บทที่8 อาชา์คู่
ณ อารามเทพซีเซี่ย ภายในห้องโถงหลังใหญ่ที่งดงามตระการตาหลังหนึ่งบริเวณใจกลางห้องโถงมีเก้าอี้ขนาดใหญ่ดั่งบัลลังก์ที่ทำมาจากหยกเนื้อดี แกะสลักรูปกิเลนพันตู่ราวกับมีชีวิตตั้งอยู่ที่นั่นนั่งไว้ด้วยบุรุษชราสวมชุดคลุมสีแดงเข้มปักลวดลายกิเลนทองคู่หนึ่ง บุรุษชราผู้นี้มีใบหน้าที่โอบอ้อมอารีมีแววตาที่อ่อนโยน ลึกล้ำคล้ายปราชญ์เมธีผู้หนึ่ง ท่านกล่าวขึ้น
“เตรียมการไว้พร้อมหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ”
“ดี ไปตำหนักเทพสรรพวุธครั้งนี้ต้องไม่มีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้น”
“ท่านเ้าอารามมิต้องเป็ห่วงเื่นี้จะต้องสำเร็จก่อนั์ตา์ปรากฏแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ”
เฟยหลงและลี่ซาแป๊ะเดินทางออกจากเมืองเกงฉานมุ่งสู่ทางตอนเหนือของแคว้นจุดหมายปลายทางของพวกมันคือ พรรคขอทานเหนือนั่นเอง พวกมันเดินทางข้ามเขา ข้ามป่าใหญ่จนถึงตอนนี้ได้มาหยุดยืนที่แม่น้ำเล็กๆสายหนึ่ง ลี่ซาแป๊ะชี้นิ้วไปยังแม่น้ำสายนั้นแล้วกล่าว
“นั่นคือแม่น้ำจิ่งเหอ แม่น้ำสายนี้เป็แม่น้ำที่ถอดไปสู่บึงมรณะร้อยลี้ ซึ่งเป็สถานที่ปริศนาอีกแห่งบนแผ่นดินแห่งนี้”
เฟยหลงทวนคำ “บึงมรณะร้อยลี้”
“ใช่ บึงมรณะร้อยลี้ สถานที่แห่งนั้นถึงจะถูกเรียกว่าบึงแต่มันกลับมีขนาดใหญ่กินอาณาเขตขยายไปไกลกว่าหลายร้อยลี้ เป็บึงที่ทอดยาวขวางกั้นแคว้นเว่ยแคว้นเหยียน และเขตเหนือสุดอันเป็เขตการปกครองพิเศษออกจากสี่แคว้นที่เหลือ อย่างที่บอกหากเ้าจะเดินทางไปยังแคว้นซีเซี่ยเพื่อไปอารามเทพฯ เ้าต้องเดินทางผ่านบึงนี้ซึ่งมันก็ไม่ง่ายดายนัก เพราะที่นั่นมีปริศนามากมายไม่แพ้ถ้ำบนยอดเขาเถาิซานมียอดคนทิ้งชื่อไว้ที่บึงนั่นก็มากมาย เ้านับว่าวาสนาดีนักที่มิต้องเสี่ยงอันตรายไปหาคนแต่เป็คนที่มาหาเ้าเอง”
“แล้วถ้าข้าจะข้ามบึงมรณะร้อยลี้นั่นมีหนทางอื่นอีกหรือไม่ ที่ไม่ต้องข้ามบึงโดยตรง”
“นั่นย่อมมี”
“โปรดบอกกล่าว”
“บึงมรณะร้อยลี้ มีผืนแผ่นดินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทอดขวางข้ามผ่านบึงอยู่ที่แห่งนั้นอยู่ทางทิศใต้สุดขอบบึงพอดี และที่แห่งนั้นก็เป็เอกเทศไม่ขึ้นตรงต่อแคว้นใดในแผ่นดินใหญ่เพียงแต่…….”
