเอาไว้ให้มากที่สุด แม้แต่เด็กแปดขวบก็ต้องเริ่มจับดาบและฝึกเหวี่ยงไปมา มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ลอร์ดตัวน้อยแห่งเทราสต้องได้รับการฝึกหนักไปด้วย
(สนุกกันใหญ่เลยนะ) ท่านชายคนเก่งที่ลืมไปว่าตนเองกำลังใช้ความสามารถแปลงกายอยู่ ยืนเกาะรั้วมองเด็กหลายคนจับคู่ฝึกดาบกันอย่างแข็งขัน
(อืม... ดูเหมือนฮารัสกับฮาริน่าจะเข้ากับคนอื่นได้ดี แล้วเด็กคนอื่น ๆ ล่ะ?) สายตาสอดส่องไปทั่วเพื่อตรวจตราเหมือนเคย แต่เขากลับไม่เห็นน้อง ๆ แปลกหน้าแต่อย่างใด มีเพียงคนคุ้นเคยเท่านั้น
“โอ๊ย!”
“มีสติหน่อยสิพี่ อย่าว่อกแว่ก” อีธานบอกอลันอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเสียสมาธิเป็นครั้งที่สามตั้งแต่เริ่มฝึกฝน
“โธ่... ก็ข้าเห็นคนแปลกหน้ามายืนจ้องพวกเราตั้งนานนี่นา” นิ้วมือชี้ไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างรั้วด้านนอก แถมยังเท้าคางมองดูเด็ก ๆ อย่างสบายใจ
“ใครกัน...” อีธานไม่เคยเห็นหน้าชายคนนั้น แต่กลับรู้สึกประหลาด ๆ จึงกะพริบตามองอีกหลายที “ท่านลุงกริมเมล ชายผู้นั้น...”
“น่าสงสัย ข้าจะสอบถามเองครับนายน้อย” ครูฝึกผิวเข้มที่ทำหน้าที่อารักขาสายเลือดแห่งเทราสมีท่าทีขึงขังขึ้น เขาได้ทราบเรื่องจากลอร์ดเดวิดให้ระวังตัวคนแปลกหน้าที่อาจเป็นสายสืบจากต่างแดนแล้ว จึงไม่อาจละเลยพฤติกรรมถ้ำมองของชายหนุ่มคนนี้ได้
“เจ้าหนุ่ม... ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับทางโบสถ์หรือไม่?”
“มีครับ พอดีข้ามาหาเด็ก ๆ ที่เพิ่งถูกส่งตัวมาครั้งล่าสุด ไม่ทราบว่าจะขอพบพวกเขาได้ไหม?”
“ได้...” ท่านลุงครูฝึกหันไปบอกนายทหารอีกคนให้ไปจัดการเรื่องนี้ “เด็กพวกนั้นอยู่กับกลุ่มนักดนตรี ยังคงมีปัญหาไม่กล้าเข้าใกล้คนแปลกหน้ามากทีเดียว มีแต่เจ้าหนูสองคนที่ลอร์ดเดวิดช่วยไว้เท่านั้นที่พอจะเข้ากับคนอื่นได้บ้าง...” ท่าทีระแวดระวังของกริมเมลหายไปแล้วเมื่ออีกฝ่ายต้องการมาเยี่ยมเด็กกำพร้าที่นี่
ระหว่างเดินข้ามเขตรั้วเข้าไป สายตาของคิทก็หันไปสบกับดวงตาสีฟ้าสดใสที่คุ้นเคย อีธานกำลังจ้องเขาเขม็งทุกย่างก้าวด้วยความไม่ไว้ใจ คิทจึงพยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่เพราะเขาเริ่มจินตนาการไปว่า น้องน้อยของตนเองเป็นลูกหมาไซบีเรียนฮัสกี้ขนสีน้ำตาลตัวเล็กกำลังทำท่าแยกเขี้ยวใส่เขา จนเจ้าตัวรู้สึกคันไม้คันมืออยากยั่วโมโห
ความคิดชั่วร้ายเกิดขึ้นแวบหนึ่ง ก่อนปากจะขยับเป็นคำพูดแบบไม่มีเสียง ‘เจ้าเปี๊ยก’ จากนั้นก็ยิ้มหวานแบบกวนประสาทยิ่ง ไม่มีทางเลยที่สายตาประหนึ่งพญาเหยี่ยวของน้องน้อยจะพลาดคำนั้นไปได้ เพียงครู่เดียวท่านชายเดวิดที่รู้จักน้องชายของตนเองดีก็ประสบความสำเร็จเมื่อดาบไม้เล่มพอดีมืออีธาน กำลังเคลื่อนที่ตัดอากาศมาหาเขาดังหวีดหวิว
คนเป็นพี่รู้สึกแปลกใจ เขานึกว่าอีกฝ่ายจะโวยวายมีปากเสียง แต่กลับฟาดดาบเข้าหาด้วยความดุดัน...
