เมื่อกลับมาถึงเรือนรอง เสิ่นเชียนเกอก็เอ่ยถาม “มามา ทุกคนชอบอาหารอะไรมากที่สุดหรือ?”
เก๋อมามากล่าวตอบอย่างไม่ลังเล “หมูตุ๋นน้ำแดงเ้าค่ะ! วันนี้บ่าวทานข้าวเพิ่มถึงสองถ้วยเลยนะเ้าคะ!”
หมูตุ๋นน้ำแดงชิ้นนั้นทั้งนุ่มทั้งละมุนแต่ไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย ยามที่กัดลงบนเนื้อหมูชิ้นหนาที่มีชั้นไขมันแทรกอยู่อย่างพอดีนั้น ความอ่อนนุ่มละลายในปากของไขมันและความชุ่มฉ่ำของเนื้อหมูจะผสมผสานเข้าหากันให้รสััที่ยอดเยี่ยมเกินบรรยาย หมูตุ๋นน้ำแดงนี้ช่างเป็วิธีการปรุงที่ล้ำเลิศยิ่งนัก โดยเฉพาะน้ำราดที่เคี่ยวจนเข้มข้น ยามที่ตักมาราดข้าวแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน แม้ไม่มีกับข้าวอื่นใด ก็สามารถกินข้าวเปล่าคลุกน้ำแกงนั้นได้จนหมดอย่างไม่มีเบื่อ
เมื่อได้ยินเก๋อมามาเอ่ยถึงหมูตุ๋นน้ำแดง เหลียงเฉินก็รีบพยักหน้าหงึกหงักในทันที
เก๋อมามาเก็บหมูตุ๋นน้ำแดงไว้ให้นางหนึ่งถ้วยเล็ก นอกจากจะจัดการกับเนื้อหมูแสนโอชะจนหมดเกลี้ยง สาวใช้ผู้หิวโหยก็ยังไปตักข้าวมาอีกครึ่งถ้วยเพื่อนำมาคลุกเคล้ากับน้ำราดที่เหลือ ไม่นานนักทั้งข้าวสวยและน้ำราดก็หายลงท้องเล็ก ๆ ไปในชั่วพริบตา เหลียงเฉินรู้สึกว่า ตัวนางเองที่เติบโตมาจนถึงป่านนี้ แต่กลับยังไม่เคยได้กินอาหารมื้อไหนที่อิ่มและอร่อยเท่ามื้อนี้มาก่อนเลย!
คำยืนยันความโอชารสจากทั้งเก๋อมามาและเหลียงเฉิน ทำให้เสิ่นเชียนเกอเกิดความคิดดี ๆ บางอย่าง
น่าเสียดาย ในตอนนี้ขาดแต่เพียงซีอิ๊วและจิ๊กโฉ่วเท่านั้น หากได้ใช้เครื่องปรุงทั้งสอง หมูตุ๋นน้ำแดงของนางก็จะเรียกว่าเลิศรสได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การมีจิ๊กโฉ่วไม่เพียงนำมาปรุงหมูตุ๋นน้ำแดงแต่ยังสามารถทำเป็หมูเปรี้ยวหวานได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ไม่ว่าผู้ทานจะติดรสชาติของอาหารทางเหนือหรือใต้ ก็ล้วนทานได้อย่างเพลิดเพลินทั้งสิ้น
เพราะเห็นว่าทั้งเก๋อมามาและเหลียงเฉินต่างก็ยุ่งมาทั้งวันแล้ว เสิ่นเชียนเกอจึงไล่ให้ทั้งสองกลับไปพักผ่อน เมื่อในห้องเหลือนางเพียงผู้เดียว หญิงสาวก็เดินไปนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือบางค่อย ๆ ปลดเปลื้องผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้า ๆ พลางสำรวจดูรอยแผลที่อยู่บนแก้มนวลอย่างละเอียด
หลังจากสำรวจดูอย่างถี่ถ้วน ความโล่งใจระคนดีใจก็เกิดขึ้น เนื่องจากรอยแผลลึกที่เคยน่ากลัวบนแก้มด้านขวา มาบัดนี้ไม่ได้บวมแดงอย่างที่เคยเป็แล้ว มิหนำซ้ำสะเก็ดแผลที่ติดอยู่ก็ดูดีขึ้นมาก อาการปวดแสบปวดร้อนก็หายไปเป็ปลิดทิ้ง นี่ได้ผลกว่ายามที่นางกินยาหรือใช้ยาทาเสียอีก
เสิ่นเชียนเกอใช้นิ้วเรียวแตะแต้มลูบไล้ไปตามรอยแผลแ่เบา แม้จะไม่เ็ป แต่ความสากระคายยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
‘โชคลาภจากตัวเยี่ยนอ๋องมีประโยชน์ต่อนางมากกว่าที่คิดเสียอีก!’
