สิ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิตของนางยามที่ออกเดินทางจากหุบเขามีสองสิ่งก็ว่าได้ สิ่งหนึ่งค่ือติดตามหาความจริงของการจากไปของบิดามารดาที่แท้จริง สำหรับเรื่องนี้นางเองก็พยายามอย่างที่สุดแม้จะบรรลุเป้าหมายได้ทราบเรื่องราวแล้วแต่ก็มิได้พบหน้าบุพการีทั้งสอง ส่วนสิ่งที่สองคือ นางอยากมีเงินทองมากมายเพื่อจะได้ช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยากที่มีจำนวนมากมาย เป็นคำที่นางได้ยินจากบิดาบุญธรรมยามท่านยังมีชีวิตอยู่ (มนุษย์ทุกคนต้องต่อบุญให้กับตนเองยิ่งทำมากยิ่งได้มาก)
ท่านบอกว่าคนที่ลำบากคนที่ด้อยโอกาสมีมากมาย หากนาง(เจ้า)แข็งแกร่งจนสามารถที่จะช่วยได้ให้ช่วยคนเหล่านั้น คนเป็นหมอมีหน้าที่คือรักษาคนอย่าได้เลือกว่าคนนั้นร่ำรวยหรือยากจน แต่ในเมื่อคนจนมีมากกว่าเมื่อใดที่นางมีเงินมากพอนางจะช่วยคนยากจนอย่างสุดความสามารถ
“นายหญิงงงง ท่านสบายดีไหมเจ้าคะวันนี้มาเยี่ยมโรงหมอหรือเจ้าคะ”
“นายหญิง ข้าเกือบหายแล้วขอรับขาข้าเดินเกือบปกติแล้ว ท่านดูสิ ข้าเดินให้ท่านดู ขอบคุณมากนะขอรับที่ช่วยคนยากคนจน”
ระหว่างที่นางเดินจากจวนท่านพ่อมามีชาวบ้านที่จำนางได้ต่างส่งเสียงทักทายบอกอาการบ้าง ถามสารทุกข์สุขดิบนางบ้าง ที่นี่เป็นโรงหมอที่เปิดรักษาโดยไม่เก็บเงินให้กับคนยากจน โดยมีหมอฝึกหัดที่ได้รับการฝึกฝนจากนางระยะหนึ่งเป็นผู้ดำเนินตรวจและกับเด็กฝึกงานเป็นผู้จัดโอสถหรือสมุนไพรโดยนางจัดให้มีหมอที่เชี่ยวชาญนั่งเฝ้าสังเกตุคล้ายกับการฝึกงานโดยมีผู้ประเมินผลและค่อช่วยเหลือยามที่เกินความสามารถของหมอมือใหม่เหล่านี้
เริ่มแรกก็คิดว่าจะไม่มีคนกล้ามารับการรักษาแต่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คนยากจนไม่คิดมากเช่นนั้นเพียงขึ้นป้ายว่าสามารถเข้ามารักษาและรับโอสถหรือสมุนไพรได้โดยไม่คิดค่ารักษาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามด้านหน้าก็มีคนมาออกันเต็มจนวุ่นวายต้องเดือดร้อนให้สำนักคุ้มภัยเฉินเว่ยเข้ามาช่วยจัดเรียนการเข้ารับการรักษา ทั้งยังจัดการคนที่ไม่อยู่ในกฏ ผู้ไม่หวังดีมาก่อนกวน
โรงหมอนี้ใช้ชื่อของบิดาบุญธรรมของนางว่า ฟู่ชิงหลง มีรูปวาดที่นางวาดรูปบิดาบุญธรรมตามความจำไว้ในห้องโถงพร้อมกับมารดาบุญธรรม ทั้งสองมีใบหน้ายิ้มแย้ม ชาวบ้านที่เข้ามารับการรักษามักทำความเคารพภาพวาดบางคนรักษาหายแล้วก็เอาธูปมาสักการะก็มี เมื่อเป็นของเพื่อชาวบ้านไม่นานชื่อเสียงที่ดีงามก็ส่งผลให้เจ้าเมืองรับดูแลโดยส่งทหารมาเฝ้าอารักขา คนของสำนักคุ้มภัยก็มิต้องมาคอยดูแลแล้ว สถานที่นี้กลายเป็นที่บ่มเพาะหมอที่มีฝีมือและคนจัดโอสถและสมุนไพรที่มีชื่อเสียง และจิตใจดี
