ตอนที่ 45 ซูมู่ซิน
จงหลีรั่วสุ่ยนั่งอยู่ตรงข้ามหนิงฉู่ฉู่ นางยกกาน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะขึ้นกระดกดื่มอึก ๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหนิงฉู่ฉู่
หลังจากที่นางดื่มชาจนหมดกาแล้ว นางก็หยิบผ้าเช็ดมือที่อยู่ในแขนเสื้อออกมาเช็ดริมฝีปากแล้วถึงได้ผ่อนลมหายใจยาวออกมา
“หม่อมฉันอึดอัดแทบตายแหนะ ! ”
หนิงฉู่ฉู่ถามด้วยความตกใจ “เป็นอะไรหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยหัวเราะอย่างกรุ้มกริมแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้หนิงฉู่ฉู่ “ละครฉากนั้นมันยอดเยี่ยมมาก ! ”
“……เจ้าทำเช่นนั้นจริงหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ “ในเมื่อหม่อมฉันพูดแล้ว หม่อมฉันก็ต้องทำให้ได้ ! ”
“เพียงแต่ว่าในกรณีนี้ ความหมายที่ข้าต้องการจะสื่อก็คือ หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป เจ้าและเขาก็จะถูกผูกมัดกันไปตลอด และจวนจงหลีของเจ้าก็จะเข้ามามีความสัมพันธ์กับเขาด้วย”
“เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าถ้าหาก ข้าหมายความว่าถ้าหากเจ้าและเขาทำความรู้จักกันไปเรื่อย ๆ แล้วพบว่าเขาไม่คู่ควรกับเจ้า เช่นนี้จะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของเจ้าเลย ! ”
“และหากมีผู้ที่มีเจตนาไม่ดีรู้ถึงความสัมพันธ์ของเขากับจวนจงหลีแล้ว คนพวกนั้นจะอาศัยเขามาทำร้ายจวนจงหลีหรือไม่ ? ”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นัก เจ้าควรหารือกับท่านพ่อของเจ้าสักหน่อยไม่ดีหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยทำหน้ามุ่ย “สิ่งที่องค์หญิงพูดมาทั้งหมดนี้ อันที่จริงหม่อมฉันก็คิดใคร่ครวญจนกระจ่างแจ้งมาหลายวันแล้ว ไม่เช่นนั้นหม่อมฉันคงไม่เพิ่งมาแสดงละครในวันนี้หรอก”
“ท่านย่าเคยกล่าวไว้ว่า ยิ่งความสัมพันธ์เรียบง่ายมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี อย่าได้นำมันไปปะปนกับสิ่งอื่นให้ใจหันเห เช่น วงศ์ตระกูล ภูมิหลังของครอบครัวหรือตัวตน”
“ท่านย่าบอกว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มาก หากนำไปปะปนกับสิ่งอื่นก็จะทำให้เรื่องราวทุกอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น และสุดท้ายเราก็จะพบว่าสามีที่เราเลือกมานั้นไม่ได้ตรงกับความตั้งใจเดิมของเราเลย”
“เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่เราแต่งงานด้วยจะไม่ใช่ผู้ที่เราชื่นชอบจากใจจริง แต่จะกลายเป็นการแต่งงานเพื่ออำนาจ สถานะ และผลประโยชน์ ! ”
“เมื่อถึงเวลานั้นสามีและภรรยาก็จะมีความฝันที่แตกต่าง ไม่เป็นหนึ่งอันเดียวกัน และสุดท้ายเราจะรู้สึกหลงทาง จะกลายเป็นคนเฉยเมย กระทั่งรู้สึกผิดกับตัวเองไปตลอดกาล”
“นอกจากนี้ หากอยากรู้ว่าเขาคู่ควรกับหม่อมฉันหรือไม่ คงต้องทำความรู้จักกันไปอีกระยะยาว อีกอย่างหม่อมฉันอยู่ที่คฤหาสน์ดอกท้อ ส่วนเขาขลุกตัวอยู่แต่ในร้านสุรา องค์หญิงคิดว่าหม่อมฉันและเขาจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกันมากแค่ไหนกันเชียว ? ”
"ถ้าไม่มีการติดต่อกัน ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจกันได้มากขึ้น แล้วเรื่องนี้จะคืบหน้าได้อย่างไร ? แบบนี้ข้าจะแต่งงานกับเขาได้เมื่อไหร่กัน ? "
“นอกจากนี้ หากมีคนคิดจะใช้ประโยชน์จากเขามาทำร้ายจวนจงหลีจริง ๆ……”