เมื่อเป็เช่นนี้ เสิ่นเชียนเกอจึงเชื่อมั่นว่า หากนางหาโอกาสเหมาะ ๆ และใช้จังหวะดี ๆ คว้าเอาโชคลาภจากเยี่ยนอ๋องได้เหมือนที่ทำวันนี้อีก ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนรอยแผลบนแก้มของนางจะต้องหายสนิทและกลับมาเป็ปกติอย่างแน่นอน ที่สำคัญนางจะได้ไม่ต้องอดทนกินยาหรือทายามากมายหลายขนาดอีกต่อไป…
ขณะที่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยออกไปนั้น เสิ่นเชียนเกอก็คอยใช้ผ้าขาวชุบน้ำสะอาดเช็ดไปรอบ ๆ าแอย่างเบามือ
ทว่า ในตอนนั้นเองมือบางก็หยุดชะงัก เมื่อดวงตาเมล็ดซิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในกระถางดอกไม้วิเศษซึ่งมีนางผู้เดียวเท่านั้นที่มองเห็น
ภายในกระถางนั้น จากเดิมที่มีเพียงดินว่างเปล่าก็เปลี่ยนเป็มีต้นกล้าต้นน้อยงอกเงยขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้ ตอนที่อยู่หอศึกษาเสิ่นเชียนเกอได้เห็นกล้าไม้นี้อยู่ครู่หนึ่ง ยามนั้นมันเป็เพียงต้นอ่อนสีเหลืองทองเล็ก ๆ ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเท่าปลายนิ้ว ใบอ่อน ๆ ก็ยังคงถูกม้วนพับซ่อนเอาไว้ ความเล็กจิ๋วนั้นดูบอบบางอย่างยิ่ง ทว่าเวลานี้เ้ากล้าไม้สูงขึ้นและดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมแล้ว สีที่เคยเหลืองทองก็เปลี่ยนกลายเป็เขียวขจีสดใส ใบอ่อนทั้งสองใบคลี่บานเหยียดขยายจนเต็มที่ ยิ่งกว่านั้นยามที่เ้าต้นน้อยพบว่าเสิ่นเชียนเกอกำลังจ้องมองอยู่ มันก็ส่ายใบเล็ก ๆ ไปมาอย่างเริงร่า ราวกับว่ากำลังกล่าวทักทายผู้เป็นายของมัน
เสิ่นเชียนเกอที่เห็นเช่นนั้นก็เบิกตาโพลงด้วยความใในทันที การที่ได้อยู่ใกล้ชิดเยี่ยนอ๋อง และยิ่งเมื่อได้ััเนื้อตัวเขานั้นส่งผลดีต่อโชคชะตาของนางอย่างมหาศาลโดยแท้จริง!
เพียงแค่ััตัวเยี่ยนอ๋องสองครั้ง วาสนาของนางก็เพิ่มพูนขึ้นได้แล้ว ครั้งแรกเป็แค่การฉวยโอกาสสวมกอดชั่ววูบ ส่วนครั้งที่สองก็แค่ลอบััมือเขาเบา ๆ เท่านี้กระถางต้นไม้วิเศษที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยจนนางทดท้อก็มีต้นไม้สั่งสมโชคเติบโตขึ้น อีกทั้งยังมีใบอ่อนเล็ก ๆ น่ารักผลิบานงดงามอีกด้วย
นี่เป็เพียงผลลัพธ์ของการได้ใกล้ชิด ‘ตัวนำโชค’ ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน แล้วถ้าหากนางได้อยู่กับเยี่ยนอ๋องทั้งวันล่ะ? เช่นนั้นแล้วเ้าพืชพันธุ์ในกระถางจะสามารถงอกเงยได้เร็วกว่านี้หรือไม่!?