“เพียงแต่อะไรหรือ”
“เพียงแต่ว่าที่แห่งนั้นเป็ที่ตั้งของหนึ่งในสี่พรรคใหญ่ของผู้ฝึกญาณวิถีเชนวังัฟ้า เช่นนั้นหาก้าที่จะผ่านทางได้อย่างโดยง่ายถ้าไม่ใช่พรรคใหญ่ในแผ่นดินที่รู้จักมักคุ้นกันก็จะต้องจ่ายค่าผ่านทางที่มีราคาสูงพอตัว”
เฟยหลงเมื่อได้ยินคำว่าวังัฟ้า บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มพลันเปลี่ยนแปลงไป คนเผลอปลดปล่อยรังสีพลังออกมาอย่างลืมตัว ที่เป็เช่นนี้เพราะต้นเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าอุยฮูมีวังัฟ้าเป็ส่วนหนึ่งหรืออาจเป็ส่วนที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับปลักตมนี้ ลี่ซาแป๊ะพลันรู้สึกถึงพลังกดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของเฟยหลง มันจึงกล่าวถามขึ้น
“เ้าเป็ไรหรือไม่”
เฟยหลงพลันได้สติ มันหันหน้ามากล่าวกับลี่ซาแป๊ะว่า
“ไม่มีใด เพียงแค่ข้าคิดว่า ต้องไปเยือนบึงมรณะร้อยลี้ หรือไม่ก็วังัฟ้าให้ได้ในซักวันหนึ่ง”
หลังสนทนาเสร็จทั้งสองต่างหาทางที่จะข้ามแม่น้ำจิ่งเหอ ลี่ซาแป๊ะได้เสนอให้ว่ายน้ำข้ามไปเมื่อไม่มีหนทางอื่นอีกเฟยหลงจึงจำต้องทำตามวิธีของลี่ซาแป๊ะ ขณะที่ทั้งสองกำลังจะะโลงไปในแม่น้ำแต่ทันใดนั้นหางตาของเฟยหลงกลับชำเลืองมองเห็นเรือประมงลำหนึ่งแล่นใกล้เข้ามา เฟยหลงจึงรีบห้ามลี่ซาแป๊ะไว้แล้วพามันเดินเข้าหาเรือน้อยลำนั้นจากนั้นกล่าว
“พี่ท่าน มิทราบว่าท่านจะแวะไปฝั่งโน่นหรือไม่”
ชายเ้าของเรือกล่าวตอบ
“ข้ากำลังจะข้ามไปหาปลาฝั่งนั้นอยู่พอดี พวกเ้ามีอะไรหรือ”
“พวกข้าทั้งสองก็จะข้ามไปยังฝั่งนั่น ขอติดเรือไปด้วยได้หรือไม่”
“นั่นย่อมได้ พวกเ้าลงมาเถอะ”
“ขอบน้ำใจท่านมาก”
เฟยหลงและลี่ซาแป๊ะลงไปนั่งยังเรือเล็กนั่นจากนั้นชายเ้าของเรือก็ใช้ไม้พายจ้วงผืนน้ำพาเรือแล่นออกไปอย่างไม่เร็วไม่ช้าจนทำให้บังเกิดสายลมที่พัดผ่านใบหน้าช่วยให้คนเย็นสบายยิ่งนักเรือลำน้อยแล่นมาถึงกลางแม่น้ำสายลมที่กระทบใบหน้าพลันหยุดนิ่ง เฟยหลงััได้ถึงพลังธรรมชาติรอบกายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นพลังกลับถูกดึงรั้งไปอยู่ที่ไม้พายของชายเ้าของเรือเฟยหลงพลันะโก้องเตือนลี่ซาแป๊ะ “หลบเร็ว” ลี่ซาแป๊ะงุนงง แต่ทันใดนั้นพลันมีพลังสายหนึ่งคุกคามมาในระดับสีข้างลี่ซาแป๊ะมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว มันใช้มือค้ำตัวเรือก่อนพลิกหมุนตัวพุ่งลงในแม่น้ำไปไม้พายที่บรรจุไปด้วยพลังญาณกวาดผ่านในแนวขวางปรากฏพลังไร้สีสายหนึ่งพุ่งกวาดออกไปเฟยหลงะโหมุนตัวกลับหลังหลบรอดรังสีพลังดังกล่าวแล้วร่อนตัวลงยังหัวเรือ
ตูมๆๆ เสียงดังสนั่นทั่วผืนน้ำเมื่อพลังที่ชายเ้าของเรือปล่อยออกกระทบถูกแม่น้ำที่เมื่อครู่ยังไหลเอื่อยกับแตกกระเซ็นซ่านขึ้นสู่กลางนภา ก่อนตกลงมาดั่งเม็ดฝนใน่วสันตฤดูก็ปานชายเ้าของเรือรู้สึกเหนือความคาดหมาย เมื่อครู่มันลอบลงมือโจมตี ทั้งยังมิได้เผยพิรุธอันใดไว้เหตุใดชายหนุ่มเบื้องหน้าถึงได้ไหวตัวทัน ด้านเฟยหลงหันหน้ามาเผชิญกับเ้าของเรือแล้วกล่าว
