ตอนที่ 6 ชื่อสกุลใครอยู่ในลำดับวงศ์ตระกูลบ้าง (1)
เจี่ยนซื่อดึงมือออกจากเหยียนจื่อหลิง จากนั้นจ้องเหยียนจื่ออวี้ด้วยสายตาแฝงความเ็า “ขอโทษพี่หญิงเ้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นอย่าหวังจะได้ออกไปเที่ยวเล่นอีก”
แม้เหยียนจื่ออวี้จะไม่เต็มใจ แต่เมื่อเห็นใบหน้าเขียวคล้ำของเจี่ยนซื่อก็ไม่กล้าดื้อรั้นอีก จึงพึมพำพร้อมน้ำตาเอ่อคลอสองเบ้า ขณะที่เหยียนจื่อม่อเพียงแค่รักษารอยยิ้มไว้ั้แ่ต้นจนจบ
ทว่ารอยยิ้มนุ่มนวลเปี่ยมเมตตาของนางกลับทำให้เหยียนจื่ออวี้รู้สึกเหมือนถูกเยาะเย้ย จึงร้องไห้เสียงดังแล้ววิ่งออกไป ผู้ใดเรียกก็ไม่หันกลับมา เหยียนจื่อหลิงปลอบเจี่ยนซื่อไม่กี่คำพลันรีบไล่ตามออกไป
สำหรับฉากละครความรักลึกซึ้งระหว่างพี่น้องคู่นี้ เหยียนจื่อม่อเพียงยกยิ้มมุมปาก แม้เจี่ยนซื่อจะห่วงใยบุตรชายคนเล็ก แต่ก็ไม่อยากละเลยบุตรสาว จึงส่งสัญญาณทางสายตาให้หมอมอที่อยู่ข้างกายพาเหยียนจื่อม่อไปศาลบรรพชนด้วยตนเอง
เหยียนจื่อม่อเพิ่งได้พบหน้าท่านเหยียนโหว[1]ซึ่งมาถึงค่อนข้างล่าช้าระหว่างการบันทึกลำดับวงศ์ตระกูล ต้องยอมรับว่าใบหน้าของเหยียนลี่ว์ผู้นี้ดูดีมากจริงๆ ไม่แปลกใจที่ยามนั้นเจี่ยนซื่อจะตกหลุมรักั้แ่แรกพบ แต่ตนรู้ดีว่าหัวใจของบุรุษผู้นี้เ็าเพียงใด
“ท่านพ่อ”
“อืม บันทึกลำดับวงศ์ตระกูลเถอะ!”
เหยียนลี่ว์เหลือบมองเด็กสาวท่าทางอ่อนน้อมซึ่งคล้ายคลึงกับภรรยาของตนไม่น้อย ทั้งยังมีเค้าของตนสะท้อนอยู่ในนั้นแวบหนึ่ง ไม่แปลกใจที่ภรรยาจะมั่นใจในทันทีว่าเป็บุตรสาวของตนเอง
เมื่อคนบ้านเดิมเขียนชื่อของนางลงในลำดับวงศ์ตระกูลครบทุกขีดอักษร ตัวอักษรเหยียนจื่อม่อก็ปรากฏต่อหน้าผู้คนมากมายเรียบร้อย แม้เจี่ยนซื่อไม่ค่อยพอใจกับคำว่า ‘ม่อ’ แต่เพราะบุตรสาวชื่นชอบ นางจึงไม่กล่าวถึงมากนัก
กระทั่งกลับถึงศาลาลั่วเสวี่ย เจี่ยนซื่อโบกมือสั่งให้ทุกคนออกไป ก่อนจะบีบมือของบุตรสาวซึ่งมีรอยด้านเล็กน้อยแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “แม่รู้ว่าเื่ของหลิงเอ๋อร์ไม่ยุติธรรมสำหรับเ้า แต่แม่เลี้ยงดูนางมาหลายปี หากตัวตนของนางถูกผู้อื่นรับรู้เข้า ไม่เพียงแต่คนในตระกูลเหยียนจะถูกหัวเราะเยาะ ชีวิตของนางในภายหน้าก็จะลำบากเช่นกัน”
“ลูกเข้าใจเ้าค่ะ”
ชาติที่แล้วก็เป็เช่นนี้ นางปรากฏตัวต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งหลายแห่งต้าฉู่ในฐานะน้องสาวฝาแฝดของเหยียนจื่อหลิง เนื่องจากเจี่ยนซื่อมีกรณีคลอดลูกแฝดมาก่อน ผู้คนจึงไม่สงสัยอะไร แม้จะแปลกใจที่หน้าตาของทั้งสองแตกต่างกันมาก แต่กลับไม่ได้พูดอะไรมากนัก
“เ้าคิดจะจัดการเื่ตระกูลจางอย่างไร”
