ผมเลือกห้องเงียบที่สุดในเรือนรับรองของตระกูลซุนมาใช้ฝึกปราณ
ก็แหงล่ะ..
ไม่มีที่ไหนจะเหมาะเท่าห้องที่แม้แต่เสียงลมหายใจยังแทบจะดังเกินไปแบบนี้
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลจากผม ใบหน้าท่านนิ่งเสียจนผมนึกว่ากำลังสังเกตเงาปีศาจในจิตตัวเองอยู่ด้วยซ้ำ
ดวงตาหลับพริ้มแบบคนที่ดูเหมือนจะหลับ
แต่จริง ๆ แล้วฟังทุกเสียง
ส่วนผมก็ทำตามบ้าง..
หลับตา หายใจลึก ๆ พยายามรวบรวมพลังปราณที่กระจัดกระจายเหมือนฝูงเด็กแสบหลังเลิกเรียนให้กลับมาอยู่ในจุดเดียว
ไม่ใช่แค่เพราะอยากฝึกให้เก่งขึ้นเท่านั้น..
แต่เพราะการประลองที่กำลังจะมา..
มันมีเวลาให้ผมน้อยนิดยิ่งนัก..
แต่เอาเข้าจริง..
มันไม่ได้ง่ายเหมือนตอนนั่งคิดเลยสักนิด
ทุกครั้งที่ผมพยายามตั้งสติ กำลังจะจับจังหวะกระแสพลังปราณที่เพิ่งผสานเมื่อช่วงบ่านให้มันแนบเนียนขึ้นอีกหน่อย
ภาพของเจ้าหน้าบึ้งคิ้วดุอย่างทงบีโฮก็ดันโผล่ขึ้นมาในหัวไม่เลิก
ไม่ใช่แค่ภาพตอนแลกอาวุธกันอย่างบ้าระห่ำหรอกนะ
แต่มันเป็นคำพูดของหมอนั่นต่างหาก ที่บอกความจริงกับผมว่ามันเป็น 'บุตรชายอดีตเจ้าเมืองชมดารา บุรุษคนสุดท้ายแห่งตระกูลทง'
คือ.. มันก็ฟังดูอลังการดีอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าตอนที่หมอนั่นพูด..
ตามันเหมือนจะข่มอารมณ์ไม่ให้ฆ่าผมอยู่น่ะนะ
แถมยังทิ้งปริศนาไว้ให้ผมมานั่งปวดหัวเล่นอีก..
'หนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซาน'! อะไร!! บอกชื่อมาตรง ๆ มันยากนักหรือยังไง หรือสู้ไม่บอกเลยยังดีซะกว่า
หมอนั่นคิดว่าผมชอบอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนหรือยังไง!
แต่อย่างน้อยนิยายพวกนั้นก็ยังมีเฉลยท้ายเล่ม แล้วเรื่องของทงบีโฮล่ะ? ใครจะมาเฉลยให้ผม?
แล้วด้วยแบบนั้น.. ผมเลยตั้งสติรวบรวมสมาธิไม่ได้สักที
ยิ่งผมพยายามนิ่งเท่าไหร่ ไอ้ภาพพวกนั้นมันก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีใครโยนหินลงบึงในหัวผม แล้วน้ำก็ดันชอบกระเพื่อมตอนผมกำลังพยายามรวบรวมสติทุกที
ผลลัพธ์ก็ไม่ต้องเดาเลย
พลังปราณเริ่มเพี้ยน กระแสพลังที่ควรไหลลื่นก็เริ่มติด ๆ ขัด ๆ เหมือนมันไม่อยากเล่นด้วย
ผมรู้แหละว่าถ้ายังฝืนต่อ สมองผมอาจจะปะทะกับผนังในร่างของตัวเองก่อนพลังจะได้ถูกใช้งาน
สุดท้ายเลยถอนใจเฮือกใหญ่ เก็บปราณลงแล้วก็ลืมตาขึ้นมาเหมือนนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่เข้าหัวแล้วตัดสินใจไปงีบแทน
“อย่างไร? คิดฟุ้งซ่านอยู่ฤๅ?”