“เราท่านมิได้มีความแค้นต่อกันเหตุใดจึงลงมือด้วยอำมหิต”
ลี่ซาแป๊ะที่ลอยตัวอยู่ในแม่น้ำพลันกล่าวขึ้น
“มิคิดว่า หลิงเทียนเว่ย ผู้ฝึกญาณแห่งพรรคยาจกใต้จะหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ถึงขนาดปลอมตัวลอบลงมือเช่นนี้”
ชายเ้าของเรือแท้จริงคือ หลิงเทียนเว่ยหนึ่งในหัวหน้าสาขาของพรรคยาจกใต้ และยังเป็หนึ่งในผู้ที่สามารถฝึกญาณปาฏิหาริย์ได้ของพรรคอีกด้วยหลิงเทียนเว่ยนี้ขึ้นชื่อในเื่เ้าคิดเ้าแค้น และยังเป็ผู้ที่มีความเ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก เช่นนี้มันจึงไม่เลือกวิธีที่จะจัดการกับศัตรูที่มัน้าจะกำจัด
“ฮ่าฮ่าฮ่า พรรคขอทานเหนือกลับยังมีผู้ที่ใช้การได้อยู่จริงๆเ้าหนุ่มเ้ามีนามว่าอะไร ข้ามีความสนใจในตัวเ้าอยู่มิน้อย หากเปลี่ยนใจติดตามข้าข้าจะทำให้เ้าขึ้นเป็ใหญ่ในพรรคได้ เ้าสนใจหรือไม่”
“หากข้ามิสนใจล่ะ”
“เช่นนั้นข้าจะฝังร่างเ้าไปพร้อมกับสุนัขลี่ซาแป๊ะที่ก้นแม่น้ำจิ่งเหอนี้”
ลี่ซาแป๊ะ กลับกล่าวะโขึ้น
“พรรคสุนัขเ้ากลับน่าอายยิ่งนักใช้แปดรุมหนึ่งยังไม่พอ กลับใช้ผู้ฝึกญาณมาจัดการกับผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง คอยดูเถอะข้าจะเอาเื่นี้ไปป่าวประกาศความน่าสมเพชของพวกเ้า”
“ศพมิอาจพูดได้”
กล่าวจบ หลิงเทียนเว่ยพลันพุ่งเข้าหาเฟยหลงไม้พายในมือกวาดวาดออกในแนวขวาง คลื่นพลังที่แผ่ออกจากไม้พายกดดันมาที่สีข้างของเฟยหลงชายหนุ่มจึงชักกระบี่ออกจากฝักตวัดกระบี่ต้านรับโดยตรง เคร้ง!! เสียงอาวุธทั้งสองกระทบกันพลังที่ปลดปล่อยออกจากไม้พายถูกสะท้อนพุ่งลงสู่แม่น้ำด้านข้างตูม!!! ผิวน้ำะเิออกเป็ทางยาว เรือลำน้อยสั่นโครงเครงแทบพลิกคว่ำหลิงเทียนเว่ยต้องตื่นตระหนกอีกครั้ง ชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับสามารถสะท้อนพลังญาณที่แฝงไปกลับไม้พายจนหมดสิ้นความคิดยังไม่สิ้นสุดมันพลันควงไม้พายดั่งกำลังร่ายรำทวนเข้าหาเฟยหลง เฟยหลงเองก็ตวัดฟาดฟันกระบี่จนเกิดเงาแตกพล่าดั่งบุบผาสีดำที่เบ่งบานกลางอากาศเคร้ง เคร้ง เคร้ง เสียงอาวุธปะทะหักหาญกัน ไม้พายฟาดฟันลงมาที่ศีรษะ กระบี่ก็หมุนควงพล่าพลายเข้าต้านรับไว้ได้ทันท่วงทีด้ามไม้พายตวัดโจมตีจากล่างขึ้นบน กระบี่ก็ตวัดจากบนลงล่างเข้าต้านรับ คนทั้งสองต่างรุกรับอย่างเป็จังหวะคล้ายไม่มีผู้ใดได้เปรียบเสียเปรียบแต่กลับเป็หลิงเทียนเว่ยที่จิตใจร้อนลุ่มคล้ายดั่งไฟเผาผลาญ ยิ่งมายิ่งกระวนกระวายทั้งพลังและกระบวนท่าที่ใช้ออกยิ่งมายิ่งหนักหน่วงแต่ก็ยังไม่สามารถมีเปรียบชายหนุ่มผู้นี้ได้ มันะโก้องยกไม้พายขึ้นตั้งตรงรวมรั้งพลังจิตส่งผ่านร่างกายมายังไม้พายก่อเกิดพลังญาณปาฏิหาริย์ที่รุนแรงสายหนึ่ง ปากะโก้อง
“จงหายไปซะ ค้อนอัสนีบาศพิฆาตสุนัข”
เฟยหลงััได้ถึงพลังอันเข้มข้นรุนแรงขุมหนึ่งกดดันมันจนมิอาจที่จะใช้เพียงพลังธรรมดาต่อต้านได้ชายหนุ่มจึงตวัดนิ้วขึ้น
“เอกดรรชนีผลา………..”