คิดถึงตรงนี้ ดวงตาเมล็ดซิ่งก็เป็ประกายแวววาวขึ้นมาฉับพลัน แน่นอนว่าความปรารถนาที่จะได้แตะเนื้อต้องตัวเยี่ยนอ๋องในใจของนางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็ทวีคูณ!
…และแผนการบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจเสิ่นเชียนเกอ….
ยามอยู่ในหอศึกษานั้น นางได้ยินมาว่าเยี่ยนอ๋องถูกอาจารย์หลิวลงโทษให้คัดตำรา
เื่ที่คนผู้นั้นถูกสั่งให้คัดตำราเป็การลงโทษที่ไม่ใช่เื่แปลกใหม่ในหอศึกษา ตรงกันข้ามมันกลับนับว่าเป็เื่ธรรมดาเสียยิ่งกว่าการที่ลูกฉุยหวานถูกทำขึ้นจากไม้ ซึ่งก็เป็ธรรมดาอีกเช่นกันที่เยี่ยนอ๋องไม่เคยมีมาส่งเลยสักครั้ง และเมื่อไม่มีส่งในวันถัดมา อาจารย์หลิวก็จะยิ่งโมโหจนลงโทษเขาหนักขึ้นไปอีก กระทั่งบางคราก็ถึงขั้นไม่อนุญาตให้เขารับประทานอาหาร
ครานี้ เยี่ยนอ๋องถูกสั่งให้คัดตำราหลักทางสายกลางสิบจบ ตำราเล่มนี้มีความยาวสามพันกว่าอักษร ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่ามากมายเกินไปนัก
เสิ่นเชียนเกอที่เดิมทีเตรียมจะเอนกายพักผ่อน ก็กลับคว้าเอาเสื้อคลุมตัวโคร่งมาสวมใส่ แล้วไปยังโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะนำตำราและกระดาษเซวียนจื่อออกมา จากนั้นสาวน้อยก็นั่งลงคัดตำราแทนตัวนำโชคของนางด้วยท่าทางขะมักเขม้น
นี่เป็ครั้งแรกที่เสิ่นเชียนเกอตั้งใจคัดตำรามากถึงเพียงนี้ …เวลาล่วงเลยไปอย่างไม่รู้ตัว…เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะเปลี่ยนไส้ตะเกียงอีกครั้ง นางก็พบว่าบนโต๊ะมีกองกระดาษที่คัดลอกอักษรจากตำราทางสายกลางวางอยู่เป็ที่เรียบร้อย กระดาษกองนั้นสูงพะเนินเทินทึก ยามมองจากด้านหน้าก็บดบังใบหน้า ยามมองจาก้าก็กินพื้นที่โต๊ะไปเสียเกือบหมด และเมื่อได้ยินเสียงเ้าหน้าที่ออกตีระฆังเพื่อบอกเวลา นางก็พบว่าตอนนี้เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว
ทันใดนั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก เป็เสียงฝีเท้าไม่ดังไม่เบาที่ค่อย ๆ มุ่งตรงมายังห้องนอนของนาง….
ไม่นานนัก ร่างของเก๋อมามาก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู เมื่อพบว่าเสิ่นเชียนเกอยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ แม่นมวัยกลางคนก็เบิกตากว้าง “คุณหนูรอง ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่เข้านอนล่ะเ้าคะ?”
