บรรยากาศเพิ่มทวีความอึดอัดจนน่าสะอิดสะเอียน แววตาของทุกคนปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัวในฉับพลัน ร่างกายของพวกเธอสั่นเทา ประหนึ่งต้นไม้ใหญ่ถูกสายลมพัดผ่านเมื่อยามย่างเข้าวสันตฤดู
สายตาของอินเซก้าจดจ้องมองมา ในหัวกำลังคาดเดาสิ่งใดทุกคนย่อมรู้ดี ว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ เงาของใครสักคนคงถูกเร้นกายเข้าไปพลางเฝ้ารอจนกระทั่งความตายมาเยือน
“ซุ่ม !!”
เป็นไปดั่งที่คาดคิด เรือนร่างของอินเซก้าเลือนหายไปในพริบตา พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง รูปลักษณ์ของมันได้ปรากฏอยู่เบื้องหลังของเรเชล หญิงสาวสั่นเทาจนมิอาจหันหลังกลับไปมอง รอยยิ้มของปีศาจร้ายเผยขึ้น ณ ริมฝีปาก มันกำลังปลื้มปีติ ศัตรูที่หวาดกลัวจนมิอาจคงสติ ช่างเป็นมโนภาพในจินตนาการที่จะเห็นกี่ครั้งก็ไม่เคยพอ
“หนีไปซะเรเชล !!” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้น ทว่ากลับไม่ทันเวลา ร่างยักษาเร้นกายเข้าสู่เรือนเงาของเรเชลและสลายหายไป
มันอยู่ภายในตัวเธอ ไม่มีทางหนีใดอื่น สิ่งที่ทำได้มีเพียงการเฝ้ารอความตาย
ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตย่อมหวั่นเกรงต่อความตาย เรเชลก็เช่นกัน เธอย่อมล่วงรู้ได้เป็นอย่างดี ว่าในช่วงเวลาอีกไม่นานต่อจากนี้ สิ่งใดกันที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเธอ
เพียงแต่ว่า เรเชลกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
“ขอโทษค่ะท่านโรสเมเรีย !” เธอกล่าวและออกวิ่ง ทว่าทิศทางกลับตรงกันข้ามกับตำแหน่งของแมรี่ เธอนั้นกำลังวิ่งหนีไป ไปยังที่ห่างไกลซึ่งเสียงกรีดร้องของเธอจะก้องกังวานอย่างบางเบาที่สุด
“นั่นเธอจะทำอะไรกันแน่ !!” แมรี่สังหรณ์ถึงบางสิ่งที่เลวร้าย เธอเริ่มต้นฝีเท้าติดตามเรเชลไปข้างหน้า ราวกับว่า เมื่อเรือนร่างของเรเชลเลือนหายไปจากทัศนียภาพของเธอ นั่นจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่เราสองจะได้พบกัน
ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งกำลังดำดิ่งลงสู่การสูญสิ้น กระนั้นกามูกลับมิอาจย่างเท้าตรงไปข้างหน้า “รีบขยับสักทีสิวะ !!” เขาเร่งสั่งการขาทั้งสองข้างที่สั่นเทาให้เคลื่อนไหวอีกครั้ง ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ใด ๆ ปรากฏขึ้นมา
แมรี่ยังคงเร่งฝีเท้าติดตามเรเชลต่อไป ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยินยอม เรเชลใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อหลีกหนีจากนายของตนและไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สองเท้าจะนำพา
“ท่านโรสเมเรีย ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าได้ตามชั้นมาเลย !” เรเชลเปล่งเสียงตะโกน หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม ถึงกระนั้น ถ้อยคำของเธอกลับมิอาจส่งถึงแมรี่ หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเงินไม่ยอมหยุดยั้งฝีเท้าแม้จะเหนื่อยล้าสักเพียงใด
ในขณะเดียวกัน เสียงหัวเราะของใครบางคนได้ก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ต้นกำเนิดเสียงมาจากเงาของเรเชล น้ำเสียงบ่งบอกถึงสันดานของเจ้าของ มันเพียงสนุก ยิ่งเห็นใครสักคนกำลังทุกข์ยาก เมื่อนั้นเสียงหัวเราะของมันจะกู่ก้องและดังขึ้นอย่างเป็นอนันต์
.