เสียงทุ้มต่ำของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ดวงตาท่านยังหลับอยู่เหมือนเดิม แต่ดันจับจังหวะหัวผมที่ว่อกแว่กได้
“คิดมากเรื่องพ่อเสวี่ยซาน.. ฤๅเป็นพ่อบีโฮกันเล่า?”
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหน้าลงเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะอยากแสดงความนอบน้อมอะไรหรอก
แต่เพราะมันอึดอัดจนต้องหาทางระบายออกบ้าง
“ก็ทั้งสองเรื่องขอรับท่านผู้เฒ่าฯ
แต่เรื่องของบีโฮดูจะหนักที่สุด..
ข้ายังคงสงสัยว่าใครกันแน่ที่สอนปราณกระบี่ให้มันจนไม่อาจสงบใจได้เลย”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่พยักหน้าช้า ๆ อย่างกับกำลังขบคิดอะไรลึก ๆ อยู่นาน
“เรื่องพ่อบีโฮ..
ถ้าตามที่เอ็งคิดเป็นจริง ว่ามันนั้นเป็นคนดี
เช่นนั้นเรื่องใครผู้อื่นจักสอนก็หาใช่สาระสำคัญอันใดไม่
เอ็งจงเชื่อฉัน.. พ่อเจี้ยน..
หกกระบี่แห่งซื่อซานล้วนเป็นคนดี..
เหล่านั้นย่อมเลือกสอนเฉพาะคนที่เนื้อแท้เป็นคนดี..
อาจละอ้ายเวรลูกชายตัวดีของฉันไว้คน..”
ท่านผู้เฒ่าหยุดชั่วอึดใจ
สีหน้าดูเหมือนจะใช้เวลาเคี้ยวถ้อยคำในใจอยู่นานก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยประโยคต่อมาราวกับโยนเบาะแสใส่หน้าผมแบบเนียน ๆ
“แล้วถ้าหากเอ็งยังอยากได้คำตอบในเรื่องนี้..
ก็ดูเหมือนจักมีอีกคนที่เอ็งมองข้ามไป”
ผมเงยหน้าขึ้นมองท่านผู้เฒ่าด้วยสีหน้าแบบคนที่ถูกโยนโจทย์เลขยากใส่หน้ากลางคาบแรกของช่วงเช้า
คิ้วผมขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องใช้คำสั่งจากสมอง
“ใครขอรับ?”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ลืมตาขึ้นช้า ๆ
แววตาของท่านดูสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง
“อดีตท่านเจ้าคุณอย่างไรเล่า..
จอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่ จงหมิง”
ผมพลันทำหน้าสงสัยกว่าเดิม
“อดีตท่านเจ้าสำนัก?”
ผมพึมพำออกมาแบบงง ๆ
เพราะจากที่ผมรู้มา.. จอมปราชญ์กระบี่ฟ้าหลี่จงหมิง น่ะ
เขาคือเจ้าสำนักรุ่นก่อนที่ถอนตัวออกจากยุทธภพ
กระทั่งตอนนี้ก็ไม่มีใครหาเขาพบมานานแล้ว
มันจะบังเอิญเกินไปรึเปล่าที่ทงบีโฮมันจะโชคดีได้เจอกับท่านอดีตเจ้าสำนักน่ะ
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่คงเห็นความสงสัยในแววตาผม ท่านจึงกล่าวเสริม
“เอ็งอย่าลืม..
ว่าท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์เองก็เป็นเจ้าสำนัก..
ถึงแม้นว่าจักเป็นอดีต..
กระนั้นก็มิอาจมองข้ามคำว่าเจ้าสำนักที่ตามหลัง
ซ้ำ..