เสิ่นเชียนเกอจึงรีบคัดอักษรที่เหลืออีกไม่กี่ตัวให้เสร็จสิ้น เมื่อพิจารณาจากกองกระดาษเ่าั้ นางก็น่าจะคัดมาได้ห้าจบแล้ว
หากนำส่วนที่นางคัดไปรวมกับส่วนที่เยี่ยนอ๋องมีอยู่ ก็น่าจะครบตามที่อาจารย์้าพอดี
เก๋อมามาที่เห็นคุณหนูยังไม่เข้านอน จึงรีบไล่ให้ไปเข้านอนอย่างไม่รั้งรอ แต่เนื่องจากเกรงว่าคุณหนูของตนจะไม่เชื่อฟังและอดหลับอดนอนจนร่างกายย่ำแย่ ผู้เป็แม่นมจึงนั่งเฝ้าอยู่ที่ขอบเตียง จนกระทั่งคนบนเตียงผล็อยหลับไป ตัวนางจึงจะกลับออกมาด้วยความสบายใจ
*********************************
เมื่อเสิ่นเชียนเกอตอบตกลงเื่งานวิวาห์กับเยี่ยนอ๋องแล้ว ตระกูลเสิ่นก็ไม่รอช้า รีบส่งข่าวดีนี้ให้เจี่ยงกุ้ยเฟยรับทราบอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ได้รับรู้ เจี่ยงกุ้ยเฟยก็ใเป็อย่างยิ่ง พระอัครชายาผู้งดงามหันมองนางกำนัลข้างกายด้วยความสงสัย “ตระกูลเสิ่นยืนยันแล้วจริงหรือ ว่าจะให้คุณหนูรองอภิเษกกับเฉียนเอ๋อร์?”
นางกำนัลผู้นั้นพยักหน้าลงอย่างหนักแน่น “กุ้ยเฟยเพคะ นี่เป็จดหมายที่มามาของเสิ่นฮูหยินส่งถึงมือหม่อมฉันด้วยตัวเอง ไม่มีทางเป็เื่เท็จอย่างแน่นอนเพคะ”
เจี่ยงกุ้ยเฟยเป็ผู้เลี้ยงดูเยี่ยนอ๋องให้เติบโตมาจนถึงบัดนี้ ทว่ากลับดูแลได้แต่กาย ไม่อาจดูแลจิตใจเขาได้ และอาจผิดที่พระนางไม่ได้ใส่ใจอบรมสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้ ยามเมื่อรู้ตัวอีกที เขาก็กลายเป็คนมีนิสัยอย่างที่เห็น
ก่อนหน้านี้ฝ่าาเคยพระราชทานสมรสแก่เขาครั้งหนึ่ง แต่เมื่อ ‘สมรสพระราชทานครั้งนั้น’ ถูกยกเลิกไปก็ไม่มีตระกูลสูงศักดิ์ตระกูลใดในเมืองหลวงกล้าส่งบุตรสาวมาอภิเษกกับเยี่ยนอ๋องอีก
ในเมืองหลวง ตระกูลเสิ่นนับว่าเป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงพอสมควร เพียงแต่ในแวดวงขุนนาง ใต้เท้าเสิ่นยังไม่ถือว่าเป็ที่โดดเด่นเท่าไหร่นัก ด้วยตำแหน่งอัครชายา พระนางจึงสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นได้
เดิมทีคนที่พระนางต้องตาเป็คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่น กุ้ยเฟยเคยแอบสังเกตเด็กคนนั้นอย่างลับ ๆ มาก่อนแล้ว คุณหนูใหญ่เสิ่นผู้นี้มีรูปโฉมงดงามเป็ที่น่าพึงพอใจ อีกทั้งยังได้ยินมาว่า ยามนางอยู่ในหอศึกษา ก็มีอัธยาศัยที่ไม่เลว ที่สำคัญที่สุดคือ คุณหนูใหญ่เสิ่นเป็เพียงบุตรบุญธรรมที่ตระกูลเสิ่นรับเลี้ยงไว้ ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินเลี้ยงดูนางมานมนานเช่นนี้ หากใช้นางมาแลกเปลี่ยนกับหน้าที่การงานที่เจริญขึ้นได้ ก็จะถือเป็การยื่นโอกาสให้เด็กสาวผู้นั้นได้ตอบแทนพระคุณตระกูลเสิ่นได้เป็อย่างดี
เื่ที่เยี่ยนอ๋องมีนิสัยที่ผิดแปลกไปจากคนธรรมดานั้นเป็ความจริง หากคุณหนูใหญ่เสิ่นได้แต่งเข้าตำหนักอ๋องแล้ว เจี่ยงกุ้ยเฟยก็คงจะรับรองความสงบสุขและสุขภาพร่างกายของนางได้ยาก แต่ถึงแม้เยี่ยนอ๋องจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ทำร้ายร่างกายคุณหนูใหญ่เสิ่นขึ้นมา อย่างมากตระกูลเสิ่นก็เพียงแค่สูญเสียบุตรบุญธรรมไปคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้นับว่ามีผลกระทบใหญ่หลวงใด ๆ ต่อตระกูลเลยแม้แต่น้อย
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ยามที่จดหมายได้มาอยู่ในมือนางแล้ว คนที่ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินเลือก จะเป็บุตรสาวแท้ ๆ ของตนไปเสียได้! …นี่จึงทำให้เจี่ยงกุ้ยเฟยรู้สึกใเป็อย่างยิ่ง
เพราะโดยปกติแล้วคงไม่มีบิดามารดาคนใด ที่จะยินยอมโยนเืเนื้อเชื้อไขของตนเข้ากองเพลิงเช่นนี้!
