ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 103 ฝึกปราณอีกครา

            ผมเลือกห้องเงียบที่สุดในเรือนรับรองของตระกูลซุนมาใช้ฝึกปราณ

            ก็แหงล่ะ..

            ไม่มีที่ไหนจะเหมาะเท่าห้องที่แม้แต่เสียงลมหายใจยังแทบจะดังเกินไปแบบนี้

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลจากผม ใบหน้าท่านนิ่งเสียจนผมนึกว่ากำลังสังเกตเงาปีศาจในจิตตัวเองอยู่ด้วยซ้ำ

            ดวงตาหลับพริ้มแบบคนที่ดูเหมือนจะหลับ

            แต่จริง ๆ แล้วฟังทุกเสียง

            ส่วนผมก็ทำตามบ้าง..

            หลับตา หายใจลึก ๆ พยายามรวบรวมพลังปราณที่กระจัดกระจายเหมือนฝูงเด็กแสบหลังเลิกเรียนให้กลับมาอยู่ในจุดเดียว

            ไม่ใช่แค่เพราะอยากฝึกให้เก่งขึ้นเท่านั้น..

            แต่เพราะการประลองที่กำลังจะมา..

            มันมีเวลาให้ผมน้อยนิดยิ่งนัก..

             

            แต่เอาเข้าจริง..

            มันไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนั่งคิดเลยสักนิด

            ทุกครั้งที่ผมพยายามตั้งสติ กำลังจะจับจังหวะกระแสพลังปราณที่เพิ่งผสานเมื่อช่วงบ่านให้มันแนบเนียนขึ้นอีกหน่อย

            ภาพของเจ้าหน้าบึ้งคิ้วดุอย่างทงบีโฮก็ดันโผล่ขึ้นมาในหัวไม่เลิก

            ไม่ใช่แค่ภาพตอนแลกอาวุธกันอย่างบ้าระห่ำหรอกนะ

            แต่มันเป็นคำพูดของหมอนั่นต่างหาก ที่บอกความจริงกับผมว่ามันเป็น 'บุตรชายอดีตเจ้าเมืองชมดารา บุรุษคนสุดท้ายแห่งตระกูลทง'

            คือ.. มันก็ฟังดูอลังการดีอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าตอนที่หมอนั่นพูด..

            ตามันเหมือนจะข่มอารมณ์ไม่ให้ฆ่าผมอยู่น่ะนะ

            แถมยังทิ้งปริศนาไว้ให้ผมมานั่งปวดหัวเล่นอีก..

            'หนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซาน'! อะไร!! บอกชื่อมาตรง ๆ มันยากนักหรือยังไง หรือสู้ไม่บอกเลยยังดีซะกว่า

            หมอนั่นคิดว่าผมชอบอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนหรือยังไง!

            แต่อย่างน้อยนิยายพวกนั้นก็ยังมีเฉลยท้ายเล่ม แล้วเรื่องของทงบีโฮล่ะ? ใครจะมาเฉลยให้ผม?

             

            แล้วด้วยแบบนั้น.. ผมเลยตั้งสติรวบรวมสมาธิไม่ได้สักที

            ยิ่งผมพยายามนิ่งเท่าไหร่ ไอ้ภาพพวกนั้นมันก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีใครโยนหินลงบึงในหัวผม แล้วน้ำก็ดันชอบกระเพื่อมตอนผมกำลังพยายามรวบรวมสติทุกที

            ผลลัพธ์ก็ไม่ต้องเดาเลย

            พลังปราณเริ่มเพี้ยน กระแสพลังที่ควรไหลลื่นก็เริ่มติด ๆ ขัด ๆ เหมือนมันไม่อยากเล่นด้วย

            ผมรู้แหละว่าถ้ายังฝืนต่อ สมองผมอาจจะปะทะกับผนังในร่างของตัวเองก่อนพลังจะได้ถูกใช้งาน

            สุดท้ายเลยถอนใจเฮือกใหญ่ เก็บปราณลงแล้วก็ลืมตาขึ้นมาเหมือนนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่เข้าหัวแล้วตัดสินใจไปงีบแทน

             

            “อย่างไร? คิดฟุ้งซ่านอยู่ฤๅ?”