จงหลีรั่วสุ่ยมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด “จวนจงหลีหาใช่จวนที่ไร้ความสามารถไม่ ต่อให้ท่านพ่อไม่ออกหน้าช่วยหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันยังมีท่านย่าที่คอยสนับสนุน หม่อมฉันยังต้องกลัวอะไรอีก ? ”
หนิงฉู่ฉู่สูดหายใจเข้าลึก ๆ นางไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่จงหลีรั่วสุ่ยพูด
นางยังคงเชื่อมั่นว่าช่องว่างทางชนชั้นนั้นเป็นช่องว่างที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับภูมิหลังครอบครัว นิสัยการใช้ชีวิตและค่านิยมของทั้งสองฝ่าย
แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จงหลีรั่วสุ่ยเป็นผู้ที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งนางยังมีท่านย่าคอยให้ท้ายด้วย
บางทีนางอาจจะสามารถแต่งงานกับคนรักที่นางปรารถนาได้
นางจึงไม่พยายามโน้มน้าวจงหลีรั่วสุ่ยอีกต่อไป แต่ถามว่า “เช่นนี้หมายความว่าเขารู้ว่าเจ้าคือคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีแล้วใช่หรือไม่ ? ”
“คิก ๆ……”
จงหลีรั่วสุ่ยปิดปากแล้วยิ้มเขิน “ยังเพคะ แม้เขาจะดูฉลาด แต่อันที่จริงเขาซื่อมาก”
“หม่อมฉันโกหกเขาว่าชื่อจงรั่วรั่ว”
“แล้วเขาก็เชื่อน่ะหรือ ? ”
“แน่นอน หม่อมฉันจะเล่าให้พระองค์ฟัง จะว่าไปแล้วมันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย……”
……
……
หลี่เฉินอันจดจำชื่อ ‘จงรั่วรั่ว’ ไว้ในใจแล้ว
เมื่อเขานั่งรถม้ากลับมาถึงตรอกเอ้อร์จิ่งโกวก็เป็นเวลาดึกแล้ว และในตอนที่เขาเดินเข้าไปในร้านสุรา เขาก็เห็นว่าหลี่เสี่ยวฮวากลับมาแล้วเช่นกัน
ดูเหมือนว่าคุณชายที่มาขอดื่มสุราฟรีสองถ้วย จะเป็นผู้ที่พูดคำไหนคำนั้น
“เจ้าได้รับความไม่เป็นธรรมหรือไม่ ? ”
หลี่เสี่ยวฮวาส่ายหน้าอย่างซื่อ ๆ “นายน้อย จะว่าไปมันก็แปลกอยู่เหมือนกัน”
“แปลกเยี่ยงไร ? ”
“หลังจากที่พวกข้าถูกจับตัวไปที่ศาลาว่าการ ไม่นานหลังจากนั้น ข้าก็ถูกปล่อยตัวออกมา และไม่มีใครมาสอบปากคำข้าเลยสักคน”
“พอออกมาก็พบว่ามีคนถูกปล่อยตัวไปจำนวนหนึ่งแล้ว เป็นกลุ่มชายชุดดำที่ต้องการจะฆ่าแม่นางผู้นั้น”
“ข้าก็เลยรออยู่ที่ศาลาว่าการสักพัก แต่ก็ไม่เห็นว่าพวกนักเลงถือขวานที่มาก่อเรื่องในร้านของเราจะถูกปล่อยตัวออกมา เห็นมีแต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินออกมาแทน ดูเหมือนว่าเขาจะชื่อเฉินเอ้อโก่วอะไรสักอย่าง”
“และเขาก็พูดคุยบางอย่างกับข้า”
หลี่เฉินอันชะงักไปเล็กน้อย เขารู้จักพี่เฉินเอ้อที่เป็นเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการ และหลายวันมานี้ พี่เฉินเอ้อก็มักจะพาเจ้าหน้าที่มาตรวจตราที่ตรอกเอ้อร์จิ่งโกวอยู่เป็นประจำ
“เขาบอกอะไรเจ้าหรือ ? ”
“เขาบอกให้ข้านำความมาบอกแก่นายน้อย ว่ามีคนอิจฉาร้านสุราของนายน้อย ดังนั้นถึงได้ให้คนของกลุ่มนักเลงขวานมาก่อเรื่องที่ร้าน”
หลี่เฉินอันได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น “ใครกัน ? ”
“เจ้าหน้าที่เฉินบอกว่ากำลังสอบปากคำพวกเขาอยู่ หากได้ความว่าเยี่ยงไรจะมาบอกนายน้อยเอง”
“ข้ารู้แล้ว……เสี่ยวฮวา”
“ขอรับ ? ”
“เจ้าชอบใช้อาวุธอะไร ? ”
“ข้าชอบใช้มีด ! ”
“พรุ่งนี้เจ้าไปหาช่างเหล็กต้วน ให้เขาตีมีดเล่มที่ถนัดมือให้เจ้าสักเล่ม ! ”
“ข้าน้อยขอบคุณนายน้อย ! ”
หลี่เฉินอันเดินเข้าไปในสวนหลังร้าน และเขาก็เห็นใครคนหนึ่งนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะหินในสวน
ซูมู่ซิน !