… ‘ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยิน มีบุตรสาวร่วมสายเืเพียงผู้เดียวไม่ใช่หรือ?’ …
“จะเป็คุณหนูรองไปได้อย่างไร?”
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ ก่อนที่มามาผู้นั้นจะจากไป นางได้บอกหม่อมฉันว่า การอภิเษกสมรสในครั้งนี้ คุณหนูรองเสิ่นเป็คนตอบตกลงเองเพคะ”
คิ้วเรียวดั่งคันศรของเจี่ยงกุ้ยเฟยขมวดติดกันจนเป็ปม ‘ไม่มีสตรีนางใดในเมืองหลวงที่ไม่รู้ถึงชื่อเสียงในทางเลวร้ายของเฉียนเอ๋อร์ แล้วเหตุใดคุณหนูรองจึงยังตกปากรับคำเื่งานวิวาห์ได้อีก? หรือแท้จริงแล้วมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับตระกูลเสิ่นกันแน่?’
เจี่ยงกุ้ยเฟยโยนจดหมายของใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินลงในเตาผิงอย่างไม่คิดลังเล ในชั่วพริบตากระดาษแผ่นหนาก็ถูกเปลวเพลิงเผาทำลายจนมอดไหม้ ไม่นานนักก็กลายเป็เถ้าถ่าน
เมื่อนางกำนัลข้างกายพบว่า ดวงพักตร์ของเจี่ยงกุ้ยเฟยเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว จึงเอ่ยถามเสียงเบา “กุ้ยเฟยเพคะ เช่นนั้น ทางเรายังจะตอบตกลงเื่การอภิเษกสมรสอยู่อีกหรือไม่เพคะ?”
เดิมเจี่ยงกุ้ยเฟยก็เห็นว่าอายุอานามของเยี่ยนอ๋องถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว หากยังไม่เร่งวิวาห์ก็คงไม่ทันกาล พระนางจึงได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาเช่นนี้
อย่างไรเสียเขาก็อยู่ในสถานะขององค์ชาย ชาติตระกูลของพระชายาจึงมิอาจต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้ ทว่าอุปนิสัยของเยี่ยนอ๋องก็ทำให้ขุนนางทั้งราชสำนักหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดกล้าส่งบุตรสาวมาอภิเษกกับเขา ดังนั้นกุ้ยเฟยจึงเลือกดำเนินการด้วยวิธีนี้ และไม่ได้ถามความสมัครใจของเยี่ยนอ๋องอีกด้วย อย่างไรเสียก็ให้พิธีอภิเษกสมรสลุล่วงไปเสียก่อน ส่วนเื่ที่ว่าหลังจากพระชายาย้ายเข้าตำหนักอ๋องไปแล้วจะเป็เช่นไร นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ผู้รับตำแหน่งพระชายาจะมีความอดทนและวาสนาติดกายมากน้อยเพียงใด
แต่บัดนี้เื่ไม่เป็ตามที่กุ้ยเฟยคิดไว้ เพราะคนที่จะรับตำแหน่ง ‘ว่าที่พระชายาอ๋อง’ เปลี่ยนกลายเป็อีกคนที่ไม่้า ซ้ำร้ายคนที่ตอบตกลงยังเป็ถึงบุตรสาวร่วมสายเืเพียงคนเดียวของตระกูลเสิ่นอีก แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับเื่ราวภายในของตระกูลเสิ่น แต่ในฐานะบุคคลผู้มียศมีตำแหน่งก็คงมิอาจแสร้งทำเป็นิ่งนอนใจได้แน่หากทำให้บุตรสาวตระกูลใหญ่ต้องเดือดร้อน
…ที่สำคัญคือ ไปทาบทามสู่ขอเขามาแล้ว แล้วจะให้บอกปัดปฏิเสธไปโดยไร้เหตุผลสมควรได้อย่างไร…