ก่อนเขาจักเป็นเจ้าสำนัก เขาก็เคยเป็นหนึ่งในหกกระบี่แห่งซื่อซานรุ่นก่อน
อีกทั้ง
หนึ่งในกระบี่แห่งซื่อซานหรือก็คือพ่อหลิวหลง..พ่อของเอ็งนั้นสิ้นแล้ว
ทำให้ตำแหน่งหกกระบี่แห่งซื่อซานนั้นอยู่ไม่ครบ
จึงเป็นไปได้ที่ท่านเจ้าคุณจอมปราชญ์จักหาคนมาเติมเป็นกระบี่เล่มที่หกให้ครบตามจำนวน”
เสียงของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ดังชัดเจนพอ ๆ กับเสียงกริ่งปลุกตอนเช้าในวันสอบ
หูผมยังได้ยินครบถ้วนทุกคำที่แกพูด
แต่สมองก็ประมวลผลทุกอย่างแบบไม่รอให้ใครสั่ง
เหมือนมีประตูบานใหญ่เปิดปั่งเข้าใส่กลางหัว แล้วข้อมูลเก่าที่เคยโดนฝุ่นทับก็เริ่มผุดขึ้นมาทีละชั้น ทีละชั้น
ความเชื่อมโยงที่เคยเหมือนปริศนาเลือนราง ตอนนี้เริ่มเรียงตัวกันอย่างมีเหตุมีผลจนน่าหวั่น
ผมหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความคิดไหลย้อนกลับไปยังชื่อที่เคยได้ยินมาจากคำบอกเล่า
ชื่อของ 'หกกระบี่แห่งซื่อซาน' ที่ใคร ๆ ก็ต่างพูดถึงกันว่าคือสุดยอดของปราณกระบี่ในยุทธภพ
คนแรก.. ไม่มีใครอื่น นอกจากอาป๊าของผมเอง
คนที่ใครต่อใครต่างยกย่องว่าเป็น 'เกล็ดครามแห่งซื่อซาน' พี่ใหญ่ของหกกระบี่แห่งซื่อซาน
แต่ตอนนี้ท่านจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เรื่องที่จะเป็นอาจารย์สอนใครในยุคนี้ก็คงต้องตัดทิ้งไปแบบไม่ต้องคิดเยอะ
คนที่สอง.. พ่อบุญธรรมของผม.. ช่างซื่อ.. หัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันมาแปดเดือนแล้ว แต่เขาก็เพิ่งกลับมาที่ยุทธทวีปไม่นานพร้อมผม
แม้จะพอมีช่องให้คิดว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นคนสอนปราณกระบี่ให้ทงบีโฮ
แต่พอผมนึกถึงตอนที่ต้องฟาดฟันกับเจ้าบีโฮ
ความรู้สึกมันฟ้องอยู่ในกระดูกคือ ปราณกระบี่ของหมอนั่นมันแข็งแกร่ง แถมลื่นไหลแบบคนที่นั่งฝึกมานับสิบปี นานกว่าผม และไม่ใช่แค่นานกว่า แต่ยังเนียนกว่าแบบเห็น ๆ
ซึ่งถ้าเอาเวลาที่ยี่ฟู่เพิ่งมาอยู่เทียบกับความเชี่ยวชาญขนาดนั้น..
มันไม่ลงล็อกเลยจริง ๆ
คนที่สาม.. ก็เจ้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักคนปัจจุบัน.. ท่านซุนป๋ายเหยียน 'จอมยุทธ์วานรขาวแห่งซื่อซาน'
เอาตรง ๆ คือผมแทบจะตัดชื่อเขาทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มคิดด้วยซ้ำ
เพราะจากที่โหวหวังเคยเล่าให้ฟัง!
เจ้าสำนักคนนี้ทั้งเคร่ง ทั้งเป๊ะ ทั้งยังไม่เคยรับศิษย์สายตรงคนไหนในรุ่นนี้เลยสักคน
แต่ก็อีกนั่นแหละ.. ความคิดมันก็ชอบเล่นตลก..