            เสียงทุ้มต่ำของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

            ดวงตาท่านยังหลับอยู่เหมือนเดิม แต่ดันจับจังหวะหัวผมที่ว่อกแว่กได้

            “คิดมากเรื่องพ่อเสวี่ยซาน.. ฤๅเป็นพ่อบีโฮกันเล่า?”

             

            ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหน้าลงเล็กน้อย

            ไม่ใช่เพราะอยากแสดงความนอบน้อมอะไรหรอก

            แต่เพราะมันอึดอัดจนต้องหาทางระบายออกบ้าง

            “ก็ทั้งสองเรื่องขอรับท่านผู้เฒ่าฯ

            แต่เรื่องของบีโฮดูจะหนักที่สุด..

            ข้ายังคงสงสัยว่าใครกันแน่ที่สอนปราณกระบี่ให้มันจนไม่อาจสงบใจได้เลย”

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่พยักหน้าช้า ๆ อย่างกับกำลังขบคิดอะไรลึก ๆ อยู่นาน

            “เรื่องพ่อบีโฮ..

            ถ้าตามที่เอ็งคิดเป็นจริง ว่ามันนั้นเป็นคนดี

            เช่นนั้นเรื่องใครผู้อื่นจักสอนก็หาใช่สาระสำคัญอันใดไม่

            เอ็งจงเชื่อฉัน.. พ่อเจี้ยน..

            หกกระบี่แห่งซื่อซานล้วนเป็นคนดี..

            เหล่านั้นย่อมเลือกสอนเฉพาะคนที่เนื้อแท้เป็นคนดี..

            อาจละอ้ายเวรลูกชายตัวดีของฉันไว้คน..”

            ท่านผู้เฒ่าหยุดชั่วอึดใจ

            สีหน้าดูเหมือนจะใช้เวลาเคี้ยวถ้อยคำในใจอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยประโยคต่อมาราวกับโยนเบาะแสใส่หน้าผมแบบเนียน ๆ

            “แล้วถ้าหากเอ็งยังอยากได้คำตอบในเรื่องนี้..

            ก็ดูเหมือนจักมีอีกคนที่เอ็งมองข้ามไป”

             

            ผมเงยหน้าขึ้นมองท่านผู้เฒ่าด้วยสีหน้าแบบคนที่ถูกโยนโจทย์เลขยากใส่หน้ากลางคาบแรกของช่วงเช้า

            คิ้วผมขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องใช้คำสั่งจากสมอง

            “ใครขอรับ?”

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ลืมตาขึ้นช้า ๆ

            แววตาของท่านดูสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง

            “อดีตท่านเจ้าคุณอย่างไรเล่า..

            จอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่ จงหมิง”

             

            ผมพลันทำหน้าสงสัยกว่าเดิม

            “อดีตท่านเจ้าสำนัก?”

            ผมพึมพำออกมาแบบงง ๆ

            เพราะจากที่ผมรู้มา.. จอมปราชญ์กระบี่ฟ้าหลี่จงหมิง น่ะ

            เขาคือเจ้าสำนักรุ่นก่อนที่ถอนตัวออกจากยุทธภพ

            กระทั่งตอนนี้ก็ไม่มีใครหาเขาพบมานานแล้ว

            มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่าที่ทงบีโฮมันจะโชคดีได้เจอกับท่านอดีตเจ้าสำนักน่ะ

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่คงเห็นความสงสัยในแววตาผม ท่านจึงกล่าวเสริม

            “เอ็งอย่าลืม..

            ว่าท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์เองก็เป็นเจ้าสำนัก..

            ถึงแม้นว่าจักเป็นอดีต..

            กระนั้นก็มิอาจมองข้ามคำว่าเจ้าสำนักที่ตามหลัง

            ซ้ำ..