พระอัครชายาจึงหันไปสั่งการนางกำนัลข้างกายด้วยท่าทีขึงขัง “รีบตามเฉียนเอ๋อร์เข้าวังมาพบข้า บอกไปว่าข้าไม่ค่อยสบาย”
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เยี่ยนอ๋องก็มาถึงประตูตำหนักเจี่ยงกุ้ยเฟย
แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ทุกฝีเท้า ทุกก้าวย่างชี้ชัดถึงความรีบเร่งและร้อนรน เมื่อเข้ามาถึงตำหนักชั้นใน เยี่ยนอ๋องก็พบนางกำนัลประจำกายเจี่ยงกุ้ยเฟยที่กำลังยืนรออยู่ โดยไม่รอให้อีกฝ่ายยอบกายคารวะ องค์ชายผู้กำลังห่วงกังวลก็รีบเอ่ยถามคลายความร้อนใจ “กุ้ยเฟยไม่ค่อยสบายอย่างนั้นรึ ได้เชิญหมอหลวงมาตรวจหรือยัง?”
หลังจากยอบกายคำนับเยี่ยนอ๋องด้วยความเคารพแล้ว นางกำนัลหน้าห้องก็เอ่ยตอบ “เยี่ยนอ๋องเพคะ หมอหลวงเพิ่งจะกลับไปเมื่อครู่นี้เอง ท่านหมอบอกว่ากุ้ยเฟยกลัดกลุ้มจนประชวร ท่านรีบเข้าไปเข้าเฝ้ากุ้ยเฟยเถิดเพคะ”
สิ้นคำตอบ อ๋องหนุ่มก็รีบสาวเท้าเข้าไปด้านในตำหนักอย่างไม่รั้งรอ
ทันทีที่ก้าวเข้ามาถึง เขาก็พบกุ้ยเฟยที่กำลังเอนกายอย่างสำราญอยู่บนเก้าอี้กุหลาบ มือเรียวสองข้างถือถ้วยชาแล้วยกขึ้นดื่มท่าทางผ่อนคลาย ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ดูเหมือนคนป่วยไข้แม้แต่น้อย
ณ ห้วงเวลานั้น เยี่ยนอ๋องก็ทราบได้ในทันทีว่า แท้จริงแล้วเจี่ยงกุ้ยเฟยเพียงแค่มีธุระบางอย่างที่้าสนทนาด้วย จึงจงใจใช้ข้ออ้างเื่การประชวรมาเร่งเร้าให้เขาเข้าวัง
ความจริงที่พบเจอทำให้ความเย็นเยียบดุจดั่งน้ำแข็งยามเหมันต์ครอบงำใบหน้าของเยี่ยนอ๋อง องค์ชายผู้ถูกล่อลวงหยุดยืนอยู่ห่างจากเจี่ยงกุ้ยเฟยราว ๆ สองหมี่ ยามนี้คนร่างสูงดูน่ากลัวไม่ต่างจากภูผาหิมะทมิฬตั้งตระหง่านใต้มวลเมฆาทะมึน…ที่ซึ่งในไม่ช้าจะเปลี่ยนเป็พายุหิมะซัดกระหน่ำลงมาแล้ว
เจี่ยงกุ้ยเฟยเมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็เสมือนบุตรชาย ก็ทราบได้ทันทีว่าทำให้เขามีโทสะ “เ้าเด็กดื้อ หยุดทำสีหน้าเช่นนั้นนะ! หากข้าไม่ใช้ข้ออ้างว่าไม่ค่อยสบาย แล้วเ้าจะเข้าวังมาพบข้าหรือ? เอาล่ะ ที่ข้าเรียกเ้ามา เพราะมีเื่ที่สำคัญ้าพูดคุยกับเ้า”
เจี่ยงกุ้ยเฟยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพบว่าสิ่งที่ตอบกลับมาคือความวังเวงและใบหน้าของคู่สนทนาที่มืดครึ้มขึ้นหนึ่งส่วน นี่บ่งบอกชัดว่าเยี่ยนอ๋องไม่้าพูด กุ้ยเฟยผู้เลอโฉมรู้ดีว่าไม่อาจทำสิ่งใดได้จึงทำเพียงกล่าวต่อไป “เฉียนเอ๋อร์ เื่การอภิเษกของเ้า ไม่สามารถประวิงเวลาต่อไปได้อีกแล้ว เดิมทีคนที่ข้าเลือกไว้ให้ก็คือบุตรสาวคนโตของใต้เท้าเสิ่น แต่ใครจะรู้ว่า จดหมายที่เสิ่นฮูหยินส่งมากลับระบุว่าเป็บุตรสาวคนรองแทน คุณหนูรองเป็บุตรสาวร่วมสายเืเพียงคนเดียวของตระกูลเสิ่น หากนางจะอภิเษกสมรสกับเ้า เ้าจะยินดีหรือไม่?”