ใครจะไปรู้.. ท่านเจ้าสำนักอาจจะมีศิษย์ลับ ๆ แอบเก็บไว้สักคน แล้วไม่เปิดเผยให้ใครรู้เพื่อกันพวกสื่อมวลชนยุทธภพมาปั่นข่าวก็เป็นไปได้
กันข่าวเชื่อมโยงกับหลี่ชิวเหมยน่ะ
ส่วนอีกสามคนที่เหลือ.. ท่านเจ้าเขาเบญจมาศ ท่านรองเจ้าสำนักและเงาของท่านเจ้าสำนัก พวกเขาทั้งสามคนนั้นเป็นคนตำแหน่งสูงของสำนักกันทั้งหมด จึงต้องรักษาระเบียบ
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะได้รับไฟเขียวเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับกรณีของผม ที่ยี่ฟู่เป็นคนสอนให้ตรง ๆ แบบพิเศษเฉพาะกิจที่คนทั่วไปไม่รู้หรอก
เมื่อไล่ความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว สายตาผมก็วกกลับไปที่คำพูดของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่อีกครั้ง
อดีตท่านเจ้าสำนัก.. จอมปราชญ์กระบี่ฟ้า หลี่จงหมิง
แล้วเหมือนฟ้าผ่าเบา ๆ ใส่กลางสมอง!
ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแบบที่ผมเองยังงงว่าทำไมเพิ่งนึกได้ตอนนี้
ความคิดว่าเจ้าบีโฮอาจเป็นศิษย์ลับของท่านอดีตเจ้าสำนักมันโผล่มาแบบไม่มีสัญญาณเตือน
แล้วมองจากแววของทงบีโฮแล้ว..
มันก็ไม่ได้ดูเป็นคนเลวขนาดนั้น
มันก็แค่.. อืม.. ก็แค่คนที่มีความแค้นแน่นอยู่ในอกเยอะไปหน่อย
แถมดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งสำนักยังดันบอกว่าคนที่เป็นร่างสถิตมังกรครามเป็นคนที่สามในคำทำนายอีก
แล้วอีกเรื่องนึง.. สำคัญด้วย!
ตอนที่หมอนั่นฟาดซุนโหวหวังจนร่วง มันมีโอกาสจะฆ่าให้ตายได้เลยด้วยซ้ำ
แต่มันไม่ทำ! ทั้ง ๆ ที่โหวหวังเองก็เป็นถึงว่าที่ผู้นำตระกูลซุน แถมหมอนั่นยังมีหน้ามาใช้ปราณน้ำแข็งห้ามเลือดให้อีกแน่ะ
ในสายตาผม..
ทงบีโฮเป็นเหมือนคนที่แบกแค้นมาเต็มอก แต่ยังไม่ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจ
มันน่าจะรู้ดีว่าพวกรุ่นหลังของตระกูลห้าเสาหลักไม่เกี่ยวกับอดีตที่เลวร้ายพันธุ์นั้น
แต่มันคงต้องการคำอธิบาย ต้องการปลดล็อกอะไรบางอย่าง
หรือไม่..
ก็เป็นช่วงที่ความแค้นของมันแน่นอกจนเกินไป
เลยมาหาที่ระบายเฉย ๆ
แล้วดันทำให้ปมที่ติดอยู่ในอกผมคลายออกเฉยเลย!
แปลกดีไหมล่ะ?
แม้จะยังไม่มีหลักฐานสักชิ้นยืนยันข้อเท็จจริงนั้น..
แต่อะไรหลายอย่างมันก็ชี้ไปในทางนั้นทั้งหมด
ความเคลือบแคลงในตัวบีโฮที่เคยรุมกันอยู่ในหัวผมก็เบาลงแบบเห็นได้ชัด
และสำหรับผม..