            ก่อนเขาจักเป็นเจ้าสำนัก เขาก็เคยเป็นหนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซานรุ่นก่อน

            อีกทั้ง

            หนึ่งในกระบี่แห่งซื่อซานหรือก็คือพ่อหลิวหลง..พ่อของเอ็งนั้นสิ้นแล้ว

            ทำให้ตำแหน่งหกกระบี่แห่งซื่อซานนั้นอยู่ไม่ครบ

            จึงเป็นไปได้ที่ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์จักหาคนมาเติมเป็นกระบี่เล่มที่หกให้ครบตามจำนวน”

            เสียงของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ดังชัดเจนพอ ๆ กับเสียงกริ่งปลุกตอนเช้าในวันสอบ

            หูผมยังได้ยินครบถ้วนทุกคำที่แกพูด

            แต่สมองก็ประมวลผลทุกอย่างแบบไม่รอให้ใครสั่ง

            เหมือนมีประตูบานใหญ่เปิดปั่งเข้าใส่กลางหัว แล้วข้อมูลเก่าที่เคยโดนฝุ่นทับก็เริ่มผุดขึ้นมาทีละชั้น ทีละชั้น

            ความเชื่อมโยงที่เคยเหมือนปริศนาเลือนราง ตอนนี้เริ่มเรียงตัวกันอย่างมีเหตุมีผลจนน่าหวั่น

             

            ผมหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความคิดไหลย้อนกลับไปยังชื่อที่เคยได้ยินมาจากคำบอกเล่า

            ชื่อของ 'หกกระบี่แห่งซื่อซาน' ที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดถึงกันว่าคือสุดยอดของปราณกระบี่ในยุทธภพ

            คนแรก.. ไม่มีใครอื่น นอกจากอาป๊าของผมเอง

            คนที่ใครต่อใครต่างยกย่องว่าเป็น 'เกล็ดครามแห่งซื่อซาน' พี่ใหญ่ของหกกระบี่แห่งซื่อซาน

            แต่ตอนนี้ท่านจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เรื่องที่จะเป็นอาจารย์สอนใครในยุคนี้ก็คงต้องตัดทิ้งไปแบบไม่ต้องคิดเยอะ

             

            คนที่สอง.. พ่อบุญธรรมของผม.. ช่างซื่อ.. หัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน

            ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันมาแปดเดือนแล้ว แต่เขาก็เพิ่งกลับมาที่ยุทธทวีปไม่นานพร้อมผม

            แม้จะพอมีช่องให้คิดว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนสอนปราณกระบี่ให้ทงบีโฮ

            แต่พอผมนึกถึงตอนที่ต้องฟาดฟันกับเจ้าบีโฮ

            ความรู้สึกมันฟ้องอยู่ในกระดูกคือ ปราณกระบี่ของหมอนั่นมันแข็งแกร่ง แถมลื่นไหลแบบคนที่นั่งฝึกมานับสิบปี นานกว่าผม และไม่ใช่แค่นานกว่า แต่ยังเนียนกว่าแบบเห็น ๆ

            ซึ่งถ้าเอาเวลาที่ยี่ฟู่เพิ่งมาอยู่เทียบกับความเชี่ยวชาญขนาดนั้น..

            มันไม่ลงล็อกเลยจริง ๆ

             

            คนที่สาม.. ก็เจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักคนปัจจุบัน.. ท่านซุนป๋ายเหยียน 'จอมยุทธ์วานรขาวแห่งซื่อซาน'

            เอาตรง ๆ คือผมแทบจะตัดชื่อเขาทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มคิดด้วยซ้ำ

            เพราะจากที่โหวหวังเคยเล่าให้ฟัง!

            เจ้าสำนักคนนี้ทั้งเคร่ง ทั้งเป๊ะ ทั้งยังไม่เคยรับศิษย์สายตรงคนไหนในรุ่นนี้เลยสักคน

            แต่ก็อีกนั่นแหละ.. ความคิดมันก็ชอบเล่นตลก..