< ขยับสิวะขาของชั้น !! >
.
< พวกของแกกำลังจะตายนะเว้ย !! >
.
< ชั้นขอร้องล่ะ.. >
.
< ได้โปรด.. >
.
< อย่าให้ชั้นต้องเป็นไอ้ขี้ขลาดที่ทำได้เพียงเฝ้ามองพวกพ้องต้องตายเลย !! >
.
ณ อีกฟากหนึ่ง กามูรู้สึกแค้นใจในความขี้ขลาดของตน เร่งใช้มือซ้ายทุบไปที่ขาซึ่งกำลังสั่นเทา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่ามกลางความแตกตื่นที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของกามูเปรียบเสมือนห้องสี่เหลี่ยมอันมืดมิดและไร้ซึ่งแสงสว่าง เขาเฝ้าโทษตัวเอง เหตุใดจึงขี้ขลาด แกมันก็เพียงไอ้โง่ที่มิอาจช่วยเหลือแม้กระทั่งสหายร่วมรบ แกมัน..
‘ขี้ขลาดสิ้นดี’
เพียงแต่ว่า ในช่วงเวลาที่เขาสับสนมากที่สุด ภาพของจอสได้ปรากฏขึ้นมาในหัวราวกับความทรงจำเก่า ๆ ได้หวนย้อนคืนกลับมา
ไปซะสิ รีบลงมือทำซะสิ นายต้องทำได้อยู่แล้ว เสียงของจอสก้องกังวานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัวของกามู และแล้ว แววตาของเขาจึงเปล่งประกายแสงแห่งความแน่วแน่อีกครั้ง
“จอส ได้โปรดมอบความกล้าให้ชั้นด้วย” ชายร่างยักษ์เปล่งเสียงขึ้นอย่างแน่แน่ว มือขวากำโล่จนแน่นขนัด ตระเตรียมท่าทางให้เพียบพร้อมเพื่อพุ่งทะยานเข้าช่วยพวกพ้องด้วยความกล้าที่เพิ่มทวีคูณนี้
แต่แล้ว กลับมีมือของใครสักคนยื่นมาเข้าใกล้ พลันจับไปที่บ่าของเขาเพื่อยับยั้งก่อนการเคลื่อนไหว
“นายกำลังจะทำอะไร ชั้นต้องรีบไปช่วยพวกเธอ !!” กามูเร่งกล่าวและหันกลับไป นั่นคือมือของกวี
ทุกวินาทีไม่อาจสูญเสียไปได้อีก ยิ่งเขาช้าเท่าใด ความตายก็ยิ่งเคลือบคลานเข้ามาใกล้เรเชลและแมรี่มากขึ้นเท่านั้น
เพียงแต่ว่า ชายหนุ่มจ้องมองมาด้วยแววตาแฝงความจริงจัง เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นในช่วงเวลาชั่วครู่หนึ่ง
“หยุดก่อนครับ เพราะว่าคุณ..”