(หัวร้อนง่ายจัง ตอนอยู่กับข้าออกจะเป็นเด็กดี? หืม...) คิทรู้สึกว่าเขาต้องแก้นิสัยที่กำลังเปลี่ยนไปของน้องชายให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อย จะปล่อยให้ท่านลอร์ดในอนาคตของเทราสเป็นผู้ปกครองหัวร้อนไม่ได้ ตอนอยู่กับเขาออกจะเชื่อง เหตุใดถึงกลายเป็นลูกหมาหัวร้อนกับคนแปลกหน้าได้ล่ะนี่
ทว่า... ปฏิกิริยาของครูฝึกที่คอยสั่งสอนการต่อสู้ให้กับอีธานมาโดยตลอดได้ตอบความสงสัยที่ลอร์ดเดวิดมีได้อย่างชัดเจน อีกฝ่ายไม่มีท่าทีต่อต้านพฤติกรรมก้าวร้าวของท่านลอร์ดน้อย รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากออกจะชอบใจด้วยซ้ำที่อีธานสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ...
เขาคงต้องก้าวก่าย การสอนสั่งแบบผิด ๆ ของคนที่ท่านตาส่งมาเสียหน่อย
ดาบแรกพลาดเป้าไปแล้ว ตามมาด้วยดาบที่สองและดาบที่สามซึ่งพลาดเป้าเช่นกัน คิทหลบไปเรื่อยอย่างไม่เดือดร้อนอะไร จนทหารโดยรอบเริ่มตั้งแนวป้องกันการหลบหนีด้วยความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว สายตาของท่านชายกำลังมองหาอาวุธที่ถนัดมือ ดาบไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบใช้งาน เขาอยากได้บางสิ่งที่ยาวมากกว่านั้น...
(หืม... อันนั้นก็ได้) ดวงตาหันไปเจอคราดไม้ที่วางอยู่ริมทางเดินสวนสมุนไพร หนุ่มน้อยจึงพุ่งตัวไปทิศทางนั้นแล้วใช้เท้าเตะมันขึ้นมาจนลอยเข้าสู่มือ
(ไว้พี่จะรักษารอยช้ำให้เจ้าทีหลังนะน้องชาย...) หลังขอโทษในใจคราดไม้ก็ควงอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือ การต่อสู้ในครั้งนี้เขาไม่ยั้งมือมากนักเพราะอยากสอนสั่งสิ่งสำคัญให้อีกฝ่ายจดจำเสียหน่อย
ขา... แขน... มือ แผ่นหลัง หัวไหล่ทั้งสองข้างของอีธานกำลังเจ็บจนระบม คราดไม้ที่ดูไร้พิษสงกลายเป็นอาวุธร้ายกาจขนาดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่? อีกฝ่ายดูเหมือนจะยั้งมือมากแล้วเมื่อเขาไม่ได้ใช้ส่วนที่เป็นหัวคราดเพื่อโจมตีทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
“เป็นไง... หมดแรงแล้วเหรอเจ้าลูกหมา” ดวงตาของอีธานเบิกโพลงเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว ทำไมเขาเพิ่งจะนึกออก...
“สามหาว! เจ้ากำลังล่วงเกินลอร์ดอีธานแห่งเทราส! น้องชายของลอร์ดเดวิด ทุกคนคุมตัวมันไว้...” ทหารทั้งหลายเริ่มชักอาวุธออกมาแล้ว สายตาของเด็กหนุ่มแปลกหน้าจึงเริ่มเย็นชา
“ข้าสั่งสอนน้องชายตัวเอง ผิดตรงไหน...” ภาพมายาเริ่มสลายตัว พลังแห่งแผ่นดินที่ไม่เคยใช้มานานกำลังกดร่างทหารทุกคนเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กริมเมล... ครูฝึกจากเทราส ผู้สั่งการให้ทหารเข้าจับกุมเขา
“ลอร์ด...ลอร์ดเดวิด!”
“ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตนเอง ก็คงจะไม่ทราบว่าพวกเจ้าสั่งสอนน้องชายข้าให้หลงละเลิงในอำนาจทางสายเลือดขนาดไหน...” ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเรดวู้ดเดินอย่างเชื่องช้าไปยังกริมเมล มือขวายังถือคราดไม้เล่มโตเอาไว้แน่น “ข้าผิดหวังนัก หรือนี่จะเป็นวิธีสอนสั่งนักรบแห่งปราการทองคำ”
“ข้า... ข้าสอนสั่งการวางตัวที่พึงมีของลอร์ดแห่งดินแดนให้นายน้อย ไม่คิดว่าจะทำให้ท่านขุ่นเคือง...”
“ยังไม่ทราบความผิดของตนอีกหรือ? สอนสั่งผู้ปกครองให้ฉุนเฉียว หากอนาคตลงไม้ลงมือกับชาวบ้านหรือคนแปลกหน้าได้ตามอำเภอใจ แล้วดินแดนจะสงบสุขได้อย่างไร เจ้าก็รู้ดี ว่าน้องชายของข้าต้องปกครองเทราสในอนาคต”
“ลอร์ด...แห่งดินแดนควร...ควรจะมีอำนาจสูงส่ง และแบ่งแยกตนเองออกจากประชาชน... เพื่อคงอำนาจนั้นไว้ ข้าไม่คิด ว่านี่คือความผิดพลาดแต่ประการใด”
“ถ้าเช่นนั้น...”
เปรี้ยง! คราดไม้ด้ามยาวแตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ เมื่อมันตกกระทบใบหน้าของกริมเมล ร่างของชายวัยกลางคนผู้ล่ำสัน ลอยกระเด็นไปไกลหลายช่วงตัว ทหารผู้แข็งแกร่งระดับนักรบที่ผ่านศึกมานานหมดสติในทันที
“ข้าไม่พอใจ และใช้อำนาจทำตามที่เขาสอนแล้ว... เอาตัวไปรักษาพยาบาลให้เรียบร้อย จากนั้นก็ส่งกลับเทราสไปเสีย ข้าไม่ต้องการเปลี่ยนน้องชายให้กลายเป็นลอร์ดไร้สติที่ปกครองดินแดนจนลุกเป็นไฟ” คิทเดินมาหาน้องน้อยที่ยืนตัวสั่นอยู่พักหนึ่งแล้ว เหมือนเด็กที่เพิ่งทำผิดแล้วถูกจับได้ยิ่งนัก
“เจอแค่คนยั่วยุเล็กน้อย ถึงขนาดต้องลงไม้ลงมือตามวิถีนักรบเชียวหรือ ถ้าหากเจ้าต้องเจอผู้คนอีกมากมายนอกแดนเหนือที่ร้ายกาจมากกว่านี้เล่า อนาคตคงจะมีแต่สงครามใช่ไหม”
“ข้า...ข้า...” เด็กวัยเก้าขวบ ควรจะได้รับการสอนสั่งให้รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองได้แล้ว อย่างน้อยเขาควรจะรู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่านี้ อีธานนั้นเฉลียวฉลาดและรับรู้ได้ว่าพี่ชายของตนต้องการจะสื่ออะไร “ข้าขอโทษขอรับ ท่านพี่...”
“ฝีมือดาบของเจ้าก็มิได้ย่ำแย่ ถ้าเกิดผิดพลาดทำชาวบ้านบาดเจ็บปางตาย... ข้าคงจะผิดหวังในตัวเจ้ามาก” คิทนั่งยองลงไปเพื่อสบตากับน้องชายแล้ว “เล่นสนุกน่ะได้ เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ก็ได้ แต่เจ้าต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อนาคตเจ้าต้องปกครองแดนเหนือที่เป็นบ้านของเราให้สงบสุข เข้าใจไหม?”