            ใครจะไปรู้.. ท่านเจ้าสำนักอาจจะมีศิษย์ลับ ๆ แอบเก็บไว้สักคน แล้วไม่เปิดเผยให้ใครรู้เพื่อกันพวกสื่อมวลชนยุทธภพมาปั่นข่าวก็เป็นไปได้

            กันข่าวเชื่อมโยงกับหลี่ชิวเหมยน่ะ

             

            ส่วนอีกสามคนที่เหลือ.. ท่านเจ้าเขาเบญจมาศ ท่านรองเจ้าสำนักและเงาของท่านเจ้าสำนัก พวกเขาทั้งสามคนนั้นเป็นคนตำแหน่งสูงของสำนักกันทั้งหมด จึงต้องรักษาระเบียบ

            ยกเว้นเสียแต่ว่าจะได้รับไฟเขียวเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับกรณีของผม ที่ยี่ฟู่เป็นคนสอนให้ตรง ๆ แบบพิเศษเฉพาะกิจที่คนทั่วไปไม่รู้หรอก

             

            เมื่อไล่ความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว สายตาผมก็วกกลับไปที่คำพูดของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่อีกครั้ง

            อดีตท่านเจ้าสำนัก.. จอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่จงหมิง

            แล้วเหมือนฟ้าผ่าเบา ๆ ใส่กลางสมอง!

            ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแบบที่ผมเองยังงงว่าทำไมเพิ่งนึกได้ตอนนี้

            ความคิดว่าเจ้าบีโฮอาจเป็นศิษย์ลับของท่านอดีตเจ้าสำนักมันโผล่มาแบบไม่มีสัญญาณเตือน

             

            แล้วมองจากแววของทงบีโฮแล้ว..

             

            มันก็ไม่ได้ดูเป็นคนเลวขนาดนั้น

             

            มันก็แค่.. อืม.. ก็แค่คนที่มีความแค้นแน่นอยู่ในอกเยอะไปหน่อย

             

            แถมดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งสำนักยังดันบอกว่าคนที่เป็นร่างสถิตมังกรครามเป็นคนที่สามในคำทำนายอีก

             

            แล้วอีกเรื่องนึง.. สำคัญด้วย!

             

            ตอนที่หมอนั่นฟาดซุนโหวหวังจนร่วง มันมีโอกาสจะฆ่าให้ตายได้เลยด้วยซ้ำ

             

            แต่มันไม่ทำ! ทั้ง ๆ ที่โหวหวังเองก็เป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลซุน แถมหมอนั่นยังมีหน้ามาใช้ปราณน้ำแข็งห้ามเลือดให้อีกแน่ะ

             

            ในสายตาผม..

             

            ทงบีโฮเป็นเหมือนคนที่แบกแค้นมาเต็มอก แต่ยังไม่ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจ

             

            มันน่าจะรู้ดีว่าพวกรุ่นหลังของตระกูลห้าเสาหลักไม่เกี่ยวกับอดีตที่เลวร้ายพันธุ์นั้น

             

            แต่มันคงต้องการคำอธิบาย ต้องการปลดล็อกอะไรบางอย่าง

             

            หรือไม่..

             

            ก็เป็นช่วงที่ความแค้นของมันแน่นอกจนเกินไป

             

            เลยมาหาที่ระบายเฉย ๆ

            แล้วดันทำให้ปมที่ติดอยู่ในอกผมคลายออกเฉยเลย!

            แปลกดีไหมล่ะ?

            แม้จะยังไม่มีหลักฐานสักชิ้นยืนยันข้อเท็จจริงนั้น..

            แต่อะไรหลายอย่างมันก็ชี้ไปในทางนั้นทั้งหมด

            ความเคลือบแคลงในตัวบีโฮที่เคยรุมกันอยู่ในหัวผมก็เบาลงแบบเห็นได้ชัด

            และสำหรับผม..