เยี่ยนอ๋องคาดไม่ถึงว่าที่เจี่ยงกุ้ยเฟยต้องยกเื่ป่วยไข้มาโกหกเขา ก็เพื่อเื่ไร้สาระนี่! เมื่อได้ยินสิ่งที่คนตรงหน้ากล่าว เขาก็คาดเดาได้ทันทีว่า ก่อนหน้านี้นางคิดการใดอยู่ หากผู้ที่ตระกูลเสิ่นตอบตกลงให้อภิเษกด้วยไม่ใช่คุณหนูรองแต่เป็คุณหนูใหญ่ เกรงว่า เจี่ยงกุ้ยเฟยก็คงจะไม่ถามไถ่เอาความเห็นเขาด้วยตัวเองเช่นนี้ เพราะเสิ่นเอ้อร์ผู้นั้นเป็เืเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงของตระกูล กุ้ยเฟยจึงหวาดกลัวว่าหากเขาทำให้นางมีอันตรายก็อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักกุ้ยเฟยและจวนเสิ่นได้
อย่างไรก็ตามสำหรับตัวเยี่ยนอ๋องแล้ว เขาไม่้าอภิเษกกับใครทั้งนั้น ‘เยี่ยนอ๋องไม่นิยมชมชอบนารี’ ข้อนี้ผู้คนต่างรู้กันทั่วทั้งเมืองหลวง
แต่ถ้าหากฝ่าามีพระบัญชาให้เขาอภิเษก เขาก็คงตอบตกลงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เพียงแต่สตรีผู้นั้นคงต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้มากสักหน่อย ยามเมื่อเข้ามาอยู่ในตำหนักของเขาแล้ว หากเป็คนปราดเปรียวมีไหวพริบก็อาจเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าไม่ก็อย่าได้กล่าวโทษกันในภายหลัง
กับเื่อภิเษกสมรส เยี่ยนอ๋องรู้สึกว่า จะมีหรือไม่มีก็ไม่แตกต่าง
ทว่า เมื่อถูกเจี่ยงกุ้ยเฟยซักถามเช่นนั้น ไม่ทราบเพราะเหตุใด เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ หอศึกษา ก็พร้อมใจกันประเดประดังเข้ามาในหัวของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน
…ััที่นุ่มนวลของรอยสวมกอด…
…ขนมแสนอร่อยที่บรรจุอยู่ในกล่องขนมงามตา…
…ปลายนิ้วที่ได้ัักันในห้วงเวลาเพียงน้อยนิด…
….อีกทั้งยังพู่หยกลายวิจิตร ที่ ณ เวลานี้ยังคงถูกเก็บไว้เป็อย่างดีในอกเสื้อ…
เยี่ยนอ๋องผู้ขึ้นชื่อว่าไร้จิตใจ ไร้ความรู้สึก ผู้ที่ปกติแล้วไม่ว่าลงมือทำสิ่งใดก็สามารถตัดสินใจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่มาบัดนี้ เขากลับเกิดอาการลังเลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนให้ได้เห็น เจี่ยงกุ้ยเฟยที่ดูแลคนตรงหน้าเสมือนเืเนื้อเชื้อไขมานานััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างรวดเร็ว
กุ้ยเฟยผู้เลอโฉมเลิกคิ้วโก่งงามขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยออกไป นางกำนัลข้างกายที่ยืนประจำการอยู่ด้านนอก ก็ส่งเสียงกระแอมไอขึ้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้ามากระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูเจี่ยงกุ้ยเฟย
ทันทีที่ฝ่ายนั้นกล่าวจบ สีหน้าของเจี่ยงกุ้ยเฟยก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ใบหน้างามยามนี้นั้นดูโล่งใจประหนึ่งแก้ปัญหาหนักอกให้ลุล่วงได้ “ตรวจสอบว่าเป็เื่จริงแล้วใช่หรือไม่?”