ภาพอีธานที่ยืนนิ่งตาแดงก่ำและมีน้ำตาซึมออกมา ทำให้ผู้เป็นพี่ชายรู้สึกปวดใจนัก แต่ถ้าเขาปลอบใจน้องน้อยในตอนนี้ บทเรียนสำคัญในวันนี้คงจะไม่ได้รับการจดจำอย่างมีประสิทธิภาพนัก แทนที่จะรับน้องตัวแสบมาอุ้มให้หายร้องไห้เหมือนเดิม เขากลับเลือกที่จะเดินจากไป บางครั้งบทเรียนที่จะทำให้คนเราเติบโตก็ไม่สวยหรูอย่างที่คิด
“พวกเจ้าก็ด้วย” คิทหันมาทางอลันและน้องคนอื่น “เห็นพี่น้องทำผิดต้องคอยตักเตือนกันเข้าใจไหม เราเป็นครอบครัว! ข้าก็เป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่ง อีธานก็เช่นกัน พวกเราไม่ต่างอะไรจากพวกเจ้านักหรอก”
“ข้าเข้าใจครับพี่คิท พวกเราจะจำไว้ให้มั่นขอรับ” อลันรับคำอย่างหนักแน่น เขาเข้าใจเรื่องราวครั้งนี้ได้ดีทีเดียว
“ดี... ครอบครัวต้องเป็นแบบนี้” มือใหญ่ขยี้หัวอลันที่สูงขึ้นมามากแล้ว จากนั้นก็กระซิบอย่างแผ่วเบาที่ใบหู
“พาเจ้าขี้แยไปล้างหน้าล้างตาหน่อยไป พี่เห็นแล้วปวดใจ”
“ได้ครับ ฮี่ ๆ” อลันหลุดขำเล็กน้อย ก่อนจะลากอีธานออกไปทางบ่อน้ำด้านหลังอย่างเป็นธรรมชาติ
วันนี้คิทมั่นใจแล้วว่า รายงานที่มีส่งมาให้อ่านทุกวันบนโต๊ะไม้ของเขานั้น ไม่ใช่ทุกสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในเมือง ดูท่า... เขาคงต้องเร่งรัดกิลเบิร์ตให้รีบเฟ้นหาครูฝึกเพื่อสร้างกลุ่มงานสายข่าวของดินแดนให้เร็วมากกว่านี้
ยังมีเรื่องที่ต้องคุยกับท่านตาเอ็ดวินอีก เขาไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนความคิดของครอบครัวหมีแห่งเทราสได้หรือเปล่า ทว่าสมองกลับฉุกคิดได้ว่าการปกครองของที่นั่น ค่อนข้างเป็นกันเองและเหมือนเป็นสหายร่วมรบมากกว่า แล้วความคิดของกริมเมลเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?
“หลังรักษาให้กักตัวกริมเมลเอาไว้ แล้วส่งตัวไปให้คอลลินกับวิลเลี่ยมที่อาคารผู้ตรวจการกลาง ระบุให้ชัดเจนว่า ‘รอการไต่สวน’ พร้อมสืบประวัติย้อนหลังด้วย”
“ขะ... ขอรับ”
หลังสั่งงานด้วยความเยือกเย็น ท่านชายก็เข้าเยี่ยมเยียนน้อง ๆ ทั้งหลายด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม สิ่งที่แปลกไปบ้างคงเป็นอีธานที่ตามมาในภายหลัง เจ้าตัวเล็กเกาะติดชายเสื้อเขาตลอดเวลาแต่กลับไม่กล้าสบสายตาเสียอย่างนั้น
การดูแลของคณะดนตรีผู้พิการ สามารถช่วยเหลือและบรรเทาอาการทางจิตที่หวาดกลัวคนแปลกหน้าได้ดีทีเดียว เด็ก ๆ ที่ถูกทรมานมาอย่างหนักหน่วงเริ่มเปิดใจแล้ว เมื่อบ้านแห่งใหม่ช่างสะดวกสบาย อาหารมีให้กินเต็มอิ่ม แถมยังอบอุ่นยิ่งนัก
คิทรู้สึกเบาใจแล้ว ความคิดเห็นส่วนตัวของเขาอยากให้มีศูนย์ช่วยเหลือคนพิการและผู้ประสบภัยในอนาคต ไอเดียเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้คนเริ่มผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เขาคงต้องโยนงานให้ฝ่ายบริหารเมืองหลังจากที่กลุ่มผู้นำมีภาระติดพันน้อยลง
ระหว่างเดินทางกลับด้วยรถม้าประจำตัวของอีธาน คิทก็ทนความเงียบไม่ไหว เจ้าเด็กตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แต่ยังจับชายเสื้อของเขาไว้แน่นจึงถูกอุ้มมานั่งบนตักเหมือนเคย
มีเพียงเสียงสะอื้นของท่านชายน้อยที่กำลังปลดปล่อยความตึงเครียดในใจออกมาเท่านั้น
บ่ากว้างของพี่ชายเริ่มเปียกแฉะ เขาจึงได้แต่ลูบหลังอย่างแผ่วเบา แล้วสั่งการให้คนขับรถม้าเคลื่อนตัวช้าลงหน่อย
หลังจากน้ำตาไหลรินจนหายเศร้าแล้ว สองพี่น้องก็รู้สึกว่าพวกตนมีความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นกว่าเดิม
เสียงหยอกล้อว่า ‘เจ้าขี้แย’ ดังออกมาอีกหลายครั้งทีเดียว