‘ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอยู่’
ในช่วงเวลาเดียวกันทางด้านของหญิงสาวทั้งสอง
ทุก ๆ ก้าวที่แมรี่ย่างก้าวเข้ามาหา เรเชลกลับก้าวเดินถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างสอง เรือนเงาของเธอปรากฏเป็นรอยยิ้มอันน่าขยะแขยง มันกำลังสนุกสนานท่ามกลางความทุกข์ของผู้อื่น เพิ่มทวีความรื่นเริงเบิกบานใจในระดับที่ใกล้เคียงกับจุดยอดสุด
กระนั้นแมรี่กลับไม่ยอมท้อถอย แม้จะล่วงรู้ดีว่าตนมิอาจช่วยเหลือข้ารับใช้ของเธอได้แล้ว ทว่าเธอกลับยังคงก้าวเดินไปต่อข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
ในทันใดนั้นเอง ทั้งสองสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ขยายอยู่รอบกาย พวกเธอจึงหยุดฝีเท้าอย่างพร้อมเพรียง ศัตรูนั้นกำลังจะลงมือ
เพียงช่วงเวลาอันน้อยนิด ริมฝีปากของเรเชลขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันใสซื่อบริสุทธิ์มีเพียงความรักที่ตนมอบให้โรสเมเรีย
“ขอบคุณที่ช่วยชั้นในวันนั้น เพราะท่านยื่นมืออันแสนอบอุ่นเข้ามาหา ทำให้ชั้นได้สัมผัสถึงไออุ่นของสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวอีกครั้ง”
ภาพความทรงจำในอดีตกลับคืนเข้ามาในหัวของเรเชล นับเป็นเรื่องราวอันแสนเจ็บปวด เมื่อยามที่ตัวเธอนั้นยังเป็นเด็ก เรเชลกลับถูกทิ้งเอาไว้ข้างถนนเพียงเพราะครอบครัวมิอาจอุปถัมภ์
เด็กสาวในวัยห้าขวบ จำต้องลำบากทุกข์ทนคุ้ยเขี่ยกองขยะเพื่อควานหาเศษอาหารมาประทังชีวิต
เธอใช้ชีวิตจนเติบใหญ่ กระนั้นร่างกายกลับซูบผอมไร้ซึ่งราศีของหญิงงาม เธอกำลังเฝ้ารอความตาย อยู่ข้างถนนที่เรียกว่าบ้านหลังที่สอง
ดวงอาทิตย์ช่างยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ต่อหน้าดวงอาทิตย์ พวกเราเหล่ามนุษย์ก็เป็นได้เพียงหนอนหรือแมลงชั้นต่ำ
นั่นคือสิ่งที่เด็กสาวครุ่นคิด แววตาของเธอจดจ้องมองขึ้นไปราวกับกำลังประชดฟ้าดิน แต่อย่างไรก็ตาม สักวันคงใกล้ถึงเวลาที่ต้องหมดลม และต้องกล่าวลาโลกอันบิดเบี้ยวและไม่ยุติธรรมเช่นนี้เสียที
จนกระทั่งในวันหนึ่ง
“ถ้าไม่มีที่ไป ก็มากับชั้นสิ”
ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องประกายไปทั่วท้องนภาเฉกเช่นทุกวัน กลับมีมือของบางคนถูกยื่นเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มอันอ่อนโยน
เส้นผมสีเงินพัดปลิวไสวโบกสะบัดเมื่อสายลมพัดผ่าน ส่องประกายเป็นสีสันอย่างงดงามเมื่อยามต้องกันกับแสงแดด คล้ายคลึงกับมโนภาพที่เรเชลต่างเฝ้าฝันถึงมาตลอด ถึงใครบางคนซึ่งยื่นมาให้เธอจากสรวงสวรรค์ นางฟ้าผู้เลอโฉมและอ่อนโยน
.
“เพราะว่าท่าน ชั้นจึงมีอาหารและที่อยู่ให้ซุกหัวนอน ไม่ต้องอดอยากและเฝ้ารอความตายไปวัน ๆ เหมือนเมื่อก่อน..”
.
“เพราะว่าท่าน ชีวิตที่เปรียบดังการร่วงหล่นลงสู่หุบเหวอันมืดมิดจึงเปล่งประกายเป็นแสงสว่างเจ็ดสีขึ้นมาอีกครั้ง..”
.
“เพราะว่าท่าน ชั้นจึงได้รู้จักการมอบความรักและการถูกรัก..”
.
“เพราะฉะนั้น แม้จะไม่มากนัก..”
.
“แต่ได้โปรด..”
.
“ได้โปรดเถิด..”
.
“จงมีชีวิตอยู่ต่อไปแทนที่ในส่วนของชั้นด้วยนะคะ”
.
เรเชลนึกถึงความหลังพลางเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา กระนั้นเพื่อการจากลาด้วยน้ำตาคงมิใช่เรื่องดี ภาพสุดท้ายที่แมรี่ได้เห็นจึงเป็นภาพรอยยิ้มของเธอ ทันใดนั้น อสูรร้ายได้เผยกายาออกมาจากเงามืด กำปั้นพิฆาตพุ่งทะยานเข้ามาใกล้เพื่อดับลมหายใจของเรเชลให้หมดสิ้น
“ทำไมกัน ทำไมต้องเป็นชั้นที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งท่านพี่ ทั้งท่านแม่ ทั้งคุณปลาวาฬ แล้วตอนนี้ก็คิดจะมาพรากคนที่ชั้นรักเหมือนน้องสาวแท้ ๆ อีกรึ ?”
แมรี่หลั่งน้ำตาและร่ำไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน ความในใจทั้งหมดปะทุออกมาจากทรวงอก ภาพตรงหน้ากำลังเลือนรางเพราะหยาดน้ำตา ซึ่งเป็นภาพเดียวที่เรเชลกำลังจะถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดนั่นเอง
“ตู้มมม !!”
เสียงกำปั้นดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงปืนใหญ่ เพียงแต่ว่า กลับมีบางสิ่งที่แลดูผิดปกติ
“ทำไมกัน.. ทำไมตัวชั้น.. ถึงยังไม่ตาย ?”
ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นอนันต์ เรเชลกลับสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทุกอณูรูขุมขน เมื่อเธอเริ่มต้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพแรกที่เห็นคือชายผู้หนึ่งกำลังโอบกอดเธอไว้อย่างเหนียวแน่น แผ่นหลังของเขาปกคลุมไปด้วยออร่าสีเทา เสื้อผ้า ณ บริเวณหลุดลุ่ยเป็นหลายส่วนไม่เหลือชิ้นดี เผยให้เห็นรอยบอบช้ำซึ่งได้แปรเปลี่ยนผิวหนังให้เป็นสีดำ
“เยี่ยม ดูเหมือนผลจากทักษะหมัดระเบิดของแกจะคล้ายกับสถานะผิดปกติ ด้วยผลของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ ทำให้ร่างกายของชั้นไม่เกิดกระบวนการแตกตัวและระเบิดเหมือนกอลัม ถึงจะเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีจริงๆ” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นพลางเผยยิ้มผ่านริมฝีปากซึ่งมีโลหิตไหลซึม
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วทำไมนายถึง..” เรเชลร่ำไห้ออกมาพลางจ้องมองไปยังรูปลักษณ์ของกวีที่อยู่ตรงหน้า ภาพที่เธอเห็นคือภาพของเขาที่กำลังกัดริมฝีปากของตนเอง ในการโจมตีเมื่อครู่ แม้สีหน้าของกวีจะบ่งบอกเป็นนัย ๆ ว่าไม่เป็นไร ทว่าในความเป็นจริงคงมิได้เป็นดั่งที่เห็น จนถึงยามนี้ ความเจ็บปวดอันลึกล้ำยากเกินพรรณนาคงแล่นผ่านไปทั่วร่างของเขาเป็นที่เรียบร้อย
แต่แล้ว เสียงของเขากลับถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งในความเงียบสงัด บางเบาและนิ่งสงบราวกับเสียงกระซิบ
“ไม่ต้องเป็นห่วง เธอไม่จำเป็นต้องคิดหรือพูดอะไรทั้งนั้น เพียงแค่เธอ..”
