ดินแดนร้อยแคว้น ใช้เวลาหลาย10วันกว่า พวกเขาจะตั้งหลักกลับมาตั้งมั่นได้ พวกเขาสูญเสียจอมยุทธไปร่วม2000คนในสงครามไม่กี่วันมานี้ หลายคนหมายมั่นยืดดินแดนร้อยแคว้นส่วนที่ถูกยืดกลับคืนมาแต่ก็ไม่อาจทำได้
เหล่าผู้บุกรุกเองก็ไม่ได้อ่อนแอพวกเขาใช้ปราณพลังสีดำที่แปลกประหลาดยากจะคาดเดา แถมยังใช้สัตว์อสูรเป็นพาหนะไล่สังหารผู้คน จึงทำให้พวกเขาได้เปรียบในการเคลื่อนที่เป็นอย่างมาก ยากที่จอมยุทธดินแดนร้อยแคว้นจะต้านทาน
การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือดเลือดหลั่งไหลเป็นสายธาร กลิ่นอายความตายลอยคละคลุ้ง ประชาชนที่รอดตายล้วนตกเป็นทาสของต่างดินแดน ไม่เว้นแม้แต่จอมยุทธที่ถูกจับ
ไม่นาน เหล่าจอมยุทธดินแดนร้อยแคว้น ก็ไม่อาจต้านทานผู้บุกรุกต่างดินแดนได้ จนทำให้พวกเขาจำใจต้องยอมเสียดินแดนรอบนอกไป ถอยร่นกลับไปยังแคว้นดาบ จนแคว้นดาบกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบ กำแพงเมืองถูกสร้างไว้อย่างหนาแน่นเต็มไปด้วยเหล่าจอมยุทธมาประจำการอย่างแน่นหนา หากแคว้นดาบแพ้พ่ายอีกละก็ ดินแดนร้อยแคว้นจะไม่มีอีกต่อไป พวกเขาสูญเสียดินแดนไปถึง4ส่วนแล้ว
แม้แต่ดินแดนเซียน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่ยิ่งนอนใจต่างส่งเหล่าจอมยุทธมาร่วมรบ หากดินแดนร้อยแคว้นล่มสลายไม่มีอะไรจะรับประกันได้ดินแดนพวกเขาจะอยู่รอดหรือไม่
เจ้าสำนักเซียนกลายเป็น แม่ทัพใหญ่ในทันที ตอนนี้สงครามยังไม่ใหญ่ถึงขนาดให้เหล่าขั้นพลังเทวะลงมือ พวกต่างดินแดนเองก็ส่งแค่จอมยุทธ์ ขั้นพลังวีรชน กับขั้นกษัตริย์มาเท่านั้น หากผลีผลามส่งขั้นพลังเทวะลงต่อสู้ จะกลายเป็นสงครามใหญ่เสียเปล่าๆ พวกเขายังไม่ทราบอีกฝ่ายมีขั้นพลังเทวะมากถึงเพียงใด มันแทบจะชี้ชะตาสงครามครั้งนี้ได้เลยหากอีกฝ่ายมีจอมยุทธขั้นพลังเทวะมากกว่า
ศิลา ศึกสงครามถูกจัดตั้งโดยไวเพื่อเพิ่มแรงจูงใจของเหล่าจอมยุทธที่ออกไปต่อสู้ เพียงฆ่าศัตรูได้ป้ายประจำตัวก็จะบันทึกคะแนนไว้สามารถนำคะแนนมาแลกของล้ำค่าได้ที่ ศิลา ศึกสงครามได้ในทันที ป้ายประจำตัวจะฉายฉากการต่อสู้ออกมาให้เหล่าฝูงชนได้ดู เพื่อเพิ่มความฮึกเหิมในการต่อสู้
มีแม้กระทั่งศิลาจัดอันดับเพื่อเพิ่มแรงจูงใจของเหล่าจอมยุทธที่จะสร้างชื่อเสียงในศึกสงครามครั้งนี้
แคว้นดาบจึงเป็นจุดศูนย์กลางของเหล่าจอมยุทธที่อยากไปร่วมรบ ตัวเมืองหลวงเต็มไปด้วยความกดดัน ชุดเกาะ อาวุธ ถูกซื้อขายเป็นว่าเล่นมีแม้กระทั่งของจากคนตายถูกวางขาย
สงครามหลังจากนั้น 3เดือนไม่ใหญ่มากเป็นเพียงการปะทะกันของเหล่าอนุชนเสียส่วนใหญ่ มีจอมยุทธหลายคนล้วนสร้างชื่อในสงครามในครั้งนี้ นามของจ้าวอี้เทียน ซีเผิง จางเล่ย ซีเอ๋อร์กลายเป็นที่พูดคุยในศึกสงครามครั้งนี้ พวกเขาล้วนสังหารเหล่าจอมยุทธไปนับร้อยใน 3เดือนที่ผ่านมา