และในอีกหลายปีต่อมาจากโรงหมอก็ขยายจนกลายเป็นสำนักแพทย์ที่มีชื่อเสียงจนคนต่างเมืองและต่างแคว้นต้องดันด้นมาเพื่อสอบคัดเลือกเข้ารับการศึกษาและฝึกฝนความสามารถจากที่นี่สมดังความตั้งใจของบิดาบุญธรรมและมารดาบุญธรรมที่ได้เคยพูดไว้ยามที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่
“จ้าวเหม่ยซิน เจ้าเก่งเกินไปแล้วนะ ทำไมการสอบของท่านอาจารย์ทุกครั้งเป็นเจ้าที่ได้คะแนนสูงสุด”
“เจียหนิงซ่ง เจ้าแค่อ่านตำราและฝึกฝนน้อยกว่าข้าก็เท่านั้นเอง หากเจ้าสามารถจดจำและฝึกฝนจนเป็นความเคยชินไม่ว่าการสอบจะยากเพียงใดข้าเชื่อว่าเจ้าก็จะได้คะแนนดีพอหรือมากกว่าข้า”
“หึ ไม่ใช่เพราะท่านป้าสอนเจ้ามากกว่าหรอกหรือ”
“แม้ท่านแม่จะสอนข้าแต่หากข้ามิสนใจ จะจดจำหรือฝึกฝนจนเคยชินได้อย่างไร เป็นเจ้าที่ชอบแอบหนีไปเล่นเสียมากกว่าอย่ามาหาเรื่องว่าข้านะ”
“อย่าพึ่งโกรธ ข้ามิได้ว่าเจ้า ข้าแค่รู้สึกว่าข้าได้คะแนนต่ำกว่าเจ้าทุกครั้ง แย่จริงๆ”
“แต่ยามที่เจ้าเรียนวรยุทธ์ เจ้าก็ทำได้ดีกว่าข้าทุกครั้งมิใช่หรือ”
“แตjข้าอยากเก่งกว่านี่นา”
“เจ้ายังเด็ก จะรีบไปใย”
“ข้าไม่ใช่เด็ก เจ้าก็แค่เกิดเร็วกว่าข้าปีกว่าเท่านั้น”
เฉินหมิงเยว่นั่งอุ้มบุตรชายมองสองเด็กน้อยตั้งแต่ทั้งสองเดินเข้าประตูโค้งหน้าเรือนเข้ามา จนหยุดคุยกันสุดท้ายเด็กชายร่างเล็กก็งอนเด็กหญิงจนหนีกลับไปแล้ว
“ซินเอ๋อร์กลับมาแล้ว”
“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่เจ้าคะน้องชายยังไม่ตื่นหรือเจ้าคะ”
“น้องชายเจ้าดื่มนมจนหลับไปแล้ว เป็นอย่างไรวันนี้”
“มีสอบเจ้าค่ะ ข้าทำคะแนนได้ดีเพราะข้าทำเต็มที่แต่ว่าเสี่ยวซ่ง กลับงอนเพราะทำคะแนนได้น้อยกว่าข้า หนีกลับไปแล้วเจ้าค่ะตอนแรกบอกจะมาเล่นกับ เปาเปา”
“เจ้ายังเรียกน้องชายเจ้าว่า เปาเปาอีกเดี๋ยวจะตีให้”
“ก็น้องชายแก้มเหมือนซาลาเปานี่เจ้าคะ”
“ท่านพ่อเจ้ากลับมาแล้ว”
“ท่านพ่ออออ”
จ้าวหลินฟู่เยี่ยย่อตัวลงโอบแขนรับร่างบุตรสาวที่วิ่งเข้าหาก่อนจะอุ้มไว้ในอก ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาไม่กอดบุตรสาวยามที่นางวิ่งเข้าหา สิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของราชนิกูลคือความอบอุ่นในครอบครัวดังนั้นเข้าต้องชดเชยให้กับตนเองและไม่อยากให้ทายาทที่เกิดมาและกำลังจะเกิดตามมาในอนาคตได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกนั้น ความรักเป็นสิ่งที่งดงามหากมีการตอบรับที่เหมาะสมเช่นคนในครอบครัวเดียวกันความสุขก็จะบังเกิดขึ้นเช่นเขาและครอบครัวในเวลานี้ สายตาที่มองเลยไปยังภรรยาสาวสวยที่นับวันยิ่งงดงามในสายตาของเขานั่งอุ้มบุตรชายแรกเกิดไว้ในอ้อมอกยิ้มมาให้จึงยิ้มตอบก่อนจะอุ้มบุตรสาวไปนั่งคู่กลายเป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ในสายตาของสาวรับใช้ที่เดินผ่านไปมา