‘แค่ต้องหลับตาลงก็พอแล้ว’
สัมผัสที่เรเชลรู้สึกได้ผ่านการโอบกอดของกวี ช่างอบอุ่นและนุ่มนวล คล้ายคลึงกับการเล่านิทานก่อนนอน เพราะมันช่างเชื้อชวนให้เข้าบรรทมซะเสียนี่กระไร
“อืม เข้าใจแล้ว” เรเชลยินยอมทำตามทุกสิ่งที่เขากล่าว รูม่านตาค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ความมืดมิดประหนึ่งท้องนภายามรัตติกาลจึงเข้ามาเยือนอีกครั้ง
อินเซก้าได้เห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกชอบใจ เร่งยกหมัดขวาขึ้นเหนือหัว และจึงทุบลงมาเพื่อบดขยี้ศัตรูให้แหลกละเอียดด้วยพละกำลังทั้งหมด
“กอลัม ออกมาและตายเพื่อชั้นซะ !!” เสียงกวีถูกเปล่งขึ้นในชั่วครู่ขณะ เลือดหนึ่งเลือดขยายใหญ่และแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก กอลัมปรากฏตัวขึ้น แขนสองข้างกางออกประหนึ่งโล่เพื่อปกป้องนายตน
กำปั้นกัมปนาทเข้าบดขยี้ศีรษะของกอลัม เรือนร่างของเขาแตกกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง เศษซากบางส่วนกระทบเข้ากับผิวหนังของกวี ถึงเพียงนั้นร่างของเรเชลกลับไร้ซึ่งรอยแผลใดๆ เขาโอบกอดเธอไว้อย่างเหนียวแน่นเพื่อรับเอาทุกการโจมตีเอาไว้เพียงลำพัง
ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป เพราะก่อนที่ร่างของกอลัมจะแตกสลายลงไปอีกครั้ง ริมฝีปากของเขากลับเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มประหนึ่งตนคือผู้ชนะ
“พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ !!”
ทันใดนั้น แสงสว่างได้ดับลงในชั่วครู่ขณะ ความมืดมิดได้เข้ามาเยือนในฉับพลัน
แม้แต่สัตว์ร้ายผู้มากล้นไปด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ กระนั้นพวกมันล้วนแต่เป็นสิ่งมีชีวิต จำต้องใช้เวลาอย่างน้อยราวสองหรือสามวินาทีเพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดอย่างฉับพลัน ซึ่งผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนเยี่ยงอินเซก้าก็ไม่มีข้อยกเว้น
เพียงแต่ว่า แม้จะไร้ซึ่งความสามารถในการมองเห็น ทว่าสัมผัสที่ได้รับจากผิวหนังกลับมีมากผิดปกติ หูที่เฝ้ารับฟัง ในขณะเดียวกันก็เฝ้ารอจนกว่าศัตรูย่างกรายเข้ามาใกล้
อินเซก้าสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในระยะประชิด จิตสังหารแผ่พุ่งทะยานเข้ามามีเป้าหมายชัดเจน เมื่อนั้นมันจึงเร่งยกแขนขวาขึ้นอยู่ศีรษะเพื่อป้องกันอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอสูรร้ายผู้มีสัมผัสผิวหนังและการรับฟังที่เลิศหรู แต่เมื่อเทียบกับระยะที่ดวงตาสามารถมองเห็น ในบางครั้งก็มิอาจเคลื่อนไหวได้ทันตามสัมผัสที่ได้รับ
“ฉึบ-”
ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นอนันต์ บางสิ่งได้เคลื่อนกายผ่านเข้ามาและเชือดเฉือนแขนของมันด้วยดาบจนขาดสะบั้นออกจากร่างกาย สายโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหล พลันสัมผัสการมองเห็นของอินเซก้ากลับคืนมาอีกครั้ง ภาพแรกที่ได้เห็นคือเรือนร่างของยมทูตผู้ซึ่งร่างกายปราศจากเนื้อหนังปกคลุม พร้อมเปลวเพลิงอันร้อนระอุกำลังลุกโชติช่วงอยู่รอบกายคล้ายคลึงกับอาภรณ์สีทมิฬ รูม่านตาอันว่างเปล่าเปล่งประกายสีสว่างสีแดงฉานพลันจ้องมองมาด้วยแววตาอันเลือดเย็น
“ชิ พลาดซะได้” เสียงของยมทูตได้ถูกเปล่งขึ้น เขากล่าวด้วยความเจ็บใจ เมื่อครู่นี้เป็นโอกาสเพียงครั้งเดียว แท้จริงแล้วเขาจงใจเพ่งเล็งไปที่ศีรษะเพื่อปลิดชีพในหนึ่งคมดาบ กระนั้นศัตรูกลับไหวตัวได้ทันและยอมสละแขนขวาเพื่อรักษาชีวิตให้คงอยู่
“แต่ก็.. แล้วไงวะ”