คนยังไม่ทันที่จะใช้พลังญาณออกมา ทันใดนั้นมันพลันรู้สึกว่ามีพลังขุมหนึ่งที่แข็งแกร่งกว่าพลังของหลิงเทียนเว่ยหลายเท่ามันแหงนหน้าขึ้นบนท้องฟ้าพบร่างของสตรีนางหนึ่งเหินร่างลงมาพร้อมกับรังสีกระบี่สีม่วงสองสายฟาดฟันเข้าปะทะกับท่าไม้ตายของหลิงเทียนเว่ย
เปรี้ยงงงง!! ตูม ตูม ตูม เสียงดังสนั่นไหวผืนน้ำะเิขึ้นเป็วงล้อมรอบเรือ ลี่ซาแป๊ะที่ลอยคลออยู่ในแม่น้ำพลันโดนคลื่นน้ำซัดกระเด็นไปจนถึงอีกฝั่งหลิงเว่ยเทียนเองโดนพลังอันแข็งแกร่งของผู้มากระแทกได้รับาเ็กระเด็นตกลงในแม่น้ำไปไกลมันรู้ว่าตนมิใช่คู่มือของผู้มาจึงอาศัยจังหวะนี้ดำน้ำหนีไป เรือลำน้อยสั่นโครงเครงตามคลื่นน้ำก่อนค่อยๆหยุดนิ่งลง สตรีนางนั้นหันหน้ากลับมาจ้องเฟยหลง เฟยหลงต้องแปลกใจแล้วเอ่ยปากออกมาทันที
“เป็ท่าน”
ที่แท้สตรีที่ปรากฏตัวช่วยเหลือมันกลับเป็สตรีที่ปกปิดใบหน้าและเคยพบพานในร้านค้าอาวุธที่ชายแดนแคว้นเว่ยนั่นเอง เฟยหลงไม่ทราบนี่เป็เื่บังเอิญหรืออะไรกันแน่ แต่สตรีนางนี้มีเจตนาช่วยเหลือย่อมถือเป็การดี ชายหนุ่มจึงเอ่ยขอบคุณขึ้น
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ เอ่อมิทราบว่าเราท่านเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่”
สตรีนางนั้นกล่าวขึ้น
“มิจำเป็แล้ว ข้าขอเข้าเื่เลยที่ข้าช่วยเ้าไม่ใช่ให้เ้าคิดติดค้างบุญคุณข้า เพียงข้าคิดว่าจ้างเ้าเื่หนึ่งข้าจึงช่วยเ้า”
“ช่วยข้า เพราะหวังว่าจ้างข้า”
“มิผิด ข้าบังเอิญเห็นเพลงกระบี่ที่เ้าใช้ออกเมื่อครู่เพลงกระบี่นั่นอาจเป็ส่วนช่วยให้ข้าสำเร็จในภารกิจได้”
“ตอนนี้ข้ามีภาระหน้าที่สำคัญยิ่งคงต้องปฏิเสธแม่นางแล้ว”
“ค่าจ้างห้าพันเผิง และหากเ้าช่วยข้าจนสำเร็จได้ข้าเพิ่มให้อีกหนึ่งพันเผิง เ้าคิดดูให้ดีนะ เ้าก็ทราบมาแล้วว่าการจะใช้ชีวิตในแผ่นดินใหญ่นั้นเงินมีความจำเป็มากเท่าใด”
“หกพันเผิง มีค่าเท่ากับ หนึ่งล้านสองแสนฮั่วเป่ยทำไมค่าจ้างถึงมากมายเพียงนั้น แสดงว่างานที่ท่านว่าจ้างข้าคงเสี่ยงอันตรายอย่างมากใช่หรือไม่”
