ตระกูลหลี่มีพี่น้องทั้งหมดหกคนคนโตเป็นบุตรชายหลี่ต้าหลิน คนรองคือบุตรสาวหลี่หงหง คนที่สามบุตรชายหลี่เอ้อร์หลินคนที่สี่บุตรสาวหลี่หลานหลาน คนที่ห้าบุตรสาวหลี่ชิงชิง และคนสุดท้องบุตรชายหลี่ซานหลิน
หลี่เอ้อร์หลินมิใช่บุตรชายคนโตทว่าเขาเองก็มิใช่บุตรชายคนเล็กเช่นกันตำแหน่งของเขาในหัวใจของสองผู้เฒ่าตระกูลหลี่สูงกว่าพี่สาวของนางหลี่หงหงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
โดยทั่วไปแล้วหากตระกูลหลี่มีเรื่องมงคลเกิดขึ้นย่อมไม่มีเขามาเกี่ยวข้อง ทว่าหากมีเรื่องเลวร้าย งานที่ต้องออกแรงใช้กำลังแก้ไขเขาย่อมไม่มีทางหนีพ้น
ในใจของหลี่ชิงชิงคิดว่าครอบครัวตระกูลหลี่ที่อยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่แล้วสองผู้เฒ่าตระกูลหลี่ถึงได้ฝากข้อความมาถึงนางผ่านหลี่เอ้อร์หลิน
หลี่เอ้อร์หลินมองประเมินหลี่ชิงชิงขึ้นๆลงๆ เมื่อเห็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของนางดีกว่ายามที่นางยังอยู่ในตระกูลหลี่ยิ่งผิวพรรณเองก็ดีขึ้นไม่น้อย เห็นได้ชัดเจนว่านางมีวันคืนที่ไม่เลวในตระกูลหวัง เขาถึงได้วางใจลงก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ามาเยี่ยมบ้านเจ้าได้ห้าวันแล้วบ้านของเจ้าอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเหอนัก ข้าถึงได้ลองมาเยี่ยมเจ้าดู”
สองผู้เฒ่าตระกูลหลี่มอบนางให้ตระกูลหวังทำราวกับขายนางก็มิปาน เรื่องนี้ทำให้หัวใจของหลี่ชิงชิงรังเกียจยิ่งนัก ทว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังเป็นบิดามารดาแท้ๆของร่างเดิม หากว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ย่อมมิอาจนั่งมองอย่างนิ่งดูดายได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่ชิงชิงก็วางใจลงนางเอ่ยว่า “ขออภัย ให้พี่สามต้องคอยนานแล้ว”
“ไม่เป็นไรข้าอยู่ที่บ้านเจ้าได้กินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดียิ่งนัก”หลี่เอ้อร์หลินใช้มือข้างที่ว่างลูบศีรษะ เขาคิดไม่ถึงว่าหลี่ชิงชิงจะเอ่ยปากขอโทษพึงรู้ไว้ว่าหลี่ชิงชิงคือคนที่รู้หนังสือ นางถือตัวเป็นอย่างยิ่งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยก้มศีรษะให้ผู้ใด
เจ้าของร่างเดิมของหลี่ชิงชิงมีความสัมพันธ์อันแสนธรรมดากับหลี่เอ้อร์หลินยิ่งไปกว่านั้นยังแฝงไปด้วยความดูถูกเล็กน้อย หลี่ชิงชิงไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดกับหลี่เอ้อร์หลินดีดังนั้นสายตาของนางจึงไปตกอยู่ที่ชามเปล่าในมือของเขา ก่อนที่นางจะเอ่ยถามไปส่งๆว่า “วันนี้กินอะไรหรือ?”
