บทที่ 39 แบบนี้ถือว่าพอใช้ได้ไหม?
ตั้งแต่ได้รับฝ่ามือแปดทิศระดับเชี่ยวชาญมา ฟางหานก็กินจุขึ้นมากทีเดียว ดูเหมือนว่าตอนที่ระบบถ่ายทอดวิชาให้นั้นได้ทำการปรับปรุงสมรรถภาพร่างกายของฟางหานไปพร้อม ๆ กันด้วย สิ่งที่ฟางหานได้รับจึงไม่ใช่เพียงแค่ทักษะการต่อสู้ในระดับเชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังได้ร่างกายที่สอดคล้องกับวิชานั้นมาด้วย ราวกับความสามารถทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ ๆ ก็โผล่มาเฉย ๆ แต่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานนับปี
เขากินจุขึ้น เรี่ยวแรงมากขึ้น ประสาทสัมผัสรวมถึงความยืดหยุ่นของร่างกายก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นเมื่อเช้านี้เขาไม่มีทางคว้าตัวชายหนุ่มคนนั้นขึ้นมาแกว่งเล่นราวกับหุ่นละครลิง... เอ้อ พูดให้ถูกคือการรักษาได้อย่างแน่นอน
ความจริงแพทย์ประจำบ้านหลี่กังวลว่าอาหารที่สั่งมาจะน้อยไปจนดูเสียมารยาท แต่เขาก็ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายมันก็ยังไม่พออิ่มอยู่ดี อาหารกว่าครึ่งถูกฟางหานจัดการลงกระเพาะไปจนเกลี้ยง แต่ฟางหานกลับยังมีท่าทีเหมือนยังกินต่อได้อีก
“หมอฟาง ถ้าคุณยังไม่อิ่ม ให้ผมไปสั่งเพิ่มไหม?” แพทย์ประจำบ้านหลี่เอ่ยถามความเห็น ปกติเขาเป็นคนกินน้อยอยู่แล้ว จะกินต่อหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัญหา
“ผมพอแล้วครับ” ฟางหานลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจเพื่อคลายเส้น เมื่อกี้เขาร่างโครงสร้างงานเสร็จแล้ว ตอนนี้เขาจึงอยากจะลงมือเขียนบทความใจจะขาด
มนุษย์เรามักจะมีความตื่นเต้นกับของใหม่เสมอ ทุกครั้งที่ได้รับทักษะใหม่มา ฟางหานมักจะกระตือรือร้นอยากลองใช้ทุกครั้ง เมื่อกี้ถ้าไม่ติดว่าหิวจริง ๆ เขาคงจะตั้งหน้าตั้งตาเขียนบทความให้เสร็จในรวดเดียวไปแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นคุณเขียนบทความไปเถอะครับ เดี๋ยวผมจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ มีอะไรไม่เข้าใจถามผมได้นะ” แพทย์ประจำบ้านหลี่ลุกขึ้นเก็บกวาดถ้วยชาม
ฟางหานพยักหน้าตอบรับ เขานั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อจัดลำดับความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มลงมือเขียนบทความอย่างจริงจัง
หลังจากแพทย์ประจำบ้านหลี่เก็บกวาดของเสร็จ เขาก็ไปนั่งเอนหลังบนเตียงพลางถือคัมภีร์ซางหานลุ่นขึ้นมาอ่าน ทำท่าทางเหมือนตั้งใจเต็มที่ แต่ดวงตากลับแอบชำเลืองมองฟางหานอยู่บ่อยครั้งเพื่อรอให้อีกฝ่ายเรียกใช้
ทว่า เวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง ฟางหานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเรียกเขาเลย แพทย์ประจำบ้านหลี่ไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาเองก็เคยเขียนบทความมามาก ปกติในขั้นตอนการเขียนมักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร อย่างมากก็แค่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งฟางหานที่มีวิชาทางการแพทย์ดีขนาดนั้น พื้นฐานย่อมต้องแน่นและมีความรู้เชิงทฤษฎีที่เข้มข้นอยู่แล้ว
หัวใจสำคัญของบทความที่ดีคือตรรกะและความถูกต้อง ตรรกะคือสิ่งที่คนเขียนต้องสามารถโน้มน้าวใจผู้อื่น และทำให้คนยอมรับในแนวคิดของคุณได้ หากตรรกะสับสนวุ่นวายย่อมใช้ไม่ได้ผล มันก็เหมือนโจทย์คณิตศาสตร์ที่ต้องมีการอนุมานว่าอะไรนำไปสู่อะไร ทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา การวิเคราะห์อาการ และการใช้ทฤษฎีทางวิชาการที่น่าเชื่อถือมาพิสูจน์ความถูกต้องของตัวเอง
ตลอดสามชั่วโมงนี้ แพทย์ประจำบ้านหลี่ช่วยชงชาให้ฟางหานไปหนึ่งครั้ง แต่พอเห็นว่าน้ำชาในแก้วยังไม่ถูกแตะต้องเลยสักนิด เขาจึงไม่กล้าเข้าไปรบกวนอีก
“หมอฟาง ติดขัดตรงไหนหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าครับ” ฟางหานบิดเอวไปมา “ในที่สุดก็เขียนบทความเสร็จแล้ว ขอผมยืดเส้นยืดสายหน่อย เดี๋ยวแก้ไขอีกนิดก็น่าจะเรียบร้อยแล้วครับ”
“เขียนเสร็จแล้วเหรอ?!” แพทย์ประจำบ้านหลี่ตกใจจนตาโต ‘เร็วขนาดนี้เลย?’
เขาพูดพลางรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ เนื้อหากว่าหนึ่งหมื่นห้าพันคำ... ตัวเลขไม่ใช่น้อย ๆ เลย ปริมาณคำขนาดนี้ต่อให้เป็นการพิมพ์อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงการพิมพ์คอมพิวเตอร์จะเร็วกว่าการเขียนด้วยมือ แต่ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ คนทั่วไปอย่างมากก็พิมพ์ได้แค่ชั่วโมงละหนึ่งพันคำ สองพันคำนี่ก็เต็มกลืนแล้ว ต่อให้เป็นพวกนักเขียนนิยายออนไลน์ที่พิมพ์บ่อย ๆ ก็ยังหาคนพิมพ์ได้ชั่วโมงละสามพันถึงห้าพันคำยากเลย แต่ฟางหานใช้เวลาไปเท่าไหร่? ประมาณสามชั่วโมงเองมั้ง ความเร็วข้อนิ้วจะเทพเกินไปแล้ว! ต่อให้ไม่พูดถึงความเร็วพิมพ์ ในระหว่างที่เขียนไม่ต้องหยุดคิดบ้างเลยหรือไง?
“ก็น่าจะโอเคแล้วครับ” ฟางหานพยักหน้า “หรือว่าหมอหลี่จะช่วยลองอ่านดูหน่อยดีไหมครับ? ปกติผมเขียนบทความไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าแบบนี้จะพอใช้ได้ไหม”
ฟางหานเผลอลืมเรื่องระบบไปชั่วขณะ เพราะเขาเพิ่งได้รับระบบมาไม่นาน หลายครั้งเวลาเขาจะประเมินตัวเอง เขามักจะใช้มาตรฐานความสามารถก่อนที่จะได้รับระบบมาเป็นตัววัดเสมอ
“ได้ครับ คุณไปจิบชาก่อนเถอะ ยืดเส้นยืดสายบ้าง นั่งนาน ๆ มันไม่ดีต่อหลังนะ” แพทย์ประจำบ้านหลี่นั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์และเริ่มอ่านบทความของฟางหาน
บทความทางการแพทย์แผนจีนมักจะมีรูปแบบที่ตายตัว เริ่มจากชื่อหัวข้อ สารบัญ บทคัดย่อ คำสำคัญ แล้วจึงเข้าสู่เนื้อหาหลัก เพียงแค่อ่านชื่อหัวข้อและบทคัดย่อ แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็เริ่มรู้สึกประหลาดใจ ฟางหานดูจะมีความรู้เรื่องการเขียนบทความไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ยิ่งอ่านต่อไป แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็ยิ่งจมดิ่งลงไปในเนื้อหา จนลืมไปเสียสนิทว่าความจริงแล้วเขามาเพื่อช่วย ‘ตรวจทาน’ ให้ฟางหาน
เนื้อหามันช่างน่าทึ่งจริง ๆ ระดับการเขียนบทความของฟางหานไม่ได้ด้อยไปกว่าแพทย์ประจำบ้านคนไหนเลย ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากกรณีศึกษานี้เป็นเคสที่เขาลงมือรักษาเอง เขาจึงเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของโรคอย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกตัวอักษรที่เขียนออกมาจึงมีตรรกะที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล...