ซูมู่ซินเงยหน้ามองหลี่เฉินอัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ท่านอาจารย์ไปแล้ว เขาให้ข้าอยู่ที่นี่”
“อาจารย์บอกให้ข้ามาอยู่ข้างกายเจ้าสักระยะ”
“สองวันมานี้ข้าอยู่ในสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่มาโดยตลอด และข้าก็คิดทบทวนอยู่นานถึงสองวันเต็ม”
“ข้าก็คิดอยู่ว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงให้ข้ามาอยู่ที่นี่ ? และก็คิดทบทวนอยู่ว่าเหตุใดอาจารย์ถึงให้ข้ามาอยู่ข้างกายเจ้าสักระยะ”
“แต่ข้าก็เพิ่งเข้าใจเมื่อครู่นี้เอง”
เขายังไม่ทันพูดจบ หลี่เฉินอันก็นั่งลงตรงข้ามและยกมือขึ้นขัดจังหวะเขา
“ช้าก่อน ! ”
“ร้านสุราของข้าไม่ได้ทำเงินได้มากมายขนาดนั้น ในเมื่อพี่ฮัวให้เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องขอบอกเอาไว้ก่อน เจ้าควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นไป แต่ข้าจะไม่จ่ายเงินให้เจ้านะ ! ”
ซูมู่ซินอึ้ง ทำไมคนผู้นี้ถึงได้ไร้ยางอายขนาดนี้ ? !
คิดอยากใช้แรงงานข้าฟรี ๆ อย่างนั้นหรือ ?
“……หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าร้านสุราของเจ้าทำเงินได้วันละเท่าไหร่ ? ทำไม ? อยากให้ข้าทำงานให้เจ้าฟรี ๆ อย่างนั้นหรือ ? มีข้าซูมู่ซินอยู่ทั้งคน จะมีลูกค้าที่เป็นบัณฑิตจากในสำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหลั่งไหลเข้ามาเป็นลูกค้าที่ร้านของเจ้าอย่างแน่นอน และร้านสุราเล็ก ๆ ของเจ้าก็จะกิจการดีขึ้นไม่น้อย ฉะนั้นเจ้าจะต้องให้เงินเดือนข้า 4 ตำลึงเงิน ! ”
หลี่เฉินอันถลึงตาใส่เขา “ไม่มีทาง ! ”
“ร้านสุราของข้าขายสุราได้แค่วันละ 10 ชั่งเท่านั้น ข้าจึงไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก ! ”
“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อของเจ้ามาเรียกลูกค้าที่เป็นบัณฑิตพวกนั้น ดังนั้น……ถ้าเจ้าไม่ยอมอยู่ตามข้อตกลงของข้า เจ้าก็กลับไปหาพี่ฮัวที่จิงตูเสียเถอะ……นอกจากนี้ หากแบ่งตามลำดับอาวุโส เจ้าจะต้องเรียกข้าว่าอาจารย์อาไม่ใช่หรือ ? ”
ซูมู่ซินตัวสั่นด้วยความโมโห
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาหมดคำจะคัดค้าน
เพราะกิจการของร้านสุราแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อเสียงของเขาจริง ๆ
และหากแบ่งตามลำดับอาวุโส เขาก็ควรจะเรียกหลี่เฉินอันว่าอาจารย์อา
เขาไม่ยอมหรอก !
เขาเป็นถึงอันดับหนึ่งของสี่บัณฑิตผู้มากความสามารถแห่งจิงตู แต่กลับต้องมาตกเป็นเสี่ยวเอ้อในร้านสุราเล็ก ๆ ที่ตรอกอันทรุดโทรมในเมืองกวงหลิงแห่งนี้
แถมยังไม่ได้รับเงินเดือนอีกด้วย !
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าสหายเก่าเหล่านั้นของเขาที่จิงตูคงจะหัวเราะเยาะจนฟันร่วงหมดปาก
แต่เขาไม่อาจขัดคำสั่งของท่านอาจารย์ได้ เจ้าบ้านี่กุมชะตาของเขาไว้ได้อยู่หมัด
“เจ้ามันไร้ยางอายจริง ๆ ! ”
หลี่เฉินอันยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ส่วนเรื่องอาหารการกิน ระยะนี้เจ้าคงต้องฝากท้องที่สำนักศึกษาเฉี่ยนโม่ไปก่อน เพราะร้านของข้ามีคนแน่นมากพอแล้ว”
หลี่เฉินอันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตบบ่าซูมู่ซิน “เสี่ยวซูเอ๋ย ที่เจ้าบอกว่าเจ้าเข้าใจกระจ่างแจ้งหลังจากที่คิดใคร่ครวญถึงสองวันเต็ม ? เจ้าคิดอะไรได้หรือ ? ”
“ตอนนี้ข้ามีแม้กระทั่งความคิดอยากตายแล้ว ! ”
“เหตุใดอาจารย์ถึงต้องคบหาคนอย่างเจ้าเป็นน้องชายด้วย ? ”