บทที่ 2
‘Panwad Talks’
หลังจากยืนมองจนนีนขึ้นลิฟต์ไปฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก ไม่นานปลายสายก็รับก่อนจะบอกให้ฉันยืนรอ สักพักคนที่ฉันโทรหาก็เดินมา
“เพื่อนเธอขึ้นไปแล้วเหรอ”
“ค่ะ พี่ภีมโอนเงินมาให้วาดเถอะนะคะ วาดต้องเอาไปให้พวกมัน” ฉันขอร้องออกไป
“เดี๋ยวรอให้มันเข้าไปในห้องที่เพื่อนเธออยู่ก่อน” พี่ภีมบอกออกมาก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โซฟาไม่ไกลจากลิฟต์ ฉันเลยต้องเดินไปนั่งข้าง ๆ
พี่ภีมเป็ผู้ชายสูง ดูเป็คนอ่อนโยนเพราะมีรอยยิ้มเสมอ พี่ภีมทำงานเป็ผู้จัดการดารา ฉันรู้จักกับพี่ภีมได้เพราะพี่แทนเป็เพื่อนสมัยมัธยม พี่แทนจะคอยทำงานบางอย่างให้พี่ภีม แต่่นี้พี่แทนเล่นการพนันหนัก เงินที่มีก็ไม่เหลือแล้ว ตอนนี้พี่แทนถูกเ้าหนี้จับตัวไปเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้ พวกมันยังขู่จะเอาฉันไปขายถ้าไม่เอาเงินไปจ่าย ฉันไม่มีทางเลือกเลยติดต่อพี่ภีมไป ไม่คิดเลยว่าพี่ภีมจะยอมช่วย ถึงแม้จะมีเงื่อนไข
“เธอวางกล้องแล้วใช่มั้ย” พี่ภีมที่นั่งไขว่ห้างถามย้ำขึ้นมา
“วางแล้วค่ะ เอาติดไว้ที่แจกันบนโต๊ะข้าง ๆ ทีวี มุมกล้องจะมองเห็นที่เตียงพอดี” พี่ภีมถามต่อ
“เพื่อนเธอจะไม่กลับมาเป็ปัญหาของฉันใช่มั้ย”
“ค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอน” พี่ภีมพยักหน้าอย่างถูกใจ ก่อนจะลุกขึ้นเมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกประคองมาขึ้นลิฟต์
“ธาม มึงเมาเลยนะ”
“เหมือนผมจะโดนยา” เสียงของผู้ชายคนนั้นพูดขึ้น ดูเหมือนสติที่มีอยู่เริ่มหายไปแล้ว
“กูนัดผู้หญิงมารับงาน มึงเอาไปก็ได้ เค้าอยู่ในห้องกูแล้ว” พูดจบพี่ภีมก็ยื่นคีย์การ์ดให้พนักงานของโรงแรม
“พาขึ้นไปเลย ชั้น 22 ห้อง 2209 นะ”
พนักงานรับคำก่อนจะกดลิฟต์พาร่างสูงที่เริ่มปลดกระดุมเพราะความร้อนในร่าง ฉันมองตามร่างที่ถูกประคองไป แต่ดันเห็นหน้าไม่ชัดเพราะผู้ชายคนนั้นก้มหน้าลงพอดี ฉันละสายตาออกมามองพี่ภีมที่ยืนมองผลงานด้วยความพอใจ
“ยาของเธอนี่ดีจริง ๆ เลยนะ” พี่ภีมพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ฉันอดนึกถึงยาที่ให้พนักงานแอบใส่ไปไม่ได้ มันไม่ใช่ยาปลุกเซ็กซ์ธรรมดา แต่มันเป็ยาที่จะทำให้คนที่โดนไม่มีสติสัมปชัญญะพร้อมกับปลุกความ้าทางเพศขึ้นมา ต่อให้เก่งสักแค่ไหนโดนยานี้เข้าไปก็ไม่รอด แถมยาที่ฉันให้คนใส่ไปก็เยอะกว่าปกติ คงต้องโทษสภาพแวดล้อมของฉันที่หายาแบบนี้มาได้ง่าย ๆ