นี่แหละคือคำอธิบายที่ฟังแล้วไม่ขัดใจตัวเองที่สุด
เมื่อปมในใจที่เคยพัวพันอยู่ในหัวเหมือนเชือกพันกันยุ่ง ๆ คลี่ออกหมด
ผมก็โล่งเหมือนคนที่ถอนฟันคุดแล้วหมอฟันดันสวยเป็นพิเศษ
ใช่ครับ..
โล่งใจแบบนั้นเลย
ผมหันไปมองท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ด้วยสายตาแบบเดิม
“เช่นนั้น..
เรามาฝึกกันต่อเถอะขอรับท่านผู้เฒ่า”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ยิ้มมุมปากแบบที่คนเก่งมักจะทำเวลาลูกศิษย์ทำถูก
แล้วท่านก็นั่งกลับไปในท่าขัดสมาธิเหมือนเดิม เป๊ะยิ่งกว่าพระพุทธรูปที่ไม่มีแผ่นทองปิดหลัง
เตรียมจะเทคำชี้แนะใส่หัวผมต่ออย่างไม่ให้ได้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว
เวลาผ่านไปไวเหมือนตอนดูซีรีส์สนุก ๆ แล้วเผลอกดตอนถัดไปโดยไม่รู้ตัว
ผมจมดิ่งอยู่กับการฝึกแบบไม่หายใจหายคอ
เสียงลมปราณในร่างหมุนวนเบา ๆ เหมือนพัดลมเบอร์ต่ำ แต่ทรงพลังแบบเครื่องฟอกอากาศราคาแพง สลับกับเสียงชี้แนะของท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ราวกับ GPS ที่ตั้งให้เตือนทุกกิโลเมตร
พอลืมตาขึ้นมาอีกที ก็รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งกลับจากการเดินทางรอบโลก พลังปราณในตัวที่พุ่งขึ้นจนถึงจุดที่ผมไม่เคยคิดว่าจะถึงได้ง่าย ๆ
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ เข้ามา บอกชัดว่าด้านนอกดึกจนพระจันทร์เองยังอาจจะง่วงแล้ว
แต่สิ่งที่ต่างออกไปชัด ๆ คือพลังธาตุในตัวผม
ในตอนนี้.. ไฟยังเดือด น้ำยังเย็น แต่ทั้งสองอย่างกลับไหลไปด้วยกันแบบไม่ต่อต้านกันเลยสักนิด
มันสมดุลในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และที่สำคัญ..
มันเหนือกว่าตอนสู้กับทงบีโฮแบบทิ้งขาด
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ผงกหัวเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก
แบบที่ดูจากแววตาแล้วรู้เลยว่า 'เอ็งทำได้ดีนะ แต่ฉันจะไม่พูดตรง ๆ ให้เอ็งเหลิงหรอก'
“ดี..ดีมากพ่อเจี้ยน
เอ็งทำได้เกินความคาดหมายของฉันนัก!
การผสานธาตุขั้วตรงข้ามให้เขากันถึงเพียงนี้โดยไม่ทำให้ธาตุไฟแตกซ่าน
แก่จนขนทั้งตัวหงอกก็เพิ่งจักเคยเห็นจากเอ็งนี่แล!”
ยิ่งได้ฟังคำชม..
ผมก็รู้สึกเหมือนมีพลังเสริมหมุนอยู่ในตัว เหมือนมีคนเติมถ่านใหม่เข้าไปในเตาหมูกะทะจนอยากจะโยนชิ้นเนื้อลงไปย่างใหม่
แต่พอจะก้มหน้ากลับไปฝึกต่อ..
ท่านผู้เฒ่าวานรก็ดันเอ่ยขัดขึ้นซะก่อน
เสียงท่านมาแบบไม่มีจังหวะให้ผมหยุดคิดเลยด้วยซ้ำ
“พอแล้วพ่อเจี้ยน..