แม้แต่ตงหยาง ยังมีชื่อติดอันดับในขั้นพลัง กษัตริย์กลายเป็นที่โจษจันไปทั่ว แต่พวกเขาก็ยังถือว่าล้มเหลวในสามเดือนไม่อาจยืดแคว้นที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้แม้แต่แคว้นเดียว
ต้องยอมรับกลุ่มคนต่างดินแดนนั้นเก่งกาจเรื่องการต่อสู้เป็นอย่างมาก แถมยังมีปราณพลังสีดำที่ช่วยในการเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีอีก เหมือนพวกเขายิ่งอาบแสงจันทราสีดำยามค่ำคืนมากเท่าใด ปราณพลังของพวกเขายิ่งไร้ขีดจำกัดใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด จอมยุทธหลายๆ คนจึงเลี่ยงที่จะต่อสู้ยามค่ำคืน
มีแม้กระทั่งจอมยุทธบางกลุ่มพากันพูดคุย หากเจอเหล่าจอมยุทธต่างดินแดนที่ขี่สัตว์อสูรให้ถอยหนีโดยไวพวกมันเหมือนกลุ่มยมทูต หากพบเจอก็ไม่ต่างอะไรกับตายไปแล้วครึ่งตัว กลุ่มคนส่วนใหญ่ มักถูกกลุ่มจอมยุทธที่ขี่สัตว์อสูรไล่สังหาร หากเคราะห์ดีก็จะถูกจับไปเป็นเชลยศึก
กลุ่มจอมยุทธที่ขี่สัตว์อสูรจึงเป็นที่หวาดกลัวของเหล่าผู้คนที่ออกไปทำสงคราม เป็นไปได้พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นจอมยุทธผู้สูงส่ง เป็นจอมยุทธผู้ไร้เทียมทานในขั้นพลังเดียวกันแถมมีมากมายหลายสิบคน
.......
...ภายในหอคอยปัญจธาตุ อี้เฉินที่นอนหลับใหลอยู่ภายในแสงสีทองที่เต็มไปด้วยเต๋าแห่งการเกิดใหม่ ที่ปลดปล่อยออกมาจากหัวสมองของเขา ค่อยๆ รักษาอาการบาดเจ็บภายในของเขาไปทีละน้อยจนหายสนิท แม้แต่ดวงตาของเขาที่ถูกทำลายยังเกิดใหม่อีกครั้ง ยากที่จะคาดเดาความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
อี้เฉินหลับใหลไปนานถึงสองปีก่อนที่เขาจะลืมตาตื่นขึ้น ทันทีที่เขาเปิดดวงตาออกตัวเขาก็ต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ดวงตาของเขากลับมามองเห็นอีกครั้ง เขาเอ่ยพูดพึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อ "เป็นไปได้อย่างไร ดวงตาของข้ามองเห็นแสงสีอีกครั้งจริงๆ งั้นหรือมันไม่ใช่ความฝันงั้นหรือ"
ตัวเขารีบสวมใส่เสื้อผ้าทันทีกายาของเขาเปลือยเปล่าอยู่ในตอนนี้ ก่อนมองสำรวจร่างกายตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติภายในห้องโถงใหญ่ที่เขาอยู่ รอบๆ เต็มไปด้วยแสงสีทองพร่างพราว ตัวเขาเดินเข้าไปดูที่ใจกลางทันที หมายมั่นเข้าไปสำรวจใจกลางมีอะไรอยู่กันแน่
เมี่ยนจือที่ถูกปิดกั้นจากอี้เฉินมานาน นางถึงกับบ้าคลั่งเมื่อสัมผัสทั้ง5ของนางกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นางเอ่ยพูดออกมาด้วยความตกใจ "อี้เฉินเจ้ากลับมามองเห็นอีกครั้งแล้วงั้นหรือ" แต่นางรู้สึกแปลกใจกับดวงตาอี้เฉินเป็นอย่างมากมันไม่เหมือนดวงตาปกติทั่วไป
อี้เฉินส่งปราณจิตกลับมาพูดคุยกับเมี่ยนจือในทันที "ข้าก็ไม่มั่นใจดวงตานี้ใช่ดวงตาข้าจริงๆ หรือไม่ ข้ารู้สึกว่ามันมองออกไปได้ไกลและชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่า แต่ข้ายิ่งใช้ดวงตามากเท่าใด เหมือนข้าจะสูญเสียปราณจิตออกไปมากขึ้นเท่านั้น"