หลี่เอ้อร์หลินเผยรอยยิ้มพึงพอใจโดยไม่ตั้งใจเขาพูดว่า “ข้าว มีไข่ผัดแตงกวาด้วย”
ข้าวเป็นข้าวขัดเงาครึ่งหนึ่งอีกครึ่งคือข้าวกล้อง ส่วนไข่ผัดแตงกวาย่อมต้องเป็นไข่ผัดที่มีสัดส่วนของแตงกวามากไข่น้อยอยู่แล้ว
อาหารประเภทนี้เมื่อเทียบกับที่ตระกูลหลี่ทำนั้นย่อมดีกว่ามากนักยิ่งไปกว่านั้นมันสามารถทำให้ท้องของหลี่เอ้อร์หลินอิ่มได้
แต่ก่อนหลี่เอ้อร์หลินเคยทำงานเป็นชาวประมงในแม่น้ำเซียงเขาต้องตื่นกลางดึกเพื่อออกเรือ ยุ่งวุ่นวายจนถึงเช้าอาหารที่ได้กินก็หาได้ดีเท่าตระกูลหวัง
หลายวันที่ได้ฝากท้องมาชายหนุ่มพบว่าอาหารของบ้านตระกูลหวังนั้นช่างดีเหลือเกินทำให้เขากับคนในตระกูลหวังที่ไม่ได้ลงแรงทำงานหนักต้องรู้สึกละอายแน่หากได้กิน
หลิวซื่อรู้ว่าทั้งสามคนกลับมาแล้วก็โยนเรื่องอาหารทิ้งก่อนจะวิ่งออกจากห้องครัวพร้อมทัพพีที่ทำจากไม้ในมือ นางตะโกนเสียงทั้งแหลมสูงทั้งสดใสด้วยความตื่นเต้นว่า“ชิงชิง เจ้ากลับมาแล้ว ดีเหลือเกิน เรือนอิฐของพวกเราใกล้สร้างเสร็จแล้วเรือนอิฐที่ทำเสร็จ พวกเราลองอาศัยมาสองคืนแล้ว”
เรือนอิฐส่วนแรกสร้างเสร็จมาได้ประมาณสี่วันแล้วทว่าเพราะต้องไล่ความชื้นและกลิ่น พวกเขาจึงต้องทิ้งไว้อีกสองวันสองผู้เฒ่าสกุลหวัง และครอบครัวของหวังจื้อถึงได้เพิ่งย้ายเข้ามา
หากกลุ่มหลี่ชิงชิงกลับมาช้ากว่านี้อีกสองสามวันบ้านทั้งหลังก็คงจะสร้างเสร็จพอดี
หลี่ชิงชิงก้าวเข้าไปรับนางยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “ท่านแม่ หลายวันมานี้ที่ข้าไม่อยู่ต้องลำบากทั้งท่านและพี่สะใภ้ทำงานบ้านและทำอาหารแล้วเจ้าค่ะ”
“ทำอาหารใช่เรื่องลำบากที่ไหนกัน”หลิวซื่อมองหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ที่มีท่าทีกระฉับกระเฉงสดใสดูเหมือนว่าการเดินทางในครั้งนี้จะทำให้พวกเขาทั้งสนุกสนานและมีความสุขไม่น้อย ปกติเวลาที่สตรีที่ออกเรือนแล้วจะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมก็มักจะไม่พาญาติพี่น้องของสามีกลับไปด้วย ดังนั้นในใจของนางจึงอดขอบคุณหลี่ชิงชิงไม่ได้เอ่ยขึ้นมาอีกว่า “ชิงชิง พี่ชายของเจ้ามาตั้งแต่สองสามวันที่แล้ว พอเห็นว่าพวกเรากำลังสร้างบ้านพี่ชายของเจ้าก็มาช่วยพวกเราทำงานตลอดเลย”
“ลำบากพี่สามแล้วเจ้าค่ะ”สายตาของหลี่ชิงชิงหันไปมองทางหลี่เอ้อร์หลินอีกครั้ง
ช่วงแรกที่หลี่ชิงชิงมาอยู่ยังแคว้นต้าถังหลี่เอ้อร์หลินไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนกับนาง เขาไปทำงานที่บ้านเดิมของหมิงซื่อผู้เป็นภรรยากระทั่งคืนก่อนงานแต่งงานของหลี่ชิงชิงมาถึง เขาถึงเพิ่งจะได้กลับมาเพื่อร่วมพิธีส่งตัวเจ้าสาว