“จะว่าอันตรายก็มิใช่ ไม่อันตรายก็มิเชิงงานนี้ต้องเข้าไปในบึงมรณะร้อยลี้ เพื่อเอาของสิ่งหนึ่งออกมา แต่ก็มิได้เข้าไปในส่วนลึกของบึงมากนักซึ่งข้าไปมาบ่อยครั้งแล้ว ข้ามั่นใจว่าปกป้องเ้าได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ข้า้าต้องอาศัยความเร็วมิอาจใช้พลังในการเอาชนะได้ ข้าจึงได้ว่าจ้างเ้าที่มีเพลงกระบี่ที่รวดเร็วนั่นเองว่าไงข้าอธิบายไปหมดแล้ว ตกลงเ้าจะรับงานนี้หรือไม่”
“แล้วใช้เวลาในการทำภารกิจนี้นานหรือไม่”
“อย่างนานไม่เกินหนึ่งเดือน”
“แล้วถ้าข้าขอเริ่มภารกิจในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าล่ะ”
“นั่นย่อมไม่มีปัญหา”
“เช่นนั้นข้าขอรับข้อเสนอ”
“ประเสริฐ อีกสองสัปดาห์ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นี่”
“ตกลง”
กล่าวจบสตรีผู้นั้นพลันะโลอยตัวขึ้นถีบส่งเรือลำน้อยที่มีเฟยหลงยืนอยู่พุ่งไปยังอีกฝั่งส่วนนางก็เหินร่างใช้วิชาตัวเบาเท้าแตะลงบนผิวน้ำคราหนึ่งก่อนร่างลอยขึ้นและร่อนลงยังอีกฟากฝั่งจากนั้นคนก็พุ่งหายลับไปจากสายตาของเฟยหลงเฟยหลงได้แต่มองตามเงาหลังของสตรีนางนั้น มันครุ่นคิด หรือว่าที่อยู่ในศาลเ้าร้างจะเป็นางขณะที่กำลังครุ่นคิดลี่ซาแป๊ะพลันเอ่ยถามขึ้นที่ข้างใบหูมัน
“สตรีนางนั้นเป็ใครหรือ เหตุใดถึงได้ช่วยเ้า”
“ข้าก็ไม่ทราบ”
ลี่ซาแป๊ะ “………… เอาเถอะเดินทางกันต่อ”
เฟยหลงได้ออกเดินทางไปพร้อมกับลี่ซาแป๊ะอีกครั้ง ครั้งนี้ผ่านมาสองวันพวกมันได้เริ่มเดินทางเข้าสู่ตอนเหนือของแคว้นแล้วฉะนั้นจึงไม่พบเจอคนจากพรรคยาจกใต้มาตามรังควานอีก
“ข้าสงสัย ทำไม่พวกท่านจึงตั้งตัวเป็ศัตรูกับพรรคยาจกใต้นัก”
“อดีต พรรคขอทานเหนือ และพรรคยาจกใต้แท้จริงครั้งหนึ่งเคยอยู่พรรคเดียวกัน แต่เพราะเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรคจึงทำให้ต้องแยกขาดจากกันมาถึงทุกวันนี้แต่เื่ที่ขัดแย้งชนรุ่นหลังอย่างพวกเรากลับมิทราบ”
“เช่นนั้น ทำไม่พวกท่านจึงไม่จับมือสมานฉันท์กันเล่าในเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะคนในอดีตมิได้เกี่ยวข้องกับพวกท่านเสียหน่อย”
“นั่นมันสายไปแล้วล่ะ ตอนนี้ขอทานเหนือและยาจกใต้เปรียบดั่งไฟกับน้ำ ยากที่จะอยู่ร่วมกันได้”
…..
….