ครอบครัวนางกลับมาอยู่กับท่านพ่อได้ปีกว่าแล้วสิ่งที่อยากทำนางก็เริ่มทำจนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เหลือเพียงการทำอย่างต่อเนื่องในอนาคตเชื่อว่าด้วยการพัฒนาที่มากขึ้นจะทำให้โรงหมอเป็นมากกว่าโรงหมอ ใกล้ถึงเวลาที่นางและสามีควรจะตัดสินใจออกเดินทางไปตามหาบิดามารดาเสียที ทั้งยังต้องแวะไปเยี่ยมบ้านของจ้าวหลินฟู่เยี่ยหลายปีแล้วที่เขามิได้ย้อนกลับไปอีกเลยสงสารบิดาของเขาเหมือนกันคงอยากเห็นหลานๆ พวกนางได้แต่ส่งภาพวาดกลับไปให้ทุกปี ในภาพมีหลายๆท่าทางของลูกสาวและลูกชายของนาง
“เยว่เอ๋อร์ เหนื่อยหรือไม่”
“ข้าไม่เหนื่อย ท่านไปไหนมาเจ้าคะ”
“ข้าไปสำนักแพทย์ แล้วก็ไปแวะหาเจียจือสิง ก่อนจะแวะสำนักคุ้มภัยก็เท่านั้น”
“ลำบากท่านแล้ว”
“ไหนเลยจะลำบาก เจ้าออกมานั่งตากลมเช่นนี้จะดีหรือ”
“ผ่านช่วงอยู่ไฟในเดือนมาแล้ว แค่บำรุงร่างกายให้ดี การออกมารับแสงแดดอ่อนๆช่วงเย็นถือเป็นสิ่งที่ดีเจ้าค่ะ”
“ตามใจเจ้าเถอะ”
“ท่านพี่ หากว่าเราออกเดินทางอีกครั้งท่านจะว่าอย่างไร”
“หืม เจ้าแน่ใจหรือเจ้าพึ่งคลอดไม่นานร่างกายจะรับได้หรือ”
“ข้ามิได้บอกว่าจะเดินทางช่วงนี้ อย่างไรเสียก็ต้องเตรียมตัว ส่วนซินเอ๋อร์นางต้องไปสำนักศึกษาข้าจะให้นางอยู่กับท่านพ่อ ท่านว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“ไปครานี้คงมากกว่าหนึ่งปี เช่นนั้นก็ฝากนางไว้กับท่านพ่อ เจ้าอยู่ได้หรือไม่ซินเอ๋อร์”
“ได้เจ้าค่ะ ข้ามิอยากขาดเรียน”
“ซินเอ๋อร์ หากแม่ไปครั้งนี้ก็ถือได้ว่าทำอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าได้พบท่านตาท่านยายหรือไม่ แม่กับพ่อของเจ้าเมื่อเดินทางกลับมาก็จะมิออกเดินทางตามหาอีกแล้ว”
อีกครึ่งปีถัดมา จ้าวหลินฟู่เยี่ยและเฉินหมิงเยว่พร้อมด้วยครอบครัวเจียจือสิงที่ติดตามไปด้วย ก็เริ่มออกเดินทางเพื่อไปตามหาบิดามารดาของนางอีกครั้งโดยมีกำหนดการเดินทางผ่านไปแคว้นจ้าวเพื่อเยี่ยมบ้านของจ้าวหลินฟู่เยี่ยเป็นที่แรกก่อนจะไปตามเส้นทางที่มีเบาะแสจากข่าวที่ได้รับมา
"ท่านลุงเฉินข้าฝากเจียหนิงซ่งไว้กับท่านด้วยนะขอรับ"
“ไม่ต้องห่วงเขาก็เหมือนลูกหลานข้าอยู่แล้ว เสี่ยวซ่งเจ้าไม่ต้องน้อยใจบิดามารดาที่มิให้เจ้าตามไปนะ”
“ข้ามิได้น้อยใจ ซินเอ๋อร์ก็มิได้ไปเช่นกันขอรับ พวกเราสองคนต้องไปเรียนที่สำนักทุกวัน ท่านพ่อท่านกลับมากคราหน้าข้าจะต้องสอบได้คะแนนสูงกว่าซินเอ๋อร์แน่นอน”
“ดูพูดเข้าสิเจ้าลูกคนนี้”
“เด็กมีจุดมุ่งหมายถึงจะดี เอาล่ะๆ เริ่มสายแล้วออกเดินทางเถอะ พวกเจ้าทุกคนระวังตัวด้วยนะ”
หน้าจวนตระกูลเฉินมีเฉินอวี้อันและคนในจวนเกือบหมดล้วนออกมากยืนส่งขบวนของทั้งสอง ระหว่างทางชาวบ้านที่เคยไปรับการรักษาที่โรงหมอฟู่ชิงหลงและเคยพบกับนางต่างยกมือขึ้นโบกทักทาย พวกเขารู้ดีครอบครัวนี้มักออกเดินทางเสมอ