            นี่แหละคือคำอธิบายที่ฟังแล้วไม่ขัดใจตัวเองที่สุด

             

            เมื่อปมในใจที่เคยพัวพันอยู่ในหัวเหมือนเชือกพันกันยุ่ง ๆ คลี่ออกหมด

            ผมก็โล่งเหมือนคนที่ถอนฟันคุดแล้วหมอฟันดันสวยเป็นพิเศษ

            ใช่ครับ..

            โล่งใจแบบนั้นเลย

             

            ผมหันไปมองท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ด้วยสายตาแบบเดิม

            “เช่นนั้น..

            เรามาฝึกกันต่อเถอะขอรับท่านผู้เฒ่า”

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ยิ้มมุมปากแบบที่คนเก่งมักจะทำเวลาลูกศิษย์ทำถูก

            แล้วท่านก็นั่งกลับไปในท่าขัดสมาธิเหมือนเดิม เป๊ะยิ่งกว่าพระพุทธรูปที่ไม่มีแผ่นทองปิดหลัง

            เตรียมจะเทคำชี้แนะใส่หัวผมต่ออย่างไม่ให้ได้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว

             

            เวลาผ่านไปไวเหมือนตอนดูซีรีส์สนุก ๆ แล้วเผลอกดตอนถัดไปโดยไม่รู้ตัว

            ผมจมดิ่งอยู่กับการฝึกแบบไม่หายใจหายคอ

            เสียงลมปราณในร่างหมุนวนเบา ๆ เหมือนพัดลมเบอร์ต่ำ แต่ทรงพลังแบบเครื่องฟอกอากาศราคาแพง สลับกับเสียงชี้แนะของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ราวกับ GPS ที่ตั้งให้เตือนทุกกิโลเมตร

            พอลืมตาขึ้นมาอีกที ก็รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งกลับจากการเดินทางรอบโลก พลังปราณในตัวที่พุ่งขึ้นจนถึงจุดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะถึงได้ง่าย ๆ

            แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ เข้ามา บอกชัดว่าด้านนอกดึกจนพระจันทร์เองยังอาจจะง่วงแล้ว

            แต่สิ่งที่ต่างออกไปชัด ๆ คือพลังธาตุในตัวผม

            ในตอนนี้.. ไฟยังเดือด น้ำยังเย็น แต่ทั้งสองอย่างกลับไหลไปด้วยกันแบบไม่ต่อต้านกันเลยสักนิด

            มันสมดุลในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            และที่สำคัญ..

            มันเหนือกว่าตอนสู้กับทงบีโฮแบบทิ้งขาด

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ผงกหัวเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก

            แบบที่ดูจากแววตาแล้วรู้เลยว่า 'เอ็งทำได้ดีนะ แต่ฉันจะไม่พูดตรง ๆ ให้เอ็งเหลิงหรอก'

             

            “ดี..ดีมากพ่อเจี้ยน

            เอ็งทำได้เกินความคาดหมายของฉันนัก!

            การผสานธาตุขั้วตรงข้ามให้เขากันถึงเพียงนี้โดยไม่ทำให้ธาตุไฟแตกซ่าน

            แก่จนขนทั้งตัวหงอกก็เพิ่งจักเคยเห็นจากเอ็งนี่แล!”

             

            ยิ่งได้ฟังคำชม..

            ผมก็รู้สึกเหมือนมีพลังเสริมหมุนอยู่ในตัว เหมือนมีคนเติมถ่านใหม่เข้าไปในเตาหมูกะทะจนอยากจะโยนชิ้นเนื้อลงไปย่างใหม่

             

            แต่พอจะก้มหน้ากลับไปฝึกต่อ..

            ท่านผู้เฒ่าวานรก็ดันเอ่ยขัดขึ้นซะก่อน

            เสียงท่านมาแบบไม่มีจังหวะให้ผมหยุดคิดเลยด้วยซ้ำ

            “พอแล้วพ่อเจี้ยน..