เมี่ยนจือที่ได้ยินตัวนางถึงกับเบิกตากว้าง หรือดวงตาจะใช้ปราณจิตในการขับเคลื่อน นางไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนมันคือดวงตาอะไรกันแน่ หรือดวงตาคู่นี้จะเป็นวิชาประเภทปราณจิต ตัวนางเคยเห็นวิชาประเภทนี้มาก่อนมันมีประสิทธิภาพในการต่อสู้เป็นอย่างมากสามารถทำลายปราณจิตคู่ต่อสู้ได้โดยตรง
"เมี่ยนจือเจ้าดู ใจกลางห้องโถงนั้นสิ มันคืออะไรกันแน่"
เมี่ยนจือที่หันไปดูใจกลางห้องโถงใหญ่ก็ต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ตะโกนออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
"นั้นมันไฟเทพไม่ใช่หรือ เป็นไปได้อย่างไรเหตุใดถึงมีไฟเทพอยู่ที่นี่" ดวงตาของนางแดงก่ำราวเลือด กำหมัดแน่นด้วยความเสียดาย หากตัวนางตอนมีชีวิตมาเจอเข้า ตัวนางก็จะกลายเป็นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ไม่คิดว่าภายในหอคอยปัญจธาตุ จะซุกซ่อนของแบบนี้ไว้
เมี่ยนจือนางเอ่ยเตือนอี้เฉินอย่างจริงจัง กลัวอี้เฉินจะโลภมากเผลอ กลืนกินไฟเทพ
"เจ้าอย่าคิดกลืนกินไฟเทพเข้าไปเด็ดขาดถ้าขั้นพลังของเจ้ายังไม่ถึงขั้นเทวะขั้นสุด ถึงเจ้าจะได้พลังของครึ่งก้าวเทพสวรรค์มาระยะหนึ่งก็ตาม แต่หลังจากนั้นไฟเทพจะเผาผลาญตัวเจ้าหากเจ้าไม่ตายก็ไม่ต่างอะไรกับสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง"
อี้เฉินจ้องมองไฟเทพอยู่นานก่อนที่เขา จะเอ่ยพูดออกมา "ข้าเข้าใจแล้ว ไฟเทพไม่ใช่ อะไรที่ข้าจะสามารถกลืนกินได้ในตอนนี้" ก่อนที่เขาจะเก็บไฟเทพเข้าไปภายในทะเลความรู้ของเขา ด้วยความช่วยเหลือจากเมี่ยนจือ ไฟเทพดวงนี้มันถูกสยบไว้เรียบร้อยแล้วจึงง่ายต่อการเก็บเกี่ยว แต่ความร้อนแรงของไฟเทพก็ทำให้กายาอี้เฉินหลายส่วนไหม้เกรียม
ถึงไฟเทพจะมีประโยชน์กับตัวเขาอย่างมากในภายภาคหน้า แต่จอมยุทธหลายๆ คนล้วนตายตกก่อนที่จะได้เติบใหญ่ เขาจึงอยากได้ของล้ำค่าที่ใช้ในเวลานี้เสียมากกว่าถึงไฟเทพจะหายากมากอาจไม่มีอีกเป็นดวงที่สองในดินแดนแห่งนี้ แต่ก็เป็นของล้ำค่าที่ไว้ใช้ในภายภาคหน้าเขาจึงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
หากโลกภายนอกรับรู้อี้เฉินมีไฟเทพ ทั้งดินแดนจะต้องลุกเป็นไฟอย่างแน่นอนไม่มีใครไม่อยากเป็นครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ผู้อาวุโสชราหลายๆ คนล้วนติดอยู่ในขั้นพลังเทวะขั้นสุดแทบทั้งสิ้น เพราะไร้ซึ่งไฟเทพกลืนกินเพื่อเลื่อนขั้นพลังเป็นครึ่งก้าวเทพสวรรค์
อี้เฉินครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนที่เขาจะออกไปจากที่นี่อี้เฉินปิดขั้นพลังอีกสักระยะ เขากินโอสถแห่งการหยั่งรู้ที่ได้มาจาก เจ้าสำนักเซียนหมายมั่นเพิ่มประสบการณ์ความรู้ แต่ตัวเขารู้ดีมันยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้ ประสบการณ์ความรู้ของเขา ตกผลึกพร้อมเลื่อนขั้นพลังได้ มันต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อสะสมประสบการณ์ความรู้ให้ตกผลึก