เพียงช่วงเวลาสั้นๆสองวัน หลี่ชิงชิงเอ่ยกับหลี่เอ้อร์หลินแทบจะนับคำได้ความทรงจำที่ร่างเดิมทิ้งเอาไว้ก็คือดวงตาของหลี่เอ้อร์หลินที่เสียโฉมจนอัปลักษณ์เขามีนิสัยที่เห็นแก่ตัว ทั้งยังโง่เขลาอีกด้วย
ทว่ายามนี้หลี่เอ้อร์หลินริเริ่มช่วยเหลือครอบสามีของหลี่ชิงชิงทำงานนั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง อีกทั้งยังมิได้เห็นแก่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาที่เสียโฉมนั้นบุรุษอกสามศอกผู้เป็นชาวไร่ชาวนา ตราบใดที่มีรูปร่างสูงใหญ่ รูปลักษณ์พอไปวัดไปวาก็ย่อมเพียงพอแล้ว
ดูท่าร่างเดิมคงจะมองหลี่เอ้อร์หลินผิดไป
หลี่เอ้อร์หลินโบกมือก่อนเอ่ยว่า “ไม่ลำบากๆ ข้าทำงานละเอียดอ่อนไม่ได้ แต่เพียงแรงขยับอิฐ แบกโคลนข้ายังทำได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารของตระกูลหวังนั้นอร่อยเหลือเกินทว่าคำพูดเช่นนี้ย่อมมิอาจกล่าวต่อหน้าคนหมู่มากได้
วาจาของหลิวซื่อคล่องแคล่วนางอดรนทนไม่ไหว เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ให้หลี่ชิงชิงฟังทั้งหมด“ชิงชิง พี่ชายของเจ้านำปลาลิ่นมาฝากพวกเราด้วย ฝีมือของพี่ชายเจ้าประณีตยิ่งนักไม่ว่าแมลงสานหรือตะกร้าถักที่ทำจากหญ้า ล้วนทำออกมาได้สมจริงยิ่ง”
“ข้ามิเก่งขนาดนั้นหรอกขอรับ”หลี่เอ้อร์หลินได้รับคำชมจากผู้อาวุโสก็ยิ้มรับไม่พูดไม่จาหลายวันมานี้หลังจากผ่านการทำงานด้วยกันมา เขาไม่เพียงเข้าอกเข้าใจคนในครอบครัวตระกูลหวังแต่รู้จักคนในตระกูลหวังมากมายอีกด้วย
คนตระกูลหวังบริสุทธิ์ใจดี เรียบง่าย ไม่ค่อยมีเรื่องอันใดมากมาย คนในตระกูลหวังสามัคคีและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
หากน้องเขยของเขาหวังเฮ่าดีต่อหลี่ชิงชิงการที่หลี่ชิงชิงสามารถออกเรือนกับตระกูลหวังได้ ก็นับเป็นโชคอันประเสริฐของนางแล้ว
เขารู้สึกว่าแม้ท่านพ่อท่านแม่ของเขาจะมิได้มอบสินเดิมให้หลี่ชิงชิงทว่าพวกเขาก็หาตระกูลดีๆ ให้นางได้แต่งเข้า เช่นนี้ก็นับว่าดีกว่าบิดามารดาคนอื่นมากแล้ว
“พี่ชายเกรงใจเกินไปแล้วคราวหน้ามิต้องเสียเงินซื้อของอันใดมาแล้วนะเจ้าคะ” หลี่ชิงชิงค่อนข้างประหลาดใจที่หลี่เอ้อร์หลินนำของขวัญมาเพื่อไว้หน้านางด้วย
พึงรู้ไว้ว่าสินเดิมของนางหลี่เอ้อร์หลินมิได้ช่วยเติมแม้แต่เหรียญเดียว
หลี่เอ้อร์หลินมองหลี่ชิงชิงโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
ก่อนที่หลี่ชิงชิงจะออกเรือนนางเป็นคนหยิ่งผยอง คิดเล็กคิดน้อยและจู้จี้จุกจิก