ผู้เล่าความพยักหน้าด้วยท่าทีเคร่งขรึม
เมื่อได้รับทราบเื่ราวแล้ว เจี่ยงกุ้ยเฟยก็โบกมือไล่ นางกำนัลผู้รู้งานจึงรีบถอยกลับไปอย่างรู้หน้าที่
หลังจากนางข้าหลวงข้างกายออกไปแล้ว เจี่ยงกุ้ยเฟยก็หันมาสนใจเยี่ยนอ๋องอีกครั้ง “เฉียนเอ๋อร์ เมื่อครู่มีคนมารายงานว่า คุณหนูรองเสิ่นใบหน้าเสียโฉม! ในฐานะพระชายา ก็ต้องเป็หน้าเป็ตาให้แก่จวนอ๋อง ใบหน้าจะเสียโฉมไม่ได้ แม้นางจะมีคุณสมบัติที่คู่ควรแต่ก็ไม่ควรมีราคีหม่นหมองเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ …เอาล่ะ ช่างเถอะ ๆ ข้าจะทำการเลือกสตรีชั้นสูงที่เหมาะสมให้เ้าใหม่ก็แล้วกัน การอภิเษกสมรสในครั้งนี้ถือว่าเป็โมฆะ! เฮ้อ ช่างน่าเวทนา ใบหน้าเสียโฉมเช่นนั้นผู้ใดจะยินดีแต่งนางเข้าจวน…”
มิน่าเสิ่นฮูหยินจึงได้ส่งคุณหนูรองมาให้อภิเษกกับเยี่ยนอ๋อง …บุตรสาวแท้ ๆ ของตนเกิดเสียโฉม เช่นนั้นแล้วก็ไม่เท่ากับว่าโอกาสในการออกเรือนลดน้อยลงหรอกหรือ ดีไม่ดีอาจจะไม่สามารถออกเรือนได้ตลอดชีวิต เช่นนั้นมิสู้ยอมให้ตบแต่งกับเยี่ยนอ๋องที่เป็เสมือนรถไฟขบวนสุดท้ายเสียจะดีกว่า เพื่อที่บุตรสาวจะได้ไม่เป็สาวทึนทึกที่ต้องทนรับความอับอายและยากลำบากในภายภาคหน้า จากนั้นก็ให้บุตรบุญธรรมโฉมงามได้ออกเรือนกับคู่ครองที่สถานะสูงส่งหรือไม่ก็มั่งมีเงินทองเป็หน้าเป็ตาตระกูลแทนเสีย
แต่ผู้ใดจะรู้ว่า เมื่อเจี่ยงกุ้ยเฟยกล่าวประโยคนั้นออกไปแล้ว เยี่ยนอ๋องจะก้าวออกมาข้างหน้าอย่างหักห้ามความรู้สึกของตนมิได้ หลังจากนั้น เจี่ยงกุ้ยเฟยก็ได้ยินสุ้มเสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นอย่างแ่เบา
“ลูกยินดี!”
สิ้นถ้อยคำสั้น ๆ นั้นความเงียบก็เข้าครอบงำเจี่ยงกุ้ยเฟยในบัดดล “…”
ในห้วงเวลานั้น สตรีผู้สูงส่งก็ยังสงสัยว่า ตนเองหูฝาดไปหรือไม่
.
.
.