“ เฟยหลงเ้าดูนั่น พวกเรามาถึงเมืองซีเก๋งแล้วพรรคของพวกเรานัดชุมนุมกัน ณ ที่นี่”
ณ แคว้นเหยียน แคว้นที่ถูกเรียกอีกชื่อว่าแดนพันหมื่นขุนเขา ที่แคว้นนี้เป็แคว้นที่ไม่เจริญมั่งคั่งเหมือนดั่งแคว้นอื่นๆ เพราะที่นี่ภูมิประเทศส่วนใหญ่มีแต่ขุนเขาใหญ่น้อยมากมายจึงไม่เหมาะต่อการเดินทางของพวกพ่อค้าวานิชย์ต่างๆ เช่นนั้นเมืองทุกเมือง ในแคว้นจึงค่อนข้างที่มีลักษณะเป็แบบย้อนยุคดั้งเดิม ผู้คนส่วนใหญ่ในแคว้นต่างดำรงชีพด้วยการทำนา ทำไร่ มีชีวิตอย่างสมรรถ เรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ และที่แคว้นแห่งนี้เองมีสำนักของผู้ฝึกญาณวิถีแห่งเต๋าดำรงอยู่ และเป็สำนักเดียวที่มีอยู่ในแคว้นเหยียนซึ่งสำนักแห่งนี้ก็เป็หนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของผู้ฝึกญาณวิถีเต๋าในแผ่นดิน นามของสำนักนั้นคือนิกายสุริยันจันทรา
ณ วิหารเทพเ้า ของนิกายสุริยันจันทรามีชายชราสองผู้กำลังสนทนากันอยู่ หนึ่งนั้นสวมชุดนักพรตสีเทาเข้มขาดหวิ่นกำลังถือไม้กวาดก้านมะพร้าวกวาดบริเวณโดยรอบวิหารท่านอายุราวร้อยกว่าปี มีใบหน้ายับย่นแต่แดงปลั่งคล้ายคนที่ยังฉกรรจ์ ชายชราอีกคนสวมชุดคลุมสีเทาหม่นผมเพล้าหนวดเคราสีขาวยาวรุงรัง ใบหน้าแดงปลั่ง แววตาแฝงความลึกล้ำ มิใช่เฒ่าพยากรณ์จูกั๊กม่อ แล้วจะเป็ใคร
“ั้แ่ที่เ้ายกตำแหน่งเ้านิกายให้คนรุ่นหลังรู้สึกว่าเ้าจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการปัดกวาดมากจริงๆ นะ”
“ใครจะมีความสุขเช่นเ้าที่พึ่งรับศิษย์คนแรกล่ะ”
“ฮ่าาาา เ้าคงอิจฉาข้าล่ะสิที่ได้ศิษย์อันประเสริฐมาแล้วผู้หนึ่ง”
“มาแล้วผู้หนึ่ง? หรือว่าเ้าตั้งใจจะรับศิษย์เพิ่มอีกคน”
“นี่ข้าเคยบอกเ้ารึ ว่าจะรับศิษย์เพียงคนเดียว”
“เ้าหมายความว่า”
“อาชา์มิได้มีเพียงตัวเดียวกลับมีถึงสองตัวต่างหากเล่า เพียงแต่อาชาอีกตัวคล้ายมีคล้ายไม่มี ดูเลือนรางยิ่ง”
“ขนาดเ้ายังมิอาจหาตัวพบ”
“ถูกต้อง ข้าเดินทางทั่วปฐียังหาอาชาตัวนั้นไม่พบแต่คนคาดเดาหรือจะสู้ฟ้าลิขิตข้ากลับบังเอิญเจออาชาอีกตัวก่อน และข้ายังเชื่อว่า อาชาตัวนี้แหละที่จะชักนำอาชาตัวที่เลือนรางนั่นมาหาข้า”
“เช่นนี้นี่เอง ข้อแลกเปลี่ยนสุดท้ายที่เ้าเสนอให้กับศิษย์คนแรกของเ้าจึงเป็การให้มันตามหาศิษย์อีกคนให้เ้า”
“มิผิด ข้ายอมบั่นทอนพลังชีวิตเพื่อแทรกแซงความลับฟ้าหาใช่เพื่อเื่ปรากฏการณ์ั์ตา์ไม่”
“แต่เป็เื่ อาชา์คู่สินะ”
“ถูกต้อง แต่พวกมันจะช่วยโลกแห่งนี้ไว้ได้หรือไม่ข้าก็มิอาจทราบได้อีกแล้ว”