หลี่เอ้อร์หลินเคยทำงานอยู่ในแม่น้ำเซียงยามที่นำปลาลิ่นกลับบ้านมา หลี่ชิงชิงมักจะรังเกียจที่ปลาลิ่นก้างเยอะนางจึงไม่เคยทานแม้แต่คำเดียว ทั้งยังด่าว่าเขาโง่งมควรจะขอค่าตอบแทนเป็นเงินมากกว่าเป็นปลา
ทว่าวันนี้หลี่ชิงชิงหาได้มีท่าทีรังเกียจอีกทั้งยังไม่ดุด่าเขาด้วย ดูท่าแล้วนิสัยของนางคงจะเปลี่ยนหลังจากที่ออกเรือนไป
“ปลาลิ่นมีราคาไม่เท่าใดนับเป็นน้ำใจจากข้า” เมื่อเห็นหลี่ชิงชิงผลิยิ้มจริงใจ เขาก็เอ่ยต่อว่า “ใช่แล้วพี่ใหญ่ฝากให้ข้าถามไถ่ความเป็นอยู่จากเจ้าด้วย”
ในครอบครัวสกุลหลี่มีเพียงหลี่ต้าหลินเท่านั้นที่ถามไถ่ถึงหลี่ชิงชิงคนอื่นหาได้พูดถึง หลี่เอ้อร์หลินจึงบอกกล่าวตามความเป็นจริง
“อ้อ” ในหัวของหลี่ชิงชิงปรากฏภาพท่าทางของพี่ชายใหญ่หลี่ต้าหลิน
ในความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของร่างเดิมพี่ชายใหญ่ผู้นี้ของหลี่ชิงชิงคือคนขลาดเขลาไร้ความสามารถ
ในความทรงจำของหลี่ชิงชิงคราแรกที่นางมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนในแคว้นต้าถังได้ไม่กี่วันทุกวันหลี่ต้าหลินมักจะทะเลาะกับเติ้งซื่อด้วยเรื่องเล็กๆ สารพัดอย่าง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเกือบจะลงไม้ลงมือใช้ความรุนแรงด้วยซ้ำ
หลี่ต้าหลินมีอารมณ์รุนแรงส่วนปากของเติ้งซื่อก็ไม่ดี ชอบพร่ำบ่นจู้จี้จุกจิกทั้งคู่ถูกบังคับให้แต่งงานเป็นคู่เวรคู่กรรมเพราะความยากจน
หลี่ต้าหลินไม่เคยมอบเงินให้หลี่ชิงชิงแม้แต่เหรียญเดียวอีกทั้งยังไม่เคยกล่าวคำห่วงใยดีๆ แก่นางด้วย
คราวนี้หลี่ต้าหลินกลับฝากหลี่เอ้อร์หลินมาถามไถ่หลี่ชิงชิงคิดเดาว่าเป็นความห่วงใยจากหลี่เอ้อร์หลินเอง หรือว่าเป็นหลี่ต้าหลินที่พูดเช่นนั้นจริงๆ
หวังเลี่ยงวางตะกร้าสะพายหลังลงก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหลิวซื่อด้วยความตื่นเต้นว่า“พี่สาวของพี่สะใภ้สามมอบซาลาเปาให้พี่สะใภ้สามเยอะมากเลยขอรับ”
ดวงตาของหลิวซื่อเป็นประกายนางเคยได้ยินหลี่ชิงชิงเอ่ยถึงซาลาเปามาก่อนว่ามันอร่อยเพียงใด หลิวซื่อไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนครานี้พี่สาวของหลี่ชิงชิงฝากซาลาเปามาให้ ตระกูลหลี่มอบทั้งปลาลิ่นทั้งซาลาเปานับว่าใจกว้างและไม่ตระหนี่ยิ่งนัก
“พวกเจ้ากลับมาก็ดีแล้ว”ยามที่ผู้เฒ่าหวังเห็นลูกหลานและลูกสะใภ้กลับมาเขาก็มีความสุขอิ่มล้นจนไม่แตะแม้แต่ข้าวด้วยซ้ำ ชายชราเดินเข้ามาก่อนเอ่ยว่า“ชิงชิง ท่านแม่กับน้องสาวของเจ้าเหลือห้องไว้ให้เจ้าหนึ่งห้องพวกเจ้าไปอยู่ที่นั่นก่อนสักสองสามวันเถิด”
“เจ้าค่ะข้าจะทำตามที่ท่านแม่จัดการ”