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็อ่านจนถึงตอนจบ เขารู้สึกทึ่งจนยังไม่อยากให้มันจบลงเลย
“เป็นยังไงบ้างครับ มีตรงไหนที่ต้องปรับปรุงไหม?” ฟางหานเห็นหมอหลี่อ่านจบแล้วจึงเอ่ยถาม
“อ้อ...” แพทย์ประจำบ้านหลี่ชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้สติกลับมา นี่เขากำลังอ่านบทความของฟางหานอยู่จริง ๆ เหรอเนี่ย? เมื่อกี้เขานึกว่าตัวเองกำลังอ่านบทความของผู้เชี่ยวชาญสักท่านอยู่เสียอีก ทุกอย่างมันช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ทั้งสำนวน ตรรกะ และการวิเคราะห์อาการ
แม้ตามการแบ่งระดับแล้ว ทักษะขั้นต้นของระบบจะมีค่าเท่ากับระดับแพทย์เฉพาะทางหรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง หมอทุกคนไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง หมออย่างรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ก็อาจจะไม่ได้เขียนบทความเก่งขนาดนั้น แต่ทักษะจากระบบคือ ‘ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน’ เมื่อคุณได้รับทักษะมา คุณจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับเดียวกันในด้านนั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น ทักษะขั้นต้นด้านการเย็บแผลที่ระบบมอบให้ฟางหาน มันคือระดับทักษะขั้นต้นที่เทียบเท่าแพทย์เฉพาะทาง นั่นหมายความว่า ฝีมือการเย็บแผลของฟางหานจะโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มแพทย์เฉพาะทางด้วยกัน
นอกจากทักษะการเขียนแล้ว ฟางหานยังมีทักษะการกู้ชีพแบบผสมผสานที่ทำให้พื้นฐานของเขาแน่นปึ้ก บทความฉบับนี้ในสายตาของแพทย์ประจำบ้านหลี่ จึงจัดว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซเลยทีเดียว เขาเคยอ่านบทความของฟางเฮ่าหยางที่เป็นรองหัวหน้าแผนกมาแล้ว และเขากล้าพูดเลยว่า บทความของฟางหานฉบับนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าของรองหัวหน้าแผนกฟางเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากเรื่องที่พิมพ์รวดเดียวจบจนไม่ได้แก้ไข ซึ่งอาจจะมีจุดผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง นอกนั้นถือว่าสมบูรณ์แบบ
“หมอฟาง... นี่คุณเพิ่งเขียนเสร็จจริง ๆ เหรอครับ?” แพทย์ประจำบ้านหลี่แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เมื่อกี้ฟางหานพูดว่าอะไรนะ? บอกว่าตัวเองเขียนบทความไม่ค่อยเก่งงั้นเหรอ? แบบนี้เรียกว่าไม่เก่ง? แพทย์ประจำบ้านหลี่มั่นใจว่าฝีมือการเขียนบทความของเขานั้นไม่ธรรมดา และในโรงพยาบาลมีแพทย์ประจำบ้านไม่กี่คนที่จะเทียบชั้นเขาได้ แม้แต่แพทย์เฉพาะทางบางคนก็ยังสู้เขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่พอมาเจอกับฟางหาน เขากลับรู้สึกว่าตัวเองยังห่างชั้นนัก
ถ้าจะเปรียบระดับการเขียนบทความของเขาเป็นระดับมัธยมต้น ฟางหานก็คงอยู่ในระดับที่เรียนจบมัธยมปลายไปแล้ว ช่องว่างนี้มันไม่ได้ห่างกันแค่เพียงเล็กน้อยเลย
“ครับ เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อกี้เลย” ฟางหานพยักหน้า
แพทย์ประจำบ้านหลี่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดต่อ ความตั้งใจที่จะมาช่วยเหลือนั้นกลายเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอย่างแท้จริง พอนึกไปถึงตอนเที่ยงจนถึงเมื่อครู่ที่เขาพร่ำบอกฟางหานว่า ‘มีอะไรไม่เข้าใจให้ถามเขาได้’ เขาก็รู้สึกหน้าชาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“หมอฟาง คุณจะเก่งเกินไปแล้ว” แพทย์ประจำบ้านหลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มันช่างทำลายความมั่นใจกันเหลือเกิน เดิมทีเขานึกว่าอย่างน้อยในด้านนี้เขาก็ยังชนะฟางหานได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีอะไรเทียบได้เลยสักอย่าง