ฝึกต่อก็มิช่วยอะไรแล้ว
เพราะสิ่งที่เอ็งเรียนรู่นี่เกินกว่าระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นปลายเสียด้วยซ้ำ
ยามนี้.. เอ็งควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว
นี่ก็ดึกมากโขแล้ว”
ผมหันไปมองดวงจันทร์อีกครั้ง..
ท้องฟ้านั่นบอกว่านี่ก็ดึกพอควร
ผมจึงหันกลับไปผงกหัวเบา ๆ แบบพอเป็นพิธี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รู้สึกว่าร่างกายมันเบาเหมือนเพิ่งถูกอัปเกรดระบบใหม่สด ๆ ร้อน ๆ
ความเหนื่อยที่เคยสะสมเหมือนโดนรีเซตหายเกลี้ยง เหลือไว้แค่ความสดชื่นแบบคนที่พึ่งจิบโอเลี้ยงแก้วแรกหลังฝึกหนัก
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่ามากขอรับ ที่ชี้แนะให้ข้าเข้าใจเรื่องการผสานธาตุอย่างถ่องแท้”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ยิ้มบาง ๆ แบบที่พอเห็นแล้วก็รู้เลยว่า นี่คือรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองพูดน้อยแต่เข้าเป้าเสมอ
“ทั้งหมดเป็นเอ็งเองที่เข้าใจเองพ่อเจี้ยน
ฉันเพียงชี้ทางให้ก็เท่านั้น
การผสานธาตุธรรมดานั้นคนทั่วไปอาจทำได้
แต่การผสานธาตุขั้วตรงข้ามอย่างน้ำและไฟได้แนบแน่นถึงเพียงนี้..
มันเกินกว่าคนทั่วไปจักทำได้จริงๆ”
ผมยิ้มรับแบบคนที่เพิ่งผ่านการสอบไล่สายพลังมาได้สด ๆ ร้อน ๆ แล้วก็ก้มตัวขอบคุณอีกครั้งอย่างสุภาพ ไม่ได้ทำเพราะเคร่งพิธีอะไรหรอก
แต่อย่างน้อยก็อยากให้ท่านผู้เฒ่ารู้ว่าผมรู้สึกขอบคุณเขาจริง ๆ
“เช่นนั้น.. ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะขอรับท่านผู้เฒ่าฯ”
ผมเดินออกจากห้อง ตัวยังอุ่นด้วยปราณที่หมุนวนอยู่ข้างใน
แต่พอเจอแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง มันก็เหมือนโลกทั้งใบเบาเสียงลงให้กับภาพตรงหน้า
แต่ที่ตรงหน้าประตู.. ตรงนั้นมีเงาตะคุ่ม ๆ ทอดอยู่
ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วก็เห็นเธอ
หลินซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ที่เธอยกมาวางไว้หน้าห้อง
ผมไม่รู้ว่าเธอมาตอนไหน แต่ตอนนี้เธอหลับไปแล้ว
ใบหน้าเรียบนิ่งซบลงกับไหล่ คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนกำลังหนีใครสักคนในฝัน
มือบาง ๆ ของเธอกอดเข่าแน่นจนดูเหมือนเด็กหลงทาง
ไม่ต้องเดาเลยว่าเธอคงนั่งรอผมอยู่นานมากแล้ว และไม่ยอมไปพักเหมือนคนทั่วไปเขาทำกันด้วย
ผมยืนมองหลินซินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบ่นพึมพำเบาๆ
“เหนื่อยก็ไม่รู้จักไปนอน.. ดื้อเหมือนใครกันนะ..”
ผมถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ ย่อตัวลงอย่างเงียบเชียบ จัดเสื้อผ้าให้เธอเล็กน้อยแบบเบามือที่สุด ด้วยกลัวเธอตื่น
แล้วผมก็สอดแขนอุ้มร่างบางของเธอขึ้นมาอย่างระวังสุดชีวิต อย่างกับกำลังยกแจกันโบราณที่ป้ายราคาแพงจนเหงื่อซึมมือ
ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องของหลินซินอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้