“เดี๋ยวฉันโอนเงินให้ อย่าไปปากโป้งล่ะ รู้ใช่มั้ยที่เธอทำมันผิดกฎหมาย” พี่ภีมขู่ฉัน
“ฉันรู้ค่ะ” พอฉันรับคำพี่ภีมก็เดินออกไป ไม่นานข้อความในโทรศัพท์ก็แจ้งว่ามีเงินเข้า ก่อนฉันจะเดินออกจากโรงแรมก็อดที่จะมองขึ้นไป้าไม่ได้
“ขอโทษนะนีน” ฉันเอ่ยขึ้นมา แต่เป็ใครก็ต้องเอาตัวรอดกันทั้งนั้น มันช่วยไม่ได้ที่เธอโง่เชื่อใจเพื่อนมากเกินไป ดันเกิดมาสมบูรณ์แบบให้ใคร ๆ อิจฉา มาเจอเื่ด่างพร้อยสักนิดคงไม่เป็ไรหรอก
‘End Talks’
กว่าพายุอารมณ์ในห้องจะดับลงก็เกือบสว่าง ฉันค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงก่อนจะก้มลงหยิบชุดที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วรีบเข้าห้องน้ำ มองสภาพผู้หญิงในกระจกที่ใครได้มาเห็นก็รู้ว่าเจออะไรมา หน้าอกและซอกคอมีแต่รอยแดงเป็จ้ำจากการขบกัด ดวงตาช้ำจากการร้องไห้ทั้งคืน
“ต้องรีบออกไป” ฉันพูดกับตัวเองก่อนจะแต่งชุดนักศึกษาที่สภาพยับเยินเพราะโดนกระชาก โชคดีที่ยังติดกระดุมได้ พอแต่งตัวเสร็จก็ออกมาหยิบกระเป๋าสะพายที่ตกอยู่บนพื้น ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง
ฉันเดินผ่านความเละเทะและกระจัดกระจายในห้องออกมา หลังมาถึงชั้นล่างของโรงแรมก็รีบเดินออกไปเรียกแท็กซี่ รู้ตัวว่าสภาพตัวเองคงดูแย่มาก โชคดีที่แท็กซี่ที่ฉันขึ้นมาไม่ได้ถามอะไร ฉันไม่ลืมให้แท็กซี่หยุดที่ร้านขายยาเพื่อซื้อยาคุมฉุกเฉิน เภสัชกรเตือนเื่การใช้ยา พร้อมบอกว่ายาอาจจะไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ฉันคงไม่โชคร้ายเป็ส่วนน้อยที่ยาจะใช้ไม่ได้ผล แท็กซี่พาฉันมาส่งถึงที่หมาย ฉันยื่นแบงก์ร้อยสองใบไปให้
“ไม่ต้องทอนค่ะ” พูดจบก็ลงมา มองหน้าบ้านของตัวเองที่ไม่มีรถจอดอยู่ ก็ดีแล้วเพราะฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพตอนนี้ ไขประตูเข้าบ้านที่ตอนนี้ไม่มีใครสักคน
ฉันเดินขึ้นห้องนอนของตัวเอง กดล็อกประตูก่อนจะทรุดลงนั่งข้าง ๆ เตียง น้ำตาที่กลั้นเอาไว้หยดลงมา ฉันได้แต่กอดตัวเองเอาไว้แล้วร้องไห้ แต่ร้องไห้มากแค่ไหนความเ็ปก็ไม่ได้บรรเทา ยิ่งคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนใจก็เจ็บไปหมด ฉันโดนเพื่อนหลอกไปขายให้ผู้ชายที่ไหนไม่รู้ โง่จริง ๆ เลย
หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ไม่มีข้อความและการโทรมาหาสักสายเดียว เืเย็นจริง ๆ ฉันกดเข้าไปบล็อกทุกอย่างที่เกี่ยวกับปานวาด ขอไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่พบเจอกันอีก พอแล้วกับเพื่อนเลว ๆ คนนี้
“ไม่เป็ไร” สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะปล่อยออกมา มันจะไม่เป็ไร บอกกับตัวเองแล้วลุกขึ้น
ฉันต้องอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย พอเสร็จแล้วก็กลับมานอน พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเป็ปกติ ฉันจะลืมมันไปได้ มันก็แค่คืน ๆ หนึ่งเท่านั้น ปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ตัดสินใจจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนเวลาผ่านไปเกือบสองเดือนชีวิตของฉันเริ่มกลับมาเป็ปกติ ไปเรียน กลับบ้าน ออกไปเที่ยวกับเมย์บ้าง มีได้ข่าวปานวาดจากเพื่อนในห้องที่คุยในไลน์กลุ่มว่าปานวาดลบและปิดทุกช่องทางการติดต่อ และย้ายบ้านหายไปไหนไม่รู้ ฉันฟังแล้วเลือกจะไม่สนใจ
จนวันหนึ่งขณะที่เดินห้างกับเมย์จอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ได้ฉายภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ทำให้ลมหายใจสะดุด ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าจอ
“นั่นแน่ ยืนนิ่งเลยนะนีน” เมย์แซวขึ้นมาทำให้ฉันได้สติ
“เมย์รู้จักเหรอ”
“รู้จักสิ นั่นอะ ‘ธาม’ ดาราดาวรุ่งเลยนะ ฮอตมาก ขนาดเพิ่งเข้าวงการมา” ฉันกลืนน้ำลายลงคอ อยากจะปฏิเสธตัวเองว่าผู้ชายที่อยู่ในจอไม่ใช่ผู้ชายในคืนนั้น แต่ก็ทำไม่ได้
“ก็ดูสิหล่อขนาดนี้ นีนรู้รึเปล่าว่าธามเป็ลูกครึ่งด้วยนะ พ่อเป็คนไทย ส่วนแม่เป็ลูกครึ่งญี่ปุ่นอังกฤษ ลูกเลยออกมาหล่อขนาดนี้ไง” เมย์ยังคงบรรยายอย่างออกรสชาติ
“ช่างเถอะ ไปตรงนู้นกันดีกว่า” ฉันเอ่ยตัดบท ไม่อยากรับรู้ถึงผู้ชายคนนี้อีก
“ได้ เดี๋ยวไปกินอะไรดี อาหารญี่ปุ่นมั้ย” เมย์เสนอ
“ไปกินส้มตำกันดีกว่า” ฉันปฏิเสธความคิดเมย์ รู้สึกอยากกินอะไรแซ่บ ๆ
“่นี้แกดูชอบส้มตำนะ”
“มันเปรี้ยวปากน่ะ”
“ก็ได้ ส้มตำก็ส้มตำ” เมย์ตามใจฉัน เราสองคนเดินออกมาจากตรงนั้น ฉันหันกลับไปมองภาพโฆษณาที่ฉายอยู่ ผู้ชายในจอกับผู้ชายคืนนั้นดูต่างราวกับคนละคน แต่ก็ดีแล้ว ยิ่งผู้ชายคนนั้นอยู่สูงมากแค่ไหนนั่นก็หมายความว่าโอกาสที่เราจะกลับมาเจอกันมันยาก เพราะฉันจะฝังเื่คืนนั้นให้ลึกที่สุด
***
สวัสดีค่ะ ถ้าหากชอบสามารถคอมเม้นต์ติชมได้เลยยย แวะกดติดตามไว้ก็ได้น้าาาาา ขอบคุณมากค่ะ
:องศาเดียว