“สรุปว่าบทความนี้พอใช้ได้ใช่ไหมครับ?” ฟางหานเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะเขาก็แค่คาดเดาเอาว่าทักษะขั้นต้นน่าจะเทียบเท่าระดับแพทย์เฉพาะทาง และเนื่องจากเพิ่งแลกทักษะมาใหม่ ๆ เขายังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก
“ไม่ใช่แค่พอใช้ได้ครับ แต่มันสมบูรณ์แบบมาก นอกจากคำที่พิมพ์ผิดกับลำดับคำที่สลับกันบ้างเพราะคุณพิมพ์เร็วเกินไป นอกนั้นแทบไม่มีที่ติเลยครับ” แพทย์ประจำบ้านหลี่เลื่อมใสฟางหานจนแทบจะกราบกราน ระดับนี้แล้วยังมาถามเขาว่าพอใช้ได้ไหมอีกเหรอ? มิน่าล่ะ หมอฟางถึงได้เก่งกาจตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเขามีมาตรฐานกับตัวเองสูงมากจริง ๆ
“งั้นผมขอนั่งแก้หน่อยแล้วกันครับ” ฟางหานลุกขึ้นยืน “รอผมเดี๋ยว พอแก้เสร็จแล้วเราลงไปหาอะไรกินรอบดึกกัน เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
ขั้นตอนการแก้ไขนั้นรวดเร็วกว่ามาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เรียบร้อย
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมจะไปปริ้นท์ออกมาให้นะครับ แล้วค่อยเอาไปส่งที่แผนก” แพทย์ประจำบ้านหลี่ถอดใจที่จะอวดภูมิทุกอย่างโดยสิ้นเชิง เขาสาบานกับตัวเองเลยว่า ต่อไปจะไม่มาโชว์เหนือต่อหน้าฟางหานอีกแล้ว จะตั้งใจเดินตามและเรียนรู้วิชาจากหมอฟางอย่างซื่อสัตย์ที่สุด
“ตกลงครับ” ฟางหานพยักหน้า ทั้งสองคนจึงพากันออกจากห้องไปหาของกินรอบดึก
ตอนที่ก้าวพ้นประตูห้อง แพทย์ประจำบ้านหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ตอนที่มาถึงเขายังจะซื้อขนมตุนไว้ และฟางหานก็ปฏิเสธไปโดยบอกว่าเขียนเสร็จค่อยออกไปกินทีเดียว ตอนนั้นเขาไม่เชื่อเลยสักนิด แถมยังพูดจาโอ้อวดว่าจะต้องอยู่ทำศึกข้ามคืนแน่ ๆ แต่พอมองเวลา ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงคืนนิด ๆ แม้จะดึกแล้วแต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่า ‘ทำศึกข้ามคืน’ ที่เขาคิดไว้ลิบลับ เดิมทีเขานึกว่าฟางหานต้องเขียนถึงตีสามตีสี่จนแทบไม่ได้นอนก่อนไปทำงานเสียอีก
ย่านนี้อยู่ใกล้โรงพยาบาล ตลาดโต้รุ่งตอนกลางคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ มีของขายเต็มไปหมด นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางหานออกมาเดินเล่นดึกขนาดนี้ตั้งแต่มาอยู่ที่โรงพยาบาลเจียงจง ทั้งสองคนเดินไปพลางฟางหานก็บ่นพึมพำไปพลาง
“ตอนกลางคืนที่นี่คึกคักดีเหมือนกันนะ”
ในขณะที่กำลังคุยกัน ทั้งคู่ก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยเข้า หมอเหมียวนั่งอยู่ที่ร้านปิ้งย่างข้างทางอย่างสบายอารมณ์
“หมอเหมียวครับ” ทั้งสองคนเดินเข้าไปทักทาย
“อ้าว เสี่ยวฟาง ดึกขนาดนี้แล้วยังไม่นอนอีกเหรอ?” เหมียวต้าหลงยิ้มพลางชี้ไปที่เก้าอี้ข้าง ๆ “นั่งก่อนสิ”
ก่อนจะหันไปตะโกนสั่งอาหารกับเจ้าของร้าน “ขอเนื้อย่างเพิ่มอีกสองชุด เอ็นเนื้อย่างอีกหนึ่งชุดด้วยครับ!”
หลังจากสั่งของเสร็จ เหมียวต้าหลงก็นึกขึ้นได้ “เสี่ยวฟาง นายคงไม่ได้อยู่โต้รุ่งเขียนบทความหรอกนะ?”
“ครับ เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อกี้เลยออกมาหาอะไรกินหน่อย” ฟางหานพยักหน้า
“เขียนเสร็จแล้วเหรอ?” เหมียวต้าหลงที่กำลังเคี้ยวของกินอยู่ถึงกับชะงัก เขาเลิกข้อมือขึ้นดูเวลา เพิ่งจะเที่ยงคืนนิด ๆ เขียนเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? เจ้าเด็กนี่เขียนงานแบบขอไปทีหรือเปล่านะ?
ในมุมมองของเหมียวต้าหลง การเขียนเสร็จเร็วขนาดนี้งานคงออกมาไม่ดีเท่าไหร่ และคงจะไม่ยาวนัก ตัวเขาเองก็เคยเขียนบทความมามาก บทความที่ดีฉบับหนึ่งจะเขียนเสร็จภายในคืนเดียวได้ยังไงกัน เขาหันไปมองฟางหานแล้วส่ายหัวเบา ๆ วัยรุ่นก็อย่างนี้แหละ ฝีมืออาจจะดีจริงแต่ยังมีความอวดดีเกินไปและไม่ค่อยละเอียดรอบคอบ สงสัยจะต้องขัดเกลาอีกเยอะเสียแล้ว