            ฝึกต่อก็มิช่วยอะไรแล้ว

            เพราะสิ่งที่เอ็งเรียนรู่นี่เกินกว่าระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายเสียด้วยซ้ำ

            ยามนี้.. เอ็งควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว

            นี่ก็ดึกมากโขแล้ว”

             

            ผมหันไปมองดวงจันทร์อีกครั้ง..

            ท้องฟ้านั่นบอกว่านี่ก็ดึกพอควร

            ผมจึงหันกลับไปผงกหัวเบา ๆ แบบพอเป็นพิธี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รู้สึกว่าร่างกายมันเบาเหมือนเพิ่งถูกอัปเกรดระบบใหม่สด ๆ ร้อน ๆ

            ความเหนื่อยที่เคยสะสมเหมือนโดนรีเซตหายเกลี้ยง เหลือไว้แค่ความสดชื่นแบบคนที่พึ่งจิบโอเลี้ยงแก้วแรกหลังฝึกหนัก

            “ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามากขอรับ ที่ชี้แนะให้ข้าเข้าใจเรื่องการผสานธาตุอย่างถ่องแท้”

             

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ยิ้มบาง ๆ แบบที่พอเห็นแล้วก็รู้เลยว่า นี่คือรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองพูดน้อยแต่เข้าเป้าเสมอ

            “ทั้งหมดเป็นเอ็งเองที่เข้าใจเองพ่อเจี้ยน

            ฉันเพียงชี้ทางให้ก็เท่านั้น

            การผสานธาตุธรรมดานั้นคนทั่วไปอาจทำได้

            แต่การผสานธาตุขั้วตรงข้ามอย่างน้ำและไฟได้แนบแน่นถึงเพียงนี้..

            มันเกินกว่าคนทั่วไปจักทำได้จริงๆ”

             

            ผมยิ้มรับแบบคนที่เพิ่งผ่านการสอบไล่สายพลังมาได้สด ๆ ร้อน ๆ แล้วก็ก้มตัวขอบคุณอีกครั้งอย่างสุภาพ ไม่ได้ทำเพราะเคร่งพิธีอะไรหรอก

            แต่อย่างน้อยก็อยากให้ท่านผู้เฒ่ารู้ว่าผมรู้สึกขอบคุณเขาจริง ๆ

            “เช่นนั้น.. ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะขอรับท่านผู้เฒ่าฯ”

             

            ผมเดินออกจากห้อง ตัวยังอุ่นด้วยปราณที่หมุนวนอยู่ข้างใน

            แต่พอเจอแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง มันก็เหมือนโลกทั้งใบเบาเสียงลงให้กับภาพตรงหน้า

            แต่ที่ตรงหน้าประตู.. ตรงนั้นมีเงาตะคุ่ม ๆ ทอดอยู่

            ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วก็เห็นเธอ

             

            หลินซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ที่เธอยกมาวางไว้หน้าห้อง

            ผมไม่รู้ว่าเธอมาตอนไหน แต่ตอนนี้เธอหลับไปแล้ว

            ใบหน้าเรียบนิ่งซบลงกับไหล่ คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนกำลังหนีใครสักคนในฝัน

            มือบาง ๆ ของเธอกอดเข่าแน่นจนดูเหมือนเด็กหลงทาง

            ไม่ต้องเดาเลยว่าเธอคงนั่งรอผมอยู่นานมากแล้ว และไม่ยอมไปพักเหมือนคนทั่วไปเขาทำกันด้วย

             

            ผมยืนมองหลินซินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบ่นพึมพำเบาๆ

            “เหนื่อยก็ไม่รู้จักไปนอน.. ดื้อเหมือนใครกันนะ..”

            ผมถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ ย่อตัวลงอย่างเงียบเชียบ จัดเสื้อผ้าให้เธอเล็กน้อยแบบเบามือที่สุด ด้วยกลัวเธอตื่น

            แล้วผมก็สอดแขนอุ้มร่างบางของเธอขึ้นมาอย่างระวังสุดชีวิต อย่างกับกำลังยกแจกันโบราณที่ป้ายราคาแพงจนเหงื่อซึมมือ

            ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของหลินซินอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้