เมื่อเอ่ยถึงตระกูลจาง เหยียนจื่อม่อพลันน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย เจี่ยนซื่อเห็นแล้วเ็ปหัวใจยิ่งนัก นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหลายปีมานี้บุตรสาวต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อความน้อยเนื้อต่ำใจมากเพียงใด
“ท่านแม่...ถึงแม้...ถึงแม้ว่าแรกเริ่มจะเป็พวกเขาที่สลับตัวลูก แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็พวกเขาที่เลี้ยงลูกมาจนโต สิ่งที่ลูกคับข้องใจที่สุดไม่ใช่เื่ที่พวกเขาจับลูกแต่งงานกับพ่อม่ายตระกูลเกา แต่เป็บิดาจอมปลอมผู้นั้น...นึกไม่ถึงว่าเขาจะพยายามทำเื่ไร้ยางอายกับลูก ทั้งยังพูดว่า...ว่าลูกเหมือนท่านแม่ราวกับพิมพ์เดียวกัน”
ใบหน้าเจี่ยนซื่อกลายเป็สีเขียวคล้ำหลังจากฟังจบ นางคิดมาตลอดว่าคนตระกูลนั้นเพียงไร้มโนธรรม จึงหยามเกียรติบุตรสาวงดงามของตนเพื่อเศษเงินอันน้อยนิด กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีเื่เลวร้ายเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย
“คนพวกนี้ช่างสมควรตายนัก”
เมื่อเห็นเจี่ยนซื่อโมโห แม้ในใจเหยียนจื่อม่อจะไร้อารมณ์สั่นไหว ทว่าน้ำตากลับไหลรินไม่หยุด เริ่มสะอึกสะอื้น “ตอนแรกที่ลูกหนีออกมาเพราะเื่นี้ แต่...แต่ว่าเขาเป็บิดาแท้ๆ ของพี่หญิงสี่ เป็บิดาบุญธรรมของลูก ลูกจึงหวังเพียงว่าเขาจะไม่มารบกวนลูกอีกเ้าค่ะ”
“ลูกไม่ได้ถูกเขา...”
เจี่ยนซื่อ้าพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไป ทว่าเหยียนจื่อม่อซึ่งเคยเป็สนมคนโปรดมาหลายปีในชาติที่แล้ว ย่อมเข้าใจความหมายในประโยคนี้ดี นางเม้มริมฝีปากพลางก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “ไม่เ้าค่ะ หาก...หากมีอะไรเกิดขึ้น ลูกยังจะมีชีวิตอยู่ได้หรือเ้าคะ เกรงว่ายามนี้ลูกคงหาเชือกมาแขวนคอตัวเองไปนานแล้ว”
แม้เจี่ยนซื่อจะปลอบบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อคนตระกูลจาง ไม่เพียงสลับตัวบุตรสาวของตนในตอนนั้น แต่ยังทำเื่หยามเกียรตินางอีก สมควรได้รับการลงโทษอย่างหนักจริงๆ
เจี่ยนซื่อรอให้เหยียนจื่อม่อร้องไห้จนหลับถึงจากไปพร้อมดวงตาแดงก่ำ เมื่อห้องทั้งห้องเงียบลง เหยียนจื่อม่อก็ยกมุมปาก ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความพึงพอใจ
...สิ่งที่ได้ดั่งใจนางที่สุดในกาลก่อนคือน้ำตาที่หลั่งออกมาได้ตาม้าเช่นนี้ ช่างเหมือนกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน[2]โดยแท้!’
เชิงอรรถ
^ หนึ่งในบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีน เรียงลำดับจากสูงไปต่ำคือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน^ เปรียบถึงความงามของสตรียามร้องไห้